วัดและพระเกจิ ดูเพิ่มเติม >>

บทความ

ข่าวงานบุญ ดูเพิ่มเติม >>

ทเวนตี้โฟร์ ช้อปปิ้ง จับมือบ้านศิลปะเอกชัยวรรณแก้ว สานฝันผลงานผู้พิการและผู้ด้อยโอกาสให้เป็นจริง

ทเวนตี้โฟร์ ช้อปปิ้ง จับมือบ้านศิลปะเอกชัย วรรณแก้ว ร่วมกันสนับสนุนผลงานบ้านศิลปะเอกชัย วรรณแก้ว เพื่อนำรายได้ส่งต่อให้กับผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส พร้อมเปิดพื้นที่ช่องทางการจำหน่ายสินค้าหรือผลิตภัณฑ์งานศิลปะของผู้พิการและผู้ด้อยโอกาสเพิ่มมากขึ้น เป็นการสานฝันให้เป็นจริง โดยมี เอกชัย วรรณแก้ว ประธานบ้านศิลปะเอกชัย วรรณแก้ว (ที่4จากซ้าย) จารุวรรณ เวชตระกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท วิช กรุ๊ป (ไทยแลนด์) จำกัด (ที่3จากขวา) รุจิรา ปานกลัด รองผู้จัดการฝ่ายบริหารผลิตภัณฑ์ (ที่2จากซ้าย) นิพนธ์ หมีอินทร์ ผู้จัดการแผนกบริหารโครงการพิเศษ บริษัท ทเวนตี้โฟร์ ช้อปปิ้ง จำกัด (ที่1จากซ้าย) พร้อมด้วยทีมงานทเวนตี้โฟร์ ช้อปปิ้ง สำหรับผู้ที่สนใจสนับสนุนผลงานต่างๆ ของบ้านศิลปะเอกชัย วรรณแก้ว สามารถติดต่อได้ที่ Facebook: Amulet24, Line ID: @Amulet24,www.amulet24.com หรือ Call center 02-780-7600

 

.........................................

ขอขอบพระคุณในการเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ บริษัท วิช กรุ๊ป (ไทยแลนด์) จำกัด
คุณสุรศักดิ์ สีลูกวัด โทร.02 418 2885,098 263 8694

วันที่ 10 ตุลาคม 2562 : ถวายปัจจัยจากการเช่าบูชาวัตถุมงคล รุ่น พระกำแพงสามขา วัดพระบรมธาตุฯ นครชุม

วันที่ 10 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา โครงการเช่าบูชาวัตถุมงคล บริษัท ทเวนตี้โฟร์ ช้อปปิ้ง จำกัด ได้เข้าถวายสักการะ ท่านเจ้าคุณพระราชวชิรเมธี,ดร. เจ้าอาวาสวัดพระบรมธาตุ พระอารามหลวง ต.นครชุม อ.เมือง จ.กำแพงเพชร โดยมี คุณนิพนธ์ หมีอินทร์ ผู้จัดการแผนกโครงพระ กาลนี้ได้ทำพิธีมอบป้ายและถวายปัจจัยจากการเช่าบูชาวัตถุมงคล รุ่น “พระกำแพงสามขา” วัดพระบรมธาตุฯ นครชุม รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,429,379.04 บาท โดยได้มอบหมายให้ท่านพระครูอาทรวชิโรดม ผู้ช่วย เจ้าอาวาสวัดพระบรมธาตุ พระอารามหลวง เป็นผู้แทนในการรับมอบถวายเพื่อสมทบทุนในการสร้างฌาปนสถาน “เมรุเผาศพ” ของวัดพระบรมธาตุฯ สืบไป ต้องขออนุโมทนาบุญกับทุกท่านที่ได้ร่วมบุญมา ณ โอกาสนี้

วันที่ 10 ตุลาคม 2562 : ถวายปัจจัยจากการเช่าบูชาวัตถุมงคลพระเจ้าตากสินมหาราช

วันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๖๒ ที่ผ่านมา โครงการเช่าบูชาวัตถุมงคล บริษัท ทเวนตี้โฟร์ ช้อปปิ้ง จำกัด โดยมี คุณนิพนธ์ หมีอินทร์
ผู้จัดการแผนกโครงพระ กาลนี้ได้ทำพิธีมอบป้ายและถวายปัจจัยจากการเช่าบูชาวัตถุมงคลพระเจ้าตากสินมหาราช และพระวิษณุกรรม
รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 38,585.09 บาท โดยมีท่านพระครูปลัดเขตฐวัชร์ วชิรญาโณ รองเจ้าอาวาสวัดท่าช้าง อ.เมือง จ.ตาก รับมอบเพื่อ
สมทบทุนในการบูรณะศาลาบำเพ็ญกุศล ของวัดท่าช้าง อ.เมือง จ.ตาก สืบไป ต้องขออนุโมทนาบุญกับทุกท่านที่ได้ร่วมบุญมา ณ โอกาสนี้

บทความธรรม ดูเพิ่มเติม >>

หลวงปู่มหาเจิม วัดสระมงคล จ.นครปฐม

ประวัติ พระครูภาวนาปัญญาดิลก(หลวงปู่พระมหาเจิม ปญฺญาพโล)วัดสระมงคล อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม

     สำหรับชาติภูมิหลวงปู่มหาเจิม ชื่อเดิม เจิม วรรณโมฬี เกิดเมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๔๕๙ ตรงกับแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ณ บ้านหนองแหน ต.เมืองใหม่ อ.ราชสาส์น จ.ฉะเชิงเทรา บิดาชื่อ นายหรุ่น วรรณโมฬี มารดาชื่อ นางม้วน วรรณโมฬี มีพี่น้อง ๖ คน ทุกคนเสียชีวิตหมดแล้ว

     บรรพชาที่วัดแสนภุมมาวาส กับหลวงพ่อทอง ต่อมาได้ญัตติเป็นธรรมยุต กับเจ้าคุณอุบาลี คุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจันโท) วัดบรมนิวาส กทม. อุปสมบท ณ วัดบรมนิวาส โดยมี พระพรหมมุนี (ติสฺโส อ้วน) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูพินิจ วิหารการ (ขำ) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระครูวินัยธรดำ เป็นพระอนุสาวนาจารย์

     หลวงปู่มหาเจิม เป็นพระผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ในสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต และหลวงปู่เจิมท่านเคร่งครัด ในธรรมวินัย เป็นที่สุด พูดน้อย พูดแต่ความจริง ไม่พูดเล่น เป็นผู้รักสันโดษ ไม่ยินดีในลาภยศ สรรเสริญ ท่านสละ ไม่ยอมรับแม้ตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัด ลูกศิษย์ถามว่า ทำไมหลวงปู่ไม่ไปอยู่ภาคอีสาน จะได้โด่งดังเหมือนกับพระคณาจารย์อื่นๆ ท่านตอบว่า เราไม่อยากดัง มาอยู่ตรงนี้ก็ดีแล้ว จะได้ใช้กรรมให้หมดไป

ประวัติที่ 2 ของหลวงปู่

ชีวประวัติหลวงปู่มหาเจิม ปญฺญาพโล

      หลวงปู่มหาเจิม นามเดิม เจิม วรรณโมฬี เกิดที่บ้านหนองแหน ต.เมืองใหม่ อ.พนมสารคาม(ปัจจุบันเป็น อ.ราชสาสน์) จ.ฉะเชิงเทรา เมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๙ ตรงกับวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีมะโรง บิดามีนามว่า นายหรุ่น วรรณโมฬี มารดามีนามว่า นางม้วน วรรณโมฬี มีพี่น้องทั้งหมด ๖ คน เป็นผู้ชาย ๔ คน ผู้หญิง ๒ คน ได้เสียชีวิตแล้วทั้งหมด ๕ คน ที่มีชีวิตอยู่ปัจจุบันเหลือหลวงปู่เพียงองค์เดียว

      การศึกษาของหลวงปู่ในวัยเด็กต้องศึกษากับวัดที่อยู่ใกล้บ้าน โดยเรียนหนังสือมูลบทบรรพกิจของพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) พออ่านออกเขียนได้เท่านั้น เพราะยังไม่มีโรงเรียนประชาบาลตั้งอยู่ในวัดสมัยนั้น และยังต้องย้ายออกจากบ้าน ห่างจากบิดามารดาและญาติพี่น้องมาอยู่ที่วัดตั้งแต่อายุประมาณ ๘ ขวบ

       หลวงปู่ได้บรรพชาเป็นสามเฌร เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๐ อายุได้ ๑๒ ขวบ กับหลวงพ่อทองซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดแสนภุมมาวาส และได้อยู่กับท่าน ๑ พรรษา ในปี พ.ศ. ๒๔๗๑ หลวงปู่ได้เดินทางเข้ามาในกรุงเทพฯ และมาอยู่ที่วัดบรมนิวาส ถนนรองเมือง เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร โดยคุณย่าอิ่ม รัดสกุล เป็นผู้นำมาฝากฝังกับท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจันโท) และได้ญัตติเป็นธรรมยุต กับท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ อีกด้วย

       การศึกษาบาลีและนักธรรม ได้เริ่มศึกษาเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๑ หลวงปู่สอบบาลีไวยากรณ์ได้ที่ ๔ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๒ และ ในปี พ.ศ. ๒๔๗๗ สอบได้นักธรรมเอก และหลวงปู่ยังสามารถสอบได้เปรียญธรรม ๕ ประโยค ได้ในปีเดียวกัน

 

       เมื่อหลวงปู่อายุครบ ๒๐ ปี บริบูรณ์ จึงได้เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๐ ณ พระอุโบสถวัดบรมนิวาส โดยมีพระพรหมมุนี (ติสฺโส อ้วน) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูพินิจ วิหารการ (ขำ) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระครูวินัยธรดำ เป็นพระอนุสาวนาจารย์

 ปี พ.ศ. ๒๔๘๔ หลวงปู่ได้ออกปฏิบัติ โดยเดินทางขึ้นสู่ภาคเหนือ ได้จำพรรษาที่วัดเจดีย์หลวง อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ๑ พรรษา

ปี พ.ศ. ๒๔๘๒-พ.ศ. ๒๔๘๗ จำพรรษาที่วัดป่าโรงธรรมสามัคคี อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่

ปี พ.ศ. ๒๔๘๘ จำพรรษาที่วัดทิพย์วนาราม อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่

ปี พ.ศ. ๒๔๘๙ ได้กลับมาจำพรรษาที่ วัดป่าโรงธรรมสามัคคี อีกครั้ง

ปี พ.ศ. ๒๔๙๐ ลงมาอยู่ภาคกลาง ได้ลงไปจำพรรษาที่อ่าวยาง จ.จันทบุรี เพียงรูปเดียว

ปี พ.ศ. ๒๔๙๑ ได้ไปจำพรรษาที่อ่าวหมู กับ พระอาจารย์น้อย เกตุโร อยู่ ๑ พรรษา และได้เดินทางลงไปจำพรรษาที่ปักษ์ใต้ โดยได้ไปอยู่กับหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี (พระราชนิโรธรังสีคัมคีร์ปัญญาวิศิษฏ์) ที่จังหวัดภูเก็ต

ปี พ.ศ. ๒๔๙๕ จำพรรษาที่อ่าวลึก จ.กระบี่ กับอาจารย์พรหมมา

ปี พ.ศ. ๒๔๙๖-พ.ศ. ๒๔๙๘ ได้อยูจำพรรษาที่คลองช่องลม อ.อ่าวลึก จ.กระบี่

ปี พ.ศ. ๒๔๙๙ กลับมาจำพรรษาที่วัดแสนภุมมาวาส อันเป็นบ้านเกิด เพื่อเยี่ยมโปรดโยมบิดา โยมมารดา

ปี พ.ศ. ๒๕๐๐ กลับลงไปภาวนาที่ภาคใต้อีกครั้ง โดยจำพรราที่อ่าวลึก จ.กระบี่ ได้ ๑ พรรษา

ปี พ.ศ. ๒๕๐๓ จำพรรษาที่วัดอรัญญบรรพต จ.หนองคาย กับหลวงปู่เหรียญ วรลาโภ (พระสุธรรมคณาจารย์)

ปี พ.ศ. ๒๕๐๔-พ.ศ. ๒๕๐๗ จำพรรษาที่วัดเขาแก้ว จ.จันทบุรี

ปี พ.ศ. ๒๕๐๘-พ.ศ. ๒๕๑๗ จำพรรษาที่วัดป่าคลองกุ้ง จ.จันทบุรี

ปี พ.ศ. ๒๕๑๘ กลับไปวัดเขาช่องลม อ.อ่าวลึก จ.กระบี่อีกครั้ง และได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาส จนถึงปี พ.ศ. ๒๕๑๙-พ.ศ. ๒๕๓๑ และในระหว่างนั้นหลวงปู่ได้ปฏิเสธที่จะรับตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดกระบี่ และ พังงา

ต่อมาท่านได้มาอยู่ที่มูลนิธิพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ซอยจรัลสนิทวงค์ ๓๗ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร เพื่อรักษาอาการอาพาธ และมาพักอยู่กับหลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท (พระครูสุทธิธรรมรังษี) ที่วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม อ.สามโคก จ.ปทุมธานี

ปี พ.ศ. ๒๕๓๓-ปัจจุบัน หลวงปู่ได้รับอารธนานิมนต์มาเป็นประธานสงฆ์ วัดสระมงคล อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม ซึ่งเดิมมีพื้นที่เป็นป่าช้าเก่า

สหธรรมิกของท่านที่เคยอยู่ร่วมกันมามีมากมายหลายท่านเช่น หลวงปู่เทศน์ เทสก์รังษี ,หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ ,หลวงปู่สิม พุทธาจาโร ,หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท ,หลวงปู่มหาเนียม สุวโจ ,หลวงปู่จันทร์แรม เขมสิริ เป็นต้น

หลวงปู่ท่านเป็นพระที่ชอบสันโดษไม่หวังลาภยศใดๆ มีลูกศิษย์มาถามท่านว่าทำไมท่านไม่เทศน์บ้าง ท่านตอบว่า

ธรรมมีมากมาย พระเทศน์เก่งๆก็มีเยอะ แต่คนเอาธรรมไปใช้มีน้อย มีลูกศิษย์ท่านนึงขอธรรมะจากท่าน ท่านได้ให้ธรรมะสั้นๆ แต่ออกจากใจท่านแท้ๆ ท่านเขียนไว้ว่า "ปล่อยว่าง วางเบา เอาหนัก" ท่านบอกว่าใครทำได้ถึงตรงนี้พ้นทุกข์ได้แน่นอน

หรียญเสมาหยุดกระสุน ประสบการณ์มากมาย พระที่นักลองของไม่กล้าลองยิง..เหรียญเสมา รุ่นแรก หลวงปู่มหาเจิม วัดสระมงคล  สภาพสวยเดิม พระดีราคาเบา  จัดสร้างใน พศ 2549 เพียงครั้งเดียวเท่านั้น

       หลวงปู่มหาเจิม ปญฺญาพโล อดีตประธานสงฆ์วัดสระมงคล บ้านหนองโพธิ์ ต.สระสี่มุม อ.กำแพงแสน เป็นเหรียญที่ออกในช่วงเดือนตุลาคม พ.ศ.2549 เนื่องในงานวันเกิดครบ 90 ปี

        ดาบธีเล่าว่า พระครูภาวนาปัญญาดิลก หรือที่ชาวบ้านมักเรียกว่า หลวงปู่เจิม ปัญญาพโล" เป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่อีกรูปหนึ่งของนครปฐม ได้รับการยกย่องว่าเป็นพระที่เคร่ง ครัดพระธรรมวินัย ใส่ใจปฏิบัติกัมมัฏฐานเป็นยอดพระเกจิแห่งยุคอีกรูปหนึ่ง มีสมาธิจิตใจอันแน่วแน่เด็ดเดี่ยว สมาธิมั่นคงปัจจุบันอายุ 96 พรรษา 76 ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสระมงคล อ.กำแพง แสน จ.นครปฐม และมีบลูกศิษย์ของหลวงปู่แผ้วได้ถามกับหลวงปู่แผ้ว ปวโรว่าหลวงปู่มหาเจิมเป็นอย่างไรหลวงปู่แผ้ว ปวโร ตอบมาว่าหลวงปู่มหาเจิมเก่งกว่าฉันเสียอีกหลวงปู่มหาเจิมเป็นพระสายกรรมฐานสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต หลวงปู่มหาเจิมท่านได้อนุญาตให้สร้างวัตถุมงคลเพียงครั้งเดียวเท่านั้น

        วัตถุมงคลของท่านได้มีการกล่าวขานว่าเป็นวัตถุมงคลศักดิ์สิทธิ์ ท่านได้ระสังขารแล้วประชุมเพลิงสังขารท่านกายเป็นพระธาตุวัตถุมงคลของท่านมีคนได้นำไปทดลองแล้วคนทดลองเกิดอาเพศมีอันเป็นไปบางคนมีอาการคุ้มคั่งจนไม่มีใครคิดที่จะกล้านำมาลองอีกและผู้ที่นำเอาเกศาของท่านไปก็เกิดความมหัศจรรย์เกิดขึ้นเพราะเกศากลายเป็นพระธาตุอย่าไม่น่าเชื่อส่วนกระดูกของท่านก็กลายเป็นเม็ดแก้วใสๆดูได้จากฟิล์มเอ็กซเรย์ที่หมอถ่ายไว้ประวัติหลวงปู่มหาเจิม ท่านบวชตั้งแต่11ขวบ(บวชเณร)พออายุครบ20ปีก็พรรพชาแล้วได้เดินออกธุดงค์ทั้ง4ภาคทั่วประเทศไทยกับเกจิอาจารย์หลายท่านจากนั้นท่านได้กลับมายังที่วัดสระมงคล ต.สระสี่มุม อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม หลวงปู่มหาเจิมได้ละสังขานลงด้วยสิริอายุ95ปี8เดือน11วัน

        ดาบธีภาค 7 ยังบอกอีกว่า ตนเองได้ประสบการณ์จากผู้ต้องหาที่ก่อเหตุเกิดการต่อสู้กันที่มีวัตถุมงคลของหลวงปู่มหาเจิมติดตัวอยู่นั้นร่ายกายก็ไม่มีบาดแผลแม้แต่น้อยจึงเป็นที่ล่ำลือกันว่าต้องเป็นวัตถุมงคลหลวงปู่มหาเจิมอย่างแน่นอน

เปิดจอง เหรียญปิดทองหลังพระ อาจารย์สันติ พิเชฐชัยกุล

อาจารย์สันติ พิเชฐชัยกุล ศิลปินประติมากรระดับโลก นักปั้นแห่งจิตวิญญาณ ในครั้งนี้จะมีความพิเศษมากขึ้น ได้อันเชิญด้านหลังของพระพุทธเจ้าที่เป็นรูปปั้น อ.สันติได้ไปค้นหามาจากประวัติศาสตร์ 7 ปีกว่า นำมาออกแบบใส่ไว้ที่หน้าเหรียญ โดยเหรียญพิเศษรุ่นนี้ ใช้ชื่อว่า "ปิดทองหลังพระ"

เหรียญ"ปิดทองหลังพระ"

*** รายการจองมีดังนี้ *** 


1.เนื้อเงิน สร้าง 2563 เหรียญ เช่าบูชา 2563.-

2.เนื้อทองแดง สร้าง 200,000 เหรียญ เช่าบูชา 299.-

สามารถสั่งจองได้ที่  Line@ แอดเลย >>>> amulet24

#Amulet24 พระเครื่องดี เกจิดัง พิธีขลัง มวลสารศักดิ์สิทธิ์

เหรียญ"ปิดทองหลังพระ" อ. สันติ พิเชฐชัยกุล ศิลปินประติมากรระดับโลก นักปั้นแห่งจิตวิญญาณ


    พระพุทธเจ้าเป็นผู้ที่เชื่อว่าไม่มีพระเจ้าและทรงปฏิเสธการมีอยู่ของพระเจ้า นอกจากนี้ลักษณะรูปปั้นเหนือจริงยังขัดแย้งต่อปรัชญาที่ว่าด้วยเรื่องอนิจจัง เพราะรูปปั้นเหนือจริงสื่อถึงความเป็นนิรันดร์ คือ การไม่มีวันตาย ดังนั้น การปั้นพระพุทธรูปที่มีลักษณะเสมือนจริงจะสื่อถึงช่วงสั้นๆ ของการดำรงอยู่ของมนุษย์ได้อย่างเป็นธรรมชาติและแม่นยำกว่า เพราะจะสอนให้เห็นถึงความสำคัญในการใช้ชีวิตอย่างมีความหมายและมีจริยธรรม ในฐานะที่เสมอเท่าเทียมกัน พระพุทธองค์คงอยากจะให้เราเห็นตัวเองในพระองค์และได้รับแรงบันดาลใจจากพระองค์ เราต้องหยั่งถึงความเป็นพุทธะในตัวของเราด้วย” สันติ บันทึกไว้ในหนังสือของโครงการวิจัย ตอน รหัสลับมหาบุรุษแห่งพุทธะ นอกจากนี้ รูปปั้นพระพุทธเจ้าเสมือนจริงยังทำให้ปุถุชนตระหนักได้ว่า ทุกคนสามารถเข้าถึงการหยั่งรู้และการรตรัสรู้ได้ ไม่ได้ถูกจำกัดไว้สำหรับพระภิกษุสงฆ์เพียงอย่างเดียว พระพุทธเจ้าทรงเชื่อว่าทุกคนสามารถบรรลุและหลุดพ้นจากความทุกข์ได้ด้วยหนทางแห่งธรรมะ จึงเป็นเหตุให้พระองค์ออกเผยแผ่คำสอน ผลต่อมา คือ ลดช่องวางระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ ทำให้คนรู้สึกได้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างศิษย์กับอาจารย์ ซึ่งจะทำให้ใกล้ชิดกับพระพุทธองค์มากขึ้น และสิ่งสำคัญที่สุด คือ ได้สื่อคำสอนของพระองค์โดยเฉพาะเรื่อง สัจธรรม เหรียญ"ปิดทองหลังพระ" 

     อาจารย์สันติและภรรยาตามหารูปลักษณะของพระพุทธเจ้าจากการศึกษาพระสูตร งานพุทธศิลป์โบราณ ผู้เชี่ยวชาญด้านพระพุทธศาสนา นักโบราณคดี นักประวัติศาสตร์ และคนในตระกูลศากยวงศ์ การค้นพบที่ได้ทำให้เขาแยกตำนานออกจากตัวตนและพบชีวิตที่แท้จริงของพระพุทธองค์ แตกต่างจากพระพุทธเจ้าในนิกายเถรวาทหรือมหายาน ซึ่งน่าเลื่อมใสยิ่งกว่าคำบรรยายในพระสูตรต่างๆ ถึงวันนี้เข้าสู่ปีที่ 5 ที่ครอบครัวพิเชฐชัยกุลค้นหาพระพักตร์ที่แท้จริง อันดับต่อไปสันติและภรรยาจะออกเดินทางไปอินเดียและปากีสถานเพื่อหาใบหน้าจากผู้สืบเชื้อสายศากยวงศ์ สุดท้ายเมื่อค้นพบพระพักตร์และปั้นสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าที่มีขนาดใกล้เคียงกับพระองค์จริงเป็นครั้งแรกแล้วจะนำไปประดิษฐานที่ลุมพินีวัน ประเทศเนปาล สถานที่ประสูติของพระพุทธองค์ จากนั้นสันติจะสร้างประติมากรรมชิ้นที่ 2 ขนาดความสูง 19 เมตร ทำจากโลหะที่มีความประณีตเหมือนคนจริง และมีความใกล้เคียงกับความเป็นจริงที่สุดตามประวัติศาสตร์โลกโดยจะประดิษฐานไว้ในประเทศไทย เหรียญ"ปิดทองหลังพระ" 



“คนทั่วโลกจะได้เห็นพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าเสมือนจริงที่สุดในโลก” สันติ กำลังรอวันนั้น “สถานที่ที่ผมจะสร้างประติมากรรมขนาดใหญ่ ผมจะสร้างในพื้นที่ที่รกร้างแล้วนำของไร้ค่ามาสร้างสิ่งที่มีค่ามากที่สุด เมื่อสถานที่แห่งนี้สร้างสำเร็จ จะกลายเป็นแหล่งรวบรวมหลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ที่สมบูรณ์ เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก และยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวให้ประเทศไทย” ติดตามปฐมบทของการเดินทางตามหาพระพักตร์ของพระพุทธเจ้า เหรียญปิดทองหลังพระ ร่วมค้นหาพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าตามประวัติศาสตร์โลก เหรียญ"ปิดทองหลังพระ"

อาจารย์สันติ พิเชฐชัยกุล

        เป็นศิลปินประติมากรระดับโลก นักปั้นแห่งความศักดิ์สิทธิ์และจิตวิญญาณ ผู้เชี่ยวชาญด้านการปั้นบุคคลสำคัญระดับตำนาน ซึ่งผ่านประวัติศาสตร์มาแล้วมากมาย มีความประสงค์ที่จะถ่ายทอดตัวตนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า โดยการสร้างสรรค์เป็นผลงานประติมากรรมโลหะขนาดใหญ่และขนาดเท่าคนจริง ซึ่งเป็นการย้อนกลับไปสู่ยุคสมัย ๒๖๐๐ ปีแห่งพุทธกาล ให้เสมือนจริงราวกับมีชีวิตและจิตวิญญาณ ดั่งพระองค์ท่านทรงเสด็จมาประทับและปรากฎอยู่เบื้องหน้าของพวกเราชาวพุทธ บนพิพิธภัณฑ์ธรรมสากล ซึ่งภายในจะเป็นการแสดงเรื่องราวของพุทธประวัติที่สมบูรณ์แบบที่สุดในโลกตั้งแต่พระองค์ทรงประสูติ,ตรัสรู้,ปริณิพาน และเพื่อเป็นที่ระลึกและอนุสรณ์ประจำสมัยกรุงรัตนโกสินทร์แห่งรัชกาลปัจจุบัน เหรียญ"ปิดทองหลังพระ" 
       
        ขอกราบเรียนเชิญทุกท่านพร้อมใจกันร่วมสร้างถวายเพื่อ “เป็นพุทธบูชา” และเป็นอีก”สิ่งมหัศจรรย์ของโลก”ด้านสันติภาพ เพื่อมวลมนุษยชาติทั้งในปัจจุบันและอนาคต จะได้ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ อีกทั้งยังเป็นการช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของไทยอีกทางหนึ่ง ยิ่งไปกว่านั้นพวกเราพุทธศาสนิกชนชาวไทยทั้งหลาย จะได้ภาคภูมิใจ ที่พวกเรามีโฉมหน้าหรือพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุดตามประวัติศาสตร์ของโลก ซึ่งยังไม่มีที่ใดในโลกคิดและสร้างเหมือนที่เรากำลังจะทำ ซึ่งจะประดิษฐานอยู่บนผืนแผ่นดินไทยไปตลอดกาลตราบนานเท่านานชั่วนิจนิรันดร์ จนกว่าฟ้าดินสิ้นสลาย เหรียญ"ปิดทองหลังพระ"


     ร่วมค้นหาพระพักตร์ที่แท้จริงไปกับ อ.สันติ พิเชฐชัยกุล  นักปั้นแห่งจิตวิญญาณและประติมากรไทยระดับโลกผู้นี้

เหรียญ"ปิดทองหลังพระ"

*** รายการจองมีดังนี้ *** 


1.เนื้อเงิน สร้าง 2563 เหรียญ เช่าบูชา 2563.-

2.เนื้อทองแดง สร้าง 200,000 เหรียญ เช่าบูชา 299.-

สามารถสั่งจองได้ที่  Line@ แอดเลย >>>> amulet24

#Amulet24 พระเครื่องดี เกจิดัง พิธีขลัง มวลสารศักดิ์สิทธิ์

เหรียญ"ปิดทองหลังพระ" อ. สันติ พิเชฐชัยกุล ศิลปินประติมากรระดับโลก นักปั้นแห่งจิตวิญญาณ

การ"ปิดทองหลังพระ"นั้น เมื่อถึงคราวจำเป็น ก็ต้องปิด..
ว่าที่จริงแล้ว คนโดยมากไม่ค่อยชอบ “ ปิดทองหลังพระ”กันนัก
เพราะว่าไม่มีใครเห็น แต่ถ้าทุกคนพากันปิดทองแต่ข้างหน้า…
ไม่มีใครปิดทองหลังพระเลย พระจะเป็นพระที่งามบริบูรณ์ไม่ได้….”
( พระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๐๖ )
งานทุกอย่างมีด้านหน้าและด้านหลัง เหมือนเหรียญบาท…
งานด้านหน้านั้นมีคนทำกันเยอะแยะ และมีคนแย่งกันทำ…
เพราะมีผลเห็นได้ชัดและก็ปูนบำเหน็จกันได้เต็มที่
แต่งานด้านหลังที่ไม่ปรากฏต่อสายตาของคน…
ต้องเป็นคนที่เข้าใจงานและหน้าที่ของตัวจริงๆ ถึงจะทำได้
และต้องเสียสละด้วย… "ปิดทองหลังพระ"
เพราะ…งานด้านหลังเป็น “งานปิดทองหลังพระ”
ถ้าทำดีแล้วต้องไม่ให้เห็นปรากฏ…
และต้องยอมรับว่าไม่ได้อะไรตอบแทนเลย
นอกจากความภูมิใจในการทำงานในหน้าที่ของตน…"ปิดทองหลังพระ"

ทำดีแบบปิดทองหลังพระเพื่อเป็นกำลังแผ่นดิน

หลวงปู่อั๊บ วัดท้องไทร เจ้าของตำรับ"ตะกรุดกันงู" อันเกรียงไกร

บันทึกชีวประวัติพระเดชพระคุณ พระอธิการเกษม(อั๊บ) เขมจาโร
อดีตเจ้าอาวาสวัดท้องไทร ต.แหลมบัว อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม
         หลวงพ่อมีนามเดิมว่า เกษม ทิมมัจฉา เกิดเมื่อวันจันทร์ที่ ๘สิงหาคม พ.ศ.๒๔๖๕    ขึ้น๑๕ ค่ำ เดือน๙ ปีจอ ที่บ้านแหลมบัว อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม บิดาชื่อ อุ๋ย  ทิมมัจฉา  มารดาชื่อ ผิว  ทิมมัจฉา เป็นบุตรชายคนโตในบรรดาพี่น้อง ๑๒ คน อาชีพเกษตรกร จบการศึกษาชั้นป.๒  ในวัยเด็กได้ไปพักกับพระน้าชายชื่อ พระเล็ก  ที่วัดกลางบางแก้ว อ.นครชัยศรี  จ.นครปฐม ซึ่งขณะนั้นมี พระพุทธวิถีนายก(หลวงปู่บุญ ขันธโชติ) เป็นเจ้าอาวาส ซึ่งหลวงปู่บุญเป็นพระที่มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นอันมากแม้แต่สมเด็จพระสังฆราชแพ วัดสุทัศน์ ยังให้ความเคารพ หลวงปู่อั๊บได้เล่าว่า ตอนท่านเป็นเด็กยังได้เคยรับใช้ บีบนวดหลวงปู่บุญบ่อยๆครั้ง เพื่อนเด็กวัดรุ่นเดียวกันนั้นมีอยู่คนหนึ่งต่อมาภายหลังได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุสงฆ์และได้ทำคุณประโยชน์ให้กับการศึกษาทั้งทางโลกและศาสนาอย่างมากมาย คือพระเดชพระคุณพระอุบาลีคุณปรมาจารย์  (ท่านเจ้าคุณ ปัญญา) เจ้าอาวาส วัดไร่ขิง นั่นเอง  ส่วนพระเล็กพระน้าชายได้บวชที่ วัดใหม่สุคนธาราม อ.นครชัยศรี จ.นครปฐมและได้ย้ายไปจำพรรษาหลายวัด อย่างเช่น วัดห้วยตะโก วัดปลักแรด  วัดหนองบัว วัดกลางบางแก้ว เป็นต้น ได้บวชเป็นพระนานอยู่ถึง ๑๘พรรษาจึงลาสิกขาออกมาใช้ชีวิตเป็นฆราวาสและมีครอบครัวอย่างชาวโลกทั่วไป   นับได้ว่าเป็นผู้มีวิชา อาคมขลังคนหนึ่ง ในปีที่หลวงปู่บุญ ได้มรณภาพลงนั้นตรงกับปี พ.ศ. ๒๔๗๘หลวงปู่อั๊บ มีอายุได้ ๑๓ ปี เมื่อหลวงปู่บุญได้มรณภาพลงแล้ว หลวงพ่อเกษม (อั๊บ) ได้กลับไปอยู่กับบิดา-มารดาที่บ้านท้องไทร ช่วยกิจการงานบ้าน    ทำนา อย่างขยันขันแข็ง จนอายุครบที่จะทำการบรรพชา อายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ จึงได้ทำการ อุปสมบท ณ.พัทธสีมา วัดทุ่งน้อย ต.แหลมบัว    อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม

โดยในสมุดใบสุทธิของหลวงปู่อั๊บ ได้บันทึกไว้ดังนี้..........

         พระอุปัชฌาย์ พระอธิการมา วัดทุ่งน้อย พระกรรมวาจารย์ พระอธิการฮะวัดโคกเขมา   (อ่านโคกขะเหมา) พระอนุสานาจารย์ พระอธิการพลัด วัดท้องไทร
           อุปสมบท เมื่อ อายุ  ๒๐ ปี  เมื่อวันที่ ๒๘ เดือนพฤษภาคม พ.ศ.  ๒๔๘๕เวลา๑๕.๑๘ น.   ณ.วัดทุ่งน้อย ต.แหลมบัว อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม หลังจากอุปสมบทแล้วได้กลับมาอยู่ที่วัดท้องไทร อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม เมื่อบวชได้ ๓พรรษา ได้เดินเท้าไปวัดหนองบัว จ.กาญจนบุรี เพื่อไปหาพระเล็กพระน้าชายซึ่งขณะนั้นได้ไปพักจำพรรษาอยู่ที่นั่น วัดหนองบัว ขณะนั้นมี หลวงปู่เหรียญ ซึ่งเป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดังเป็นเจ้าอาวาสอยู่ หลวงปู่เหรียญท่านนี้ เป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่ยิ้มอดีตเจ้าอาวาสองค์ก่อนซึ่งมีวิชาอาคมเก่งกล้าเป็นยิ่งนัก แม้แต่หลวง ปู่ศุขวัดมะขามเฒ่า ซึ่งเป็นเกจิอาจารย์ร่วมสมัยกันยังเกรงใจ ในวิชาของหลวงปู่ยิ้ม และยังเคยเดินทางมาพัก  ที่วัดหนองบัว    ส่วนพระสหธรรมิกอีกรูปหนึ่งที่สำคัญของหลวงปู่ยิ้ม คือ หลวงปู่บุญ  วัดกลางบาง แก้ว ในหนังสือประวัติ   วัดหนองบัวบันทึกไว้ว่า ในวันที่เผาศพหลวงปู่ยิ้มนั้นไม่สามารถ เผาร่างสังขารของท่านได้ จนต้องนิมนต์หลวงปู่ขึ้นไปทำพิธี จึงสามารถเผาศพของท่านติดไฟได้  นับว่าอัศจรรย์เป็นยิ่งนัก หลวงปู่อั๊บท่านเล่าว่า อยากจะขอเรียนวิชากับหลวงปู่เหรียญแต่พระน้าชายไม่ยอมให้เรียน แต่ในขณะที่พักอยู่ที่วัดหนองบัวประมาณ ๒เดือน ได้มีชาวบ้านในแถวนั้นได้นำพระเนื้อดินเผาและพระเนื้อผงมาถวายท่าน ( เป็นพระที่สมัยหลวงปู่ยิ้ม แห่งวัดหนองบัวได้ทำการจัดสร้างไว้แล้วนำไปบรรจุไว้ตามในถ้ำในเขตวัดหนองบัว) อาทิเช่น พระพิมพ์ยืนประทานพร พิมพ์ขุนแผนซุ้มเรือนแก้ว พิมพ์ปางมารวิชัย  พิมพ์๓ ชั้นหูบายศรี พิมพ์สมเด็จ ๓ชั้นพิมพ์สมเด็จ๗ ชั้นและพิมพ์สมเด็จปรกโพธิ์ เป็นต้น

            เมื่อหลวงปู่อั๊บท่านได้กลับมายังวัดท้องไทร ท่านได้นำพระเหล่านั้นกลับติดตัวมาด้วย บางส่วนท่านได้ทำการแจกให้แก่ลูกศิษย์ที่ใกล้ชิดไปพอประมาณ เมื่อมีผู้ที่นำไปบูชาแล้วได้เกิดอภินิหารมากมายแล้วกลับมาเล่าให้ท่านฟังท่านจึงได้นำชึ้นไปเก็บที่ห้องบนกุฏิท่านและไม่ได้นำออกมาอีกเลย หลังจากที่หลวงปู่ได้กลับมาอยู่ที่วัดท้องไทรแล้วนั้นท่านได้ไปฝากตัวขอเป็นศิษย์ กับ หลวงพ่อน้อย วัดธรรมศาลา เพื่อขอเล่าเรียนวิชาอาคมต่างๆจากหลวงพ่อน้อย   หลวงพ่อน้อย ท่านนี้มีความเก่งกล้าในวิชาอาคมเป็นอย่างยิ่งนัก ยิ่งวาจาของท่านแล้วเป็นปกาศิตยิ่งนัก หรือ วาจาศักดิ์สิทธิ์นั่นเอง พูดสิ่งใดแล้วมักเป็นสิ่งนั้น แม้แต่หลวงพ่อเงิน แห่งวัดดอนยายหอมยังให้ความนับถือ ซึ่งหลวงพ่อน้อยท่านก็เมตตาถ่ายทอดวิชาอาคมต่างๆให้อย่างไม่ปิดปัง พร้อมทั้งยังมอบ ตำรายันต์พระเวทย์ให้กับหลวงปู่อั๊บมา 1 เล่ม (ของพ่อน้อย วัดธรรมศาลา ๑เล่ม หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก๑ เล่ม) เป็นตำรายันต์ลายมือหลวงพ่อน้อย มีบางส่วนที่เป็นลายมือของพระตุ๋ยซึ่งเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อน้อยซึ่ง หลวงพ่อน้อยเรียกมาใช้บ่อยๆเพราะเขียนอักขระเลขยันต์ได้สวยงามดี  (ต่อมาได้ลาสิกขาเป็นฆราวาส)  นับได้ว่าหลวงพ่อน้อยท่าน เป็นครูอาจารย์ที่สำคัญยิ่งองค์หนึ่งของหลวงปู่อั๊บเลยที่เดียวและในช่วงเวลาที่หลวงปู่อั๊บว่างท่านได้เดินทางไปกราบ หลวงพ่อแช่ม วัดตาก้องและได้ขอเรียนวิชาจากหลวงพ่อแช่มมาด้วยอย่างเช่น การนำกระเบื้องแตกมาลงอักขระแล้ว นำไปไว้ในใจกลางที่ดินเพื่อที่จะขายเป็นต้น                                                              

ส่วนอีกองค์หนึ่งคือหลวงพ่อจันทร์ วัดบ้านยางซึ่งเป็นสหธรรมมิคกันกับหลวงพ่อแช่ม วัดตาก้องหลวงปู่อั๊บท่านได้กราบขอเป็นศิษย์เช่นกัน แต่หลวงพ่อจันทร์ท่านสั่งให้ไปหาที่วัดและให้นำหัวหมูไปด้วย๑ หัวแล้วท่านจะถ่ายทอดวิชาให้หมด

            แต่เมื่อหลวงปู่อั๊บได้กลับมาวัดท้องไทรแล้วได้ล้มป่วยลงด้วยไข้มาลาเรียหรือสมัยนั้นเรียกว่าไข้ป่า ท่านเล่าว่าป่วยคราวนั้นเกือบตายเป็นๆหายๆอยู่ประมาณ๓ เดือน เมื่อหายจากไข้จึงทำการเดินทางไปหาหลวงพ่อจันทร์อีกครั้ง แต่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่งว่าหลวงพ่อจันทร์ท่านได้มรณภาพลงเสียแล้ว จึงไม่ได้รับการถ่ายทอดวิชาจากหลวงพ่อจันทร์เอาไว้เลย  เมื่อท่านบวชได้ ๘พรรษาหลวงปู่อั๊บได้เดินทางไปยัง จ.สุพรรณบุรี เพื่อไปฝากตัวเป็นศิษย์ของ หลวงพ่อโบ้ย วัดมะนาว หลวงพ่อโบ้ยท่านมีความเชี่ยวชาญในสายวิปัสสนากรรมฐานเป็นยิ่งนัก มีความศักดิ์สิทธิ์ใน วิชาอาคมขลังเป็นเลิศ หลวงพ่ออั๊บได้ขอขึ้นกรรมฐานธุดงค์กับหลวงพ่อโบ้ย ซึ่งหลวงพ่อโบ้ย ท่านก็ได้สอนหลักการเดินธุดงค์การอยู่ในป่าให้อย่างละเอียด จึงนับได้ว่า หลวงพ่อโบ้ย คือ ครูกรรมฐานที่แท้จริงของหลวงปู่อั๊บ  หลังจากหลวงปู่อั๊บได้กลับมาจากวัดมะนาวแล้วท่านได้ไปจำพรรษาที่ วัดโคกเขมา ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากวัดท้องไทรมากนัก ๑ พรรษา(พรรษา ๑๐) ในปีพ.ศ.๒๔๙๕(พรรษา ๑๑)ได้มีญาติโยมได้นิมนต์ท่านไปอยู่ที่ วัดใหม่ต้านทาน อ.บางซ้าย จ.อยุธยา เมื่อท่านได้มาอยู่  จ.อยุธยาแล้วท่านได้มีโอกาสไปฝากตัวเป็นศิษย์กับหลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก อ.บางไทร จ.อยุธยา ซึ่งหลวงพ่อจงท่านนี้นั้นนับได้ว่าเป็นเกจิที่มีชื่อเสียงโด่งดังในสมัยสงครามโลกครั้งที่๒เป็นอย่างมาก  จนมีผู้คนทั่วไปกล่าวขานคำคล้องจองกล่าวกันว่ จาด-จง-คง-อี๋

จาด คือ หลวงพ่อจาด แห่งวัด บางกระเบา จ.ปราจีนบุรี

จง คือ หลวงพ่อจง แห่งวัด  หน้าต่างนอก  จ.อยุธยา

คง คือ หลวงพ่อคง แห่งวัด บางกระพร้อม จ.สมุทรสงคราม

 อี๋ คือ  หลวงพ่ออี๋ แห่งวัด สัตหีบ จ.ชลบุรี

           หลวงปู่อั๊บท่านได้เรียนวิชาอาคมจากหลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก จ.อยุธยา ไว้มากพอสมควรและหลวงพ่อจง ท่านได้สอนวิปัสนากรรมฐานให้และวิชาอื่นๆอีกหลายๆอย่างด้วยกัน อย่างเช่น  วิชาตะกรุดลอยน้ำ ซึ่งเป็นวิชาชั้นสูงและอักขระเลขยันต์ต่างๆ

           ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๙๕- พ.ศ.๒๕๐๕ นั้นท่านได้จำพรรษา ณ.วัดใหม่ต้านทาน อ.บางซ้าย  จ.อยุธยา เป็นเวลา ๑๑ พรรษา หลังออกพรรษาเมื่อรับกฐินแล้ว ท่านได้ออกธุดงค์เพื่อหาความวิเวกทุกๆปี ในช่วงเวลา ๑๑ พรรษานี้ท่านได้เรียนวิชาอาคมต่างๆเพิ่มเติมและฝึกจิตจนมีความก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็วจากการที่ท่านได้ธุดงค์อยู่ในป่า ถ้ำ เขา ทำให้ท่านมีพลังจิตแกร่งกล้าเป็นยิ่งนัก ท่านเล่าว่าได้เดินธุดงค์ไปทั่วประเทศมาหมดแล้ว ในช่วงที่ท่านได้เดินธุดงค์อยู่นั้นได้พบพระธุดงค์ด้วยกันถ้าพระรูปใดได้แสดงวิชาอะไรให้ได้ดูให้เห็นเป็นที่ประจักษ์จริงแก่สายตาแล้ว ท่านขอเรียนไว้หมดโดยท่านบอกว่าไม่สามารถที่จะจำชื่อได้หมด ในช่วงที่อยู่อยุธยานี้ได้ไปขอเรียนวิชาอย่างหนึ่งที่พิสดารยิ่งคือวิชาการทำตะกรุดกัน อสรพิษ จาก หมอถ่าย หมอถ่ายนี้เป็นฆราวาสที่พักอาศัยอยู่ใกล้ๆกับวัดไผ่โรงวัว   จ.สุพรรณบุรี หมอถ่ายนี้สามารถเอางูเห่าใส่ย่ามสะพายไปไหนมาไหนได้โดยงูไม่กัดและสามารถนำงูออกมาอาบน้ำในกาละมังได้โดยงูไม่กัด หลวงปู่อั๊บไปขอเรียนอยู่ถึง ๗ ปีหมอถ่ายจึงยอมสอนให้แต่ก็ได้ไม่หมดเพราะหลวงปู่อั๊บไม่มีฝิ่นไปบูชาครู  นับว่าเป็นวิชาที่พิสดารคือถ้าผู้ใดได้คาดตะกรุดกันงูนี้อยู่กับตัว ถ้าไปเหยียบงูพิษเข้า งูไม่สามารถที่จะอ้าปากกัดได้และวิธีการทำก็ยุ่งยากมาก เคยเห็นท่านนั่งผูกตะกรุดกันงูต้องปิดปากเอาลิ้นดันเพดานปากไว้แล้วทำการภาวนาขณะถักตะกรุด ด้านหนึ่งมี ๙ เปลาะแล้วเอาตะกรุดร้อยเข้าแล้วจึงถักอีกด้านหนึ่ง ๗ เปลาะขณะทำการถักห้ามพูดคุยเด็ดขาด ถ้าเกิดไอหรือจามหรือเผลอพูดออกมาเป็นอันว่าตะกรุดดอกนั้นเสียทันทีต้องแก้ใหม่หมด ท่านบอกว่าเวลาถักตะกรุดกันงูทีไร ฉันอาหารไม่ค่อยได้ไปหลายวัน

          ในปีพ.ศ๒๕๐๖-๒๕๐๗ญาติโยมได้นิมนต์ท่านไปจำพรรษาที่วัดวังชะโด อ.บางซ้าย จ.อยุธยาเป็นเวลา ๒ ปีรวมแล้ว หลวงปู่อั๊บ มาจำพรรษาอยู่ที่จ.อยุธยาทั้งหมดเป็นเวลาถึง ๑๓ ปี

          ในปีพ.ศ๒๕๐๘ หลวงปู่อั๊บ มีอายุ ๔๓ ปีญาติโยมทางท้องไทรได้มานิมนต์ให้หลวงปู่กลับมาอยู่ที่วัดท้องไทร อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม เพื่อไปโปรดญาติโยมที่บ้านเกิดบ้างท่านจึงได้กลับมาอยู่ที่วัดท้องไทรตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา  ปีที่ท่านได้กลับมาอยู่วัดท้องไทร นั้นอายุได้ ๔๓ ปีย่าง๔๔ ปี (ได้๒๔พรรษา)

 ในปีพ.ศ.๒๕๐๙หลวงปู่อั๊บได้ดำริจะสร้างศาลาการเปรียญขึ้นมาสักหลัง ลูกศิษย์จึงขออนุญาตทำการจัดสร้างเหรียญ ซึ่งเป็นรุ่นแรกของหลวงปู่อั๊บ ขึ้นมาเป็นเหรียญรูปไข่ครึ่งองค์เนื้อทองแดงจำนวนที่จัดสร้าง ๑๐,๐๐๐เหรียญ เพื่อมอบสมนาคุณให้แก่ญาติโยมที่บริจาคทรัพย์สร้างศาลาการเปรียญพร้อมกันนี้ท่านได้ทำการสร้างตะกรุดกันงูขึ้นมาด้วยเพื่อแจกพร้อมกับเหรียญรูปไข่ด้วย

 ญาติโยมที่ได้รับไปบูชานั้นได้พบเจอกับอภินิหารมากมายนับไม่ถ้วนเป็นการสร้างชื่อเสียงขจรขจายให้ผู้คนทั้งหลายได้รู้จักกับ หลวงพ่อปู่อั๊บ แห่งวัดท้องไทร จนโด่งดังไปทั่วมากยิ่งขึ้นและหลวงปู่อั๊บก็ยังได้เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้านท้องไทรตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

 เมื่อวันที่ ๑๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๓ หลวงปู่อั๊บได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสแห่งวัดท้องไทรและยังได้รับการแต่งตั้งเป็น พระกรรมวาจาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ท่านได้นำวิชาต่างๆที่ได้ร่ำเรียนมาสงเคราะห์ผู้คนทั่วไปดังนี้....

๑. วิชาการแพทย์แผนโบราณรักษาด้วยสมุนไพร

๒. วิชาการรักษาโรคเกี่ยวกับกระดูก-เส้นเอ็น

๓. วิชาการแช่น้ำมนต์

. วิชาการถอนคุณไสย(ถอนของ)

. วิชาการสักเสกอักขระเลขยันต์

           วิชาการแช่น้ำมนต์ถอนของนี้ หลวงปู่อั๊บท่านได้ไปขอเรียนกับ ก๋งสุข ซึ่งเป็นคนจีนบ้านอยู่ที่ จ.อยุธยา ก๋งสุขนี้เมื่อสมัยตอนรุ่นๆได้ต้มน้ำร้อนถวาย หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเท่า เป็นลูกศิษย์ที่รับใช้หลวงปู่ศุขอยู่ถึง ๑๐ ปีหลวงปู่ศุขจึงถ่ายทอดให้มาและได้สั่งเอาไว้ด้วยว่า ถ้ามอบให้ใครแล้วมึงก็ต้องตายเสีย หลวงปู่อั๊บเพียรไปเรียนอยู่ประมาณ ๖ ปี ก๋งสุขจึงยอมมอบวิชาให้หลังจากถ่ายทอดวิชาการทำน้ำมนต์ถอนของให้กับหลวงปู่อั๊บ แล้วประมาณ ๑เดือน ก๋งสุขก็เสียชีวิตในวัย ๙๐ ปีเศษ

วิธีการรักษา ของหลวงปู่อั๊บ แห่ง วัดท้องไทรนั้น

ผู้ใดสงสัยจะถูก คุณไสย ลมเพลมพัด ท่านจะให้นำน้ำกรองสะอาดใส่ในกะละมังพอมิดหลังเท้าแล้วเอาน้ำมนต์ที่ท่านทำไว้ใส่ลงไปด้วย  ล้างเท้าให้สะอาดแล้วจึงเอาเท้าแช่ลงไปในกะละมังนั้นเอาน้ำมนต์ดื่มเข้าไปด้วย ถ้าคนป่วยนั้นถูกคุณไสย ถูกของมาจริงก็จะถูกขับออกมาในกะละมังนั้นโดยแช่วันละ ๓ชั่วโมงติดต่อกัน ๓ วันจนครบ๙ ชั่งโมงแล้ว หลวงปู่อั๊บจะรดน้ำมนต์ให้อีกครั้งหนึ่ง

 บางคนเป็นหนักจนไม่ได้สติจนต้องหามกันมาก็มีก็มาหายด้วยน้ำมนต์ของหลวงปู่อั๊บ มากมายนับไม่ถ้วน บางคนอยากจะแช่ทั้งตัวก็มีอ่างปูนซีเมนต์ขนาด 4 เหลี่ยมใส่น้ำลงไปแล้วเอาน้ำมนต์ใส่ลงไปจึงลงไปนั่งแช่ทั้งตัว ค่ารักษาก็มีเพียง ธูป เทียน  ดอกไม้และบุหรี่๑ ซองกับเงินค่าครูแค่ ๑๒ บาทเท่านั้น บางคนเป็นอัมพฤต อัมพาต มาแช่แล้วเอายาไปกินหายเดินได้มาก็มาก ท่านได้สงเคราะห์ผู้คนที่เป็นเช่นนี้มา หลายสิบปี ถ้าจะนับจำนวนผู้ป่วยที่ท่านทำการสงเคราะห์ก็ไม่อาจที่จะสรุปได้ว่ากี่หมื่นกี่พันราย

ครูอาจารย์ที่หลวงปู่อั๊บได้ไปขอเล่าเรียนวิชามามีดังนี้.........

๑.พระเล็ก เป็นพระพี่ชายศึกษาเล่าเรียนวิชาการทำตะกรุดโพธิ์กลับพระเล็กได้ไปเล่าเรียนวิชานี้มาจากหลวงพ่อคำ วัดดอนทราย อ.โพธาราม จ.ราชบุรี วิชานี้เป็นวิชาสำคัญอย่างหนึ่งซึ่งหลวงพ่อไม่ค่อยได้ทำให้ใคร เนื่องจากพรรษาหนึ่งเพียง ๙ดอกเท่านั้นและต้องทำจาก แผ่นเงิน และ ทองคำเท่านั้น (ตอนที่ท่านไปเรียนวิชานี้มาจากราชบุรีนั้น หลวงพ่ออั๊บท่านขี่ม้าไปเรียน จนม้าที่หลวงพ่อขี่นั้นตายไปเป็นตัวๆ)

๒.หลวงพ่อน้อย วัดธรรมศาลา จ.นครปฐม ศึกษาเล่าเรียนวิชาอักขระเลขยันต์และพระเวทย์ต่างๆและยังได้ตำรายันต์มาจาก หลวงพ่อน้อย วัดธรรมศาลามาอีก ๑ เล่ม

๓.หลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง จ.นครปฐม ศึกษาเล่าเรียนวิชาการลงเลขยันต์ที่แผ่นกระเบื้องแล้วนำไปไว้กลางที่ดินเพื่อให้ขายได้ เป็นต้น

๔.หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก จ.อยุธยา ศึกษาเล่าเรียนวิชาวิปัสสนากรรมฐานและอักขระเลขยันต์ต่างๆ วิชาการทำตะกรุดลอยน้ำ ซึ่งเป็นเมตมหานิยมอย่างสูง(ตำราอีก ๑เล่ม)

๕.หลวงพ่อหอม วัดหนองเสือ จ.นครปฐม ศึกษาเล่าเรียนวิชาทำน้ำมันมนต์สมุนไพรประสานกระดูกละเส้นเอ็น ซึ่งหลวงพ่อหอมเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อจวน หลวงพ่อจวนเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่ยิ้ม วัดหนองบัว จ.กาญจนบุรี

๖.หลวงพ่อโบ้ย วัดมะนาว จ.สุพรรณบุรี ศึกษาเล่าเรียนวิชาขึ้นกรรมฐานธุดงค์

๗.ก๋งสุข ศึกษาเล่าเรียนวิชาทำน้ำมนต์ถอนของ

๘.โยมถ่าย ศึกษาเล่าเรียนวิชาการทำตะกรุดกันงู

 ยังมีครูบาอาจารย์อีกหลายๆท่านที่ไม่ได้เอ่ยชื่อไว้ (หลวงพ่อจำไม่ได้) จนนับไม่ถ้วนจนตำราที่ท่านได้ไปศึกษาเล่าเรียนมา หลวงปู่อั๊บท่านบอกเอาไว้ว่าต่อให้มีรถกระบะก็ใส่ตำราที่เรียนมานั้นก็ไม่หมดบางเล่มก็มีคนยืมเอาไปแล้วไม่ได้นำมาคืน หลวงพ่ออั๊บก็หลายเล่มและอีกส่วนหนึ่งก็อยู่ที่ วัดใหม่ต้านทาน จ.อยุธยา

 หมายเหตุ

              อนึ่งอ้างอิงข้อมูลมาจาก พระอาจารย์พระครูปลัด ขวัญชัย สุจิตฺโต (รักษาการเจ้าอาวาส วัดท้องไทร)

                                                                  นาย นริทร์ กำบัง  ผู้จดบันทึก

                                                                   ศิษย์เอกวัดท้องไทร   ผู้จัดทำ

 

พระเครื่องออนไลน์

เว็บพระแท้ ร่วมสร้างสะสมบุญไปกับ Amulet24.com พระเครื่องออนไลน์ รวมวัตถุมงคล เช่าบูชาพระแท้ 100% ออกจากวัดโดยตรง รวบรวมทั้งเครื่องรางของขลัง มวลสารศักดิ์สิทธิ์ หลวงพ่อโสธร หลวงปู่ทวด สมเด็จพุฒาจารย์โต ท้าวเวสสุวรรณ พระซุ้มกอ  พระกำลังแผ่นดิน และอีกหลากหลายพระเกจิชื่อดังทั่วฟ้าเมืองไทย อานิสงส์ของการทำบุญ แก้ปีชง 2562 ช่วยให้ชีวิตราบรื่น ปัดเป่าเรื่องร้ายให้กลายเป็นดี โดยรายได้แต่ละโครงการไม่เพียงแค่ร่วมทำบุญ แต่เงินทุกบาทยังมีส่วนร่วมในการทํานุบํารุงพระพุทธศาสนาให้คงอยู่สืบไป ส่งฟรีที่เซเว่นอีเลฟเว่น รับวัตถุมงคลได้ทั่วประเทศตลอด 24 ชั่วโมง