วัดและพระเกจิ ดูเพิ่มเติม >>

คำคมธรรมะ

ข่าวงานบุญ ดูเพิ่มเติม >>

8 ตุลาคม 2561 ; ถวายมุฑิตาสักการะเนื่องในโอกาสงานบำเพ็ญกุศลฉลองอายุ วัฒนมงคล 90 ปี พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณพระสุธรรมาธิบดี (แบน กิตฺติสาโร ป.ธ.5)

เมื่อวันจันทร์ที่ 8 ตุลาคม 2561  ที่ผ่านมา  คุณนิพนธ์ หมีอินทร์  ผู้จัดการแผนก โครงการเช่าบูชาวัตถุมงคลบริษัททเวนตี้โฟร์ ช้อปปิ้ง จำกัด เป็นผู้แทนเข้าถวายมุฑิตาสักการะเนื่องในโอกาสงานบำเพ็ญกุศลฉลองอายุวัฒนมงคล 90 ปี พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณพระสุธรรมาธิบดี (แบน  กิตฺติสาโร ป.ธ.5)ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ ผู้อำนวยการมูลนิธิสิรินธรราชวิทยาลัย ในพระราชูปถัมภ์ ณ วัดสิรินธรเทพรัตนาราม ต.อ้อมใหญ่ อ.สามพราน จ.นครปฐม

27 กันยายน 2561 : ถวายปัจจัยจากการเช่าบูชาวัตถุมงคล รุ่น “เปิดกรุพระ” วัดพระบรมธาตุฯ นครชุม รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 866,851 บาท

วันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๖๑ ที่ผ่านมา โครงการเช่าบูชาวัตถุมงคล บริษัท ทเวนตี้โฟร์ ช้อปปิ้ง จำกัด ได้เข้าถวายสักการะท่านเจ้าคุณพระราชวชิรเมธี,ดร. เจ้าอาวาสวัดพระบรมธาตุ พระอารามหลวง ต.นครชุม อ.เมือง จ.กำแพงเพชร โดยมี คุณนิพนธ์ หมีอินทร์ ผู้จัดการแผนกโครงพระ กาลนี้ได้ทำพิธีมอบป้ายและถวายปัจจัยจากการเช่าบูชาวัตถุมงคล รุ่น “เปิดกรุพระ” วัดพระบรมธาตุฯ นครชุม รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 866,851 บาท มีพระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณพระราชวชิรเมธี,ดร. เจ้าอาวาสวัดพระบรมธาตุ พระอารามหลวง รับมอบเพื่อสมทบทุนในการสร้างฌาปนสถาน “เมรุเผาศพ” ของวัดพระบรมธาตุฯ สืบไป กาลต้องขออนุโมทนาบุญกับทุกท่านที่ได้ร่วมบุญมา ณ โอกาสนี้

07 มีนาคม 2561 : อิ่มบุญรับต้นปี...เนื่องในวันมาฆบูชา กับบริษัท ทเวนตี้โฟร์ ช้อปปิ้ง ณ วัดอาวุธวิกสิตาราม พระอารามหลวง


เนื่องในวันพระใหญ่ "วันมาฆบูชา" :เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561 คุณอำพา ยงพิศาลภพ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ทเวนตี้โฟร์ ช้อปปิ้ง จำกัด และ คุณศุภกฤษ มากผล รองผู้จัดการทั่วไป ด้านคลังสินค้า พร้อมผู้บริหารพนักงาน ได้จัดกิจกรรมส่งเสริมพระพุทธศาสนาในโครงการ "พบพระธรรมในวันสะคัญทางพระพุทธศาสนา" และครั้งนี้ได้จัดกิจกรรมวันมาฆบูชา ณ วัดอาวุธวิกสิตาราม พระอารามหลวง เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร มีการเจริญพระพุทธมนต์ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล ฟังเทศน์เวียนเทียน รอบพระอุโบสถ นับเป็นการสร้างวินัยให้กับตนเอง ที่สำคัญยังเป็นการปลูกจิตสำนึก ตลอดจนสร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นแก่หมูคณะ และเป็นการปฎิบัติตนอย่างถูกต้องตามวิถีของพุทธศาสนิกชนที่ดีสือต่อไป

บทความธรรม ดูเพิ่มเติม >>

ท่านพ่อลี วัดอโศการาม

หลวงพ่อลี ธัมมธโร วัดอโศการาม 
เป็นศิษย์สายวิปัสสนากัมมัฏฐานอันดับต้นของ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต บูรพาจารย์สายพระป่า ริเริ่มและสร้างวัดอโศการาม จนเจริญรุ่งเรืองและมีชื่อเสียงมาจวบถึงปัจจุบัน เป็นที่เคารพศรัทธาของลูกศิษย์ลูกหาและสาธุชนทั่วไป แม้แต่จอมพล ป.พิบูลสงคราม อดีตนายกรัฐมนตรี ยังมาฝากตัวเป็นศิษย์ ชาติภูมิ เป็นชาวบ้านหนองสองห้อง อ.ม่วงสามสิบ จ.อุบลราชธานี เกิดเมื่อ วันที่ 31 ม.ค. 2449
เมื่อตอนวัยเด็กค่อนข้างจะเป็นเด็กที่ เลี้ยงยาก งอแง และขี้โรค อายุ 12 ปี ท่าน จึงเริ่มเรียนหนังสือไทย แต่มีสิ่งหนึ่งใน ความคิดอยู่ตลอด คือ ความคิดอ่านเรื่องบาปบุญและปรารถนาอย่างยิ่งที่จะบวชเป็น พระภิกษุในภายภาคหน้า จนเมื่ออายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ จึงอุปสมบทในปี พ.ศ.2468 สังกัดมหานิกาย

หลวงพ่อลีมีโอกาสพบและฟังเทศน์จาก พระอาจารย์บท ศิษย์สายพระอาจารย์มั่น ทั้งเห็นถึงปฏิปทาและการปฏิบัติสังฆกิจต่างๆ จึงเกิดความเลื่อมใสศรัทธา ตัดสินใจออกธุดงค์ติดตามพระอาจารย์บท เพื่อไปพบพระอาจารย์มั่น ซึ่งขณะนั้นจำพรรษาอยู่ที่วัดบูรพา จ.อุบล ราชธานี



ท่านได้รับการแนะนำสั่งสอนจากพระอาจารย์มั่นเพียงสั้นๆ ว่า คำว่า พุทโธ นี้ คือความพิเศษ เป็นดวงแก้วแห่งธรรม อันเป็นอุบายเบื้องต้นในการปฏิบัติกัมมัฏฐาน นอกจากนี้ ยังได้ศึกษาเพิ่มเติม จากพระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม และพระอาจารย์มหาปิ่น ปัญญาพโล ที่บ้านท่าวังหิน อันเป็นสถานที่เงียบสงบเหมาะแก่การเจริญ กัมมัฏฐาน



หลวงพ่อลีพากเพียรปฏิบัติธรรมและวิปัสสนากัมมัฏฐาน กระทั่งปีพ.ศ.2471 ท่านจึงได้แปรญัตติจากมหานิกายเป็น “ธรรมยุติกนิกาย” โดยพระอาจารย์มั่นเป็นผู้บรรพชาให้เป็นสามเณร และพระปัญญาพิศาลเถระ (หนู) แห่งวัดสระปทุม เป็นพระอุปัชฌาย์

จากนั้นออกธุดงค์กับพระอาจารย์มั่นเรื่อยมา จนพระอาจารย์ให้ท่านออกธุดงค์โดยลำพัง ท่านจึงออกธุดงค์กัมมัฏฐานไปยังสถานที่ต่างๆ รวมถึงเขมร พม่า และอินเดีย จน ในที่สุดมาจำพรรษาที่สำนักสงฆ์แม่ชีขาว จ.สมุทรปราการ

ณ สถานที่นี้เอง หลวงพ่อลีเริ่มก่อตั้งสำนักสงฆ์ที่เน้นวัตรปฏิบัติในทางธุดงค์ อาจสืบเนื่องจากท่านได้นิมิตว่าเป็นบริเวณที่บรรจุพระบรมธาตุ



การให้ชื่อวัดว่า “วัดอโศการาม” ท่านประสงค์จะให้เป็นอนุสรณ์ระลึกถึงคุณพระเจ้าอโศกมหาราช กษัตริย์ของอินเดีย ที่ได้เผยแผ่พระพุทธศาสนามายังแถบเอเชีย โดยเฉพาะประเทศไทย ได้ก่อสร้างรูปเหมือนพระเจ้าอโศกมหาราช และสร้างเสนาสนะต่างๆ จนพัฒนาเป็น วัดอโศการาม ที่รุ่งเรืองเป็นที่ศรัทธาของพุทธศาสนิกชน มาจนทุกวันนี้



หลวงพ่อลีนับเป็นพระสุปฏิปันโน ผู้ประพฤติดีประพฤติชอบ เป็นพระเกจิ สายกัมมัฏฐานที่เคร่งครัด เข้มขลัง และ ทรงอภิญญา เป็นที่เลื่อมใสของพุทธศาส นิกชนทั่วหล้า



สมณศักดิ์สุดท้าย ในปี พ.ศ.2500 ได้รับพระราชทานเป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ที่พระสุทธิธรรมรังสี

ท่านมรณภาพ เมื่อปี พ.ศ.2504 สิริอายุ 55 ปี 3 เดือน พรรษา 35



ขอบคุณข้อมูลจาก

ข่าวสด"

ท้าวเวสสุวรรณ

ท้าวเวสสุวรรณ (ท้าวเวสสุวัน) หรือในภาษาพราหมณ์เรียกว่า "ท้าวกุเวร" ถ้าในพระพุทธศาสนาจะเรียก "ท้าวไพสพ" เป็นอธิบดีแห่งอสูร หรือเจ้าแห่งภูตผีปีศาจทั้งหลาย โดย ท้าวเวสสุวรรณ เป็นหนึ่งในท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่ ผู้คุ้มครองดูแลโลกมนุษย์ สถิตอยู่บนสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา ประทับทางทิศเหนือมีอสูร รากษส และภูตผีปีศาจเป็นบริวาร ว่ากันว่าอาณาเขตที่ ท้าวเวสสุวรรณ ปกครองนั้นใหญ่มหาศาลมาก และ ท้าวเวสสุวรรณ ยังเป็นหัวหน้าของท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 อันประกอบไปด้วย "พระอินทร์" (ท้าวธตรฐ) ปกครองโลกด้านทิศตะวันออก , "พระยม" (ท้าววิรุฬหก) ปกครองโลกด้านทิศใต้ และ "พระวรุณ" (ท้าววิรูปักษ์) ปกครองโลกด้านทิศตะวันตก และเพราะ ท้าวเวสสุวรรณ เป็นเจ้าแห่งอสูร ทรงอิทธิฤทธิ์อานุภาพมาก

คนไทยโบราณนิยมนำผ้ายันต์รูปยักษ์ผูกไว้ที่หัวเตียงเด็กเพื่อป้องกันวิญญาณชั่วร้ายไม่ให้มารังควานแก่เด็ก ท้าวกุเวรองค์นี้มีกล่าวถึงในอาฏานาฏิยปริตรว่านำเทวดาในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกามาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า และได้ถวายสัตย์ที่จะดูแลพระพุทธเจ้าและเหล่าสาวกไม่ให้ยักษ์หรือบริวารอื่น ๆ ของท้าวจตุโลกบาลไปรังควาน


ท้าวกุเวรหรือท้าวเวสวัณนั้น ส่วนมากเราจะพบเห็นในรูปลักษณ์ของยักษ์ยืนถือกระบองยาวหรือคทา (ไม้เท้าเป็นรูปกระบอง) กันซะส่วนใหญ่ แต่แท้ที่จริงแล้ว ยังมีรูปเคารพของท่านในรูปของชายนั่งในท่า มหาราชลีลา มีลักษณะอันโดดเด่นคือ พระอุระพลุ้ยอีกด้วย กล่าวกันว่าผู้มีอาชีพสัปเหร่อ หรือมีอาชีพประหารชีวิตนักโทษ มักพกพารูปท้าวท้าวเวสวัณ สำหรับคล้องคอเพื่อเป็นเครื่องรางของขลัง ป้องกันภัยจากวิญญาณร้ายที่จะเข้ามาเบียดเบียน

ในภายหลังภาพลักษณ์ของท้าวกุเวรที่ปรากฏในรูปของชายพุงพลุ้ยเป็นที่เคารพนับถือ ในความเชื่อว่าเป็นเทพแห่งความร่ำรวย แต่ท้าวกุเวรในรูปของท้าวเวสวัณซึ่งมาในรูปของยักษ์เป็นที่เคารพนับถือว่า เป็นเครื่องรางของขลังป้องกันภูติผีปีศาจ นอกจากนี้ยังมีกล่าวว่า ท้าวเวสวัณยังมีกายสีเขียว สัณฐานสูง 2 คาวุต ประมาณ 200 เส้น มีอาวุธเป็นกระบอง มีพาหนะ ช้าง ม้า รถ บางทีปราสาท อาภรณ์มงกุฎประดับรูปนาค ดำรงอิสริยศเป็นเจ้าแห่งยักษ์ มีบริวารแสนโกฏิ ถือโล่แก้วประพาฬ หอกทอง

ในประเทศไทยมีคติการบูชาท้าวเวสวัณอีกรูปแบบหนึ่ง โดยเรียกเทพเจ้าองค์นี้ว่า พระไพศรพณ์ ตามนามในภาษาสันสกฤต ไวศฺรวณ มือขวาถือตะบอง มือซ้ายยกเสมอหน้าอกแสดงการห้ามปรามมิให้ (เทวดา) ทำผิด เนื่องจากมีหน้าที่รักษาความเรียบร้อยยุติธรรมในสวรรค์ ถูกนำมาเป็นสัญลักษณ์ของอัยการมานาน คาดว่าตั้งแต่แรกตั้งกรมอัยการเมื่อกว่า 100 ปีมาแล้วเนื่องจากยกกระบัตร (ชื่อเรียกอัยการในสมัยโบราณ) หรืออัยการในปัจจุบันก็มีหน้าที่รักษาความยุติธรรมและกฎหมายเช่นเดียวกับหน้าที่ของพระไพศรพณ์ในสวรรค์ แต่ยังตรวจไม่พบหลักฐานว่าได้มีประกาศเป็นทางการให้ใช้รูปพระไพศรพณ์เป็นเครื่องหมายราชการของอัยการตั้งแต่เมื่อใด

มีความเชื่อกันว่า ผู้ใดห้อยบูชาท้าวเวสสุวรรณ จะบังเกิดโชคลาภมากมาย ร่ำรวยเงินทอง มีกินมีใช้ไม่ขาดแก้ปีชง เสริมปีชง เทพแห่งปีชง ป้องกันภัยจากสิ่งที่มองเห็นและมองไม่เห็น ป้องกันภูติ ผีวิญญาณต่างๆไม่กล้ามาทำอันตรายใดๆให้กับคนในครอบครัว ในร้านนั้นๆ เพราะภูติผีปีศาจ ยักษ์ เป็นบริวารท้าวเวสสุวรรณ คนมีลูกเพิ่งคลอด หรือมีเด็กเล็ก มักนิยมบูชาท้าวเวสสุวรรณ ตั้งไว้ตรงที่เด็กนอนหลับ เพราะมีความเชื่อว่าภูติผีปีศาจจะไม่กล้ามารบกวนเด็ก เพราะท้าวเวสสุวรรณเป็นผู้ปกครองแห่งภูติผีปีศาจนั่นเอง จึงแนะนำคนที่มีลูกอ่อน ลูกเล็ก หากชอบร้องไห้ตอนกลางคืน ไม่หลับไม่นอนเหมือนมีอะไรมารบกวนเด็ก และยังสามารถกันภูติผีปีศาจคุณไสย์มนต์ดำได้หมด

ในตำราโบราณได้กล่าวไว้ว่าผู้ใดต้องการ ความเจริญในลาภยศ ทรัพย์สินเงินทอง อำนาจวาสนา สูงสุดทางมหาเศรษฐีมีทรัพย์ ลาภยศ สรรเสริญสุข ไหลมาไม่ขาดสาย และขจัด ภูตผีปีศาจ สิ่งอัปมงคลไม่กล้าเข้ามารบกวน และช่วยบันดาลโชคลาภโภคทรัพย์ให้แก่ผู้บูชา

คาถาบูชาท้าวเวสสุวรรณ

ผู้ใดหวังความเจริญในลาภยศ ทรัพย์สินเงินทอง อำนาจวาสนา ให้บูชารูป องค์ท้าวเวสสุวรรณ หรือ ท้าวกุเวร ตามคาถาบูชาต่อไปนี้
คาถาบูชาท้าวเวสสุวรรณ หรือ ท้าวกุเวร (บูชาประจำวัน)
ตั้ง นะโม 3 จบ  

อิติปิโสภะคะวา ยมมะราชาโน ท้าวเวสสุวรรณโณมรณังสุขัง อะหังสุคะโต นะโมพุทธายะท้าวเวสสุวรรณโณ จตุมหาราชิกา ยักขะพันตา ภัทภูริโตเวสสะ พุสะ พุทธัง อะระหัง พุทโธ ท้าวเวสสุวรรณโณ นะโมพุทธายะ 

เคล็ดการบูชาท้าวเวสสุวรรณ

จุดสักการะธูป 9 ดอก และถวายดอกกุหลาบ 9 ดอก แล้วตั้งนะโม 3 จบ ระลึกถึงคุณบิดา มารดา และครูบาอาจารย์ ทั้งหลาย ที่ประสิทธิประสาทวิชามาแล้วระลึกถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แล้วท่องคาถาท้าวเวสสุวรรณดังนี้

“อิติปิ โส ภะคะวา ยมมะราชาโน ท้าวเวสสุวรรณโณ มะระณัง สุขัง อะหัง สุคะโต นะโม พุทธายะ ท้าวเวสสุวรรณโณ จาตุมะหาราชิกา ยักขะพันตาภัทภูริโต เวสสะ พุสะ พุทธัง อะระหัง พุทโธ ท้าวเวสสุวรรณโณ นะโม พุทธายะ”

ผู้ที่ได้ทั้งบูชาด้วยการกราบไหว้และนำคุณธรรมของตััวท่านไปปฏิบัติด้วย จะช่วยส่งผลให้เจริญก้าวหน้า และร่ำรวย มีความสุขอย่างแน่นอน

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

ความศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าตากสิน
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระมหากษัตริย์ผู้ทรงกอบกู้เอกราชจากพม่าเมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 พระองค์ไม่เพียงจะได้รับการเทิดทูนอย่างสูงจากชนชาวไทย ในฐานะพระมหากษัตริย์นักรบเท่านั้น พระองค์ยังเป็นที่พึ่งทางใจของคนทั่วไปตลอดมา ด้วยความเชื่อว่าบารมีแห่งพระองค์ท่านจะช่วยให้ประสบความสำเร็จในเรื่อง การค้าขาย การเรียน การงาน หนี้สินจากการค้าขาย
สำหรับการ ""บน"" หรือ ""ขอ"" เพื่อให้หลุดจากภาระหนี้สินนั้นดูเหมือนเพิ่งจะได้รับความนิยมมากที่สุดในช่วงฟองสบู่แตกเมื่อปี 2540 เพราะในช่วงนั้นคนในประเทศส่วนใหญ่เกิดภาวะการเป็นหนี้เป็นสินมากที่สุด ซึ่งสิ่งที่พวกเขาหันไปพึ่งพาเพื่อให้พาชีวิตครอบครัวอยู่รอดคือการพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช วงเวียนใหญ่ ซึ่งคนที่ไปบนบานที่นั่นเชื่อว่าท่านจะสามารถช่วยเหลือในเรื่องของหนี้สินได้ เพราะในอดีตนั้นเคยเป็นหนี้เป็นสินประเทศจีนจึงทำให้พระองค์เข้าใจหัวอกของคนเป็นหนี้นั่นเอง

นอกจากนี้ผู้ไปบนบานยังสามารถขอให้ท่านช่วยเรื่อง ค้าขาย การเรียน การงาน อีกด้วย สำหรับวิธีบนนั้นจะต้องใช้ธูป 16 ดอก มาลัยดาวเรเมือง มาลัยมะลิ และหลังจากสำเร็จแล้วต้องการจะแก้บนจะต้องแก้บนตามคำกล่าวที่เคยขอท่านไว้หรือโดยการนำอาหารคาว หวาน มาถวายท่าน

เหล่าข้าราชบริพาร และประชาราษฏร์ผู้รู้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ จึงเทิดทูนยกย่องถวายพระเกียรติของพระองค์ท่านว่า “""มหาราช"" สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระผู้ทรงเป็นมหาวีรบุรุษของชาติไทย ตราบจนเท่าทุกวันนี้ ต่อมาในปี พ.ศ. 2497 คณะรัฐบาลไทยในสมัย ฯพณฯ จอมพล แปลก พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยข้าราชการ พ่อค้า และประชาชนทุกหมู่เหล่าได้พร้อมใจกันสร้างอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ประดิษฐานอยู่ ณ วงเวียนใหญ่ กรุงธนบุรี เมื่อวันที่ 1๗ เมษายน 25๔๙

ตัวอนุสาวรีย์สูง 8.59 เมตร กว้าง 1.8 เมตร ยาว 3.50 น. ด้วยรูปหล่อทองสัมฤทธ์บรมรูปทรงม้า ทรงพระมาลา ยกกรข้างขวาชูดาบ พร้อมที่จะเผชิญกับข้าศึกอย่างฉับพลัน เพื่อน้อมรำลึกถึงในพระเกียรติประวัติ เกียรติยศ เกียรติคุณ ให้ทรงปรากฏกับอนุชนรุ่นหลังสืบต่อมา โดยถือกำหนดเอาวันที่ 28 ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันถวายบังคมราชสักการะคล้าย “วันปราบดาภิเษก” เสด็จขึ้นเสวยราชย์ฯ

การถวายเครื่องสักการะบูชา สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช มีดังต่อไปนี้

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงเป็นดวงพระวิญญาณที่สถิตย์เป็นหนึ่งในสมเด็จพระสยามเทวาธิราชเจ้า คอยปกป้องรักษาแผ่นดินไทยให้มีความเจริญรุ่งเรืองไพบูลย์และมีชัยชนะเหนืออริราชศัตรู ทรงโปรดสิ่งเหล่านี้

1.ผู้มีความซื่อสัตย์ต่อ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และราชบัลลังก์ ตลอดจนผู้ที่เป็นนักรบรั้วของชาติ
2.พระกระยาหารที่ทรงเสวยนั้น ส่วนใหญ่เป็นแบบไทยง่ายๆ และอาหารแบบเดินทัพทั้งหลาย เช่น เครื่องของแห้งต่างๆ
3.แต่บางแห่งเช่น ที่วัดหนองนกไข่ ทรงนิมิตรแก่ท่านเจ้าอาวาส ว่า ทรงโปรดข้าวต้มผัดและไข่ต้ม อันเป็นอาหารสำหรับเดินทัพ
4.ผลไม้ไทยและจีน เครื่องเซ่นไหว้แบบจีนเต็มชุด เช่น เป็ด ไก่ หัวหมูบายศรี และซาแซ เป็นอาทิ
5.น้ำเปล่า น้ำผลไม้ และน้ำหวานอื่นๆ ไม่ทรงโปรดเสวยน้ำจัณฑ์
6.ดอกไม้ที่ใช้บูชา โปรดสีแดง อันเป็นสีแห่งวันพระราชสมภพของพระองค์
7.เครื่องถวายแก้บนโปรดดาบไทย ครั้งละ 2 เล่ม และปืนใหญ่จำลอง
8.โปรดเสียงประทัด และเสียงปืน

เมื่อจะขอพระบารมี ต้องจุดธูป 16 ดอก กลางแจ้ง แล้วกราบขอพระราชทานพระบารมี ตามที่ต้องการ

คำบูชาสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

(นะโม 3 จบ)

อาราธนาดวงพระวิญญาณ

โอม สิโน ราชาเทวะ ชะยะตุภะวัง สัพพะศัตรู วินาสสันติ

ถวายเครื่องสักการะ

โอม สิโน ราชาเทวะ นะมามิหัง

พระคาถาให้โชคลาภ

(นะโม 3 จบ)

นะชาลิติ มะหาลาโภ ลาโภ มหาโชค มหาลาภ"