วัดและพระเกจิ ดูเพิ่มเติม >>

บทความ

ข่าวงานบุญ ดูเพิ่มเติม >>

วันที่ 10 ตุลาคม 2562 : ถวายปัจจัยจากการเช่าบูชาวัตถุมงคล รุ่น พระกำแพงสามขา วัดพระบรมธาตุฯ นครชุม

วันที่ 10 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา โครงการเช่าบูชาวัตถุมงคล บริษัท ทเวนตี้โฟร์ ช้อปปิ้ง จำกัด ได้เข้าถวายสักการะ ท่านเจ้าคุณพระราชวชิรเมธี,ดร. เจ้าอาวาสวัดพระบรมธาตุ พระอารามหลวง ต.นครชุม อ.เมือง จ.กำแพงเพชร โดยมี คุณนิพนธ์ หมีอินทร์ ผู้จัดการแผนกโครงพระ กาลนี้ได้ทำพิธีมอบป้ายและถวายปัจจัยจากการเช่าบูชาวัตถุมงคล รุ่น “พระกำแพงสามขา” วัดพระบรมธาตุฯ นครชุม รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,429,379.04 บาท โดยได้มอบหมายให้ท่านพระครูอาทรวชิโรดม ผู้ช่วย เจ้าอาวาสวัดพระบรมธาตุ พระอารามหลวง เป็นผู้แทนในการรับมอบถวายเพื่อสมทบทุนในการสร้างฌาปนสถาน “เมรุเผาศพ” ของวัดพระบรมธาตุฯ สืบไป ต้องขออนุโมทนาบุญกับทุกท่านที่ได้ร่วมบุญมา ณ โอกาสนี้

วันที่ 10 ตุลาคม 2562 : ถวายปัจจัยจากการเช่าบูชาวัตถุมงคลพระเจ้าตากสินมหาราช

วันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๖๒ ที่ผ่านมา โครงการเช่าบูชาวัตถุมงคล บริษัท ทเวนตี้โฟร์ ช้อปปิ้ง จำกัด โดยมี คุณนิพนธ์ หมีอินทร์
ผู้จัดการแผนกโครงพระ กาลนี้ได้ทำพิธีมอบป้ายและถวายปัจจัยจากการเช่าบูชาวัตถุมงคลพระเจ้าตากสินมหาราช และพระวิษณุกรรม
รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 38,585.09 บาท โดยมีท่านพระครูปลัดเขตฐวัชร์ วชิรญาโณ รองเจ้าอาวาสวัดท่าช้าง อ.เมือง จ.ตาก รับมอบเพื่อ
สมทบทุนในการบูรณะศาลาบำเพ็ญกุศล ของวัดท่าช้าง อ.เมือง จ.ตาก สืบไป ต้องขออนุโมทนาบุญกับทุกท่านที่ได้ร่วมบุญมา ณ โอกาสนี้

วันที่ 8 ตุลาคม 2562 : ถวายปัจจัยจากการเช่าบูชาวัตถุมงคล พระรอดหลวงหริภุญชัย พระกริ่งหริภุญชัย และวัตถุมงคลวัดพระธาตุหริภุญชัย

วันที่ 8 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา โครงการเช่าบูชาวัตถุมงคล บริษัท ทเวนตี้โฟร์ ช้อปปิ้ง จำกัด โดยมี คุณนิพนธ์ หมีอินทร์ ผู้จัดการแผนกโครงพระ กาลนี้ได้ทำพิธีมอบป้ายและถวายปัจจัยจากการเช่าบูชาวัตถุมงคล พระรอดหลวงหริภุญชัย พระกริ่งหริภุญชัย และวัตถุมงคลวัดพระธาตุหริภุญชัย 1440-2562 รุ่น “1121 ปี” ของวัดพระธาตุหริภุญชัย วรมหาวิหาร จ.ลำพูน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 76,936.76 บาท โดยมีพระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณพระเทพรัตนนายก เจ้าอาวาสวัดพระธาตุหริภุญชัย วรมหาวิหาร , เจ้าคณะจังหวัดลำพูน เป็นผู้รับมอบเพื่อสมทบทุนในการบูรณะ เสนาสนะ ในวัดพระธาตุหริภุญชัย และสมทบทุนสร้างหอพัก ในมหาวิทยาลัยสงฆ์ลำพูน สืบไป ต้องขออนุโมทนาบุญกับทุกท่านที่ได้ร่วมบุญมา ณ โอกาสนี้








บทความธรรม ดูเพิ่มเติม >>

จตุคามรามเทพ

ชาวนครศรีธรรมราช มีคติความเชื่อที่ว่า องค์จตุคาม คือ พระเสื้อเมือง จตุ หมายถึง สี่ คาม (คาม-มะ) เขตคาม หมายถึง อาณาเขตหรือบ้าน เมื่อรวมกันนัยความหมายที่มากกว่าความเป็นทิศทั้ง 4 ของบ้าน หรืออาณาเขต คือทิศทั้งสี่ ซึ่งหมายถึงทิศที่มีท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่ดูแลอยู่ ความหมายของจตุคามจึงเป็น ตำแหน่งของผู้เป็นใหญ่ทั้งสี่ทิศ มีท้าวจตุมหาราช ปกป้องคุ้มครองดูแล พระเสื้อเมืองจึงมีความหมายที่ควรเป็นตำแหน่ง ๆ หนึ่ง เพียงแต่ปราชญ์โบราณของเมืองสมมติขึ้นเป็นท้าวจตุคาม ผู้เป็นใหญ่ใน 4 ทิศ

องค์รามเทพ คำว่า ราม มีรากฐานมาจากพระราม ที่หมายถึงพระนารายณ์อวตารลงมาเป็นพระมหากษัตริย์ คำว่าเทพ ก็คือเทวดา นัยความหมายคือเป็นพระมหากษัตริย์ ที่เป็นสมมติเทพเมื่อองค์รามเทพเป็นพระทรงเมือง คำว่าทรงเมืองพ้องกับคำว่า ครองเมือง นั่งเมือง หรือผู้ปกครองบ้านเมือง ซึ่งก็คือเจ้าเมืองหรือพระมหากษัตริย์

เชื่อกันว่าเดิมนั้น องค์จตุคามรามเทพ เป็นกษัตริย์ในสมัยอาณาจักรนครศรีธรรมราช มีพระนามอย่างเป็นทางการว่า พระเจ้าจันทรภาณุ เป็นกษัตริย์พระองค์ที่ 2 ของราชวงศ์ศรีธรรมาโศกราช เชื่อว่ามีพระวรกายเป็นสีเข้ม เป็นกษัตริย์นักรบที่แกร่งกล้า เมื่อสถาปนาอาณาจักรศรีวิชัยได้อย่างมั่นคงแล้ว จึงได้สมัญญานามว่า "ราชันดำแห่งทะเลใต้" หรือมีอีกราชสมัญญานามนึงว่า "พญาพังพกาฬ" และต่อมาสำเร็จวิชาจตุคามศาสตร์ และทรงบำเพ็ญบุญเพื่อสร้างบารมีอธิษฐานจิต เป็นพระโพธิสัตว์ เพื่อบรรเทาทุกข์แก่มนุษย์ทั้งปวง

แต่หากเชื่อกันว่า จตุคามรามเทพ คืออดีตกษัตริย์ศรีวิชัยแล้ว ดังเช่นพระเจ้าวิษณุราชที่ปรากฏในหลักจารึกกรุงศรีวิชัย อยู่ในราว พ.ศ. 1318 ผู้สร้างพระบรมธาตุเมืองนครฯ จะดูขัดแย้งกันเพราะ เป็นยุคสมัยที่ห่างจากพระเจ้าจันทรภาณุ ก่อนถึง 400 ปี

พระบรมธาตุปรากฏชัดว่า มีสององค์ คือองค์จตุคามกับท้าวรามเทพ แต่ภายหลังได้รวมเป็นองค์จตุคามรามเทพเพียงองค์เดียว ก็มิได้ผิดจากหลักศาสตร์ของการสร้าง เฉกเช่นการอธิบายในหลักของตรีมูรติ ของศาสนาฮินดูที่เป็นการรวมกันของมหาเทพทั้ง 3 พระองค์ ดังนั้น จตุคามรามเทพ จึงหมายถึง ดวงพระวิญญาณแห่งอดีตบูรพกษัตริยาธิราชเจ้าผู้มาสถิตย์เป็นผู้คุ้มครองดูแลบ้านเมืองทั้งสี่ทิศทรงฤทธิ์อำนาจอย่างเต็มเปี่ยม ทั้งยังเพียบพร้อมไปด้วยบารมีธรรม 10 ประการ แห่งพระโพธิสัตว์ ผู้มีความเมตตาต่อมนุษย์ผู้ทุกนาม เป็นพระเทวราชโพธิสัตว์

จตุคามรามเทพ มีบริวารเป็นทหารกล้า 4 นาย คือ พญาชิงชัย, พญาหลวงเมือง, พญาสุขุม และพญาโหรา เป็นกำลังหลักในการปราบพราหมณ์ ที่เคยปกครองเมืองอยู่ก่อน เมื่อได้บ้านเมืองแล้ว ก็ได้สร้างพระบรมธาตุ สถาปนาเมือง 12 นักษัตร หรือกรุงศรีธรรมาโศกราช ฝังรากฐานพระพุทธศาสนาอย่างถาวร จนได้รับเทิดพระเกียรติว่า พญาศรีธรรมาโศกราช หรือ พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช

ปัจจุบัน จตุคามรามเทพ ได้รับความนับถืออย่างกว้างขวาง โดยเชื่อว่าทรงฤทธานุภาพในทุก ๆ ด้าน ตามจารึกของชาวศรีวิชัยได้บอกว่า "มีอานุภาพดุจดังพระอาทิตย์และพระจันทร์ ที่ขจัดความมืดมัวในโลก" การขออธิษฐานจากพระองค์นั้นทำได้โดยมีเงื่อนไข 3 ประการ

  1. อธิษฐานขอในสิ่งที่เป็นไปได้ โดยไม่ขัดต่อศีลธรรม
  2. เมื่อได้รับสิ่งที่หวังแล้ว ต้องรักษาสัจจะที่ได้ให้ไว้กับพระองค์
  3. ควรจะสร้างกุศลกรรมถวายแด่องค์จตุคามรามเทพ

แต่ที่สำคัญ อย่าลำพังเพียงอธิษฐาน ต้องสร้างกุศลกรรมให้แก่ตนเองให้ครบทุกด้านด้วย คือ ให้ทาน รักษาศีล และบำเพ็ญภาวนา

ภาพลักษณ์ของจตุคามรามเทพ โดยมากจะปรากฏเป็นองค์เทพบุตรในท่านั่ง มี 4 กร ถืออาวุธต่าง ๆ และนายทหาร 4 นาย นั้น จะปรากฏในรูปของหนุมาน 4 กร ถืออาวุธในท่วงท่าต่าง ๆ ทั้งนี้ก็เป็นไปตามศิลปะศรีวิชัย ที่มักสร้างสัญลักษณ์ขึ้นมาแทนความหมายต่าง ๆ

ประวัติ

ในการจัดสร้างรูปเคารพขององค์จตุคามรามเทพ เมื่อปี พ.ศ. 2530 เป็นครั้งแรกในรูปแบบพระผงสุริยัน-จันทรา ดวงตราพญาราหู มีแวดล้อมด้วยพระราหู 8 ตน ตรงกลางมีรูปของเทวรูปประทับนั่ง 2 เศียร 4 กร ทรงเครื่องอาวุธ และผู้สร้างในสมัยนั้นก็ให้ความหมายไว้ว่า คือรูปจำลองสมมติของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร เป็นตัวแทนขององค์จตุคามรามเทพ กษัตริย์แห่งกรุงศรีวิชัย

จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2538 ทางโหราศาสตร์เกิดสุริยคราส พาดผ่านประเทศไทย ซึ่งเกิดกระแสตื่นตัวไปทั่วประเทศในเรื่องของพระราหูกินเมือง ประชาชนต่างก็หาวัตถุมงคลหาเครื่องรางของขลัง มาแขวนติดตัวเพื่อแก้เคล็ดและสะเดาะเคราะห์ ประกอบกับนิตยสารพระเครื่องกรุงสยาม ได้ลงประวัติการสร้างทำให้มีคนรู้จักบ้าง จึงได้มีการเช่าหากันไปในบางส่วน

ในต้นปี พ.ศ. 2550 จตุคามรามเทพได้รับความนิยมอย่างยิ่ง จนกลายเป็นกระแสในสังคมไทย จากข่าวการพระราชทานเพลิงศพของขุนพันธรักษ์ราชเดช อดีตนายตำรวจมือปราบ ผู้ร่วมการจัดสร้างวัตถุมงคลจตุคามรามเทพรุ่นแรกขึ้นโดยมี พล.ต.ท. สรรเพชร ธรรมาธิกุล เป็นประธานในการจัดสร้าง ได้มีการสร้าง วัตถุมงคลจตุคามรามเทพ ขึ้นในวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ มีหลายรุ่น พระเกจิหลายองค์ปลุกเสก หลายคนพากันแย่งชิงจนเกิดเป็นเหตุให้ฆาตกรรมกันก็มี และผลจากกระแสนี้ส่งผลให้ วัตถุมงคลจตุคามรามเทพรุ่นแรก ที่ผลิตออกมาในปี พ.ศ. 2530 มีราคาพุ่งไปถึงกว่า 40 ล้านบาท จากเดิมที่มีราคาเพียง 49 บาทเท่านั้น

กระแสความศรัทธาได้พุ่งทะยานขึ้นจากรุ่นสู่รุ่น กลายเป็นพุทธพาณิชย์ และแฟชั่นบูชา ขยายวงกว้างไปทุกชนชั้น วัตถุมงคลจตุคามรามเทพ ได้ถึงจุดความนิยมสูงสุดกลายเป็นวัตถุบูชา ที่ถูกผลิตขึ้นมากมายใกล้หนึ่งพันรุ่น ที่มีการปลุกเสกแบบรายวัน เกือบทุกวัด เกือบทุกแผงพระ และแม้แต่ร้านอาหาร โรงแรม ห้างสรรพสินค้า สถาบัน และองค์กรต่าง ๆ มีการนำวัตถุมงคลจตุคามรามเทพ มาจัดจำหน่ายเชิงพาณิชย์ทั้งการกุศลและไม่ใช่กุศล

สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) มีการประเมินมูลค่าเงินหมุนเวียน ของ วัตถุมงคลจตุคามรามเทพ มีมูลค่าสูงถึง 2.2 หมื่นล้านบาท ผลักดันจีดีพีของประเทศ โตขึ้น 0.1-0.2 % ในภาวะเศรษฐกิจซบเซา และทำให้กรมสรรพากร พิจารณาการจัดเก็บภาษีจากการสร้างและเช่าบูชา วัตถุมงคลจตุคามรามเทพ ด้วย

คาถาสำหรับบูชาจตุคามรามเทพ

ตั้งสมาธิให้จิตใจสงบ จากนั้นท่อง (นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ) 3 จบ แล้วให้กล่าวตามบทสวดดังต่อไปนี้ "จะตุคามรามะเทวัง โพธิสัตตัง มะหาคุณัง มะหิทธิกัง อะหัง ปูเชมิ สิทธิลาโภ นิรันตะรัง นะโมพุทธายะ" ซึ่งแปลความได้ว่า "ข้าพเจ้าขอบูชา ท้าวจตุคามรามเทพโพธิสัตว์ ผู้มีพระคุณอันยิ่งใหญ่ มีฤทธานุภาพไพศาล ขอความสำเร็จและลาภ จงมีแก่ข้าพเจ้า เป็นนิรันดร"

 

การกำเนิดของพระราหู

การกำเนิดของพระราหูนั้น มีอยู่สองตำนาน ตามตำรับของอินเดียอันเป็นตำนานเก่าแก่ ได้กล่าวไว้ว่า พระศิวะมหาเทพ ทรงเป็นผู้สร้างทั้งโลก ทั้งจักรราศี และปวงเทพทั้งหลาย รวมถึงเทพนพเคราะห์ทั้งเก้าพระองค์ด้วย พระราหูท่านก็เป็น "เทพ" องค์หนึ่งในเก้าองค์นั้น ตอนพระศิวะมหาเทพสร้างท่านขึ้นมาจากหัวผีโขมด 12 หัวนั้น พระองค์เล็งเห็นว่า "ยักษ์" ผู้ดูแลด่านสวรรค์ขึ้นกลางนั้นได้หมั่นกราบไหว้บูชารำลึกถึงพระองค์อยู่มิได้ขาด

จนพระองค์ทรงประธานให้ยักษ์ทั้งปวงเสมอมา จนเป็นที่ยอมรับทั้งสามโลกว่า ยักษ์อยู่ในความคุ้มครองดูแลของพระองค์ เมื่อทรงสร้างเทพให้มีหน้าที่ดูแลจักรราศีทั้งสิบสองนักษัตรนั้น แต่ละองค์ล้วนหล่อเหลารูปร่างสะโอดสะองค์ทั้งสิ้น ไม่มีเค้าโครงของยักษ์ที่ได้ชื่อว่าเป็นเด็กของพระองค์เลยแม้สักองค์เดียว ด้วยทรงมีพระเมตตาเกรงว่าบรรดาเหล่ายักษ์จะน้อยใจ เพราะไม่มีเอกลักษณ์ของยักษ์ในจักรราศีกับเขามั่งเลย

จึงตัดสินพระทัยปั้นหัวผีโขมดทั้ง 12 ให้เป็นเอกลักษณ์ของยักษ์สักหนึ่งองค์ ก็ไม่รู้สว่าเป็นบุญหรือกรรมของพระราหูกันแน่ เพราะยักษ์มีเรือนกายสูงใหญ่กว่าเทวดาหลายเท่านัก หัวโขมดทั้ง 12 ที่ตากแห้งแล้วโขลกจนเป็นผงประพรมด้วยน้ำอมฤตที่ทรงสร้างขึ้นเอง เพื่อให้เทพที่สร้างเป็นอมตะ คือ ไม่เจ็บป่วย ไม่ชราภาพ ไม่มีการจุติ (ตาย) เหมือนเทวดาและนางฟ้าอื่นๆ มีใครเคยได้ยินว่า เทพนพเคราะห์องค์ไหน ลาป่วย เกษียณอายุ แล้วก็ถึงแก่อนิจกรรมมั่งไหมล่ะ ?

เพราะเทพนพเคราะห์ทุกพระองค์ล้วนผ่านการประพรมน้ำอมฤตที่พระศิวะมหาเทพทรงปลุกเสกขึ้นมาด้วยพระองค์เองทั้งสิ้น ขนาดพระอาทิตย์ถูกระอังคารสับด้วยพระขรรค์จนเศียรแบะเป็นเสี่ยงๆ ยังไม่บาดเจ็บถึงจุติเลย แถมยังเอาจักรเพชรร่อยไปตัดขาขวาพระอังคารขาดจนได้อีกด้วย ก็เพราะเทพนพเคราะห์ทุกพระองค์ ไม่มีวันแก่ ไม่มีวันเจ็บ ไม่มีวันตาย นี่และ ทำให้เทวดาและนางฟ้าทั้งหลายอายเป็นมั่ง จึงชวนกันไปจับพญานาคมาพันรอบเขาพระสุเมรุ เพื่อกวนเกษียรสมุทรเพื่อไว้ดื่มให้เป็นอมตะมั่ง

แต่น้ำอมฤตที่ช่วยกันกวนนี้มีผลดี ข้างเคียง คือ เมื่อดื่มเข้าไปแล้ว ต่อให้แก่งั่กผมก็ขาวโพลน เหาะไม่ตรงทางแล้วก็กลับกลายเป็นหนุ่มสาวขึ้นใหม่ แถมได้ความหล่อความสวย หุ่นดีขึ้นอีกด้วย

หัวผีโขมดทั้ง 12 หัวปั้นเป็นยักษ์ จึงปั้นได้แค่ครึ่งตัว ครั้งจะเด็ดหัวผีโขมดมาเพิ่มอีกก็ไม่รู้มันมุดหนีหายหัวไปไหนหมด งานนี้เอาพระศิวะมหาเทพถึงกับทรงประทับนั่งกุมขมับไปพักใหญ่ มองไปมองมาทรงเหลือบพระเนตรไปเห็นนางพญานาคเด็กของท่านท้าวมหาพรหมไล่ฟัดกันอย่างสนุกสนาน ผ่านมา 9 ตัว จึงทรงคว้ามาขยำ ๆ รวมกัน แล้วนำไปเสียบต่อที่กลางตัวยักษ์ เป่าพระคาถาใส่ พระราหูจึง ถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อแรกกำเนิดพระราหูทรงมีเรือนกายเป็นสัมฤทธิ์

มีทองคำ 100% เหลืองอร่ามอยู่เป็นแห่ง ๆ พระศิวะมหาเทพทรงทอดพระเนตรแล้วทรงเห็นว่าไม่สวยงาม จึงชักผ้าพันพระศอมาขัดถูไปทั่วกายของพระราหู (มีเทพนพเคราะห์ 2 องค์เท่านั้นที่ได้สัมผัสผ้าพันพระศอของพระศิวะอีกองค์ คือ พระเสาร์) ยิ่งขัดก็ยิ่งดำ ท่านเลยเลิกขัด แต่กระนั้นยังทรงนำทองคำมาทำเป็นภูษาผ้าทรงให้พระราหูสวมใส่ และด้วยพระเมตตาที่ทางสร้างพระราหูให้มีเรือนร่างพิกล

จึงพระราชทานพระขรรค์ชัยให้เป็นอาวุธคู่พระหัตถ์ พระราชทานพระให้ว่า "หากยามใดที่เจ้ามีจิตใจผ่องใส มีกุศลกรรมเป็นที่ตั้ง ยามนั้นให้เรือนกายและใบหน้าของเจ้ากลับกลายเป็นเทพบุตรสุดสง่า มีฤทธานุภาพที่สูงส่งไม่มีผู้ใดต้านทานได้" แล้วทานก็จับพญาครุตดำมาให้พระราหูขี่ท่องเที่ยวไปในจักรวาล(ครุฑของพระนารายณ์เป็นครุฑแดง ครุฑของพระราหูเป็นครุฑดำ มีความศักดิ์สิทธิ์เข้มขลังทั้งคู่

เมื่อพระพุทธเจ้าขึ้นไปโปรดพุทธมารดา พระราหูมีดวงจิตที่ผ่องใส มีกุศลที่ต้องการสดับพระธรรมเทศนาจากพระพุทธองค์ เรือยกายของพระราหูกลายเป็นเทพบุตรสุดสง่า เมื่อสดับพระธรรมมเทศนาไปถึงตอนที่ว่า "นักขัตตะยักขาภูตานัง ปาปัคคะหะนิวาระณา ปริตตัสสานุภาเวนะ หันตวา เตสัง อุปัททะเว" (ความป้องกันบาปเคราะห์ทั้งหลาย อันเกิดแก่นักษัตร ยักษ์ และภูติที่มีขึ้นแล้ว ด้วยอานุภาพแห่งพระปริตร จงกำจัดเสียชึ่งบาปเคราะห์เหล่านั้น) โดนใจพระราหูสุดๆ จนเผลออุทานออกมาว่า "นะโม ตัสส" (ขอนอบน้อม แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า)

เมื่อได้ฟัง "โอวาทปาฏิโมกขาทิปาฐะ" จบลง พระราหูท่านถึงกับมีดวงตาเห็นธรรม เกิดความเบื่อหน่ายในภพ ชาติ ชรา พยาธิ เกิด มรณานุสติขึ้นในดวงจิต แม้ท่านจะเป็นเทพอมตะ แต่เมื่อสดับพระธรรมเทศนาจากพระพุทธองค์หลายบทเข้า ท่านจึงกำหนดดวงจิตที่จะจุติ เพื่อบำเพ็ญโพธิสัตว์บารมีให้สำเร็จ รอการมาบำเพ็ญโพธิญาณบารมีเพื่อการตรัสรู้เป็นเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาลต่อไป

พระเดชพระคุณ พระพหรมมังคลาจารย์ (เจ้าคุณธงชัย) วัดไตรมิตร ท่านเข้าใจเรื่องพระราหูตอนเป็นเทพบุตรได้ดี ท่านจึงสร้างพระราหูหน้าเทพขึ้นมาให้สาธุชนได้กราบไหว้บูชา หาศิริมงคลความเจริญรุ่งเรือง ความผาสุกอันยาวนานให้แก่ชีวิต ด้วยการขอบารมีจากพระราหูท่านกลับกลายร่างเป็นเทพ เพียงระวังของไหว้ ไม่ควรใช้สุรากุ้งพล่าปลายำอีกแล้ว เปลี่ยนเป็นส้มสุกลูกไม้อาหารทั่วไปแทน


เปิดคุ้มนะหน้าทอง อ.สุบิน ศาสตร์แห่งมนต์ขลังสุดยอดเมตตามหานิยม

     อาจารย์สุบิน เป็นชาวเหนือโดยกำเนิด บ้านเกิดคือ บ้านป่าไผ่ ตำบลป่าลาน อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ เด็กชายสุบินเดินทางเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ อายุ ๑๓ ปี ได้บรรพชาสามเณรที่วัดศรีประดู่ โดยมี พระครูเขมาพิราม วัดยางทอง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ เป็นพระอุปัชฌาย์ จากนั้นได้เข้าศึกษาพระธรรมวินัยตามธรรมเนียมของผู้ที่บรรพชาหรืออุปสมบทเข้ามาในพระพุทธศาสนาสามเณรสุบินได้รับความเมตตาจากครูบาอาจารย์ได้อบรมสั่งสอนให้ความรู้ จนศึกษาจบนักธรรมชั้นเอก จากสำนักเรียนวัดเชตุพน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ และศึกษาวิชาสามัญจนจบมัธยมปีที่ ๖      

     เมื่อสามเณรสุบินได้ร่ำเรียนวิชาสามัญจบแต่ละชั้นเเล้วได้หันไปศึกษาด้านพุทธาคม กับครูบาอาจารย์หลายรูป และการศึกษาวัตรปฏิบัติพระกรรมฐาน โดยการศึกษาทางพุทธาคม
ได้รับเมตตาจาก พระครูสิริสุภาจารย์(ครูบาอินสม) เจ้าอาวาสวัดศรีประดู่ และวิชาอาคมด้านไสยศาสตร์จากนั้นก็ได้ไปศึกษาวิชาเทียนมหาเศรษฐีพันอย่าง สะเดาะห์เคราะห์ต่อชะตา หนุนดวง กับ ครูบาอิ่นแก้ว อนิญชโณ วัดวาลุการาม (ป่าแงะ) ตำบลตลาดขวัญ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ และครูบาอิ่นแก้ว อนิญชโณ ท่านยังได้มีเมตตาสอนวิธีนั่งสมาธิ โดยนั่งตั้งแต่ตี ๕ ยันเที่ยงวัน ซึ่งถือได้ว่า เป็นครูบาอาจารย์ที่สามเณรสุบินได้ปรนนิบัติรับใช้และร่ำเรียนที่ใกล้ชิดมากที่สุดและสามเณรสุบินได้มีโอกาสติดตามครูบาอาจารย์ออก ธุดงควัตรปฏิบัติธรรมไปแถวพม่า ลำปาง เชียงราย ในแถบภาคเหนือ ตามป่าวัดร้าง

     



     ในช่วงที่ธุดงควัตรอยู่นั้น สามเณรสุบินได้ไปกราบนมัสการครูบาอาจารย์หลายๆรูปและร่ำเรียนวิชามาหลายแขนง หลังจากที่กลับจากธุดงควัตร อายุ ๒๐ ปีบริบูรณ์ ก็ได้เข้าอุปสมบท
ญัตติกรรมเป็นพระภิกษุ โดยมี พระครูรัตนวราธร วัดป่าไม้แดง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นพระอุปัชฌาย์ หลังจากอุปสมบทแล้ว ครูบาสุบินได้เดินทางไปจำพรรษา กับ ครูบาหน้อย วัดบ้านปง (มรณภาพอายุ ๑๐๒ ปี)ซึ่งก่อนหน้านี้ ครูบาสุบินได้เป็นเจ้าสำนักสงฆ์ใหม่จันทรวิโรจน์ ตำบลสันกำแพง อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ตั้งแต่อายุ ๑๘ ปี ครั้งบรรพชาเป็นสามเณร      

     ในระยะเวลาที่จำวัดอยู่กับ ครูบาหน้อย วัดบ้านปง ครูบาสุบินก็ได้รับความเมตตาจากครูบาหน้อย ในการสอนการลงอักขระเขี้ยวเสือลงยันต์อาคม ซึ่งตามคำบอกกล่าวของผู้ที่ศรัทธา
และครอบครองบูชาเขี้ยวเสืออาคมของครูบาหน้อย ต่างเป็นที่ประจักษ์ว่า ขลังที่สุด ซึ่งท่านทำไว้มากเท่าไรก็ไม่เพียงต่อความต้องการของบรรดาผู้ที่เป็นศิษย์และผู้คนที่ได้เข้าไปกราบไหว้      
     
     และได้ศึกษาตำหรับวิชา ของ ครูบาเจ้าศรีวิชัย จาก พ่อหนานดวงตา ปัญญาเจริญ ซึ่งท่านเป็นศิษย์เอกของ ครูบาเจ้าศรีวิชัย ท่านได้เก็บรักษารวบรวมตำราของครูบาเจ้าศรีวิชัยไว้เป็นอย่างดี
เช่น ตำราการภาวนากรรมฐาน ที่ท่านเขียนไว้เป็นภาษาล้านนาพร้อมกับการฝึกสมาธิเบื้องต้นและขั้นสูงการเข้านิโรธกรรมตามแบบฉบับครูบาเจ้าศรีวิชัย โดยพ่อหนานดวงตาท่านมีความเก่งกล้า ทางด้านการลงอักขระเลขยันต์ และนอกจากนี้ท่านยังมอบตำรารวมทั้งยันต์รอยมือและรอยเท้าของครูบาศรีวิชัยมาเป็นสมบัติให้กับครูบาสุบินอีกด้วย

     
     
     อาจารย์ฆราวาส อีกท่านหนึ่งที่ครูบาสุบินได้ร่ำเรียนวิชามาคือ อาจารย์สุวรรณ มณีสีแสง แห่งเมืองเชียงใหม่ ท่านได้พบกับอาจารย์สุวรรณ มณีสีแสง ครั้งเมื่อตอนเป็นสามเณรสุบินที่เชียงใหม่
สำหรับวิชาที่ได้รับการถ่ายทอดคือ วิชาการสร้างเทียนสะเดาะเคราะห์การสักยันต์เมตตามหานิยม รวมทั้งการสร้างพระผงและการสร้างกุมารทอง และพิธีกรรมสาลิกาคู่ชีวิตดีทางเมตตาค้าขาย ที่ใครๆได้รู้จักตำรับวิชาสายเหนือ และอีกสายคือ เขาอ้อ อาจารย์โยคีเคราเหล็ก ก็ได้ถ่ายทอดวิชาสักสาลิกาที่ริมฝีปากโดยผู้ที่จะทำการสักต้องใช้ใบโพธิ์ ๙ ใบ ธูป ๙ ดอก เทียน ๙ เล่ม หมายถึงความเจริญก้าวหน้าในชีวิต หน้าที่การงาน เมตตามหาเสน่ห์ นอกนั้น ครูบาสุบินยังได้ศึกษา วิชาอาคมไสยเวทย์ จาก อาจารย์สายบรมครูบูบุอ่อง ชาวพม่า อาจารย์สาธู ชาวกะเหรี่ยงและอีกมากมายหลายครูบาอาจารย์ ซึ่งท่านก็ได้เมตตาสอนความรู้ให้ครูบาสุบินโดยมิได้ปิดบังอำพรางใดๆมี อาคมทางด้านแก้คุณไสย สมุนไพรและพระเวทย์ ฯ การศึกษาตำราและการเล่าเรียนพระปริยัติสายสามัญ ครูบาสุบินจบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยแห่งคณะสงฆ์ ธรรมยุตนิกาย นับได้ว่าครูบาสุบินเป็นแบบอย่างของนักเรียนนักศึกษา ที่มีความมุ่งมานะ และพยายามจนกระทำได้สำเร็จพร้อมเป็นพระสงฆ์ที่น่านำมาเป็นแบบอย่างโดยแท้จริง

พระเครื่องออนไลน์

เว็บพระแท้ ร่วมสร้างสะสมบุญไปกับ Amulet24.com พระเครื่องออนไลน์ รวมวัตถุมงคล เช่าบูชาพระแท้ 100% ออกจากวัดโดยตรง รวบรวมทั้งเครื่องรางของขลัง มวลสารศักดิ์สิทธิ์ หลวงพ่อโสธร หลวงปู่ทวด สมเด็จพุฒาจารย์โต ท้าวเวสสุวรรณ พระซุ้มกอ  พระกำลังแผ่นดิน และอีกหลากหลายพระเกจิชื่อดังทั่วฟ้าเมืองไทย อานิสงส์ของการทำบุญ แก้ปีชง 2562 ช่วยให้ชีวิตราบรื่น ปัดเป่าเรื่องร้ายให้กลายเป็นดี โดยรายได้แต่ละโครงการไม่เพียงแค่ร่วมทำบุญ แต่เงินทุกบาทยังมีส่วนร่วมในการทํานุบํารุงพระพุทธศาสนาให้คงอยู่สืบไป ส่งฟรีที่เซเว่นอีเลฟเว่น รับวัตถุมงคลได้ทั่วประเทศตลอด 24 ชั่วโมง