เปิดตำนานตามรอยธรรมแห่งพระสังฆราชา สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
(สุวฑฺฒนมหาเถร เจริญ คชวัตร)

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (สุวัฑฒนมหาเถระ) มีพระนามเดิมว่า เจริญ นามสกุล คชวัตร ทรงมีพระชาติภูมิ ณ จังหวัดกาญจนบุรี ประสูติเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม พุทธศักราช 2456 พระชนกชื่อ นายน้อย คชวัตร พระชนนี ชื่อ นาง กิมน้อย คชวัตร ทรงบรรพชาเป็นสามเณรเมื่อพระชันษา 14 ปี ณ วัดเทวสังฆาราม กาญจนบุรี แล้วเข้ามาศึกษาพระปริยัติธรรม ณ วัดบวรนิเวศวิหาร จนพระชันษาครบอุปสมบท และทรงอุปสมบท ณ วัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2476

โดยสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ทรงเป็นพระอุปัชฌาย์ ได้ประทับอยู่ศึกษา ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ตลอดมาจนกระทั่งสอบได้เป็นเปรียญธรรม 9 ประโยค เมื่อพุทธศักราช 2484 โดยทรงดำรงสมณศักดิ์ ตามลำดับดังนี้ ทรงเป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ พระราชาคณะชั้นราช และพระราชาคณะชั้นเทพ ในราชทินนามที่ พระโศภณคณาภรณ์ ทรงเป็นพระราชาคณะชั้นธรรมที่ พระธรรมวราภรณ์ ทรงเป็นพระราชาคณะชั้นเจ้าคณะรองที่ พระสาสนโสภณ ทรงเป็นสมเด็จพระราชาคณะที่ สมเด็จพระญาณสังวร ในปีพุทธศักราช 2504 ทรงได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร สืบต่อจากพระพรหมมุุนี และทรงได้รับพระราชทานสถาปนาเป็น สมเด็จพระสังฆราช ในราชทินนามที่ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เมื่อวันที่ 21 เมษายน พุทธศักราช 2532 นับเป็นสมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 19 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
 
เจ้าประคุณสมเด็จพระญาณสังวรฯ มีพระอัธยาศัยใฝ่รู้ใฝ่เรียนมาตั้งแต่ทรงเป็นพระเปรียญ โดยเฉพาะในด้านภาษา ทรงศึกษาภาษาต่าง ๆ เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน จีน และ สันสกฤต ตลอดจนทรงเป็นพระมหาเถระที่ทรงภูมิธรรมทั้งด้านปริยัติและด้านปฏิบัติ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการสั่งสอนและเผยแผ่พระพุทธศาสนา แก่ชาวไทยและชาวต่างประเทศ ทรงมีส่วนร่วมในการก่อตั้งมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแห่งแรกของไทย คือมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ทรงริเริ่มให้มีสำนักฝึกอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อฝึกอบรมพระธรรมทูตไทยที่จะไปปฏิบัติศาสนกิจในต่างประเทศ และทรงเป็นพระมหาเถระไทยรูปแรก ที่ได้ดำเนินงานพระธรรมทูตในต่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม และทรงเป็นพระประมุขแห่งศาสนจักรพระองค์แรกที่ได้รับทูลเชิญให้เสด็จเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการในประวัติศาสตร์จีน



ลำดับสมณศักดิ์
ธรรมเนียมพระยศของ
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า
กรมหลวงวชิรญาณสังวร
ตราประจำพระองค์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร.png
ตราประจำพระองค์
การทูล ใต้ฝ่าพระบาท
การแทนตน ข้าพระพุทธเจ้า
การขานรับ พะย่ะค่ะ/เพคะ
ลำดับโปเจียม เสมอศักดิ์พระอนุวงศ์ชั้นพระเจ้าวรวงศ์เธอ ทรงกรม
พ.ศ. 2490 พระราชาคณะชั้นสามัญ ที่ พระโศภณคณาภรณ์]
พ.ศ. 2495 พระราชาคณะชั้นราช ในราชทินนามเดิม
พ.ศ. 2498 พระราชาคณะชั้นเทพ ในราชทินนามเดิม
พ.ศ. 2499 พระราชาคณะชั้นธรรม ที่ พระธรรมวราภรณ์ บรมนริศรธรรมนีติสาธก ตรีปิฎกคุณวิภูสิต ธรรมวิทิตคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี
พ.ศ. 2504 รองสมเด็จพระราชาคณะ มีราชทินนามตามจารึกในหิรัญบัฏว่า พระสาสนโสภณ วิมลญาณสุนทร บรมนริศรธรรมนีติสาธก ตรีปิฎกธรรมาลังการวิภูสิต ธรรมยุตติกคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี
พ.ศ. 2515 สมเด็จพระราชาคณะ มีราชทินนามตามจารึกในสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระญาณสังวร บรมนริศรธรรมนีติสาธก ตรีปิฎกปริยัตติธาดา สัปตวิสุทธิจริยาสมบัติ อุดมศีลจารวัตรสุนทร ธรรมยุตติกคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัณยวาสี 
21 เมษายน พ.ศ. 2532 ทรงได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก มีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระญาณสังวร บรมนริศรธรรมนีติภิบาล อริยวงศาคตญาณวิมล สกลมหาสังฆปริณายก ตรีปิฎกปริยัตติธาดา วิสุทธจริยาธิสมบัติ สุวัฑฒนภิธานสงฆวิสุต[28] ปาวจนุตตมพิสาร สุขุมธรรมวิธานธำรง วชิรญาณวงศวิวัฒ พุทธบริษัทคารวสถาน วิจิตรปฏิภาณพัฒนคุณ วิบุลสีลาจารวัตรสุนทร บวรธรรมบพิตร สรรพคณิศรมหาปธานาธิบดี คามวาสี อรัณยวาสี สมเด็จพระสังฆราช[29]
28 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 ทรงได้รับการสถาปนาพระอัฐิเป็น สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร วชิราลงกรณราชาภินิษกรมณาจารย์ สุขุมธรรมวิธานธำรง อริยวงศาคตญาณวิมล สกลมหาสังฆปริณายก ตรีปิฎกปริยัติธาดา วิสุทธจริยาธิสมบัติ สุวัฑฒนภิธานสังฆวิสุต ปาวจนุตตมพิสาร วชิรญาณวงศวิวัฒ พุทธบริษัทคารวสถาน วิจิตรปฏิภาณพัฒนคุณ วิบุลสีลาจารวัตรสุนทร สรรพคณิศรมหาสังฆาธิบดี ศรีสมณุดมบรมบพิตร [21]

อีกหนึ่งพระกรณียกิจที่มีความสำคัญยิ่ง คือ ทรงเป็นพระอภิบาลในพระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน เมื่อครั้งเสด็จออกทรงพระผนวช เมื่อพุทธศักราช 2499 พร้อมทั้งทรงถวายความรู้ในพระธรรมวินัยตลอดระยะเวลาแห่งการทรงพระผนวช ทรงเป็นพระราชกรรมวาจาจารย์ ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อครั้งเสด็จออกทรงผนวชเป็นพระภิกษุ เมื่อพุทธศักราช 2521
 
ตลอดพระชนม์ชีพ ทรงดำรงตำแหน่งหน้าที่สำคัญทางการคณะสงฆ์ในด้านต่าง ๆ และทรงปฏิบัติพระกรณียกิจเป็นประโยชน์ต่อพระศาสนา ประเทศชาติ และประชาชน  ในปีพุทธศักราช 2555 ที่ประชุมผู้นำสูงสุดแห่งพุทธศาสนาโลก จึงได้ถวายตำแหน่งผู้นำสูงสุดแห่งพระพุทธศาสนาโลก แด่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

พระพรหมศักดิ์สิทธิ์ เทพผู้ทรงคุณวิเศษด้านการประทานพร

ท้าวมหาพรหม คือเทพเจ้า ผู้สร้าง ผู้ลิขิตความเป็นไปของทุกสรรพสิ่ง เป็นผู้กำเนิดชะตา ชีวิตของมนุษย์ทุกคน 

ที่เราๆ ท่านๆ รู้จักกันใน “พรหมลิขิต” พระพรหมจึงเป็นผู้รู้ความเคลื่อนไหว ความเป็นไปของสรรพสิ่ง 

ท้าวมหาพรหม คือ มหาเทพผู้ยิ่งใหญ่หนึ่งในสาม ท่านท้าวมหาพรหมทรงรับฟังคำอธิษฐานของผู้ศรัทราในองค์ท่านเสมอ

ผู้บูชาพระพรหมและกระทำความดีอย่างสม่ำเสมอจะได้รับการบันดาลพรให้สมหวังในสิ่งที่ปรารถนา 

ท้าวมหาพรหม เป็นเทพเจ้าแห่งการสร้างสรรค์ ทรงมีอิทธิฤทธิ์เทวานุภาพในการลิขิตดวงชะตาชีวิตมนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลาย 

โดยควบคุมทุกอย่างให้เป็นไปตามเงื่อนไขของกฎแห่งกรรม ท้าวมหาพรหมจึงเป็นผู้คุ้มครองคนดีและลงโทษผู้กระทำบาป 

ผู้กระทำบาปจะถูกพระพรหมลิขิตให้ชีวิตมีแต่ความลำบากยากเข็ญ ผู้ที่มีจิตใจเอื้ออารีต่อผู้อื่น พระพรหมจะบันดาลให้ชีวิตมีแต่ความสุขและสมบูรณ์ 

มีคติความเชื่อมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันว่า ผู้ศรัทธาในพระพรหม เมื่อบูชาพระองค์แล้ว พระองค์จะประทานปัญญาในการประกอบอาชีพ 

ทำให้ธุรกิจ กิจการ งานทุกอย่างก็จะประสบความสำเร็จ พระองค์ยังทรงปกป้องให้ห่างจากศัตรูหมู่มาร 

อีกทั้งผู้มีศรัทธาในพระองค์จะเป็นที่รักแก่เทวดา มนุษย์ และอมนุษย์ ทั้งมวล คิดสิ่งใดปรารถนา สิ่งใดที่ตั้งมั่นอยู่ในความถูกต้อง 

ท้าวมหาพรหม จะประทานให้ผู้บูชาสมปรารถนาทุกประการ

ในอินเดียสมัยโบราณ ท้าวมหาพรหม เป็นเทพ (ผู้สร้างโลก) ได้รับการยกย่องโดยพวกพราหมณ์เชื่อว่า 

ท้าวมหาพรหม เป็นฤๅษีองค์แรกของศาสนาพราหมณ์และเป็นมหาเทพที่มีบุญบารมีสูงส่งกว่าเทพและเทวดาทั่วไป 

ท้าวมหาพรหม จึงกลายเป็นเทพองค์สำคัญขึ้นมาใหม่โดยมีการสร้างเทวาลัยและรูปปั้นไว้เป็นจำนวนมาก 

ท้าวมหาพรหม ได้รับการนับถือบูชาในฐานะที่พระองค์เป็นผู้สร้างของทุกสิ่งทุกอย่างให้เกิดขึ้นบนโลก 

พระองค์ทรงเป็นผู้ให้ที่สำคัญและเป็นผู้กำหนดโชคชะตาของมนุษย์



บูชาพระพรหม ท้าวมหาพรหม อย่างไรให้สำเร็จผลสมปรารถนา 

การบูชาพระพรมหม มีความเชื่อกันว่าพระพรหมเป็นองค์เทพที่สามารถลิขิตชะตาชีวิตของมนุษย์ได้ ดังนั้นท่านจะปกป้องคุ้มครองผู้ที่ทำความดี ประพฤติตนดี หากอธิษฐานขอพรในเรื่องใด 
ก็จะประสบความสำเร็จและสมหวังดั่งที่ปรารถนา แต่ในทางตรงกันข้าม หากผู้ใดที่ทำบาปหรือสิ่งไม่ดี พระพรหมก็จะลิขิตให้คนผู้นั้นพบแต่ความลำบากและมีชีวิตที่ทุกข์ยาก ส่วนการสักการะบูชาพระพรหม 
เนื่องจากท่านมี 4 พักตร์ ดังนั้นการจะบูชาท่านต้องบูชาให้ครบทั้ง 4 ทิศ (งาน เงิน ความรัก ภาพรวม) จึงจะได้รับพรครบทุกประการ

คาถาบูชาพระพรหม ท้าวมหาพรหม

โอมปะระเมสะนะมัสการัม องการะนิสสะวะ รัง
พรหมเรสสะยัม ภูปัสสะวะวิษณุ ไวยะทานะโมโทติลูกปัม
ทะระมา ยิกยานัง ยะไวยะลา คะมุลัม
สะทา นันตะระ วิมุสะตินัน
นะมัตเต นะมัตเตร จะ อะการัง ตโถวาจะ
เอตามาตาระยัต ตะมัน ตะรามา
กัตถะนารัมลา จะสะระวะ ปะติตัม
สัมโภพะกลโล ทิวะทิยัม มะตัมยะ

คาถาบูชาพระพรหม ท้าวมหาพรหม แบบย่อ โอม อหัม ปรัหมา อัสมิ

คาถาบูชาพระพรหม ท้าวมหาพรหม ผู้ใดสักการะและบูชาพระพรหม จะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน เป็นที่รักใคร่ของคนทั้งหลาย

วิธีไหว้ขอพรพระพรหม ท้าวมหาพรหม
วิธีสักการะ พระพรหม เริ่มจากการไหว้สักการะพระพรหมจากพักตร์แรก แล้วเวียนขวามือของเรา หรือ พระหัตถ์ซ้ายของพระพรหม จนถึงพักต์สุดท้าย
การขอพรและการเตรียมของไหว้พระพรม แต่ละพักตร์จะแตกต่างกันดังนี้
พักตร์ที่ 1 ใช้ธูป 16 ดอก เทียน 9 เล่ม ดอกบัว 9 ดอก น้ำ 1 ขวด โดยให้ขอพรเกี่ยวกับเรื่องงาน การเรียน การสอบแข่งขัน ขออำนาจบารมี ขอความก้าวหน้าในชีวิต และขอพรให้บิดา
พักตร์ที่ 2 ใช้ธูป 36 ดอก เทียน 9 เล่ม ดอกบัว 9 ดอก น้ำ 1 ขวด โดยให้ขอพรเรื่องทรัพย์สิน อสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน บ้าน รถ หนี้สินที่มีคนยืมแล้วไม่คืน
พักตร์ที่ 3 ใช้ธูป 39 ดอก เทียน9 เล่ม ดอกบัว 9 ดอก น้ำ 1 ขวด โดยให้ขอพรเกี่ยวกับสุขภาพ ครอบครัว คู่ชีวิต ญาติพี่น้อง คู่สัญญา และขอพรให้มารดา
พักตร์ที่ 4 ใช้ธูป 19 ดอก เทียน 9 เล่ม ดอกบัว 9 ดอกน้ำ 1 ขวด โดยให้ขอพรเรื่องโชคลาภ เงินทอง ขอโชค ขอลาภ เกี่ยวกับการเสี่ยงดวง การขอกู้ยืมเงิน และการขอบุตร

แนะนำ สามารถไหว้ขอพรพระพรหม ท้าวมหาพรหมโดยขอพรเฉพาะเจาะจงตามเรื่องนั้นๆ ได้
แต่การไหว้ขอพรที่ถูกต้องคือไหว้ให้ถูกพักตร์ และ ควรไหว้ให้ครบทุกพักตร์เพราะรับพรได้ครบทุกประการ

ดูรายการวัตถุมงคล ต่อได้ที่ >>>>>> ท้าวมหาพรหม

หลวงพ่อทอง สุทธสีโล วัดบ้านไร่

หลวงพ่อทอง สุทธสีโล เกิดเมื่อวันที่ ๓๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๙๒ บิดาชื่อ นายบัว กล้าหาญ และมารดาชื่อ นางภู กล้าหาญเดิมอยู่บ้านโนนสูง
ต.วังหิน อ.ประทาย จ.นครราชสีมา หลวงพ่อทอง ท่านเล่าว่า.. ท่านเกิดมาก็อาภัพ พ่อกับแม่แยกทางกัน ต้องไปอาศัยอยู่กับพ่อใหญ่แม่ใหญ่ (ตายาย)
โดยไปอยู่พร้อมกับพี่สาวชื่อนางบุญตา(เสียชีวิตแล้ว)ต่อมาแม่ก็มาเสียชีวิตลง ทำให้ไร้ที่พึ่งตั้งแต่วัยเด็ก ดีที่ตาเที่ยงกับยายเทียม
ให้ความรักใคร่หลานทั้ง ๒ คน ชีวิตวัยเด็ก ไม่ได้สนุกสนานเหมือนเด็กในวัยเดียวกันต้องทำนาและเลี้ยงควาย ช่วยตากับยายซึ่งแก่ชราแล้ว
มีวันหนึ่งที่ หลวงพ่อซุกซนปืนขึ้นไปเล่นบนกิ่งไม้ แล้วหักลงมาถูกคันนา หัวแตกจนเป็นรอยแผลเป็นทุกวันนี้

เมื่อจบชั้น ป.๔ จาก ร.ร.วัดบ้านโนนสูง ต.วังหิน อ.ประทาย จ.นครราชสีมา หลวงพ่อทองต้องเร่ร่อนตามน้าบ่าว (น้องชายแม่) ไปรับจ้างทั่วไป ทั้งทำนาหรือเกี่ยวข้าว
ได้ค่าจ้างวันละ ๕ บาท เพื่อมาใช้จ่ายจุนเจือในครอบครัว เพื่อหารายได้เสริม เพราะพ่อใหญ่แม่ใหญ่อายุมากแล้ว แต่ครั้งที่ท่านลำบากที่สุดในชีวิตส
ก็คือการติดตามคนในหมู่บ้าน ไปรับจ้างตัดฟืน ที่อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา (เผาถ่านส่งขายนายทุน) ช่วงนั้นต้องอยู่กินอย่างอดๆ อยากๆ ต้องไปเซ็นข้าวพริกหรือปลาทูเค็ม
มากินถึงเวลาขายฟืนและเผาถ่านได้ เค้าก็หักเงินไป การไปรับจ้างตัดฟืนและเผาถ่านครั่งนั้น หลวงพ่อทองท่านต้องล้มป่วยลง ด้วยเป็นไข้ดง (มาเลเรีย)
ท่านถูกส่งมารักษาตัวอยู่ที่โคราช เมื่อหายดีก็ไปทำงาน รับจ้างเฝ้าสวนมะม่วงให้เจ้านาย ที่หัวทะเล (ใกล้กับป่าช้าจีน จ.นครราชสีมา)
เมื่อถึงอายุ ๒๑ ปี ท่านผ่านการเกณฑ์ทหาร จับได้ใบดำ จึงคิดออกบวช ทดแทนบุญคุณพ่อแม่ (แม้นว่าท่านจะสิ้นไปแล้ว) แต่ปัญหาก็คือ ไม่มีเงินแม้นแต่จะซื้อผ้าไตรจีวร
ดีที่มีญาติของเจ้านาย เป็นครูที่ ร.ร.ราชสีมาวิทยาลัย รับเป็นเจ้าภาพ จัดซื้อเครื่องบวชให้ ท่านว่าบุญคุณครั้งนี้ ท่านไม่เคยลืมจำได้กระทั่งลูกหลาน ของผู้มีพระคุณ
หลวงพ่อทอง เข้าพิธีอุปสมบทที่วัดสระแก้ว อ.เมือง จ.นครราชสีมา เมื่ออายุครบ ๒๒ ปี พ.ศ.๒๕๑๔ หลวงพ่อทอง สุทธสีโล ก็ได้มาจำพรรษาอยู่
วัดศรีแก้ว อ.เมือง จ.นครราชสีมา พ.ศ.๒๕๑๔ ขณะนั้นมี หลวงพ่อแถว เป็นเจ้าอาวาสวัด ส่วนหลวงพ่อคูณ เป็นพระลูกวัด หลวงพ่อคูณได้เห็นหลวงพ่อทอง
เป็นพระที่มีอัธยาศัยดี เงียบขรึม ไม่ค่อยพูด ไม่ค่อยค่อยจา มีความนอบน้อมอ่อนโยน เป็นพระที่เรียบร้อย และมีความตั้งใจในการทํากิจเป็นอย่างมาก
หลวงพ่อคูณ จึงได้ถ่ายทอดวิชาและพระคาถารวมไปถึงการจารอักขระต่างๆ ในตะกรุด และยันต์ ก็เลยนับกันเป็นศิษย์ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
หลวงพ่อคูณไปไหนก็จะนำพาหลวงพ่อทองไปด้วย ศิษย์หลวงพ่อคูณมีอยู่ทั่วประเทศ แต่ที่ถ่ายทอดวิชา ให้และรับเป็นศิษย์เอกก็คือ “หลวงพ่อทอง สุทธสีโล”
ต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๑๗ หลวงพ่อคูณ เห็นว่า “หลวงพ่อทอง สุทธสีโล” ควรแล้วที่จะต้องนําวิชาที่มีออกมาใช้บําเพ็ญประโยชน์ จึงได้ให้ร่วมปลุกเสก
เหรียญ หลวงพ่อคูณ ปี พ.ศ.๒๕๑๗” ซึ่งในปัจจุบัน เหรียญหลวงพ่อคูณ ปี พ.ศ.๒๕๑๗ นี้ เป็นที่ต้องตาต้องใจเหล่าเซียนพระเป็นอย่างยิ่ง
“หลวงพ่อทอง สุทธสีโล” คือพระที่หลวงพ่อคูณไว้วางใจมากที่สุด จนถึง ปี พ.ศ.๒๕๓๓ หลวงพ่อคูณ เห็นว่า วัดพระพุทธบาทเขายายหอม
ต.นายางกลัก อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ เป็นวัดที่เรียบสงบร่มเย็น เหมาะอย่างยิ่งที่จะฝึกสมาธิและเจริญภาวนา จึงได้ส่งหลวงพ่อทองไปจําพรรษาที่วัดพระพุทธบาทเขายายหอม
ทั้งนี้ หลวงพ่อคูณ ก็ยังให้ลูกศิษย์นําตะกรุดทองคําฝังแขน ตะกรุดโทน รวมไปถึงตะกรุดชายจีวร ไปให้หลวงพ่อทองลงเหล็กจารอักขระ ถึงบนวัดพระพุทธบาทเขายายหอม
เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
ครั้งหนึ่ง หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ พบเห็นหลวงพ่อทอง เป็นพระที่มีอัธยาศัยดี เงียบขรึม ไม่ค่อยพูด ค่อยจา มีความนอบน้อมถ่อมตน เป็นพระที่เรียบร้อย
และมีความตั้งใจในการทำกิจสงฆ์เป็นอย่างมาก จึงได้ถ่ายทอดสรรพวิชาและพระคาถา รวมไปถึงการจารอักขระต่างๆ ในตะกรุดและเลขยันต์ ให้หลวงพ่อทอง
จึงนับกันเป็นอาจารย์–ศิษย์ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา จนจวบจนทุกวันนี้หลวงพ่อทองและคณะศิษยานุศิษย์หลวงพ่อทอง ได้ร่วมกันสร้างศาลาการเปรียญ
บูรณะและพัฒนา วัดตระคลอง ต.ซับสมบูรณ์ อ.โคกโพธิ์ไชย จ.ขอนแก่น และช่วยเหลือในงานสาธารณประโยชน์ของพระพุทธศาสนา ช่วยเหลือชุมชนสืบไป

คาถาพระฉิมพลี แม่ชีบุญเรือน โตงบุญเติม พลิกดวงให้โชคลาภ

คุณแม่(แม่ชี) บุญเรือน โตงบุญเติม ท่านเป็นที่เคารพนับถือในหลายด้าน ทั้งในเรื่องของโชคลาภ ค้าขาย การรักษาโรค  
ท่านอยากให้ผู้ที่มาปฏิบัติธรรมหรือผู้ที่ทำบุญได้มีความเป็นอยู่ที่ดี มีเงินทอง เวลามาปฏิบัติธรรมจะได้ไม่มากังวลคิดมาก 
ท่านจึงเมตตาให้คาถาและของดีมากมาย พลิกชะตาชีวิตจากผู้ที่ไม่มี ขัดสน ตกต่ำ ให้กลับฟื้นดีกว่า โดยที่ไม่เกินกฏแห่งกรรม 
สุดยอดเคล็ดลับพระคาถาเรียกทรัพย์ เรียกเงินทองให้ร่ำรวย มีกินมีใช้ ไม่ขาดมือ
เป็นคาถาที่ร่ำลือกันมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2500 ผู้ที่สวดมนต์เห็นผลกันทุกท่าน 



พระคาถาฉิมพลี ของคุณแม่บุญเรือน
คุณแม่บุญเรือนโตงบุญเติมอุบาสิกาผู้มีพลังจิตมหัศจรรย์

นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ

" นะชาลีติฉิมพาลี จะ มหาเถโร
สุวรรณะมามา โภชนะมามา วัตถุวัตถามามา
พลาพลังมามา โภคะมามา มหาลาโภมามา
สัพเพชะนา พหูชะนา ภวันตุเม "

คาถาพระฉิมพลี หรือ คาถาพระสีวลี
คุณแม่บุญเรือนได้จากสมาธิจิตเมื่อวันศุกร์ที่ ๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๐๐
จากตำราที่บันทึกไว้ได้ระบุว่า เป็นคาถาที่ท้าวสักกเทวราชหรือพระอินทร์นำมาถวายแด่คุณแม่บุญเรือน โดยเนื้อหาบทสวดได้กล่าวสรรเสิญพระฉิมพลี 
ซึ่งเป็นอีกพระนามของพระสิวลี ผู้เป็นเลิศด้านโชคลาภมากๆ ใครที่ได้สวดเป็นประจำเช้าค่ำ จะมีผลทางลาภช่วยเสริมดวงชะตาเสริมโชคลาภ 
เรียกทรัพย์เข้ามาสู่ชีวิต ส่งผลให้ชีวิตเจริญรุ่งเรืองไม่อับจนไม่ตกต่ำ มีโอกาสพลิกชะตาดวงชีวิตได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ

ถ้าหากได้สวดมนต์บทนี้เช้าค่ำ เป็นประจำ รวมถึงปฎิบัติเป็นกรรมฐานทำให้เข้าถึงฌานแล้ว จะร่ำรวยเป็นเศรษฐี มหาเศรษฐี เงินทองจะหลั่งไหลมาเอง 
สวดให้ได้วันละ108 จบ เช้า-เย็นหรือตามกำลังวัน และจงดำรงตนให้มั่นคงอยู่ในศีลเป็นปกติ  หมั่นเจริญภาวนา สมาธิ
จะร่ำรวยเป็นเศรษฐีใหญ่ จะหลุดพ้นจากกองหนี้ กองทุกข์ รอดจากความทุกเค็ญนี้ปลดเปลื้องความยากแค้นทั้งหลายมีแต่ลาภเข้ามาสู่ชีวิต

ท่านให้สวดตามกำลังวันเพื่อบูชาพระสิวลีมหาเถระหรือพระฉิมพลีจะเป็นมหาโชคโภคทรัพย์ มหาลาภ 
และเจริญ ด้วยจตุรพิศพรชัย คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณธนสารสมบัติ ให้ผู้สวดมนต์มีความสุข ประสบแต่สิ่งอันพึงปรารถณาทุกประการ

อธิษฐานจิตหลังสวดมนต์
ขออำนาจของพระรัตนตรัยจงเป็นที่พึ่ง ขออัญเชิญบารมีอันสูงยิ่งของคุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม
จง สถิตสถาพรอยู่กับท่านทั้งหลาย แม้ประสงค์สิ่งใดจงสมประสงค์ทุกประการ และถึงพร้อมด้วยธรรมสี่ประการคือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ทุกท่าน เทอญ ฯ

ประวัติแม่ชีบุญเรือน โตงบุญเติม ฆราวาสผู้เปี่ยมด้วยธรรม
คุณแม่บุญเรือน กลิ่นผกา เกิดเมื่อวันอาทิตย์ เดือน 4 ปีมะเมียขึ้น 15 ค่่าเวลา
11.20 น. หรือตรงกับวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2437 ท่านได้ก่าเนิดในครอบครัว ที่มีฐานะ
ค่อนข้างยากจน มีนายยิ้ม กลิ่นผกา เป็นบิดา และมี นางสวน กลิ่นผกา เป็นมารดา
สถานที่เกิดอยู่ที่คลองสามวา อ่าเภอมีนบุรี จังหวัดพระนคร ต่อมาบิดามารดาของท่านได้
ย้ายไปอยู่ที่ต่าบลบางปะกอก อ่าเภอราษฎร์บูรณะ จังหวัดธนบุรี อยู่ในละแวกบ้านชาวสวน
การศึกษาเล่าเรียนและชีวิตในครอบครัว
ชีวิตในวัยเยาว์ คุณแม่บุญเรือน เป็นผู้ได้รับความรักความทะนุถนอมจากบิดามารดา เป็นอันมาก พอเหมาะสมกับ
ฐานะของครอบครัว ท่านได้รับการศึกษาให้รู้ภาษาไทย พออ่านออกเขียนได้ และเชื่อว่าท่านได้รับการฝึกสอน จากบิดามารดา 
ให้มีความรอบรู้ และ สามารถท่าหน้าที่เป็นแม่บ้านแม่เรือนเป็นอย่างดี คุณแม่บุญเรือน มีความสามารถในการท่ากับข้าวหลายอย่าง 
ไม่ว่าจะเป็นน้่าพริก อาหารจ่าพวกแกงและ ต้ม ท่านก็สามารถท่าได้อย่างดี นอกจากนี้ก็ยังมีความสามารถในการเย็บจักร ตัดเสื้อผ้า
ได้เมื่ออายุราว ๆ 15 ปี ท่านได้รับการฝึกสอนจากในครอบครัว ให้รู้จักการนวด ซึ่งท่านได้ให้ความสนใจอยู่เป็นอันมาก 
จนในที่สุดท่านได้รับครอบวิชาหมอนวด และ ต่าราหมอนวด จากปู่ของท่าน คืออาจารย์กลิ่น ซึ่งในขณะนั้นถือว่าเป็นหมอนวดผู้มีชื่อเสียง 
จากการได้รับมอบต่าราหมอนวด ท่าให้ท่านได้ศึกษาวิธีการนวด จากต่าราดังกล่าวจนเกิดความช่านาญ และกลายเป็นแม่หมอผู้มี
ชื่อเสียงในการนวดต่อมาในภายหลัง
ขณะเป็นวัยรุ่น ท่านได้รู้จักกับคุณลุงของท่าน คือ หลวงตาพริ้ง ซึ่งเป็นพระภิกษุ อยู่ที่วัดบางปะกอก ด้วย
ความคุ้นเคยกับหลวงตาพริ้ง ผู้เป็นลุงนั่นเอง ท่านได้เริ่มน่าอาหารไปถวายอยู่บ่อย ๆ ท่าให้ท่านได้รับการอบรมสั่งสอนให้
รู้จักธรรมะ และ คุณธรรมในการด่าเนินชีวิต ตามแนวค่าสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านได้เริ่มเลื่อมใส
ศรัทธา และมีใจรัก ในงานบุญงานกุศลมากขึ้นอันน่าจะถือได้ว่า นี่เป็นปฐมเหตุส่าคัญที่ท่าให้ท่านบ่าเพ็ญกรณียกิจเป็น
นักบุญในพระพุทธศาสนาในเวลาต่อมา หลวงตาพริ้ง จึงเป็นพระภิกษุที่คุณแม่บุญเรือนมีความเคารพนับถือเป็นอย่างมาก
และวัดบางปะกอกนี้ก็น่าจะเป็นวัดที่ท่าให้ท่านเกิดความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา จนน่าไปสู่การบ่าเพ็ญภาวนาในเวลาต่อมา
ชีวิตสมรสและบุตรธิดา
เมื่อมีอายุพอสมควร ก็ได้ท่าการสมรสกับ ส.ต.ท.จ้อย โตงบุญเติม ซึ่งขณะนั้นเป็นต่ารวจประจ่าสถานีต่ารวจนคร
บาลสัมพันธวงศ์ ได้อยู่กินกันฉันท์สามีภรรยาที่ดีตลอดมา แต่ก็ไม่มิบุตรธิดาด้วยกัน และเนื่องจากไม่มีบุตรธิดาด้วยกัน ท่า
ให้คุณแม่ บุญเรือน โตงบุญเติมได้รับอุปการะเด็กหญิงชายอื่นบ้าง ขณะที่ยังใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับ ส.ต.ท.จ้อย ด้วยความ
เลื่อมใสในพุทธศาสนา ได้ไปฟังพระสวดมนต์ ฟังธรรมที่วัดสัมพันธวงศ์อยู่บ่อย ๆ ทั้งได้ฝึกหัดท่าวิปัสสนากัมมัฐานที่วัดนี้
ด้วย ต่อมา ส.ต.ท.จ้อย ผู้เป็นสามี ได้ลาอุปสมบท ที่วัดสัมพันธวงศ์ เป็นเวลา 1 พรรษา ท่าให้คุณแม่บุญเรือน ได้มีความ
ใกล้ชิดและผูกพันในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก เมื่อสามีสึกออกมาแล้ว คุณแม่บุญเรือน ก็ได้ลาสามีบวชเป็นชีและอยู่
ปฏิบัติธรรมที่วัด สัมพันธวงศ์ ได้พากเพียรพยายามฝึกวิปัสสนากัมมัฏฐาน ได้อยู่ปฏิบัติที่ศาลาวัดสัมพันธวงศ์ จนท่าให้
เกิดความเข้าใจ และ ปลอดโปร่งในธรรมะ รักความสงบประกอบการกุศลต่าง ๆ ช่วยปักหมอนส่าหรับธรรมาสน์พระสวด
ปาฏิโมกข์ เป็นต้น ชีวิตสมรสระหว่างคุณแม่บุญเรือน และ ส.ต.ท.จ้อย โตงบุญเติม อยู่กินกันมา
จนกระทั่งในปี 2479 ซึ่งขณะนั้นท่านมีอายุได้ 42 ปี ส.ต.ท.จ้อย ได้ถึงแก่กรรมลง เนื่องจากได้เข้าไปช่วย
ดับเพลิง เมื่อครั้งเพลิงไหม้ใหญ่ตลาดน้อย อ่าเภอบางรัก ต่อจากนั้นมา คุณแม่บุญเรือนก็ได้ครองความเป็นโสด บ่าเพ็ญ
งานบุญ และได้ใช้นามสกุล โตงบุญเติม ของสามีตลอดมา ในระหว่างครองชิวิตร่วมกับ ส.ต.ท.จ้อย โตงบุญเติม คุณแม่
บุญเรือน ได้ประกอบอาชีพตัดเย็บผ้า เป็นการช่วยสามีอีกแรงหนึ่ง และรับรักษาโรคโดยเป็นหมอนวด ซึ่งการเป็นหมอนวด
เพื่อรักษาโรคนั้น ท่านท่าเป็นการกุศลไม่มีสินจ้าง นอกจากนั้นท่านยังมีความสามารถในการท่าคลอด หรือเป็นหมอต่าแย
แผนโบราณด้วย ซึ่งท่าให้ท่านมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักมากในขณะนั้น ในระหว่างนี้ท่านก็ใช้เวลาในการบ่าเพ็ญบุญ ถือศีล สวด
มนต์ ฟังธรรม ด้วยความเคารพเลื่อมใสอย่างแท้จริง
ผลส่าเร็จของงานบุญ ด้วยความตั้งใจจริง ในการบ่าเพ็ญเพียร หัดวิปัสสนากัมมัฏฐาน ท่าใจให้สงบระงับ ฝึกใจ
ให้แข็งแกร่งแก่กล้า มองเห็นธรรมอันวิเศษของ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยังผลให้เป็นที่ทราบในหมู่ผู้ร่วมวิปัสสนา
ด้วยกัน ว่าคุณแม่บุญเรือนได้ส่าเร็จแล้วอย่างแท้จริง คือส่าเร็จใน จตุตถฌาน หรือ ฌาน4 อันประกอบด้วย
ปฐมฌาน หมายถึง ฌาน ขั้นแรก มีองค์ 5 คือ ยังมีตรึก เรียกว่า วิตก และ ตรอง เรียกว่า วิจารณ์เหมือนอารมณ์แห่งจิต
ของคนสามัญ ซ้่ายังมีปิติ คือ ความอิ่มใจ มีความสุข คือความสบายใจ เกิดแต่ความวิเวก คือ ความเงียบสงบ
ประกอบด้วยจิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งลงไปได้ เรียกว่า “เอกัคตา”
ทุติยฌาน หมายถึง ฌาน ชั้นสอง ซึ่งละวิตกและวิจารณ์ ในปฐมฌานลงไปได้ คงเหลือแต่ ปิติและ สุขอันเกิดแก่สมาธิกับเอกัคตา
ตติยฌาน เป็น ฌาน ชั้นสาม คงเหลือแต่องค์สอง คือละปิติเสียได้ คงเหลือแต่สุขและเอกัคตา
จตุตถฌาน เป็น ฌานส่าคัญชั้น 4 มีองค์ 2 คือละสุขเสียได้กลายเป็น อุเบกขาคือวางเฉย คู่กับเอกัคตา ฌาน 4 จัดเป็นรูป
สมาบัติ มีรูปธรรมเป็นอารมณ์ สงเคราะห์เข้าไปในรุปาวจรภูมิ
ฌานทั้ง 4 นี่แหละที่เชื่อกันว่า แม่ชีบุญเรือน โตงบุญเติม ได้บ่าเพ็ญเพียรฝึกปฏิบัติจนประสบความส่าเร็จ และด้วยเหตุที่
ปรากฏต่อมาว่า แม่ชีบุญเรือน มีความเชี่ยวชาญในวิปัสสนากัมมัฏฐาน จนสามารถจะเข้าวิปัสสนาเมื่อใดก็ได้ และไม่
จ่าเป็นต้องยึดสิ่งมีรูปเป็นอารมณ์ ทั้งอาจเข้าวิปัสสนาโดยลืมตาก็ได้โดยเร็วพลันด้วยเหตุนี้ ทางด้านอรูปฌาน ก็เชื่อว่าท่าน
สันทัดและบรรลุโดยลักษณะเดียวกัน ด้วยความส่าเร็จใน จตุตถานนั่นเอง เป็นเหตุให้แม่ชีบุญเรือน เป็นนักเสียสละชั้นยอด
มีอารมณ์วางเฉย เป็น อุเบกขา สละความโลภ ความอยากได้ในทรัพย์สินต่าง ๆ อย่างสิ้นเชิง ดังนั้นคนที่รู้จักแม่ชีบุญเรือน
มาก่อนก็ดี หรือเพิ่งจะมารู้จักก็ดี จะทราบคติธรรมข้อหนึ่งว่า “ คนที่จะไปหาท่าน จงไปหาด้วยการเป็นผู้รับ ส่วนท่านเป็น
ผู้ให้ เป็นผู้เสียสละ เป็นผู้บริการ” ท่านไม่ต้องการสิ่งใดของใคร แม้แต่ดอกไม้ ธูปเทียน ทรัพย์สินเงินทองใด ๆ ทั้งสิ้น

เล่าขานตำนานหลวงพ่อลอยน้ำ 3 พี่น้อง

มีตำนานกล่าวว่า กาลครั้งหนึ่งมีพี่น้องชาวเมืองเหนือ 5 คน บวชเป็นพระภิกษุในบวรพระพุทธศาสนา ได้สำเร็จเป็นพระอริยบุคคลชั้นโสดาบัน มีฤทธิ์อำนาจทางจิตมาก ได้พร้อมใจกันตั้งสัจจะอธิษฐานว่า “เกิดมาชาตินี้จะขอบำเพ็ญบารมีช่วยสัตว์โลกให้พ้นทุกข์ แม้ตายไปแล้ว ก็จะสร้างบารมีช่วยสัตว์โลกให้พ้นทุกข์ต่อไป จนกว่าจะถึงซึ่งนิพพาน” ครั้นพระอริยบุคคลทั้งห้าองค์นี้ดับขันธ์ไปแล้ว ก็เข้าสถิตอยู่ในพระพุทธรูปทั้งห้าองค์ มีความปรารถนาจะช่วยปลดเปลื้องทุกข์ให้คนทางเมืองใต้ จึงพากันแสดงฤทธิ์ปาฏิหาริย์ให้พระพุทธรูปทั้งห้าองค์ ลอยน้ำมาทางใต้ตามแม่น้ำสายหลักของภาคกลางทั้ง 5 สาย

ชาวบ้านชาวเมืองตามริมฝั่งแม่น้ำเห็นพระพุทธรูปทั้งห้าองค์ลอยน้ำมาก็พากันเลื่อมใส จึงได้นำพระพุทธรูปเหล่านั้นขึ้นฝั่งและอาราธนาให้ขึ้นสถิตอยู่ตามวัดต่าง ๆ ที่ใกล้เคียงกับจุดที่ชะลอองค์พระขึ้นจากแม่น้ำ

  • พระพุทธรูปองค์แรก ลอยมาตามแม่น้ำบางปะกง แล้วขึ้นประดิษฐานอยู่ที่วัดโสธรวรารามวรวิหาร อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา เรียกว่า “หลวงพ่อโสธร”
  • พระพุทธรูปองค์ที่สอง ลอยมาตามแม่น้ำนครชัยศรี ขึ้นประดิษฐานอยู่ที่วัดไร่ขิง อ.สามพราน จ.นครปฐม เรียกว่า “หลวงพ่อวัดไร่ขิง”
  • พระพุทธรูปองค์ที่สาม ลอยมาตามแม่น้ำเจ้าพระยา ขึ้นประดิษฐานอยู่ที่วัดบางพลีใหญ่ใน อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ เรียกว่า “หลวงพ่อโต”
  • พระพุทธรูปองค์ที่สี่ ลอยมาตามแม่น้ำแม่กลอง ขึ้นประดิษฐานอยู่ที่วัดเพชรสมุทรวรวิหาร (วัดบ้านแหลม) อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม เรียกว่า “หลวงพ่อบ้านแหลม” และพระพุทธรูปองค์ที่ห้า ลอยมาตามแม่น้ำเพชรบุรี ขึ้นประดิษฐานอยู่ที่วัดเขาตะเครา อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี เรียกว่า “หลวงพ่อ (ทอง) เขาตะเครา”


ในขณะที่บางตำนานก็กล่าวไว้ว่า การที่พระพุทธรูปทั้ง 5 ลอยน้ำมานี้ ก็เพราะเมื่อคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ข้าศึกได้เผาไฟเพื่อหลอมเอาทองที่หล่อจากองค์พระพุทธรูป ชาวบ้านเองก็ต้องการจะรักษาพระพุทธรูปไว้ จึงเอาปูนบ้าง รักดำบ้าง ไปพอกไว้ที่องค์พระ เพื่อให้ดูไม่สวยงามและปกปิดความมีค่าไว้จากข้าศึก

แต่เมื่อไม่อาจปกป้องได้ไหวจึงขนย้ายพระพุทธรูปสำคัญลงแพไม้ไผ่ ล่องมาตามแม่น้ำเพื่อไม่ให้ข้าศึกทำลาย ด้วยน้ำหนักขององค์พระ เมื่อวางพระลงบนแพไม้ไผ่จึงดูเหมือนพระพุทธรูปลอยมาตามน้ำ จนผู้ที่พบเห็น ถือเป็นเรื่องปาฏิหาริย์ที่พระพุทธรูปองค์ใหญ่น้ำหนักมากจะสามารถจะลอยน้ำได้ พระพุทธรูปทั้ง 3 องค์นี้ ถือเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ประจำจังหวัด ที่มีผู้คนทั้งชาวไทยและต่างประเทศหลั่งไหลมาเคารพสักการะมิได้ขาด เรื่องราวความเป็นมาและปาฏิหาริย์ของพระพุทธรูปแต่ละองค์มีดังต่อไปนี้

ตำนานของ “หลวงพ่อบ้านแหลม” 
แห่งแม่น้ำแม่กลอง 
วัดเพชรสมุทรวรวิหาร (วัดบ้านแหลม) ต.แม่กลอง อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม


พระพุทธรูป 5 องค์ที่ลอยน้ำมาด้วยกันจากทางเหนือนั้น มีเพียงองค์เดียวที่ป็นพระพุทธรูปยืน คือองค์ที่ลอยไปตามแม่น้ำแม่กลอง แล้วขึ้นสถิตอยู่ที่วัดบ้านแหลม อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม ก็คือ หลวงพ่อวัดบ้านแหลม หรือที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่าหลวงพ่อบ้านแหลมนั่นเอง

ประวัติความเป็นมา

สำหรับหลวงพ่อบ้านแหลม มีตำนานอีกเรื่องหนึ่งเล่าว่า ชาวบ้านแหลมซึ่งอยู่ปากอ่าวจังหวัดเพชรบุรี ได้พากันมาจับปลาในทะเล ขณะที่ลากอวนอยู่นั้นได้ลาก พระพุทธรูปนั่งปางมารวิชัย ติดอวนขึ้นมาองค์หนึ่ง ทุกคนต่างดีใจมาก จึงอาราธนาพระพุทธรูปขึ้นบนเรือ แล้วพากันล่องกลับเข้าฝั่ง แต่ระหว่างทางคนในเรือได้แลเห็นพระเกศของพระพุทธรูปอีกองค์หนึ่งลอยปริ่ม ๆ น้ำอยู่ไม่ไกลนัก

จึงร้องบอกให้ทุกคนทราบ แล้วเทียบเรือเข้าไป จึงได้พบ พระพุทธรูปยืน ทุกคนต่างอัศจรรย์ใจเป็นที่สุดที่พระพุทธรูปหล่อด้วยทองเหลืองแต่ลอยอยู่ในน้ำได้ จึงพากันกราบนมัสการด้วยความเลื่อมใสในอภินิหารและอิทธิฤทธิ์ที่ได้พบเห็น แล้วอาราธนาขึ้นบนเรืออีกลำหนึ่ง

พอเรือแล่นมาถึงแม่น้ำแม่กลองตอนหน้า วัดศรีจำปา ได้เกิดอาเพทคล้ายกับว่า พระพุทธรูปยืน ท่านประสงค์ที่จะอยู่วัดนี้ จึงทำให้ฝนตกหนัก ลมพายุพัดจัด จนลืมหูลืมตาไม่ขึ้น เรือลำที่พระพุทธรูปยืนประดิษฐานอยู่นั้น ทนคลื่นลมไม่ไหว จึงเอียงวูบไป พระพุทธรูปที่อยู่บนเรือจึงเคลื่อนตกจมหายไปในแม่น้ำ

ชาวบ้านแหลมพากันตกใจและเสียดายเป็นอย่างยิ่ง ต่างช่วยกันดำน้ำค้นหาอยู่หลายวัน แต่ก็ไม่พบ จึงตกลงว่าไม่ค้นหากันต่อไปอีก จึงนำพระพุทธรูปองค์นั่งองค์ที่เหลืออยู่ไปยังถิ่นของตน และนำพระพุทธรูปองค์นั้นไปประดิษฐานไว้ที่วัดเขาตะเครา อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี

กาลต่อมาชาวบ้านศรีจำปาต่างช่วยกันลงดำน้ำค้นหาพระพุทธรูปที่จมอยู่นั้น และอาจเป็นด้วยเพราะอภินิหารของหลวงพ่อที่จะอยู่เป็นมิ่งขวัญของชาวบ้านศรีจำปา จึงทำให้ชาวบ้านศรีจำปาดำน้ำจนพบและอาราธนาไปประดิษฐานไว้ที่วัดศรีจำปา

ครั้นชาวประมงบ้านแหลมรู้ข่าวว่าชาวบ้านศรีจำปาพบพระพุทธรูปของตนที่จมน้ำ จึงยกขบวนกันมาทวงพระคืน แต่ชาวบ้านศรีจำปาไม่ยอมให้ จนเกือบจะเกิดศึกกลางวัดขึ้น แต่ด้วยอภินิหารของหลวงพ่อและการมีเหตุผลด้วยกันทั้งสองฝ่าย ก็สามารถประสานสามัคคีตกลงปรองดองกันได้ ฝ่ายชาวประมงบ้านแหลมจึงยินยอม ยกพระพุทธรูปยืนปางอุ้มบาตรให้ชาวบ้านศรีจำปาไป

แต่มีข้อแม้ว่าต้องเปลี่ยนชื่อวัดเสียใหม่เป็น “วัดบ้านแหลม” เพื่อเป็นอนุสรณ์ที่ชาวบ้านแหลมได้พระพุทธรูปมาแต่แรก ตั้งแต่นั้นมาวัดศรีจำปาจึงได้นามว่า “วัดบ้านแหลม” มาจนทุกวันนี้ และขนานนามพระพุทธรูปยืนว่า “หลวงพ่อวัดบ้านแหลม” ต่อมาวัดบ้านแหลม ได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร และได้รับพระราชทานนามว่า “วัดเพชรสมุทวรวิหาร”

พุทธลักษณะ

หลวงพ่อบ้านแหลมเป็นพระพุทธรูปยืน ปางอุ้มบาตร หล่อด้วยทองเหลืองแบบสมัยสุโขทัยตอนปลาย ภายในโปร่ง ส่วนสูงประมาณ 170 เซนติเมตร (บ้างว่าสูงประมาณ 2 เมตร 80 เซนติเมตร) แต่บาตรเดิมนั้นได้สูญหายไปในทะเลก่อนที่ชาวประมงจะได้จากทะเลปากอ่าวแม่กลอง สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุพันธุ์วงศ์วรเดช ได้เสด็จมานมัสการและได้ถวายบาตรแก้วสีเงินแก่หลวงพ่อบ้านแหลมดังปรากฏอยู่ทุกวันนี้

ความศักดิ์สิทธิ์

ความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อบ้านแหลมนั้นเป็นที่เลื่องลือไปทั่ว ไม่ว่าเป็นทางก้าวหน้าเจริญรุ่งเรือง ทางแคล้วคลาด ทางรักษาโรค และเรื่องอื่นๆ อีกมาก แม้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ก็ทรงทราบ อีกทั้ง สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 5 ก็ทรงเลื่อมใส ดังปรากฏในพระราชหัตถเลขาของรัชกาลที่ 6 ที่พระราชทานมายังพระครูมหาสิทธิการ (แดง) ความว่า 

“ปีกลายนี้ สมเด็จพระบรมราชินีนาถได้เสด็จไปยังเมืองสมุทรสงคราม ในกระบวนหลวง ได้รับสั่งให้คนนำเครื่องสักการะไปถวายหลวงพ่อบ้านแหลม และได้รับสั่งไว้แต่ครั้งนั้นว่า ขอผลอานิสงส์ความทรงเลื่อมใส จงบันดาลให้หายประชววร ครั้นเสด็จกลับถึงกรุงเทพฯ ได้ไม่นานก็หายประชวร จึงทรงระลึกถึงที่ได้ทรงตั้งสัตยาธิษฐานไว้สมพระประสงค์ โปรดพระราชทานปัจจัยเป็นมูลค่า 800 บาท มาเพื่อช่วยในการปฏิสังขรณ์วัดบ้านแหลม ข้าพเจ้าได้ส่งมาให้ท่านพระครูทางกระทรวงธรรมการแล้ว”

อีกประสบการณ์หนึ่งจากผู้ที่รอดชีวิตเพราะบุญญาบารมีของหลวงพ่อคุ้มครอง คือ นายชิต เข้มขัน อดีตนายด่านศุลการกร สมุทรสงคราม ได้ประกอบอาชีพเป็นกัปตันเรือเดินทะเลระหว่างกรุงเทพฯ-สิงคโปร์ คราวหนึ่งเรือถูกพายุอัปปางลง เขาต้องลอยอยู่ในทะเลหลายชั่วโมงจวนหมดกำลังจมน้ำอยู่แล้ว ก็นึกถึงหลวงพ่อบ้านแหลมขึ้นมาได้ จึงขอให้หลวงพ่อช่วย

ขณะนั้นเรือที่เดินอยู่ในทะเลได้ยินเสียงคนร้องให้ช่วย จึงหันหัวเรือตามหา แต่เดือนมืดมองไม่เห็น เรือแล่นวนเวียนอยู่สักครู่ก็จะหันหัวเรือกลับ แต่ก็ได้ยินเสียงคนร้องเรียกให้ช่วยอยู่เรื่อย จึงค้นหาอีกจนพบนายชิต เข้มขัน ลอยคออยู่จวนจะจมน้ำ เมื่อเอาตัวขึ้นมาบนเรือนั้นนายชิตสลบไม่ได้สติ ต้องแก้ไขอยู่นาน พอฟื้นขึ้นมาจึงพากันซักถามว่าตะโกนให้ช่วยหรือเปล่า นายชิตบอกว่าไม่ได้เรียกให้ช่วย เป็นแต่คำนึงถึงหลวงพ่อบ้านแหลมอยู่ในใจ ขอให้หลวงพ่อช่วยเท่านั้นเอง

บนบานศาลกล่าว

เรื่องการบนบานขอให้หลวงพ่อบ้านแหลมช่วยเหลือนั้น ผู้เฒ่าผู้แก่เล่ากันมาว่า ท่านช่วยทุกเรื่องที่คนเข้ามาขอความเมตตา ยกเว้นเรื่องทหาร หากมาขอให้ไม่ถูกเกณฑ์ทหาร คนนั้นเป็นต้องถูกเกณฑ์อย่างแน่นอน เพราะกล่าวกันว่าท่านชอบทหารนั่นเอง และเมื่อสิ่งที่บนบานไว้ได้ดังประสงค์ มักจะนิยมแก้บนกันด้วยพวงมาลัยเป็นส่วนใหญ่ จะมีประทัดบ้างก็ประปราย

ที่พึ่งของชาวประมง

ทุกวันนี้ก่อนออกเรือหาปลา ชาวประมงสมุทรสงคราม จะกราบไหว้และขอพรหลวงพ่อบ้านแหลมให้คุ้มครองพวกตนพ้นจากภยันตราย และกลับมาโดยสวัสดิภาพ และได้ปฏิบัติเช่นนี้ต่อ ๆ กันมาตราบจนทุกวันนี้ 

ตำนานของ “หลวงพ่อ (ทอง) เขาตะเครา” 
แห่งแม่น้ำเพชรบุรี 
วัดเขาตะเครา อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี

 

กว่า 200 ปี มาแล้วที่พระพุทธรูปนั่งปางมารวิชัยองค์เล็ก ขนาดหน้าตักกว้างเพียง 21 นิ้ว ซึ่งลอยน้ำมาจากทางเหนือ (พร้อมพระพี่น้องอีก 4 องค์) ได้ขึ้นประดิษฐานอยู่ ณ วัดเขาตะเครา อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี เป็นพระพุทธรูปองค์เดียวในจำนวน 5 องค์พี่น้อง ที่มีแผ่นทองคำเปลวปิดหุ้มอยู่หนามากจนแลไม่เห็นความงามตามพุทธลักษณะเดิม

ประวัติความเป็นมา

ตามที่ได้กล่าวไว้แล้วในประวัติของหลวงพ่อบ้านแหลม ว่า ชาวบ้านแหลมซึ่งอยู่ปากอ่าวจังหวัดเพชรบุรี ได้พากันมาจับปลาในทะเล ขณะที่ลากอวนอยู่นั้นได้ลากพระพุทธรูปนั่งปางมารวิชัยติดอวนขึ้นมาองค์หนึ่ง ในระหว่างทางกลับ ก็ได้พบพระพุทธรูปยืน (หลวงพ่อบ้านแหลม) ลอยปริ่มๆ น้ำอยู่ไม่ไกลนัก จึงอาราธนาขึ้นบนเรืออีกลำหนึ่ง แต่เกิดอาเพทฝนตกหนัก ลมพายุพัดจัด เรือลำที่พระพุทธรูปยืนประดิษฐานอยู่นั้น ทนคลื่นลมไม่ไหว จึงเอียงวูบไป พระพุทธรูปที่อยู่บนเรือจึงเคลื่อนตกจมหายไปในแม่น้ำ

ชาวบ้านแหลมพากันตกใจและเสียดายเป็นอย่างยิ่ง ต่างช่วยกันดำน้ำค้นหาอยู่หลายวัน แต่ก็ไม่พบ จึงตกลงว่าไม่ค้นหากันต่อไปอีก จึงนำพระพุทธรูปองค์นั่งที่เหลืออยู่บนเรืออีกลำหนึ่งไปยังถิ่นของตน และนำพระพุทธรูปองค์นั้นไปประดิษฐานไว้ที่วัดเขาตะเครา อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี ตั้งแต่ พ.ศ.2302 เป็นต้นมา และเรียกขานกันว่าหลวงพ่อเขาตะเครา

ชื่อใหม่ของหลวงพ่อ

หลวงพ่อเขาตะเครา ได้รับการเรียกขานนามใหม่คือ “หลวงพ่อ (ทอง) เขาตะเครา” สาเหตุมาจากมีช่างภาพคนหนึ่งต้องการถ่ายภาพหลวงพ่อ แต่ความที่องค์หลวงพ่อมีทองปิดทับอยู่หนามากจนแลไม่เห็นพุทธลักษณะเดิม ช่างภาพคนนี้จึงไปแกะทองที่ตาหลวงพ่อออกโดยมิได้บอกล่าวและขออนุญาต หลังจากนั้นไม่กี่วันช่างภาพคนนี้ก็มีอาการหูตาบวมเป่ง จึงต้องมากราบขอขมาหลวงพ่อ อาการจึงหายไป 

จากเหตุการณ์ดังกล่าว จึงไม่มีใครกล้าไปแตะต้องหลวงพ่อ จนกระทั่งทองปิดองค์ท่านทับถมกันมากขึ้นทุกวันๆ ชาวบ้านที่มานมัสการจึงเติมคำว่า “ทอง” ไปในการเรียกขาน จึงกลายมาเป็น “หลวงพ่อ (ทอง) เขาตะเครา”

พุทธลักษณะ

หลวงพ่อ (ทอง) เขาตะเครา เป็นพระพุทธรูปนั่งปางมารวิชัย สูง 29 นิ้ว หน้าตักกว้าง 21 นิ้ว แต่เนื่องจากทองที่ปิดองค์พระพุทธรูปนั้นหนามาก จนทำให้ไม่เห็นองค์เดิมว่าเป็นพระพุทธรูปหล่อหรือปูนปั้น แต่จากหลักฐานที่ “สุนทรภู่” กวีเอกของไทย ได้เขียนไว้ในนิราศเมืองเพชร คราวที่ได้ไปแวะไหว้หลวงพ่อ (ทอง) วัดเขาตะเครา ก็พอจะสันนิษฐานได้ว่า หลวงพ่อฯ เป็นพระพุทธรูปหล่อด้วยสัมฤทธิ์ ดังความว่า

“ไปครู่หนึ่งถึงเขาตะคริวสวาท มีอาวาสวัดวามหาเถร มะพร้าวรอบขอบที่บริเวณ พอจวนเพลพักร้อนผ่อนสำราญ กับหนูพัดจัดธูปเทียนดอกไม้ จะขึ้นไหว้พระสัมฤทธิ์อธิษฐาน เขานับถือลืออยู่แต่บูราณ ใครบนบานพระรับช่วยดับร้อน”

ความศักดิ์สิทธิ์

ความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อนั้น เป็นที่โจษขานกันมาแต่โบราณ แม้กระทั่งตอนที่หลวงพ่อจะประทานทองที่องค์ท่านให้นั้น มีผู้เล่าว่า ได้เห็นไฟลุกท่วมองค์ท่านเป็นประกายรัศมีออกมา ทองที่หุ้มองค์ท่านค่อยๆ ไหลหลุดลอกออกบางส่วน ดูน่าอัศจรรย์ และเมื่อนำทองที่ไหลลอกมาไปชั่งน้ำหนัก ปรากฏว่าได้ถึง 9.9 กิโลกรัม ! ทำให้ได้แลเห็นพระพักตร์ชัดเจนขึ้นมาบ้าง ซึ่งก่อนหน้านั้นมีทองปิดหนามากจนองค์ท่านกลมทีเดียว!

นอกจากนั้นยังมีผู้เล่าว่า มีหญิงคนหนึ่งซึ่งเป็นชาวบ้านแหลม ทำไร่ทำนาจนหมดเนื้อหมดตัว จึงคิดจะไปทำมาค้าขายทางใต้ ได้มาไหว้หลวงพ่อ (ทอง) เขาตะเครา อธิษฐานขอให้ช่วยค้าขายร่ำรวยแล้วจะกลับมาบวชชีแก้บน 15 วัน ปรากฏว่าหญิงคนนั้นค้าขายจนร่ำรวย แต่มิได้กลับมาแก้บนตามที่อธิษฐานไว้ ทำให้มีอาการป่วยหนัก จนกระทั่งผลสุดท้ายต้องกลับมาบวชชีที่วัดเขาตะเครา จึงหายป่วย

อีกเรื่องหนึ่งคือ มีเรือประมงลำหนึ่งถูกมรสุมอัปปางลง ลูกเรือ 11 คนเสียชีวิต รอดมาเพียง 2 คน เพราะมีพระกริ่งและแหวนจำลองของหลวงพ่อ (ทอง) เขาตะเครา ทั้งสองคนนี้จึงบนตัวบวชให้หลวงพ่อตั้งแต่นั้นมา

และมีอยู่ครั้งหนึ่งขบวนทอดผ้าป่ามาทำบุญที่วัดเขาตะเครา ตอนกลับจากวัดเกิดอุบัติเหตุรถคว่ำกลางทาง คนโดยสารทั้ง 70 กว่าคนเพียงแค่ฟกช้ำดำเขียวเท่านั้น และมีอยู่คนหนึ่งที่เช่าพระพุทธรูปจำลองหลวงพ่อฯ แล้วอุ้มองค์ท่านอยู่ คนนี้ไม่ได้รับอันตรายใด ๆ แม้แต่นิดเดียว!

บนบานศาลกล่าว

การบนบานศาลกล่าวเพื่อขอพรหลวงพ่อให้ช่วยดลบันดาลในเรื่องราวต่างๆ นั้น มักจะสมปรารถนาเสมอ สุนทรภู่เองก็ทราบกิตติศัพท์นี้จึงได้อธิษฐานขอพรจากหลวงพ่อ ดังนี้ “ได้สรงน้ำชำระพระสัมฤทธิ์ ถวายธูปเทียนอุทิศพิษฐาน ขอเดชะพระสัมฤทธิ์พิสดาร ท่านเชี่ยวชาญเชิญช่วยด้วยสักครั้ง” สิ่งที่ห้ามบนก็คือ ขอให้ไม่ถูกเกณฑ์ทหาร เช่นเดียวกับหลวงพ่อโสธร และหลวงพ่อบ้านแหลมนั่นเอง เพราะถ้าบนอย่างนี้ จะต้องเป็นทหารทุกราย!

ส่วนการแก้บนนั้น สิ่งของที่นิยมนำมาแก้บนที่ทำกันต่อ ๆ มานั้น ถ้าดูในสมัยก่อนจากคำอธิษฐานดังกล่าวของสุนทรภู่ ว่าถ้าสมหวังในเรื่องที่ขอไว้ สุนทรภู่จะถวายละคร พร้อมทั้งเทียนเงินทองและของเสวยตามที่มีผู้กระทำกันมา “แม้นได้ของสองสิ่งเห็นจริงจัง จะแต่งตั้งบายศรีมีละคร ทั้งเทียนเงินเทียนทองของเสวย เหมือนเขาเคยบูชาหน้าสิงขร”

จากคำบอกเล่าของผู้คนที่วัดเขาตะเคราบอกว่า การแก้บนก็แล้วแต่สิ่งของที่บนไว้ ซึ่งก็มีทั้งละคร ข่าวปลาอาหาร ประทัด เป็นต้น แต่หากต้องการให้ได้ผลสมปรารถนาเร็ว ต้องบนตัวบวช ไม่ว่าจะเป็นบวชพระ บวชเณร บวชชี บวชชีพราหมณ์ บวชเนกขัมมะ ผู้ที่บนตัวบวชนี้จะได้ผลสมหวังทุกราย

ทุกวันนี้หลวงพ่อ (ทอง) เขาตะเครา ยังคงเป็นที่พึ่งทางใจให้กับชาวเมืองเพชรและผู้คนมากมายที่เดินทางมากราบไหว้หรือแม้แต่ระลึกถึงท่านอยู่เสมอ ๆ

ตำนานของ “หลวงพ่อวัดไร่ขิง” 
แห่งแม่น้ำนครชัยศรี 
วัดไร่ขิง อ.สามพราน จ.นครปฐม

 

เรื่องราวของพระพุทธรูป 5 พี่น้อง ที่เล่าสืบกันมาว่าทุกองค์พร้อมใจลอยน้ำมาจากทางเหนือ เพื่อจะช่วยปลดเปลื้องทุกข์ให้คนเมืองใต้ บัดนี้เรื่องราวได้ดำเนินมาจนถึง พระพุทธรูปองค์สุดท้ายที่ลอยมาตามแม่น้ำนครชัยศรี และขึ้นประดิษฐานที่วัดไร่ขิง อ.สามพราน จ.นครปฐม ชาวบ้านขนานนามท่านว่า “หลวงพ่อวัดไร่ขิง”

ประวัติความเป็นมา

ความเป็นมาของหลวงพ่อวัดไร่ขิงนั้น มีตำนานเรื่องหนึ่งที่เล่าสืบกันมาพอเป็นเค้า แต่ยังไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดนักว่า ในสมัยที่ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (พุก) ครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระธรรมราชานุวัตร ในปี พ.ศ. 2394 นั้น ท่านได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ขึ้นไปครอง วัดศาลาปูนวรวิหาร อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นเจ้าคณะใหญ่กรุงเก่า วันหนึ่งท่านได้ลงไปที่วัดไร่ขิง เมื่อท่านเข้าไปในพระอุโบสถกราบพระประธานแล้ว ท่านก็ได้สนทนากับเจ้าอาวาสวัดไร่ขิงว่า “โบสถ์ใหญ่โต แต่พระประธานเล็กไปหน่อย” เจ้าอาวาสวัดไร่ขิงกราบเรียนท่านว่า “วัดไร่ขิงเป็นวัดจนๆ ไม่สามารถสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ๆ ได้” เมื่อทราบดังนั้นท่านจึงบอกว่าที่วัดของท่านมีอยู่องค์หนึ่งให้เจ้าอาวาสไปอัญเชิญมาได้

เมื่อสมเด็จฯ กลับไปแล้วไม่นาน เจ้าอาวาสวัดไร่ขิงพร้อมทั้งกรรมการวัดได้เดินทางไปยังวัดศาลาปูน และอัญเชิญพระพุทธรูปดังกล่าวลงแพที่ใช้ไม้ไผ่มัดล่องลงมาตามลำน้ำเจ้าพระยา เข้าแม่น้ำนครชัยศรี จนกระทั่งถึงวัดไร่ขิง ชาวบ้านจึงพร้อมใจกันทำพิธีอัญเชิญพระพุทธรูปขึ้นมาประดิษฐานเป็นพระประธานในอุโบสถแทนองค์เดิมตั้งแต่นั้นมา และขนานนามพระพุทธรูปองค์ใหม่นี้ตามนามของวัดว่า “หลวงพ่อวัดไร่ขิง”

พุทธลักษณะ

หลวงพ่อวัดไร่ขิง เป็นพระพุทธรูปเนื้อทองสัมฤทธิ์ ประทับนั่งปางมารวิชัยแบบประยุกต์ พระรูปมีลักษณะผึ่งผายคล้ายแบบเชียงแสน พระหัตถ์เรียวงามตามแบบสุโขทัย แต่เฉพาะพระพักตร์ดูคล้ายแบบรัตนโกสินทร์ ประดิษฐานเหนือฐานชุกชี มีขนาดหน้าตักกว้าง 4 ศอก 2 นิ้ว สูง 4 ศอก 16 นิ้วเศษ

เหตุอัศจรรย์

ในวันที่ชาวบ้านทำพิธีอัญเชิญหลวงพ่อขึ้นจากแพไม้ไผ่ ตรงกับวันพระขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5 ซึ่งเป็นวันสงกรานต์พอดี จึงมีชาวบ้านมาร่วมเป็นจำนวนมาก ขณะที่กำลังอัญเชิญหลวงพ่อขึ้นจากแพสู่ปะรำพิธีนั้น ได้เกิดเหตุการณ์เป็นที่อัศจรรย์ยิ่งนัก เพราะแสงแดดที่แผดจ้าพลันหายไป บังเกิดเป็นเมฆดำทะมึน ลมปั่นป่วน ฟ้าคะนองกึกก้อง ฝนโปรยปรายลงมา ยังความฉ่ำเย็นกันทั่วหน้า ทุกคนในที่นั้นเกิดความปีติโสมนัสยิ่งนัก พากันอธิษฐานเป็นเสียงเดียวกันว่า “หลวงพ่อจักทำให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุข ดับความร้อนคลายความทุกข์ให้หมดไป ดุจสายฝนที่เมทนีดลให้ชุ่มฉ่ำ เจริญงอกงามด้วยธัญญาหาร ฉะนั้น”

และนับตั้งแต่ที่หลวงพ่อมาประดิษฐานที่วัดไร่ขิง ก็มีประชาชนพากันมาเคารพสักการะมิได้ขาด โดยเฉพาะวันหยุดและวันนักขัตฤกษ์ อุโบสถของหลวงพ่อจะคลาคล่ำไปด้วยผู้คนจากทุกสารทิศ ที่ได้ยินได้ฟังและได้ประสบในความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อ

ความศักดิ์สิทธิ์

เรื่องราวเกี่ยวกับอภินิหารความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อวัดไร่ขิง มีผู้คนเล่าไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทางด้านแคล้วคลาด ทางด้านเจ็บไข้ได้ป่วยต่างๆ เช่น เรื่องของหญิงวัยกลางคนซึ่งถูกฟ้าผ่ากลางท้องนา แต่ไม่ตาย ทั้ง ๆ ที่หมอที่รับรักษาบอกว่าถ้าโดนอย่างนี้ไม่เคยมีรอดสักรายเดียว ทั้งนี้เพราะห้อยเหรียญรูปหลวงพ่อนั่นเอง

หรือเรื่องของสุภาพสตรีท่านหนึ่งอยู่ที่อเมริกา มีอาการชาที่ริมฝีปาก รักษาเท่าไหร่ก็ไม่หาย ญาติพี่น้องทางเมืองไทย ซึ่งนับถือหลวงพ่อวัดไร่ขิง จึงได้ส่งพระรูปจำลององค์เล็ก ๆ ไปให้ บอกว่าให้อธิษฐานจิตขอให้หลวงพ่อช่วย สุภาพสตรีท่านนี้ก็ทำตาม คืนหนึ่งเธอฝันเห็นหลวงพ่อ คิดว่าท่านได้มาช่วยแล้ว ในที่สุดก็หายจากโรคดังกล่าว และได้ส่งเงินมาถวายร่วมสร้างโรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) เป็นจำนวนมาก

และยังมีเรื่องของชายคนหนึ่งที่รอดชีวิตจากโจรปล้นรถ เพราะขณะที่กำลังอยู่ในนาทีวิกฤตนั้นเขานึกถึงหลวงพ่อวัดไร่ขิง อธิษฐานว่าหากรอดตายจะบวชถวายหลวงพ่อหนึ่งพรรษา แล้วเขาก็รอดตายจริง ๆ สุดท้ายก็มาบวชถวายที่วัดไร่ขิง ตามที่ได้บนบานไว้

ส่วนเรื่องน้ำมนต์ของหลวงพ่อวัดไร่ขิง เป็นที่น่าเชื่อถือมานานแล้วว่ารักษาโรคภัยไข้เจ็บปวดหัวตัวร้อนได้ชงัดนัก แม้แต่วัวควายเป็นไข้ก็รักษาให้หายได้ ด้วยเหตุนี้จึงมีผู้ที่มากราบหลวงพ่อ นิยมนำน้ำมนต์กลับบ้านทุกราย เดิมที่วัดจัดเป็นถุงพลาสติกใบเล็ก ๆ ให้ใส่ แต่เมื่อมีผู้คนต้องการมากขึ้น และการใส่ถุงพลาสติกก็อาจแตกกลางทางได้ ้ทางวัดจึงบรรจุน้ำมนต์ใส่ในขวดพลาสติก เพื่ออำนวยสะดวกแก่สาธุชนผู้มีจิตศรัทธา ซึ่งจะหลั่งไหลมากราบไหว้หลวงพ่อเป็นจำนวนมากในแต่ละวัน

บนบานศาลกล่าว

ทุกวันจะมีประชาชนจากทั่วสารทิศมากราบไหว้หลวงพ่อ บนบานขอพรให้ท่านช่วย โดยเฉพาะในวันเสาร์-วันอาทิตย์ ซึ่งผู้คนมากันอย่างล้นหลาม เสียงประทัดจะดังกึกก้องไปทั่วบริเวณพระอุโบสถ อย่างต่อเนื่องยาวนานในแต่ละวัน ซึ่งบอกให้รู้ว่า คนที่ได้รับพรจากหลวงพ่อแล้วสมปรารถนานั้น พากันมาแก้บนนั่นเอง และนอกจากประทัดแล้ว สิ่งที่ผู้คนบอกต่อ ๆ มาว่าเป็นของโปรดของหลวงพ่ออีกอย่างหนึ่งก็คือ ว่าว และเมื่อแก้บนขอพรเสร็จแล้ว ก่อนกลับทุกรายจะไปรับน้ำมนต์ ซึ่งถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกอย่างหนึ่ง แต่เรื่องที่ห้ามบนบานศาลกล่าวก็คือ เรื่องขอให้ไม่ถูกเกณฑ์ทหาร เหมือนกับพระพี่น้องที่ลอยน้ำมานั่นเอง 

งานนมัสการหลวงพ่อวัดไร่ขิง

ทางวัดได้จัดให้มีงานนมัสการหลวงพ่อปีละ 3 ครั้ง คือ

  • ในเทศกาลวันออกพรรษา วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ซึ่งทางวัดได้จัดงานตักบาตรเทโว และฟังเทศน์ จึงถือเป็นโอกาสให้มีการปิดทองนมัสการหลวงพ่อด้วย
  • ในเทศกาลตรุษจีน เพื่อให้ชาวจีนที่เคารพบูชาหลวงพ่อ ได้มีโอกาสกราบไหว้ปิดทองถวายเป็นพุทธบูชา
  • ในงานเทศกาลนมัสการปิดทองรูปหลวงพ่อประจำปี ซึ่งจัดขึ้นในวันขึ้น 13 ค่ำ เดือน 5 จนถึง วันแรม 3 ค่ำ เดือน 5


งานเทศกาลนมัสการหลวงพ่อวัดไร่ขิงทุกงาน จะเนืองแน่นไปด้วยสาธุชนและประชาชนทั่วไปจากใกล้ไกลที่มีจิตศรัทธาอย่างแรงกล้า เพื่อมากราบไหว้องค์หลวงพ่ออย่างแท้จริง เพราะทุกคนเชื่อว่า องค์หลวงพ่อไม่ได้เป็นแค่พระอิฐพระปูนธรรมดา ๆ เท่านั้น

จบเรื่องราวของพระห้าพี่น้อง คือ หลวงพ่อโสธร จ.ฉะเชิงเทรา, หลวงพ่อบ้านแหลม จ.สมุทรสงคราม, หลวงพ่อ (ทอง) เขาตะเครา จ.เพชรบุรี, หลวงพ่อโต จ.สมุทรปราการ และหลวงพ่อวัดไร่ขิง จ.นครปฐม ในชุดพุทธปัญจภาคีวารีปาฏิหาริย์ แต่เพียงเท่านี้

คำคมธรรมะ

การมีสิ่งที่น่าพึงพอใจคือสาเหตุแห่งทุกข์
เพราะเมื่อได้มาแล้วก็ต้องมีจากพราก เป็นธรรมดาของโลก
ถ้าไปยึดในความมีหรือยึดติดถือมั่นในสิ่งที่มีแล้วก็เตรียมใจทุกข์ได้เลย
มีอะไรก็ตาม ถ้าไม่อยากทุกข์ ก็อย่าไปยึดมั่นในสิ่งนั้น คือมีโดยใจไม่ได้เข้าไปยึดครอง
พูดอีกอย่างหนึ่ง ให้เรามีเหมือนกับไม่มี
พระไพศาล วิสาโล





เมื่อกรรมดีจะส่งผล ก็ไม่มีอะไรหรือผู้ใดจะกีดกั้นยับยั้งได้
กรรมไม่ดีแรงกว่าเท่านั้นที่จะกีดกั้นขัดขวางได้ ไม่ให้กรรมดีอาจส่งผล
แต่ถ้ากรรมดีแรงกว่ากรรมไม่ดี กรรมดีก็ต้องส่งผลจนได้
กรรมไม่ดีหาอาจขัดขวางได้ไม่ อะไร ๆ ก็หาอาจขัดขวางได้ไม่
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร




ชีวิตนี้น้อยนัก
แต่ชีวิตนี้สำคัญนัก
เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อ เป็นทางแยก
จะไปสูงไปต่ำ จะไปดีไปร้าย
เลือกได้ในชีวิตนี้เท่านั้น
พึงสำนึกข้อนี้ให้จงดี
แล้วจงเลือกเถิด…เลือกให้ดีเถิด
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ





ทำบุญปฏิบัติธรรมด้วยใจกุศล… มนุษย์ไม่เห็น… แต่เทพเทวดาเห็น…
จงหมั่นทำบุญรักษาศีลภาวนาเพื่อเข้าสู่หนทางหลุดพ้นจุดสุดท้ายที่ภาวนาได้ คือ จิตเป็นกลางด้วยปัญญา
เข้าใจในอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หลุดพ้น วัดสระประสานสุข
หลวงปู่บุญมี อุบล




9 เหตุผลที่ควรบูชา ท้าวเวสสุวรรณ

ท้าวเวสสุวรรณ (ท้าวเวสสุวัน) หรือในภาษาพราหมณ์เรียกว่า “ท้าวกุเวร” ถ้าในพระพุทธศาสนาจะเรียก “ท้าวไพสพ” 
เป็นอธิบดีแห่งอสูร หรือเจ้าแห่งภูตผีปีศาจทั้งหลาย โดย ท้าวเวสสุวรรณ เป็นหนึ่งในท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่ ผู้คุ้มครองดูแลโลกมนุษย์ 
สถิตอยู่บนสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา ประทับทางทิศเหนือมีอสูร รากษส และภูตผีปีศาจเป็นบริวาร ว่ากันว่าอาณาเขตที่ 
ท้าวเวสสุวรรณ ปกครองนั้นใหญ่มหาศาลมาก และ ท้าวเวสสุวรรณ ยังเป็นหัวหน้าของท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 อันประกอบไปด้วย 
“พระอินทร์” (ท้าวธตรฐ) ปกครองโลกด้านทิศตะวันออก , 
“พระยม” (ท้าววิรุฬหก) ปกครองโลกด้านทิศใต้ และ 
“พระวรุณ” (ท้าววิรูปักษ์) ปกครองโลกด้านทิศตะวันตก 
และเพราะ ท้าวเวสสุวรรณ เป็นเจ้าแห่งอสูร ทรงอิทธิฤทธิ์อานุภาพมาก


เคล็ดการบูชาท้าวเวสสุวรรณ
จุดสักการะธูป 9 ดอก และถวายดอกกุหลาบ 9 ดอก 
แล้วตั้งนะโม 3 จบ ระลึกถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คุณบิดา มารดา แล้วท่องคาถาท้าวเวสสุวรรณดังนี้
“อิติปิ โส ภะคะวา ยมมะราชาโน ท้าวเวสสุวรรณโณ มะระณัง สุขัง อะหัง สุคะโต นะโม พุทธายะ 
ท้าวเวสสุวรรณโณ จาตุมะหาราชิกา ยักขะพันตาภัทภูริโต เวสสะ พุสะ พุทธัง อะระหัง พุทโธ ท้าวเวสสุวรรณโณ นะโม พุทธายะ
…แบบย่อว่า “เวส สะ พุ สะ มหาลาโภ นะโมพุทธายะ” สวด 9 จบ…..

ท้าวเวสสุวรรณ วัดจุฬามณี
พุทธคุณที่จะบังเกิดกับท่าน
1. รักษาทรัพย์แด่ผู้บูชา เนื่องจากถือว่าเป็น "ธนบดี" เจ้าแห่งทรัพย์สมบัติ
2. "เวส" แปลว่าพ่อค้า "สุวรรณ" แปลว่าทอง ชื่ออันเป้นมงคลทำให้กิจการการค้ารุ่งเรือง
3. ส่งเสริมคนดี มีศีล เพราะเป็นผู้บันทึกความดี ความชั่ว ส่งบัญชีให้พญายามราช
4. ป้องกันภูติผีปีศาจ เหล่าวิญญาณร้ายเกรงกลัวเพราะเป็นใหญ่เหนือภูมิผีทั้งปวง 
5. คุ้มครองเด็กแรกเกิด โบราณจะนำยันต์ติดเหนือเปลเด็ก เพื่อคุ้มครองดูแลกันภยันตรายทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็น 
คนมีลูกเพิ่งคลอด หรือมีเด็กเล็ก มักนิยมบูชาท้าวเวสสุวรรณ ตั้งไว้ตรงที่เด็กนอนหลับ เพราะมีความเชื่อว่าภูติผีปีศาจจะไม่กล้ามารบกวนเด็ก 
เพราะท้าวเวสสุวรรณเป็นผู้ปกครองแห่งภูติผีปีศาจนั่นเอง
6. อายุยืนยาว ปราศจากโรคภัยโดยเฉพาะโรคเวรโรคกรรม จะทุเลาลง เพราะท้าวเวสสุวรรณ เป็นผู้ได้พรจากพระพรหมว่าให้มีชีวิต "อมตะ"
7. สนับสนุนการปฏิบัติธรรมให้ก้าวหน้า เนื่องจาก เป็นเทวดาที่เคยถวายการดูแลพระพุทธองค์และศรัทธาในพระพุทธศาสนา
8. เหมาะกับผู้ที่ทำงานเสี่ยงภัย ไม่ว่าจะเสี่ยงทางเรื่องงาน เช่น ดับเพลิง ทหาร ตำรวจ หรือแม้ผู้ที่ต้องเดินทางไกลๆ
9. ปรับแก้ฮวงจุ้ยได้ สถานที่บ้านหากตรงกับทางสามแพร่ง อยู่ใกล้พื้นที่วัดมากเกินไป สามารถติดยันต์นี้ที่บ้านเพื่อช่วยให้ร่มเย็นเป็นสุขได้

เมื่อเอ่ยถึงการบูชาท้าวเวสสุวรรณ หลายคนจะนึกถึงที่วัดจุฬามณี เนื่องด้วยพระอาจารย์อิฏฐ์ เจ้าอาวาสปัจจุบันของวัดจุฬามณีได้ฝันเห็นองค์ท้าวเวสสุวรรณ 
ในนิมิตนั้นองค์ท่านได้พาพระอาจารย์อิฏฐ์ไปเที่ยวชมยมโลกจนทั่ว พระอาจารย์อิฏฐ์จึงตั้งอธิษฐานเป็นสัจจะวาจาเอาไว้ว่า 
ถ้ากลับไปในโลกมนุษย์ครั้งนี้จะทำการตั้งรูปปั้นขององค์ท้าวเวสสุวรรณไว้กลางวัด เสมือนเป็นการขอบคุณและการให้ความเคารพแก่ท่าน 
ในนิมิตพระอาจารย์อิฏฐ์ก็ได้บอกความประสงค์นี้แก่ท่านท้าวเวสสุวรรณไป ท่านจึงบอกกลับมาว่า หากจะปั้นฉัน จะต้องไปตามช่างปั้นท่านหนึ่งที่อยู่ในจังหวัดเพชรบุรี 
ต้องให้ช่างผู้นี้เป็นผู้ปั้นเท่านั้น และนั่นจึงกลายเป็นตำนานที่มา ที่ทำให้ท้าวเวสสุวรรณแห่งวัดจุฬามณี ได้รับแรงศรัทธาจากผู้คนล้นหลาม 
กลิ่นธูปควันเทียนและเสียงสวดคาถาบูชาท้าวเวสสุวรรณจากคนทั่วทุกสารทิศจึงมาอบอวลอยู่ที่วัดจุฬามณีแห่งนี้ทุกเมื่อเชื่อวัน
ตำนานความศักดิ์สิทธิ์ของท้าวเวสสุวรรณวัดจุฬามณี มีเรื่องเล่าขานมากมาย และคงไม่ต้องพิสูจน์สิ่งใดให้เสียเวลา 
เพราะการที่ผู้คนหลั่งไหลมากราบไหว้องค์ท้าวเวสสุวรรณที่วัดแห่งนี้ในทุก ๆ วันก็เป็นสิ่งที่สะท้อนถึงความศักดิ์สิทธิ์และแรงศรัทธาที่มีต่อองค์ท่านได้เป็นอย่างดี

ปางแต่ละปางของท้าวเวสสุวรรณวัดจุฬามณี
คนไทยเชื่อกันว่าท้าวเวสสุวรรณเป็นเทพแห่งอสูรที่คอยปกปักรักษาโลกมนุษย์ โดยส่วนมากแล้วถ้าเราเห็นรูปปั้น รูปหล่อของท่านท้าวเวสสุวรรณตามวัดต่าง ๆ 
อย่างท้าวเวสสุวรรณวัดสุทัศน์ หรือผ้ายันต์รูปท้าวเวสสุวรรณก็ตาม เราก็มักจะเห็นกันเป็นรูปยักษ์ แต่ท้าวเวสสุวรรณวัดจุฬามณีนั้นจะแตกต่างออกไป 
เพราะนอกจากจะมีปางที่เป็นรูปยักษ์อย่างที่เราคุ้นเคยกันแล้วก็ยังมี ปางอื่น ๆ ที่ไม่ใช่แค่ที่เป็นยักษ์ให้เราเห็นและกราบไว้บูชาอีกด้วย 
ซึ่งรูปปั้นท้าวเวสสุวรรณ์แห่งวัดจุฬามณีนั้น จะมีอยู่ด้วยกันถึง 4 ปาง ดังนี้
ปางพรหมาสูติเทพ 
ปางนี้จะเป็นเทพอยู่บนสวรรค์ชั้นพรหม รูปกายองค์ท่านจะสีทอง และสวมใส่ภูษาสีทองเช่นกัน อำนวยชัยให้พรแก่ผู้ที่มาขอในเรื่องโชคลาภเงินทอง
ปางเทพบุตรสูติเทพ
ปางนี้จะเป็นเทพบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ รูปกายองค์ท่านจะสีทอง สวมใส่ภูษาสีแดง อำนวยชัยให้พรแก่ผู้ที่มาขอในเรื่องความรัก คู่ครองความปรารถนาต่าง ๆ
ปางจาตุมมหาราช
เป็นปางที่เราคุ้นเคยกันดี เป็นยักษ์ร่างใหญ่ ดูน่ายำเกรง ซึ่งปางนี้รูปกายองค์ท่านจะสีเขียวออกดำ สวมใส่ภูษาสีเขียว
อำนวยชัยให้พรแก่ผู้ที่มาขอการในเรื่องปกป้องคุ้มครองให้ชีวิตมีแต่ความปลอดภัยจากสิ่งไม่ดี และสิ่งชั่วร้ายต่าง ๆ
ปางมนุษย์
ปางนี้อำนวยชัยให้พรแก่ผู้ที่มาขอในเรื่องการดำเนินชีวิตที่ราบรื่น ทำสิ่งใดก็ไม่มีอุปสรรค
ด้วยองค์ท่านเป็นเทพเทวาที่มีความศักดิ์สิทธิ์ สามารถอำนวยพรให้แก่เหล่ามนุษย์ผู้คนทั้งหลายได้ทุกด้านครอบคลุมดังนี้ จึงไม่แปลกใจที่ใครหลายคนจะกราบไหว้บูชา 
บางคนก็มีเหรียญหรือรูปหล่อองค์ท่านพกติดตัว บางคนก็เป็นผ้ายันต์รูปท้าวเวสสุวรรณ หรือบางคนก็นำรูปท่านอย่างปางพรหมาสูติเทพ หรือปางมนุษย์ตั้งเป็นรูปในหน้าจอมือถือสมาร์ทโฟนของตนเองด้วย ด้วยความเชื่อที่ว่าเวลาใช้ติดต่อการงานก็จะประสบความสำเร็จนั่นเอง

หลักการจัดโต๊ะหมู่บูชา

ตามหลักการจัดโต๊ะหมู่บูชา ห้องพระ ที่ใช้ในพิธีต่างๆ นั้นจะประกอบไปด้วย พระพุทธรูป พานพุ่มดอกไม้ แจกันดอกไม้ เชิงเทียน กระถางธูป แต่หากเป็นโต๊ะหมู่บูชาในบ้าน องค์ประกอบอื่นๆ จะเปลี่ยนไป บางบ้านอาจจะมีพระบูชามากกว่า 1 องค์ ทั้งพุทธรูป พระประจำวันเกิด พระอริยะสงฆ์ พระเกจิอาจารย์ พระเครื่อง รวมถึงสัตว์บูชาตามความเชื่ออย่างองค์พญานาค ครุฑ เป็นต้น ซึ่งการจัดวางตามลำดับนั้นสามารถทำได้ดังนี้

1 พระพุทธรูป
พระประธานที่อยู่ในตำแหน่งสูงสุดต้องเป็นพระพุทธรูป นั่นก็คือตัวแทนของพระพุทธเจ้า องค์พระศาสดาแห่งศาสนาพุทธ ที่นิยมบูชานั้น ได้แก่ พระแก้วมรกต พระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ หลวงพ่อโสธร หลวงพ่อวัดไร่ขิง หลวงพ่อโต หลวงพ่อทอง หลวงพ่อวัดบ้านแหลม เป็นต้น การจัดวางนั้นต้องลำดับตามบารมีขององค์พระ และระวังด้วยว่าอย่าให้พระองค์อื่นในตำแหน่งต่ำกว่าหรือช่อดอกไม้บูชาอยู่ในระดับความสูงเกินกว่าองค์พระประธานของโต๊ะหมู่บูชา



2 พระอรหันต์
ในกรณีที่บ้านบูชาองค์พระอรหันต์ โต๊ะหมู่บูชาให้วางในตำแหน่งรองลงมาจากพระพุทธรูป ส่วนใหญ่พระอรหันต์ที่นิยมบูชาในบ้านได้แก่ พระสารีบุตร พระอานนท์ พระราหุล พระสิวลี พระสังกัจจายน์ พระบัวเข็มหรือพระอุปคุต เป็นต้น



3 พระอริยสงฆ์
ลำดับรองลงมาคือพระอริยสงฆ์ ที่นิยมบูชาในบ้านเรือน โต๊ะหมู่บูชา หิ้งพระ ได้แก่ หลวงปู่ทวด หลวงปู่โต ซึ่งหากมีองค์พระพระอริยสงฆ์บูชาในบ้าน การจัดลำดับตามสมณะให้พิจารณาจากการละกายสังขาร แล้วลำดับตามความอาวุโส วางในฝั่งซ้ายขององค์พระพุทธองค์ ไล่มาฝั่งขวาตามลำดับ



4 รูปเหมือนสมมติสงฆ์
หรือพระเกจิอาจารย์ นอกจากนี้ในบางบ้าน ห้องพระ โต๊ะหมู่บูชา ยังบูชาพระสมมติสงฆ์ตามศรัทธาส่วนบุคคล อาทิเช่น หลวงตามหาบัว หลวงพ่อคูณ หลวงปู่ผาด หลวงปู่ถ้า หลวงปู่อ่อง รวมถึงหลวงปู่ต่างๆ ที่คนไทยผูกพันมาเนิ่นนาน




5 พระบรมรูปพระมหากษัตริย์ไทย
ลำดับต่อมาคือรูปเคารพ รูปปั้น ขององค์พระมหากษัตริย์ไทย ผู้เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทย อาทิ พ่อขุนรามคำแหง พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่5 สมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเด็จเจ้าตากสินมหาราช และพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชรัชกาลที่9 พระยาลิไท เสด็จเตี่ย พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ เหรียญทรงยินดี เหรียญทรงผนวช พระกำลังแผ่นดิน สามารถบูชาที่โต๊ะหมู่บูชาได้เช่นกัน



6 เทพฮินดู
โต๊ะหมู่บูชา ให้เรียงตามลำดับเช่นเดียวกัน คือ พระศิวะ เจ้าแม่อุมา เจ้าแม่กาลี พระนารายณ์ พระลักษมี พระพรหม พระสุรัสวดี พระพิฆเนศ พระอินทร์ ท้าวเวสสุวรรณ และฤาษี 




7 พระบรมสารีริกธาตุ พระธาตุ
หากที่บ้านบูชาพระบรมสารีริกธาตุ พระธาตุ ให้พิจารณาดูว่าเป็นพระบรมสารีริกธาตุของพระองค์ใด หากเป็นของพระบรมสารีริกธาตุองค์พระพุทธเจ้าให้วางในตำแหน่งรองจากพระพุทธรูป แต่หากเป็นพระธาตุของพระอรหันต์ พระอริยสงฆ์ ให้วางรองลงมาเรียงตามลำดับ โต๊ะหมู่บูชา เช่นกัน

8 อัฐิ รูปบูชาของบรรพบุรุษ
หากจำเป็นต้องอยู่บนหิ้งเดียว โต๊ะหมู่บูชา เดียวกันกับองค์พระบูชาให้วางในตำแหน่งต่ำกว่าองค์พระ แต่หากมีพื้นที่สามารถแยกบูชาต่างหากได้

9 สิ่งปลุกเสกอื่นๆ
แม้ว่าตามหลักพระพุทธศาสนาจะไม่ระบุให้มีสิ่งบูชาอื่นใด แต่ก็มีความเชื่อส่วนบุคคลที่นับถือบูชาสิ่งปลุกเสก ของขลัง เพื่อปกป้องให้ปลอดภัย ในกรณีที่บ้านบูชามีสิ่งปลุกเสกตามความเชื่อและศรัทธา อาทิ กุมารทอง รักยม นกคุ้ม วัวธนู ควายธนู เจ้าทองเรียกทรัพย์ แพะแกะ โคโน่ ตาไข่วัดเจดีย์ เสือแกะสามารถวางบูชารวมในหิ้งพระได้แต่ต้องจัดวางในพานบูชาให้เรียบร้อย แต่หากสามารถแยกหิ้งบูชา แยก โต๊ะหมู่บูชาได้จะดีกว่า



สิ่งสำคัญในการจัดวางให้เป็นระเบียบเรียบร้อย รักษาความสะอาดห้องพระ อย่าให้มีฝุ่นหรือยักไย่เกาะไม่ว่าจะเป็น หิ้งพระ หรือ โต๊ะหมู่บูชา และห้ามลืมบูชาพระเป็นอันขาด การบูชาพระแบ่งเป็น 2 ด้วยกันคืออามิสบูชา เป็นการบูชาด้วยดอกไม้ธูปเทียน และการปฏิบัติบูชา หรือการปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าคือ การให้ทาน รักษาศีล และเจริญภาวะนา หากปฏิบัติบูชาทั้งสองแบบแล้วจะเสริมบารมีให้เจ้าของบ้านเจริญรุ่งเรืองยิ่งๆขึ้นไป

ข้อควรปฏิบัติในการจัดโต๊ะหมู่บูชาพระ

  1. โต๊ะหมู่บูชาพระควรอยู่ในห้องชั้นบนสุดของบ้าน
  2. หากไม่มีชุดโต๊ะหมู่บูชาพระอย่างในข้างต้น ก็สามารถใช้โต๊ะหรือตั่งที่มีลักษณะและขนาดที่เหมาะสมแทนได้
  3. ควรจัดเครื่องสักการะบูชาให้ครบองค์ประกอบ โดยใช้วัสดุอย่างดี เช่น เครื่องแก้ว เครื่องกระเบื้อง เครื่องโลหะ รวมทั้งจัดให้เป็นระเบียบ สะอาด และสวยงาม
  4. ต้องมีพระพุทธรูปเป็นพระประธาน ซึ่งเป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้า และบูชาที่ตำแหน่งสูงสุดของโต๊ะหมู่บูชาพระ
  5. ควรจัดลำดับองค์พระอื่น ๆ ตามลำดับบารมี คือ องค์พระอรหันต์ เช่น พระสารีบุตร พระอานนท์ พระสิวลี ควรอยู่สูงกว่าองค์พระอริยสงฆ์ เช่น หลวงปู่ทวด หลวงปู่โต หากบูชาพระอริยสงฆ์หลายองค์ ควรจัดลำดับตามความอาวุโส ทั้งนี้ ให้วางองค์พระลำดับจากซ้ายมายังขวาของพระประธาน
  6. หากบูชาพระบรมสารีริกธาตุและพระธาตุ ควรจัดพระบรมสารีริกธาตุให้อยู่ถัดจากหรืออยู่ตำแหน่งรองจากพระพุทธรูป สำหรับพระธาตุนั้น ให้จัดตามลำดับบารมีเช่นกัน โดยบูชาถัดจากหรืออยู่ตำแหน่งรองจากองค์พระของพระธาตุนั้น เช่น วางพระธาตุพระสิวลีไว้ถัดจากองค์พระสิวลี
  7. ห้ามวางพานดอกไม้ พานพุ่ม เชิงเทียน และกระถางธูปสูงกว่าองค์พระ
  8. หากบ้านเป็นคอนโดหรืออพาร์ทเมนต์ ควรทำฉากหรือผ้าม่านกั้นมุมโต๊ะหมู่บูชาพระให้เป็นสัดส่วน

เคล็ดลับที่ในการจัดโต๊ะหมู่บูชาพระเพื่อเสริมมงคล

  1. ตำแหน่งของโต๊ะหมู่บูชาพระควรอยู่ทางทิศเหนือหรือตะวันออกของบ้านและหันหน้าออกหน้าบ้าน ไม่ควรอยู่ที่ตำแหน่งทิศตะวันตก
  2. พระประทานควรเป็นพระพุทธรูปปางประจำวันเกิดของเจ้าบ้าน หรือจะตั้งพระแก้วมรกต พระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ เป็นพระประทาน และตั้งพระประจำวันเกิดเป็นลำดับรองลงมาก็ได้
  3. ไม่ควรวางโต๊ะหมู่บูชาพระหันไปตรงกับประตู
  4. ห้ามวางเตียงโดยหันปลายเตียงไปทางห้องพระ
  5. ห้ามจัดห้องพระติดกับห้องน้ำ เพราะเชื่อว่าจะทำให้เงินทองรั่วไหลได้ หากจำเป็น ให้หาตู้มาพิงผนังห้องน้ำ และจัดโต๊ะหมู่บูชาพระให้หันหน้าไปทางอื่น
  6. ควรตั้งโต๊ะหมู่บูชาพระในตำแหน่งทิศมนตรีของเจ้าบ้าน เพื่อให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์มีพลังเกื้อหนุนได้เต็มที่
  7. ไม่ควรตั้งโต๊ะหมู่บูชาพระที่ทิศกาลีของเจ้าบ้าน เพราะทิศนี้เป็นทิศเสื่อมของเจ้าบ้าน




เทพเจ้าไฉ่ซิงเอี้ย เทพเจ้าผู้บันดาลโชคลาภความร่ำรวย

ไฉ่สิ่งเอี้ย หรือ จ่ายสินเอี้ย (จีน: 財神; พินอิน: Cái-shén; อังกฤษ: Cai Shen, God of wealth, God of fortune) 
เป็นเทพเจ้าของจีนที่ให้คุณทางด้านเงินทอง และโชคลาภ (เทพเจ้าแห่งโชคลาภ)
ซึ่งสำหรับชาวจีนแล้วถือเป็นเทพเจ้าที่มีความสำคัญมากที่สุดในการเริ่มเข้าสู่ปีนักษัตรใหม่ (ตรุษจีน)
เนื่องจากเป็นเทพเจ้าที่ได้รับการกราบไหว้เป็นองค์แรกทีเดียว



โดยคำว่า "ไฉ่สิ่ง" หรือ "ไฉซิ้ง" มีความหมายว่า "ทรัพย์สิน" หรือ "สิริมงคล" "เอี้ย" หมายถึง "เทพเจ้า"
โดยเทพที่ได้รับการนับถือว่าเป็นไฉ่ซิ้งเอี้ย มีด้วยกันหลายองค์ แต่องค์ที่ได้รับการบูชามากที่สุด คือ ฟ่านหลี และปี่ กั้น
ซึ่งเป็นบุคคลที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ โดยถือว่าเป็นไฉ่สิ่งเอี้ยฝ่ายบุ๋น ขณะที่จ้าวกงหมิง และกวนอู ถือเป็นไฉ่สิ่งเอี้ยฝ่ายบู๊
การบูชาไฉ่สิ่งเอี้ย สามารถพบได้ในหลายประเทศในทวีปเอเชีย เช่น
ทิเบต, จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลี, อินเดีย, ไทย, มาเลเซีย, สิงคโปร์, อินโดนีเซีย, มาเก๊า, ฮ่องกง 
ไฉ่สิ่งเอี้ยที่มีความเก่าแก่ที่สุดพบที่บนหน้าผาในทิเบต เรียกว่าปางชัมภล

เชื่อว่าไฉ่สิ่งเอี้ย จะเสด็จมายังโลกมนุษย์เพียงปีละครั้ง คือ ในวันตรุษจีน ดังนั้น ชาวจีนตั้งแต่โบราณเมื่อเข้าสู่วันตรุษจีน (นับตั้งแต่ 0.00 น.)
จะทำการตั้งโต๊ะบูชาไฉ่สิ่งเอี้ย โดยการหันหน้าไปทิศต่าง ๆ ที่เชื่อว่าไฉ่สิ่งเอี้ยจะเสด็จลงมา ซึ่งจะแตกต่างกันไปในแต่ละปี
โดยเวลาที่จะทำการบูชา คือ 23.00–01.00 น. ของวันตรุษจีน โดยทำการบูชาที่ดาดฟ้าบ้านหรือหลังคาบ้าน หรือระเบียงบ้านชั้นสองหรือสาม
หรือหน้าบ้านก็ได้ ซึ่งของที่ทำการบูชาใช้ของหวาน เช่น ผลไม้, อาหารเจ, บัวลอย, สาคู หรือของรับประทานต่าง ๆ ที่มีสีสันสดใส
แต่ไม่ใช้ของคาวหรือเนื้อสัตว์ พร้อมกับนำสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเงินทอง เช่น สมุดบัญชีธนาคาร, เช็ค หรือกระเป๋าเงิน มาตั้งวางไว้ด้วย
และเมื่อธูปที่ใช้บูชาใกล้มอดให้รีบนำเข้าบ้าน และปิดประตูหน้าต่างให้สนิท เพื่อให้ควันธูปที่เหลือนั้นตลบอบอวลอยู่ภายในบ้าน
เชื่อว่าเป็นการอัญเชิญไฉ่สิ่งเอี้ยเข้ามาประทับในบ้าน


"การไหว้เทพเจ้าไฉ่ซิงเอี๊ย" โดยมีความเชื่อว่า "ไฉ่ซิงเอี๊ย"
เป็นเทพเจ้าที่ยิ่งใหญ่ของชาวจีน บางคนเรียกว่าเป็นเทพเจ้าแห่งโชคลาภ เทพเจ้าแห่งเทพเจ้าทั้งปวง
โดยที่ไหว้หันหน้าไปทางทิศตะวันออก เนื่องจากเทพเจ้าไฉ่ซิ่งเอี้ยได่เสร็จมาทางทิศตะวันออก

 ของไหว้เทพเจ้าไฉ่ซิ่งเอี้ย

1. รูปปั้นหรือรูปภาพ องค์เทพไฉ่ซิ้งเอี๊ย (ถ้าไม่มี ให้ไหว้โดยหันหน้าไปทางทิศใต้ ทิศที่เทพเจ้าไฉ่ซิงเอี๊ยเสด็จลงมา)
2. แก้วใส่ข้าวสารหรือกระถางธูป มีกิมฮวยปัก 1 คู่ ติดการดาษแดง หรืออั้งติ๋ว
3. แจกันดอกไม้ 1 คู่
4. เชิงเทียน พร้อมเทียนสีแดง 1 คู่
5. ข้าวสวย 5 ถ้วย
6. น้ำชา 5 ถ้วย
7. ถั่วเขียว 1จาน, ถั่วแดง 1 จาน, ส้ม 8 ลูก
8. เจฉ่าย 5 อย่าง 1 ชุด คือ เห็ดหอม 1 ถ้วย, เห็ดหูหนู 1 ถ้วย, ดอกไม้จีน 1 ถ้วย, วุ้นเส้น 1 ถ้วย, ฟองเต้าหู้ 1 ถ้วย
9. ผลไม้ 5 อย่าง เช่น ส้ม, แอปเปิ้ล, สาลี่, องุ่น, กล้วยหอมสีเขียว
10. สาคูต้มสุกในน้ำเชื่อม หรือ อี๊ 5 ถ้วย
11. ขนมหวาน 3 อย่าง เช่น ขนมเข่ง ฮวดก้วย ขนมชั้น
12. น้ำใส่ยอดทับทิม 5 ยอด 1 ขัน หรือ 1 แก้ว (เพื่อใช้พรมตัวและบ้าน)
13. หนังสืออัญเชิญพร้อมคำอธิษฐานขอพร สีแดง และเขียว
14. ซองอั่งเปา
15. กระดาษทอง (ตั่วกิม) 13 แผ่น และ กระดาษไหว้เจ้า (หงิงเตี่ย) 13 คู่
16. อย่างอื่นเพิ่มเติมได้ตามสะดวก เช่น ชุดเครื่องไหว้ 

วิธีการไหว้เทพเจ้าไฉ่ซิ่งเอี้ย

หันหน้าไปทางทิศตะวันออก จากนั้นจุดธูป 9 ดอก
แล้วบอกบอกชื่อ(แซ่) นามสกุล วันเดือนปีเกิด อายุ และที่อยู่ ของผู้ทำการไหว้ขอพร 
หรือเขียนรายละเอียดบุคคลที่ขอพรใส่ในกระดาษให้เรียบร้อย
วางเอาไว้ในถาดเครื่องการดาษจะได้ไม่ตกหล่น เมื่อไหว้ไฉ่ซิงเอี๊ยจนธูปหมดไปครึ่งดอก 
ให้เอาเครื่องไหว้ที่เป็นกระดาษไปเผา เสร็จแล้วส่วนของไหว้นำกลับเข้าบ้านไปกินเป็นสิริมงคล

บทสวดบูชาเทพเจ้าไฉ่ซิ่งเอี้ย
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ

โอม ชัมภาลา จาเลนไน เยโซฮา
(3 จบ 5 จบ 9 จบ 12 จบ หรือ 13 จบ ตามที่สะดวก)

ประวัติความเป็นมาของเทพไฉ่ชิงเอี้ย มี 2 องค์ด้วยกันคือ
1.เทพเจ้าไฉ่ชิงเอี้ยฝ่ายบุ๋น(ปางประทานโชคลาภ)  เรียกว่า “บุงไฉ่ซิงเอี้ย”
2.เทพเจ้าไฉ่ชิงเอี้ยฝ่ายบู๊ (ปางมหาปราบ) “บูไฉ่ซิงเอี้ย”

โดยทั้งสององค์มีประวัติความเป็นมาดังนี้

ฝ่ายบุ๋น บุงไฉ่ซิงเอี้ย  มีชื่อเดิมว่า ปี่กาน มีประวัติความเป็นมา
เป็นอัครเสนาบดีของพระเจ้าจักพรรดิ์องค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์ซาง
ปี่กานเป็นอัครเสนาบดีที่มีความซื่อสัตย์มาก มักจะถวายคำแนะนำตักเตือนให้ฮ่องเต้ที่กำลังลุ่มหลงอิสตรี
ให้สนใจในราชการบ้านเมือง จนทำให้นางสนมกำนัลมีความแค้นเคือง หาทางกลั่นแกล้ง
โดยสมคบคิดกับหมอหลวงในราชสำนัก ทูลฮ่องเต้เพื่อขอหัวใจของปี่กานมาทำยารักษาตน
เจียงไท้กงเทพอาวุโสบนสวรรค์ล่วงรู้เหตุการณ์ดังกล่าว จึงได้ให้ยาอมตะแก่อัครเสนาบดีปี่กาน
ครั้นเมื่อปี่กานควักหัวใจให้สนมเอก ก็หาได้จบชีวิตอันใดไม่ จนสุดท้ายได้ลาออกจากราชการและเดินออกไปจากพระราชวัง
และแจกจ่ายเงินทองให้กับชาวบ้านจนสิ้นอายุขัยแล้วไปเกิดเป็นเซียนบนสรวงสวรรค์ มีของวิเศษคู่กายคือ ไข่มุกวิเศษ และเงินทอง

ฝ่ายบู๊  บูไฉ่ซิงเอี้ย มีชื่อว่าเจ้ากงหมิง เป็นนักพรตหน้าตาดุดัน บำเพ็ญเพียรยู่บนเขาง้อไบ้จนสำเร็จเป็นเซียนมีอิทธิฤทธิ์
มีเสือโคร่งเป็นบริวาร มีอาวุธวิเศษคู่กาย หลายอย่าง อาทิเช่น แส้เหล็ก ,ไข่มุกวิเศษ , เชือกล่ามมังกร เมื่อเจ้ากงหมิงรู้ว่า
เจียงไท้กงเทพอาวุโสที่อยู่บนสวรรค์มีอำนาจในการแต่งตั้ง “เทพเจ้า” จึงบังคับให้แต่งตั้งตนเป็นเทพเจ้าแห่งโชคลาภ
เจียงไท้กงเพลี่ยงพล้ำสู้เจ้ากงหมิงไม่ได้ เลยกล่าวว่า จะมีเทพเจ้าในตำแหน่งเดียว 2 คนได้อย่างไร ถ้าเจ้ากงหมิงได้หัวใจของปี่กานมาได้
ก็จะสถาปนาให้ เจ้ากงหมิงจึงบัญฯชาให้เสือโคร่งไปควักหัวใจปี่กานมา ปรากฏว่าเมื่อเสือโคร่งกระโจนใส่
และฉีกร่างของปี่กานควานหาหัวใจแต่ไม่พบ แต่ในเวลาต่อมาเจียงไท้กงสำนึกได้ว่าตนหลอกเจ้ากงหมิงเพื่อเอาตัวรอด
ดังนั้นจึงยอมสถาปนาให้เป็นเทพเจ้าแห่งโชคลาภในฝ่ายบู้

เทพเจ้าไฉ่สิ่งเอี้ย เป็นเทพเจ้าแห่งโชคลาภ และการขอพรทางด้านโชคลาภ
ให้อิทธิคุณอำนาจทางด้านการอำนวยโชคลาภ ความมั่งคั่งร่ำรวยให้กับผู้ที่บูชา
เป็นเทพองค์สำคัญของชาวจีน ที่มีการไหว้ในวันตรุษจีนทุกๆปี โดยเชื่อว่าเทพเจ้าไฉ่ชิงเอี้ยจะเสด็จลงมาปีละครั้งในทิศที่ต่างๆกัน
เพื่อให้โชคลาภ ชาวจีนจึงมักจะตั้งเครื่องไหว้เทพเจ้าเพื่อรับเข้ามาอยู่ในบ้านเพื่ออำนวยความโชคดี บันดาลทรัพย์สินเงินทอง
โชคลาภค้าขายเจริญรุ่งเรือง นอกจากนั้นชาวจีนยังหารูปเหมือนไฉ่ฉิงเอี้ยมาตั้งไว้บูชาที่บ้าน หรือประจำไว้ห้างร้านบริษัทเพื่อบูชาอีกด้วย

นางสงกรานต์ 64

ประวัตินางสงกรานต์ ทั้ง 7

     นางสงกรานต์นั้นเป็นธิดาของท้าวกบิลพรหม หรือท้าวมหาสงกรานต์ และเป็นนางฟ้าอยู่บนสรวงสวรรค์ชั้นจาตุมหาราช (สวรรค์ชั้นที่ 1 ในทั้งหมด 6 ชั้น) ซึ่งมีหน้าที่ในการรับศีรษะของท้าวกบิลพรหมแห่รอบเขาพระสุเมรุในแต่ละรอบปี หรือในวันสงกรานต์นั้นเอง โดยมีเกณฑ์กำหนดที่ว่าวันสงกรานต์ คือวันที่ 13 เมษายน ตรงกับวันใดก็ให้นางสงกรานต์ประจำวันนั้นเป็นผู้แห่ นางสงกรานต์มีทั้งหมด 7 องค์ ได้แก่

1. นางสงกรานต์ทุงษะเทวี
     ทุงษะเทวีเป็นนางสงกรานต์ประจำวันอาทิตย์ ทัดดอกทับทิม มีปัทมราค (แก้วทับทิม) เป็นเครื่องประดับ ภักษาหาร คือ อุทุมพร (มะเดื่อ) อาวุธคู่กาย พระหัตถ์ ขวาถือจักร พระหัตถ์ซ้ายถือสังข์ เสด็จไสยาสน์เหนือปฤษฎางค์ครุฑ

2. นางสงกรานต์โคราคะเทวี
     โคราคะเทวีเป็นนางสงกรานต์ประจำวันจันทร์ ทัดดอกปีป มีมุกดาหาร (ไข่มุก) เป็นเครื่องประดับภักษาหาร คือ เตละ (น้ำมัน) อาวุธคู่กาย พระหัตถ์ขวาถือพระขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายถือไม้เท้า เสด็จประทับเหนือพยัคฆ์ (เสือ)

3. นางสงกรานต์รากษสเทวี
     รากษสเทวีเป็นนางสงกรานต์ประจำวันอังคาร ทัดดอกบัวหลวง มีโมรา (หิน) เป็นเครื่องประดับ ภักษาหาร คือ โลหิต (เลือด) อาวุธคู่กาย พระหัตถ์ขวาถือตรีศูล พระหัตถ์ซ้ายถือธนู เสด็จประทับเหนือวราหะ (หมู)

4. นางสงกรานต์มณฑาเทวี
     มัณฑาเทวีเป็นนางสงกรานต์ประจำวันพุธ ทัดดอกจำปา มีไพฑูรย์ (พลอยสีเหลืองแกมเขียว) เป็นเครื่องประดับ ภักษาหาร คือ นมและเนย อาวุธคู่กาย พระหัตถ์ ขวาถือเหล็กแหลม พระหัตถ์ซ้ายถือไม้เท้า เสด็จไสยาสน์เหนือปฤษฎางค์คัสพะ (ลา)

5. นางสงกรานต์กิริณีเทวี
     กิริณีเทวีเป็นนางสงกรานต์ประจำวันพฤหัสบดี ทัดดอกมณฑา(ยี่หุบ) มีมรกตเป็นเครื่องประดับ ภักษาหาร คือ ถั่วและงา อาวุธคู่กาย พระหัตถ์ขวาถือพระขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายถือปืน เสด็จไสยาสน์เหนือปฏษฎางค์ชสาร (ช้าง)

6. นางสงกรานต์กิมิทาเทวี
     กิมิทาเทวีเป็นนางสงกรานต์ประจำวันศุกร์ ทัดดอกจงกลนี มีบุษราคัมเป็นเครื่องประดับ ภักษาหาร คือ กล้วยและน้ำ อาวุธคู่กาย พระหัตถ์ขวาถือพระขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายถือพิณ เสด็จประทับยืนเหนือมหิงสา (ควาย)

7. นางสงกรานต์มโหทรเทวี
     มโหทรเทวีเป็นนางสงกรานต์ประจำวันเสาร์ ทัดดอกสามหาว (ผักตบชวา) มีนิลรัตน์เป็นเครื่องประดับ ภักษาหาร คือ เนื้อทราย อาวุธคู่กาย พระหัตถ์ขวาถือจักร พระหัตถ์ซ้ายถือตรีศูล เสด็จประทับเหนือมยุราปักษา (นกยูง)

     นางสงกรานต์ปี 2564 นามว่า นางรากษสเทวี ทรงพาหุรัด ทัดดอกบัวหลวง อาภรณ์แก้วโมรา ภักษาหารโลหิต พระหัตถ์ขวาทรงตรีศูล พระหัตถ์ซ้ายทรงธนูศร เสด็จนอนหลับตา มาเหนือหลังวรวาหะ (สุกร) เป็นพาหนะ

     เกณฑ์พิรุณศาสตร์ ปีนี้ เสาร์ เป็นอธิบดีฝน บันดาลให้ฝนตก 400 ห่า ตกในเขาจักรวาล 160 ห่า ตกในป่าหิมพานต์ 120 ห่า ตกในมหาสมุทร 80 ห่า ตกในโลกมนุษย์ 40 ห่า

     เกณฑ์ธาราธิคุณ ตกราศีกรกฏ ชื่ออาโป (ธาตุน้ำ) น้ำมาก น้ำท่วม เกณฑ์นาคราชให้น้ำ ปีนี้ นาคราชให้น้ำ 6 ตัว ทำนายว่า ฝนดีตลอดปี เกณฑ์ธัญญาหารชื่อ ปาปะ ข้าวกล้าในไร่นา จะได้ 1 ส่วน เสีย 10 ส่วน คนทั้งหลายจะตกทุกข์ได้ยากลำบากแค้น เพราะกันดารอาหารบ้าง จะฉิบหายเป็นอันมากแล ฯ
แสดง  10 20 30
  • 1
  • 2
  • 9
  • 10