จตุคามรามเทพ

ชาวนครศรีธรรมราช มีคติความเชื่อที่ว่า องค์จตุคาม คือ พระเสื้อเมือง จตุ หมายถึง สี่ คาม (คาม-มะ) เขตคาม หมายถึง อาณาเขตหรือบ้าน เมื่อรวมกันนัยความหมายที่มากกว่าความเป็นทิศทั้ง 4 ของบ้าน หรืออาณาเขต คือทิศทั้งสี่ ซึ่งหมายถึงทิศที่มีท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่ดูแลอยู่ ความหมายของจตุคามจึงเป็น ตำแหน่งของผู้เป็นใหญ่ทั้งสี่ทิศ มีท้าวจตุมหาราช ปกป้องคุ้มครองดูแล พระเสื้อเมืองจึงมีความหมายที่ควรเป็นตำแหน่ง ๆ หนึ่ง เพียงแต่ปราชญ์โบราณของเมืองสมมติขึ้นเป็นท้าวจตุคาม ผู้เป็นใหญ่ใน 4 ทิศ

องค์รามเทพ คำว่า ราม มีรากฐานมาจากพระราม ที่หมายถึงพระนารายณ์อวตารลงมาเป็นพระมหากษัตริย์ คำว่าเทพ ก็คือเทวดา นัยความหมายคือเป็นพระมหากษัตริย์ ที่เป็นสมมติเทพเมื่อองค์รามเทพเป็นพระทรงเมือง คำว่าทรงเมืองพ้องกับคำว่า ครองเมือง นั่งเมือง หรือผู้ปกครองบ้านเมือง ซึ่งก็คือเจ้าเมืองหรือพระมหากษัตริย์

เชื่อกันว่าเดิมนั้น องค์จตุคามรามเทพ เป็นกษัตริย์ในสมัยอาณาจักรนครศรีธรรมราช มีพระนามอย่างเป็นทางการว่า พระเจ้าจันทรภาณุ เป็นกษัตริย์พระองค์ที่ 2 ของราชวงศ์ศรีธรรมาโศกราช เชื่อว่ามีพระวรกายเป็นสีเข้ม เป็นกษัตริย์นักรบที่แกร่งกล้า เมื่อสถาปนาอาณาจักรศรีวิชัยได้อย่างมั่นคงแล้ว จึงได้สมัญญานามว่า "ราชันดำแห่งทะเลใต้" หรือมีอีกราชสมัญญานามนึงว่า "พญาพังพกาฬ" และต่อมาสำเร็จวิชาจตุคามศาสตร์ และทรงบำเพ็ญบุญเพื่อสร้างบารมีอธิษฐานจิต เป็นพระโพธิสัตว์ เพื่อบรรเทาทุกข์แก่มนุษย์ทั้งปวง

แต่หากเชื่อกันว่า จตุคามรามเทพ คืออดีตกษัตริย์ศรีวิชัยแล้ว ดังเช่นพระเจ้าวิษณุราชที่ปรากฏในหลักจารึกกรุงศรีวิชัย อยู่ในราว พ.ศ. 1318 ผู้สร้างพระบรมธาตุเมืองนครฯ จะดูขัดแย้งกันเพราะ เป็นยุคสมัยที่ห่างจากพระเจ้าจันทรภาณุ ก่อนถึง 400 ปี

พระบรมธาตุปรากฏชัดว่า มีสององค์ คือองค์จตุคามกับท้าวรามเทพ แต่ภายหลังได้รวมเป็นองค์จตุคามรามเทพเพียงองค์เดียว ก็มิได้ผิดจากหลักศาสตร์ของการสร้าง เฉกเช่นการอธิบายในหลักของตรีมูรติ ของศาสนาฮินดูที่เป็นการรวมกันของมหาเทพทั้ง 3 พระองค์ ดังนั้น จตุคามรามเทพ จึงหมายถึง ดวงพระวิญญาณแห่งอดีตบูรพกษัตริยาธิราชเจ้าผู้มาสถิตย์เป็นผู้คุ้มครองดูแลบ้านเมืองทั้งสี่ทิศทรงฤทธิ์อำนาจอย่างเต็มเปี่ยม ทั้งยังเพียบพร้อมไปด้วยบารมีธรรม 10 ประการ แห่งพระโพธิสัตว์ ผู้มีความเมตตาต่อมนุษย์ผู้ทุกนาม เป็นพระเทวราชโพธิสัตว์

จตุคามรามเทพ มีบริวารเป็นทหารกล้า 4 นาย คือ พญาชิงชัย, พญาหลวงเมือง, พญาสุขุม และพญาโหรา เป็นกำลังหลักในการปราบพราหมณ์ ที่เคยปกครองเมืองอยู่ก่อน เมื่อได้บ้านเมืองแล้ว ก็ได้สร้างพระบรมธาตุ สถาปนาเมือง 12 นักษัตร หรือกรุงศรีธรรมาโศกราช ฝังรากฐานพระพุทธศาสนาอย่างถาวร จนได้รับเทิดพระเกียรติว่า พญาศรีธรรมาโศกราช หรือ พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช

ปัจจุบัน จตุคามรามเทพ ได้รับความนับถืออย่างกว้างขวาง โดยเชื่อว่าทรงฤทธานุภาพในทุก ๆ ด้าน ตามจารึกของชาวศรีวิชัยได้บอกว่า "มีอานุภาพดุจดังพระอาทิตย์และพระจันทร์ ที่ขจัดความมืดมัวในโลก" การขออธิษฐานจากพระองค์นั้นทำได้โดยมีเงื่อนไข 3 ประการ

  1. อธิษฐานขอในสิ่งที่เป็นไปได้ โดยไม่ขัดต่อศีลธรรม
  2. เมื่อได้รับสิ่งที่หวังแล้ว ต้องรักษาสัจจะที่ได้ให้ไว้กับพระองค์
  3. ควรจะสร้างกุศลกรรมถวายแด่องค์จตุคามรามเทพ

แต่ที่สำคัญ อย่าลำพังเพียงอธิษฐาน ต้องสร้างกุศลกรรมให้แก่ตนเองให้ครบทุกด้านด้วย คือ ให้ทาน รักษาศีล และบำเพ็ญภาวนา

ภาพลักษณ์ของจตุคามรามเทพ โดยมากจะปรากฏเป็นองค์เทพบุตรในท่านั่ง มี 4 กร ถืออาวุธต่าง ๆ และนายทหาร 4 นาย นั้น จะปรากฏในรูปของหนุมาน 4 กร ถืออาวุธในท่วงท่าต่าง ๆ ทั้งนี้ก็เป็นไปตามศิลปะศรีวิชัย ที่มักสร้างสัญลักษณ์ขึ้นมาแทนความหมายต่าง ๆ

ประวัติ

ในการจัดสร้างรูปเคารพขององค์จตุคามรามเทพ เมื่อปี พ.ศ. 2530 เป็นครั้งแรกในรูปแบบพระผงสุริยัน-จันทรา ดวงตราพญาราหู มีแวดล้อมด้วยพระราหู 8 ตน ตรงกลางมีรูปของเทวรูปประทับนั่ง 2 เศียร 4 กร ทรงเครื่องอาวุธ และผู้สร้างในสมัยนั้นก็ให้ความหมายไว้ว่า คือรูปจำลองสมมติของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร เป็นตัวแทนขององค์จตุคามรามเทพ กษัตริย์แห่งกรุงศรีวิชัย

จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2538 ทางโหราศาสตร์เกิดสุริยคราส พาดผ่านประเทศไทย ซึ่งเกิดกระแสตื่นตัวไปทั่วประเทศในเรื่องของพระราหูกินเมือง ประชาชนต่างก็หาวัตถุมงคลหาเครื่องรางของขลัง มาแขวนติดตัวเพื่อแก้เคล็ดและสะเดาะเคราะห์ ประกอบกับนิตยสารพระเครื่องกรุงสยาม ได้ลงประวัติการสร้างทำให้มีคนรู้จักบ้าง จึงได้มีการเช่าหากันไปในบางส่วน

ในต้นปี พ.ศ. 2550 จตุคามรามเทพได้รับความนิยมอย่างยิ่ง จนกลายเป็นกระแสในสังคมไทย จากข่าวการพระราชทานเพลิงศพของขุนพันธรักษ์ราชเดช อดีตนายตำรวจมือปราบ ผู้ร่วมการจัดสร้างวัตถุมงคลจตุคามรามเทพรุ่นแรกขึ้นโดยมี พล.ต.ท. สรรเพชร ธรรมาธิกุล เป็นประธานในการจัดสร้าง ได้มีการสร้าง วัตถุมงคลจตุคามรามเทพ ขึ้นในวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ มีหลายรุ่น พระเกจิหลายองค์ปลุกเสก หลายคนพากันแย่งชิงจนเกิดเป็นเหตุให้ฆาตกรรมกันก็มี และผลจากกระแสนี้ส่งผลให้ วัตถุมงคลจตุคามรามเทพรุ่นแรก ที่ผลิตออกมาในปี พ.ศ. 2530 มีราคาพุ่งไปถึงกว่า 40 ล้านบาท จากเดิมที่มีราคาเพียง 49 บาทเท่านั้น

กระแสความศรัทธาได้พุ่งทะยานขึ้นจากรุ่นสู่รุ่น กลายเป็นพุทธพาณิชย์ และแฟชั่นบูชา ขยายวงกว้างไปทุกชนชั้น วัตถุมงคลจตุคามรามเทพ ได้ถึงจุดความนิยมสูงสุดกลายเป็นวัตถุบูชา ที่ถูกผลิตขึ้นมากมายใกล้หนึ่งพันรุ่น ที่มีการปลุกเสกแบบรายวัน เกือบทุกวัด เกือบทุกแผงพระ และแม้แต่ร้านอาหาร โรงแรม ห้างสรรพสินค้า สถาบัน และองค์กรต่าง ๆ มีการนำวัตถุมงคลจตุคามรามเทพ มาจัดจำหน่ายเชิงพาณิชย์ทั้งการกุศลและไม่ใช่กุศล

สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) มีการประเมินมูลค่าเงินหมุนเวียน ของ วัตถุมงคลจตุคามรามเทพ มีมูลค่าสูงถึง 2.2 หมื่นล้านบาท ผลักดันจีดีพีของประเทศ โตขึ้น 0.1-0.2 % ในภาวะเศรษฐกิจซบเซา และทำให้กรมสรรพากร พิจารณาการจัดเก็บภาษีจากการสร้างและเช่าบูชา วัตถุมงคลจตุคามรามเทพ ด้วย

คาถาสำหรับบูชาจตุคามรามเทพ

ตั้งสมาธิให้จิตใจสงบ จากนั้นท่อง (นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ) 3 จบ แล้วให้กล่าวตามบทสวดดังต่อไปนี้ "จะตุคามรามะเทวัง โพธิสัตตัง มะหาคุณัง มะหิทธิกัง อะหัง ปูเชมิ สิทธิลาโภ นิรันตะรัง นะโมพุทธายะ" ซึ่งแปลความได้ว่า "ข้าพเจ้าขอบูชา ท้าวจตุคามรามเทพโพธิสัตว์ ผู้มีพระคุณอันยิ่งใหญ่ มีฤทธานุภาพไพศาล ขอความสำเร็จและลาภ จงมีแก่ข้าพเจ้า เป็นนิรันดร"

 

การกำเนิดของพระราหู

การกำเนิดของพระราหูนั้น มีอยู่สองตำนาน ตามตำรับของอินเดียอันเป็นตำนานเก่าแก่ ได้กล่าวไว้ว่า พระศิวะมหาเทพ ทรงเป็นผู้สร้างทั้งโลก ทั้งจักรราศี และปวงเทพทั้งหลาย รวมถึงเทพนพเคราะห์ทั้งเก้าพระองค์ด้วย พระราหูท่านก็เป็น "เทพ" องค์หนึ่งในเก้าองค์นั้น ตอนพระศิวะมหาเทพสร้างท่านขึ้นมาจากหัวผีโขมด 12 หัวนั้น พระองค์เล็งเห็นว่า "ยักษ์" ผู้ดูแลด่านสวรรค์ขึ้นกลางนั้นได้หมั่นกราบไหว้บูชารำลึกถึงพระองค์อยู่มิได้ขาด

จนพระองค์ทรงประธานให้ยักษ์ทั้งปวงเสมอมา จนเป็นที่ยอมรับทั้งสามโลกว่า ยักษ์อยู่ในความคุ้มครองดูแลของพระองค์ เมื่อทรงสร้างเทพให้มีหน้าที่ดูแลจักรราศีทั้งสิบสองนักษัตรนั้น แต่ละองค์ล้วนหล่อเหลารูปร่างสะโอดสะองค์ทั้งสิ้น ไม่มีเค้าโครงของยักษ์ที่ได้ชื่อว่าเป็นเด็กของพระองค์เลยแม้สักองค์เดียว ด้วยทรงมีพระเมตตาเกรงว่าบรรดาเหล่ายักษ์จะน้อยใจ เพราะไม่มีเอกลักษณ์ของยักษ์ในจักรราศีกับเขามั่งเลย

จึงตัดสินพระทัยปั้นหัวผีโขมดทั้ง 12 ให้เป็นเอกลักษณ์ของยักษ์สักหนึ่งองค์ ก็ไม่รู้สว่าเป็นบุญหรือกรรมของพระราหูกันแน่ เพราะยักษ์มีเรือนกายสูงใหญ่กว่าเทวดาหลายเท่านัก หัวโขมดทั้ง 12 ที่ตากแห้งแล้วโขลกจนเป็นผงประพรมด้วยน้ำอมฤตที่ทรงสร้างขึ้นเอง เพื่อให้เทพที่สร้างเป็นอมตะ คือ ไม่เจ็บป่วย ไม่ชราภาพ ไม่มีการจุติ (ตาย) เหมือนเทวดาและนางฟ้าอื่นๆ มีใครเคยได้ยินว่า เทพนพเคราะห์องค์ไหน ลาป่วย เกษียณอายุ แล้วก็ถึงแก่อนิจกรรมมั่งไหมล่ะ ?

เพราะเทพนพเคราะห์ทุกพระองค์ล้วนผ่านการประพรมน้ำอมฤตที่พระศิวะมหาเทพทรงปลุกเสกขึ้นมาด้วยพระองค์เองทั้งสิ้น ขนาดพระอาทิตย์ถูกระอังคารสับด้วยพระขรรค์จนเศียรแบะเป็นเสี่ยงๆ ยังไม่บาดเจ็บถึงจุติเลย แถมยังเอาจักรเพชรร่อยไปตัดขาขวาพระอังคารขาดจนได้อีกด้วย ก็เพราะเทพนพเคราะห์ทุกพระองค์ ไม่มีวันแก่ ไม่มีวันเจ็บ ไม่มีวันตาย นี่และ ทำให้เทวดาและนางฟ้าทั้งหลายอายเป็นมั่ง จึงชวนกันไปจับพญานาคมาพันรอบเขาพระสุเมรุ เพื่อกวนเกษียรสมุทรเพื่อไว้ดื่มให้เป็นอมตะมั่ง

แต่น้ำอมฤตที่ช่วยกันกวนนี้มีผลดี ข้างเคียง คือ เมื่อดื่มเข้าไปแล้ว ต่อให้แก่งั่กผมก็ขาวโพลน เหาะไม่ตรงทางแล้วก็กลับกลายเป็นหนุ่มสาวขึ้นใหม่ แถมได้ความหล่อความสวย หุ่นดีขึ้นอีกด้วย

หัวผีโขมดทั้ง 12 หัวปั้นเป็นยักษ์ จึงปั้นได้แค่ครึ่งตัว ครั้งจะเด็ดหัวผีโขมดมาเพิ่มอีกก็ไม่รู้มันมุดหนีหายหัวไปไหนหมด งานนี้เอาพระศิวะมหาเทพถึงกับทรงประทับนั่งกุมขมับไปพักใหญ่ มองไปมองมาทรงเหลือบพระเนตรไปเห็นนางพญานาคเด็กของท่านท้าวมหาพรหมไล่ฟัดกันอย่างสนุกสนาน ผ่านมา 9 ตัว จึงทรงคว้ามาขยำ ๆ รวมกัน แล้วนำไปเสียบต่อที่กลางตัวยักษ์ เป่าพระคาถาใส่ พระราหูจึง ถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อแรกกำเนิดพระราหูทรงมีเรือนกายเป็นสัมฤทธิ์

มีทองคำ 100% เหลืองอร่ามอยู่เป็นแห่ง ๆ พระศิวะมหาเทพทรงทอดพระเนตรแล้วทรงเห็นว่าไม่สวยงาม จึงชักผ้าพันพระศอมาขัดถูไปทั่วกายของพระราหู (มีเทพนพเคราะห์ 2 องค์เท่านั้นที่ได้สัมผัสผ้าพันพระศอของพระศิวะอีกองค์ คือ พระเสาร์) ยิ่งขัดก็ยิ่งดำ ท่านเลยเลิกขัด แต่กระนั้นยังทรงนำทองคำมาทำเป็นภูษาผ้าทรงให้พระราหูสวมใส่ และด้วยพระเมตตาที่ทางสร้างพระราหูให้มีเรือนร่างพิกล

จึงพระราชทานพระขรรค์ชัยให้เป็นอาวุธคู่พระหัตถ์ พระราชทานพระให้ว่า "หากยามใดที่เจ้ามีจิตใจผ่องใส มีกุศลกรรมเป็นที่ตั้ง ยามนั้นให้เรือนกายและใบหน้าของเจ้ากลับกลายเป็นเทพบุตรสุดสง่า มีฤทธานุภาพที่สูงส่งไม่มีผู้ใดต้านทานได้" แล้วทานก็จับพญาครุตดำมาให้พระราหูขี่ท่องเที่ยวไปในจักรวาล(ครุฑของพระนารายณ์เป็นครุฑแดง ครุฑของพระราหูเป็นครุฑดำ มีความศักดิ์สิทธิ์เข้มขลังทั้งคู่

เมื่อพระพุทธเจ้าขึ้นไปโปรดพุทธมารดา พระราหูมีดวงจิตที่ผ่องใส มีกุศลที่ต้องการสดับพระธรรมเทศนาจากพระพุทธองค์ เรือยกายของพระราหูกลายเป็นเทพบุตรสุดสง่า เมื่อสดับพระธรรมมเทศนาไปถึงตอนที่ว่า "นักขัตตะยักขาภูตานัง ปาปัคคะหะนิวาระณา ปริตตัสสานุภาเวนะ หันตวา เตสัง อุปัททะเว" (ความป้องกันบาปเคราะห์ทั้งหลาย อันเกิดแก่นักษัตร ยักษ์ และภูติที่มีขึ้นแล้ว ด้วยอานุภาพแห่งพระปริตร จงกำจัดเสียชึ่งบาปเคราะห์เหล่านั้น) โดนใจพระราหูสุดๆ จนเผลออุทานออกมาว่า "นะโม ตัสส" (ขอนอบน้อม แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า)

เมื่อได้ฟัง "โอวาทปาฏิโมกขาทิปาฐะ" จบลง พระราหูท่านถึงกับมีดวงตาเห็นธรรม เกิดความเบื่อหน่ายในภพ ชาติ ชรา พยาธิ เกิด มรณานุสติขึ้นในดวงจิต แม้ท่านจะเป็นเทพอมตะ แต่เมื่อสดับพระธรรมเทศนาจากพระพุทธองค์หลายบทเข้า ท่านจึงกำหนดดวงจิตที่จะจุติ เพื่อบำเพ็ญโพธิสัตว์บารมีให้สำเร็จ รอการมาบำเพ็ญโพธิญาณบารมีเพื่อการตรัสรู้เป็นเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาลต่อไป

พระเดชพระคุณ พระพหรมมังคลาจารย์ (เจ้าคุณธงชัย) วัดไตรมิตร ท่านเข้าใจเรื่องพระราหูตอนเป็นเทพบุตรได้ดี ท่านจึงสร้างพระราหูหน้าเทพขึ้นมาให้สาธุชนได้กราบไหว้บูชา หาศิริมงคลความเจริญรุ่งเรือง ความผาสุกอันยาวนานให้แก่ชีวิต ด้วยการขอบารมีจากพระราหูท่านกลับกลายร่างเป็นเทพ เพียงระวังของไหว้ ไม่ควรใช้สุรากุ้งพล่าปลายำอีกแล้ว เปลี่ยนเป็นส้มสุกลูกไม้อาหารทั่วไปแทน


เปิดคุ้มนะหน้าทอง อ.สุบิน ศาสตร์แห่งมนต์ขลังสุดยอดเมตตามหานิยม

     อาจารย์สุบิน เป็นชาวเหนือโดยกำเนิด บ้านเกิดคือ บ้านป่าไผ่ ตำบลป่าลาน อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ เด็กชายสุบินเดินทางเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ อายุ ๑๓ ปี ได้บรรพชาสามเณรที่วัดศรีประดู่ โดยมี พระครูเขมาพิราม วัดยางทอง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ เป็นพระอุปัชฌาย์ จากนั้นได้เข้าศึกษาพระธรรมวินัยตามธรรมเนียมของผู้ที่บรรพชาหรืออุปสมบทเข้ามาในพระพุทธศาสนาสามเณรสุบินได้รับความเมตตาจากครูบาอาจารย์ได้อบรมสั่งสอนให้ความรู้ จนศึกษาจบนักธรรมชั้นเอก จากสำนักเรียนวัดเชตุพน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ และศึกษาวิชาสามัญจนจบมัธยมปีที่ ๖      

     เมื่อสามเณรสุบินได้ร่ำเรียนวิชาสามัญจบแต่ละชั้นเเล้วได้หันไปศึกษาด้านพุทธาคม กับครูบาอาจารย์หลายรูป และการศึกษาวัตรปฏิบัติพระกรรมฐาน โดยการศึกษาทางพุทธาคม
ได้รับเมตตาจาก พระครูสิริสุภาจารย์(ครูบาอินสม) เจ้าอาวาสวัดศรีประดู่ และวิชาอาคมด้านไสยศาสตร์จากนั้นก็ได้ไปศึกษาวิชาเทียนมหาเศรษฐีพันอย่าง สะเดาะห์เคราะห์ต่อชะตา หนุนดวง กับ ครูบาอิ่นแก้ว อนิญชโณ วัดวาลุการาม (ป่าแงะ) ตำบลตลาดขวัญ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ และครูบาอิ่นแก้ว อนิญชโณ ท่านยังได้มีเมตตาสอนวิธีนั่งสมาธิ โดยนั่งตั้งแต่ตี ๕ ยันเที่ยงวัน ซึ่งถือได้ว่า เป็นครูบาอาจารย์ที่สามเณรสุบินได้ปรนนิบัติรับใช้และร่ำเรียนที่ใกล้ชิดมากที่สุดและสามเณรสุบินได้มีโอกาสติดตามครูบาอาจารย์ออก ธุดงควัตรปฏิบัติธรรมไปแถวพม่า ลำปาง เชียงราย ในแถบภาคเหนือ ตามป่าวัดร้าง

     



     ในช่วงที่ธุดงควัตรอยู่นั้น สามเณรสุบินได้ไปกราบนมัสการครูบาอาจารย์หลายๆรูปและร่ำเรียนวิชามาหลายแขนง หลังจากที่กลับจากธุดงควัตร อายุ ๒๐ ปีบริบูรณ์ ก็ได้เข้าอุปสมบท
ญัตติกรรมเป็นพระภิกษุ โดยมี พระครูรัตนวราธร วัดป่าไม้แดง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นพระอุปัชฌาย์ หลังจากอุปสมบทแล้ว ครูบาสุบินได้เดินทางไปจำพรรษา กับ ครูบาหน้อย วัดบ้านปง (มรณภาพอายุ ๑๐๒ ปี)ซึ่งก่อนหน้านี้ ครูบาสุบินได้เป็นเจ้าสำนักสงฆ์ใหม่จันทรวิโรจน์ ตำบลสันกำแพง อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ตั้งแต่อายุ ๑๘ ปี ครั้งบรรพชาเป็นสามเณร      

     ในระยะเวลาที่จำวัดอยู่กับ ครูบาหน้อย วัดบ้านปง ครูบาสุบินก็ได้รับความเมตตาจากครูบาหน้อย ในการสอนการลงอักขระเขี้ยวเสือลงยันต์อาคม ซึ่งตามคำบอกกล่าวของผู้ที่ศรัทธา
และครอบครองบูชาเขี้ยวเสืออาคมของครูบาหน้อย ต่างเป็นที่ประจักษ์ว่า ขลังที่สุด ซึ่งท่านทำไว้มากเท่าไรก็ไม่เพียงต่อความต้องการของบรรดาผู้ที่เป็นศิษย์และผู้คนที่ได้เข้าไปกราบไหว้      
     
     และได้ศึกษาตำหรับวิชา ของ ครูบาเจ้าศรีวิชัย จาก พ่อหนานดวงตา ปัญญาเจริญ ซึ่งท่านเป็นศิษย์เอกของ ครูบาเจ้าศรีวิชัย ท่านได้เก็บรักษารวบรวมตำราของครูบาเจ้าศรีวิชัยไว้เป็นอย่างดี
เช่น ตำราการภาวนากรรมฐาน ที่ท่านเขียนไว้เป็นภาษาล้านนาพร้อมกับการฝึกสมาธิเบื้องต้นและขั้นสูงการเข้านิโรธกรรมตามแบบฉบับครูบาเจ้าศรีวิชัย โดยพ่อหนานดวงตาท่านมีความเก่งกล้า ทางด้านการลงอักขระเลขยันต์ และนอกจากนี้ท่านยังมอบตำรารวมทั้งยันต์รอยมือและรอยเท้าของครูบาศรีวิชัยมาเป็นสมบัติให้กับครูบาสุบินอีกด้วย

     
     
     อาจารย์ฆราวาส อีกท่านหนึ่งที่ครูบาสุบินได้ร่ำเรียนวิชามาคือ อาจารย์สุวรรณ มณีสีแสง แห่งเมืองเชียงใหม่ ท่านได้พบกับอาจารย์สุวรรณ มณีสีแสง ครั้งเมื่อตอนเป็นสามเณรสุบินที่เชียงใหม่
สำหรับวิชาที่ได้รับการถ่ายทอดคือ วิชาการสร้างเทียนสะเดาะเคราะห์การสักยันต์เมตตามหานิยม รวมทั้งการสร้างพระผงและการสร้างกุมารทอง และพิธีกรรมสาลิกาคู่ชีวิตดีทางเมตตาค้าขาย ที่ใครๆได้รู้จักตำรับวิชาสายเหนือ และอีกสายคือ เขาอ้อ อาจารย์โยคีเคราเหล็ก ก็ได้ถ่ายทอดวิชาสักสาลิกาที่ริมฝีปากโดยผู้ที่จะทำการสักต้องใช้ใบโพธิ์ ๙ ใบ ธูป ๙ ดอก เทียน ๙ เล่ม หมายถึงความเจริญก้าวหน้าในชีวิต หน้าที่การงาน เมตตามหาเสน่ห์ นอกนั้น ครูบาสุบินยังได้ศึกษา วิชาอาคมไสยเวทย์ จาก อาจารย์สายบรมครูบูบุอ่อง ชาวพม่า อาจารย์สาธู ชาวกะเหรี่ยงและอีกมากมายหลายครูบาอาจารย์ ซึ่งท่านก็ได้เมตตาสอนความรู้ให้ครูบาสุบินโดยมิได้ปิดบังอำพรางใดๆมี อาคมทางด้านแก้คุณไสย สมุนไพรและพระเวทย์ ฯ การศึกษาตำราและการเล่าเรียนพระปริยัติสายสามัญ ครูบาสุบินจบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยแห่งคณะสงฆ์ ธรรมยุตนิกาย นับได้ว่าครูบาสุบินเป็นแบบอย่างของนักเรียนนักศึกษา ที่มีความมุ่งมานะ และพยายามจนกระทำได้สำเร็จพร้อมเป็นพระสงฆ์ที่น่านำมาเป็นแบบอย่างโดยแท้จริง

เหรียญจำปี ท้าวเวสสุวรรณ วัดจุฬามณี

     ในยุคปัจจุบันนี้ พระครูโสภิตวิริยาภรณ์ หรือ พระอาจารย์อิฏฐ์ ภทจาโร แห่งวัดจุฬามณี อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม เป็นพระเกจิอีกหนึ่งรูปที่ต้องจรึกไว้ในแผ่นดิน
กราบไหว้ได้สนิทใจ
เป็นพระที่มีกิจวัตรปฏิบัติที่สมถะ เรียบง่ายและมีเมตตาต่อลูกศิษย์ทุกหมู่เหล่าไม่แบ่งชั้นวรรณะ ท่านเป็นศิษย์ของ หลวงปู่เนื่อง โกวิโท
อดีตเจ้าอาวาสวัดจุฬามณีซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์บวชให้อีก
ทั้งเมตตาถ่ายทอดพระเวทย์วิทยาคมให้แก่หลวงพ่ออิฏฐ์จนหมดสิ้น 



     ที่สำคัญท่านเป็นพระเกจิที่คงแก่เรียน เชี่ยวชาญในพระเวทย์วิทยคมต่างๆทั้งคาถาบาลีและอักขระ เลขยันต์ต่างๆโดยไปฝากตัวเป็นศิษย์ขอถ่ายทอดวิชาอาคมจากครูบอาจารย์
ที่เป็นพระเกจิชื่อดังอีกหลาย องค์ อาทิ
หลวงปู่สาย วัดหนองสองห้อง สมุทรสาคร ยันต์นกคุ้มกันไฟ
หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี กรุงเทพฯ
(ยันต์ตรีนิสิงเท)
หลวงพ่อปีก วัดสวนหลวง สมุทรสงคราม (เจิมเรือ)
หลวงปู่ขวัญ วัดโพธิดก ราชบุรี (ตะกรุดพระเจ้า 16พระองค์)
หลวงพ่อคลี่ วัดประชาโฆสิตาราม สมุทรสงคราม (เจิมบ้าน)
หลวงปู่หยอด วัดแก้วเจริญ สมุทรสงคราม (ไหม 5 สี,ตะกรุดโลกธาต)
หลวงพ่อพิน วัดอุบลวรรณาราม ราชบุรี (เหรียญมหาปราบ, หนุมานเชิญธง)
หลวงพ่อพรหม วัดขนอนเหนือ พระนครศรีอยุธยา (นารายณ์แปลงรูป)
หลวงพ่อเก๋ วัดแม่น้ำ สมุทรสงคราม
(ตะกรุดจันทร์เพ็ญ)
หลวงปู่เจือ วัดกลางบางแก้ว นครปฐม(เบี้ยแก้)
หลวงพ่อแผ่ว วัดโดนดหลวง เพชรบุรี (ลูกศร)

หลวงพ่อจ่าง วัดเขื่อนเพชร เพชรบุรี (ต่อกระดูก)
หลวงพ่อไห วัดบางทะลุ เพชรบุรี (แหวนพิรอด) ฯลฯ และอาจารย์ที่เป็นฆราวาสอีกหลายท่าน
     



     หลวงพ่ออิฏฐ์ได้รับการยอมรับในเรื่องการปลุกเสก องค์ท้าวเวสสุวัณโณ ว่าท่านปลุกเสก ได้เข้มขลัง และศักดิ์สิทธิ์ขึ้นชื่อที่สุดในประเทศ
จึงทำให้วัตถุมงคลรูปองค์ท้าวเวสสุวัณโณของวัดจุฬามณีได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบันและกลายป็นสัญลักษณ์ของท่านไปโดยปริยาย  ปัจจุบันหากวัดใดมีการสร้างวัตถุมงคลองค์ท้าวเวสสุวัณโณต้องนิมนด์หลวงพ่ออิฏฐ์ให้ไป ร่วมนั่งปรกอธิฐานจิตปลุกเสกแทบทุกรุ่นทุกวัด

     เหรียญจำปี ท้าวเวสสุวัณโณ รุ่นแรกปี 2545 พระอาจรย์อิฏฐ์กำลังเป็นที่นิยมนหมู่เซียนและนักสะสมหันมาให้ความศรัทธาและสนใจเป็นอย่างมากจนทำให้ มีกระแสความต้องการสูงและราคาพุ่งทะยานสูงขึ้นตลอดจากข้อมูลเหรียญรุ่นนี้มีมวลสารเหรีญเกจิดังในยุคเก่ามาหล่อหลอมจำนวนมาก และผ่านการเข้าร่วมพิธีพุทธภิเษกหลายพิธี หลายวัดจนเข้มขลังเกิดประสบการณ์และปาฏิหารย์เป็นที่กล่าวขวัญและเลื่องลือในหมู่ลูกศิษย์ว่ามีพุทธคุณแรงในด้านแคล้วคลาดด้านโชคลาภด้านเมตตามหานิยม เหรียญจำปีท้าวเวสสุวัณโณสร้างทั้งหมด 6 เนื้อ ได้แก่
เนื้อทองคำ 80 เหรียญ
เนื้อเงินลงยาแดง 500 เหรียญ
เนื้อเงินไม่ลงยา 500 เหรียญ
เนื้อนวโลหะ 500 เหรียญ
เนื้อทองแดง 150,000 เหรียญ

เนื้อตะกั่ว 150,000 เหรียญ และ เนื้อผงพุทธคุณ 150,000 เหรียญ โดยเฉพาะเหรียญที่มีรอยจารอักขระยันต์จากพระอาจารย์อิฏฐ์นั้นจะมีมูลค่าสูง เป็นที่นิยมในกลุ่มลูกศิษย์


ญาท่านเขียว เขี้ยวแก้วประกาศิต

     ญาท่านเขียว ถาวรธัมโม วัดภูน้อย บ้านโนนสำราญ ต.นาหว้า อ.ปทุมราชวงศา จ.อำนาจเจริญ ญาท่านเขียวบรรพชาเป็นสามเณรตอนอายุ ๑๓ ปี กับหลวงปู่หลอด ปโมทิโต ในวันที่ ๑๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๘ ณ วัดศรีสว่าง อ.หนองบัวลำภู จ.อุดรธานี (ปัจจุบันเป็น อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู) บรรพชาได้หนึ่งพรรษา ได้จาริกออกธุดงค์ร่วมกับเพื่อนสามเณรที่อยู่อำเภอโนนสัง โดยไปด้วยกันสองรูป ธุดงค์แรมรอน ไปตามป่าเขาลำเนาไพรตามจังหวัดและอำเภอต่างๆของภาคอีสาน โดยไม่กลัวเกรงต่อภัยอันตรายที่จะเข้ามาล้วงล้ำกล้ำกลายแต่อย่างใด ท่านได้เดินทางไปกราบนมัสการและได้รับฟังธรรมเทศนาจากพ่อแม่ครูบาอาจารย์หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี และหลวงปู่สิม พุทธาจาโร เริ่มต้นศึกษาพระเวทและวิทยาคมต่างๆ

     ด้วยความที่เป็นผู้มีนิสัยชอบศึกษาวิชาอาคมมาตั้งแต่ยังเด็ก ท่านได้มีโอกาสศึกษาตำราพระเวทของพระราชครูพราหมณ์วามเทพมุนี และของท่านอาจารย์อุระคิน วิริยะบูรณะ ในขณะที่ท่านเดินธุดงค์เข้าไปในเขตจังหวัดร้อยเอ็ด ได้พบกับหลวงพ่ออยู่ สมกิตโต ลูกศิษย์พระครูวิโรจน์รัตโนบล(หลวงปู่รอด วัดทุ่งศรีเมือง จ.อุบลราชธานี) หลวงพ่ออยู่ สมกิตโต ท่านเป็นคนบ้านดงบ้านนา อ.ธวัชบุรี จ.ร้อยเอ็ด ท่านได้ถ่ายทอดวิชาสายหลวงปู่สำเร็จลุน ซึ่งได้รับการถ่ายทอดจากหลวงปู่รอด วัดทุ่งศรีเมืองให้ สามเณรเขียวอย่างไม่ปิดบังหลังจากเล่าเรียนวิชากับหลวงพ่ออยู่ สมกิตโตแล้วจึงได้กราบลาท่านออกธุดงค์ทางภาคเหนือต่อไป (บวชกับหลวงปู่หลอด ปโมทิโต)      

     เมื่อท่านอายุครบ ๒๐ ปี ได้เดินทางกลับมากราบพ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่หลอด ปโมทิโตอีกครั้ง และขอญัตติอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ในวันที่ ๑๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๓๕ เวลา ๐๙.๐๙น. ณ พัทธสีมาวัดสิริกมลาวาส(วัดใหม่เสนานิคม) เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร โดยมีหลวงปู่หลอด ปโมทิโต(พระครูปราโมทย์ธรรมธาดา)เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์อ่อนศรี ธัมมโชโต เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์สิทธิพงษ์ สิทธิวังโส เป็นพระ อนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาทางธรรมว่า “ถาวรธัมโม” แปลว่า ผู้มีธรรมอันตั้งมั่น ญาท่านเขียว ถาวรธัมโม ได้อยู่ปฏิบัติธรรมกรรมฐานกับหลวงปู่หลอด ปโมทิโต และได้อุปฐากท่านเป็นระยะเวลา ๕ ปี ในช่วงที่ท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดใหม่เสนานิคมนี้ ได้มีโอกาส      

     เดินทางไปเรียนวิชา กับคุณพ่อสาย แก้วสว่าง ไวยาวัจกรณ์วัดระหารไร่(ซึ่งคุณพ่อสาย ได้รับการถ่ายทอดมาจากหลวงปู่ทิม วัดละหารไร่)คุณพ่อสายได้ถ่ายทอดวิชาทั้งหมดที่ได้ ร่ำเรียน มาให้แก่ ญาท่านเขียวโดยไม่ปิดบังแต่อย่างใด ด้วยญาท่านเขียวท่านเป็นพระภิกษุที่มีจริยวัตรงดงาม อ่อนน้อมถ่อมตนต่อครูบาอาจารย์ พ่อสายจึงเอ็นดูและรักท่านเหมือนลูก และได้มอบ พระบูชาหลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ (ขนาดเท่าองค์จริง) ก้านชนวนพระกริ่ง ผงพรายกุมาร พระขุนแผนพรายกุมารของหลวงปู่ทิม จำนวนหนึ่งบาตรพระ และมอบสีผึ้งเขียว หลวพ่อทาบ วัดกระบกขึ้นผึ้ง 1 ตลับใหญ่ ให้กับญาท่านเขียวอีกด้วย นับได้ว่าสิ่งที่พ่อสายมอบให้กับญาท่านเขียว มานี้เป็นสิ่งที่มีค่าทางจิตใจอย่างมาก และมีมูลค่าสูงในทางโลกเป็น ที่เสาะแสวงหากันท่านก็ได้นำเอาวัตถุมงคลต่างๆที่ได้รับมอบมา ผสมเป็นมวลสารที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งในการจัดสร้างวัตถุมงคลของญาท่านเขียวเอง      

สนใจเช่าบูชา วัตถุมงคล >>>> ญาท่านเขียว เขี้ยวแก้วประกาศิต

หลวงพ่อพรชัย เคราเพชร

     หลวงปู่สรวงเทวดาเล่นดินผู้วิเศษแห่งภูตะแบงเป็นตำนานของความศักดิสิทธิยุคเดียวกับหลวงปู่หมุนอมตสงฆ์ทรงอภิญญาห้าแผ่นดิน น้อยคนจะรู้ว่าหลวงปู่สรวงมีทายาทธรรมที่เก็บตัวห่างไกลผู้คนตั้งสัจจะอธิฐานไม่ตัดหนวดเคราด้วยเหตุครูบาอาจารย์มาสั่ง ท่านคือพระเหนือโลกรุ่นใหม่ ที่มีตำนานเหมือนหลวงพ่อรุ่งเคราเหล็กของจ.ชุมพรในอดีต ท่านคือ หลวงพ่อพรชัย พุทธสาโร ที่ลูกศิษย์เรียกท่านว่า "หลวงตาชัยเคราเหล็ก" ท่านเคยจะคิดตัดท่านหลายครั้งเคยลองอธิฐานว่า"หากครููบาอาจารย์ที่เป็นพระฤษีต้องการให้ท่านไว้ขอให้เกิดเหตุอัศจรรย์ปรากฏ" หลังจากท่านอธิฐานเพียงเดือนเดียวเคราส่วนหนึ่งได้มัดรวมกันเองจนทุกวันนี้      

     หากใครพบเห็นหลวงตาชัยจะรู้สึกแปลกใจว่าท่านไม่เหมือนสมณะเพศที่เราคุ้นตาด้วยเคราที่ยาวจรดหน้าอกซึ่งท่านไม่เคยตัดตั้งแต่บรรพชาเป็นภิกษุสงฆ์ ด้วยเหตุที่ว่าก่อนที่ท่านจะบวชมีเสียงของครูบาอาจารย์มาสั่งว่าถึงเวลาเจ้าต้องบวชแต่ต้องไม่ปลงหนวดเคราให้ปฏิบัติ"แบบสัจจังบังบดหรือฤษี" ที่เป็นครูบาอาจารย์      

     ในอดีตของท่านหลังจากท่านบวชได้ธุดงค์รอนแรมเข้าไปปฏิบัติที่ภูตะแบง ดินแดนพระเวทย์วิทยาคมของเขมร ขณะปฏิบัติอยู่นั้นปู่ฤษีผมยาวซึ่งเป็นครูบาอาจารย์ท่าน ได้มาสอนการปฏิบัติโดยได้ยินแต่เสียงแต่ไม่เห็นตัวจนถึงเวลาอันสมควรท่านจึงเดินธุดงค์กลับสู่เขตแดนไทยและเดินทางไปกราบนมัสการหลวงปู่สรวง ครั้นพบกันหลวงปู่สรวง ก็ตักข้าวพร้อมไข่ต้มให้ท่านฉันท์เมื่อหมดก็ตักให้ใหม่ หลังจากนั้นท่านได้มาพำนักริมเชิงเขาถ้ำน้ำย้อยและเริ่มสร้างกุฏิเล็กๆพำนักปฏิบัติธรรมจนเริ่มเป็นที่รู้จักในเรื่องการปฏิบัติ และช่วยสงเคราะเมตตาคนที่ตกทุกข์ได้ยาก


     ครั้งหนึ่งท่านสร้างช้างเผือกงาเขียวช้างคู่บารมีที่รักษาดูแลท่านและกำลังจะทำพิธีบวงสรวงจู่ๆหลวงปู่สรวงก็เดินทางมาในพิธีโดยท่านก็ไม่ได้ไปบอกกล่าวนิมนต์เป็นที่อัศจรรย์ แก่ญาติโยมที่มาร่วมพิธีในวันนั้น หลวงปู่สรวงให้ไปตัดหวายขนาดเท่าหัวแม่มือมาอุดในท้องช้างต่อมาหวายที่หลวงปู่สรวงอุดไว้ก็ทะลุออกมาท่านจึงนำมาตัดแบ่งให้ญาติโยม จนหมดและที่สำคัญหลวงปู่สรวงท่านจะชอบให้ท่าน"สวดบาลีภาษาเขมร"ให้ฟังทุกครั้งที่พบหลวงปู่สรวง หลวงตาชัยท่านจะมาร่วมพิธีพุทธาภิเษก วัตถุมงคลรุ่นรวยทันใจสมปรารถนามหาเศรษฐี ที่วัดป่าภูริทัตตภักดี วันเสาร์ที่15 ธันวาคม 2561เวลา13.09น. แต่ท่านจะมาถึงก่อนเพื่อสวดอัญเชิญครูบาอาจารย์เป็นบาลีเขมรแบบที่ท่านสวดถวายให้หลวงปู่สรวงฟัง

สนใจเช่าบูชา วัตถุมงคล >>>> หลวงพ่อพรชัย เคราเพชรมหาลาภ

หนุมาน ผู้ได้ชื่อว่าเป็นทหารเอกคู่ใจของพระราม

     หนุมาน นอกเหนือจากบทบาทในวรรณคดีของไทยกับอินเดียในเรื่องรามายาณะ พระหนุมานยังเป็นเครื่องรางที่ปลุกเสกและใช้กันอย่างแพร่หลายในเมืองไทยมานานแล้ว มีการเขียนยันต์กำกับและ
พระคาถาใช้อย่างชัดเจน หนุมาน เป็นลิงที่มีฤทธิ์มาก สามารถสำแดงเดชต่าง ๆ ได้หลายประการ เช่น การขยายร่างกายให้ใหญ่โต การยืดหางให้ยาว เป็นต้น นอกจากนี้ หนุมานยังได้ชื่อว่าเป็นอมตะ คือ ไม่มีวันตาย เนื่องจากเป็นบุตรของพระพาย (ลม) กับนางสวาหะ ด้วยเหตุนี้ เมื่อหนุมานมีอันตรายถึงตายแล้ว เพียงแค่มีลมพัดมา หนุมานก็จะฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่ ด้วยอำนาจของพระพายผู้เป็นบิดา บุคลิกของหนุมานเป็นตัวแทนของชายหนุ่มทั่วไป คือ รูปงาม มีนิสัยเจ้าชู้ และ มีภรรยามาก เช่น นางสุพรรณมัจฉา ทั้งคู่มีบุตรด้วยกันหนึ่งตน คือ มัจฉานุ

     ซึ่งเป็นลูกผสมระหว่าง ลิงเผือกกับปลา นั่นคือ มีกายเป็นลิงเผือกเหมือนหนุมาน
แต่หางนั้น กลับเป็นหางของปลา นางเบญกาย บุตรีของพญาพิเภก หนุมานได้นางเบญกายตอนที่ นางเบญกายจำแลงกายเป็นศพของ นางสีดาลอยทวนน้ำมา เพื่อหลอกพระรามให้เสียพระทัย แต่ภายหลังกลนี้ถูกจับได้ พระรามจึงให้หนุมาน พานางเบญจกายไปส่งกลับเมือง ซึ่งทั้งคู่มีลูกด้วยกัน ชื่อว่า อสุรผัด ตลอดเรื่องรามเกียรติ์นั้น หนุมานผู้เป็นทหารเอกได้รับรางวัลจากพระราม 3 ครั้ง ผ้าขาวม้า ได้ตอนที่หนุมานไปเผากรุงลงกา ธำมรงค์ ได้จากตอนที่ไปช่วยพระรามหลังจากที่ถูกไมยราพจับไปขังไว้ที่เมืองบาดาล เมืองลพบุรีพร้อมสนม 5000 นาง ได้ในตอนที่เสร็จศึกลงกาแล้ว เมื่อเสร็จศึกกรุงลงกาแล้ว พระรามได้สถาปนาให้เป็น "พระยาจักรกฤษณ์พิพรรธพงศา" และยกกรุงอยุธยาให้ครองกึ่งหนึ่ง แต่หนุมานได้ถวายคืนพระราม เพราะสำนึกว่าตนไม่สูงศักดิ์พอ พระรามจึงยกเมืองลพบุรีให้ครองแทน

     หนุมานที่โด่งดังของเมืองไทยในวงการพระเครื่อง เช่น พระหนุมานของหลวงพ่อทิม วัดระหารไร่ ที่มีราคาบูชานับเรือนแสนพุทธคุณของหนุมานจะป้องกันสิ่งชั่วร้าย ขับไล่เสนียดจัญไร และเรื่องการงานถือว่าดี เจริญก้าวหน้า จะเป็นที่โปรดปรานของเจ้านาย เพราะว่าหนุมานขยัน และรับอาสาช่วยเหลือพระราม บุคคลผู้ต้องการให้เจ้านายรักและเจ้านายเอ็นดู มีเครื่องรางเกี่ยวกับหนุมานติดตัวจะดีเป็นยิ่งนักได้รับความเมตตาจากผู้เป็นใหญ่ หนุมาน เป็นลูกของพระพายกับนางสวาหะ จึงเป็นผู้ที่ไม่มีใครฆ่าตายเมื่อถูกฆ่า แต่พอถูกลมเมื่อใดก็จะฟื้น ขึ้นมาอีกและแถมยังมีเขี้ยวเป็นเพชร ขนเป็นเพชรอีกด้วยแต่มีอยู่ครั้งหนึ่งที่หนุมานไปหยุดรถของสุริยเทพเลยถูกพลังความร้อนเผาเอาจนตัวดำไปเลยทีเดียว

     หนุมานนั้นมีหน้าที่ในการปราบปรามยักษ์จึง
ถูกหนุมานฆ่าตายไปหลายคน ส่วนนางเบญจกายหลานทศกัณ-กัณฑ์ก็ยังตกเป็นเมียของหนุมาน และแถมยังได้นางมัจฉามาเป็นเมียอีกด้วย ดังนั้นหนุมานจึงเก่งทั้งทางด้านการรบและความรักด้วยด้วยเหตุฉะนี้ โบราณจารย์ทางพุทธาคมท่านเป็นผู้ชาญฉลาด ซึ่งแม้จะมิใช่สิ่งที่สืบเนื่องมาจากพระพุทธศาสนา แต่ท่านเหล่านั้นได้พิจารณาเห็นว่าสิ่งนั้น ๆ เป็นของดี ของศักดิ์สิทธิ์ ท่านจึงประยุกต์เอามาใช้เป็นเครื่องรางของขลังทั้งนี้ก็เพื่ออานิสงฆ์ทางความเก่งกล้าสามารถและอยู่ยงคงกระพันชาตรีนั่นเอง ถ้าพูดถึงเครื่องรางในรูปหนุมาน จะปรากฏขึ้นในรูปของธงที่เรียกว่า “ธงกระบี่” หรือ “ธงหนุมาน” แบบผ้ายันต์เรียกว่า ผ้ายันต์หนุมานแผลงฤทธิ์และหนุมานอัญเชิญธง ซึ่ง 2 อย่างนี้เป็นของหลวงพ่อรุ่ง วัดท่ากระบือ ท่านได้สร้างเอาไว้

     ต่อมาก็ปรากฏในรูปอบบของการสักยันต์ไว้ติดตัวเรียกว่า “สักหนุมานคลุกฝุ่น” คลุกยังไงหรือครับ ก็คือเมื่อสักเป็นรูปกำแพงหนุมานแล้วก็หนุนด้วยหัวใจหนุมานว่า หะนุมานะ คลุกคลีตีมะอะแต่ส่วนมากจะสักแค่คำว่า “หุนะมานะ” เท่านั้น เมื่อจะตีรันฟันแทงกับใครกับปลุกตัวด้วยคาถาว่า หะนุมานะ คลุกคลีตะมะอะ แล้วเอาฝุ่นที่พื้นดินมาทาตัวคราวนี้ก็เข้าไปตีไปต่อยกันได้ เมื่อพลาดท่าถูกคูต่อสู้ตีหรือฟันเอาจัง ๆ แม้ไม่เข้าก็จุกหรือล้มลงไปชักแหงก ๆ อันวิสัยของคนเรานั้นในเรื่องตีทีเดียวแล้วไม่ช้ำหายาก ส่วนใหญ่เมื่อได้ทีตีเข้าไปตุ๊บหนึ่งแล้วมันมือจะหวดซ้ำเข้าไปอีกทีนี้ก็เข้าล็อคหนุมานคลุกฝุ่น เมื่อถูกเข้าเป็นครั้งสองแล้วก็จะกลับมีกำลังวังชาเรียกว่า “ติดไม้”คือพอตีปั๊บก็เด้งตัวติดไม้ขึ้นมา

     คาถาบูชา ตั้งนะโม 3 จบ
โอมพระหนุมานผลาญลงกา โอมจุติโลทัง สวาหะ นะมะพะทะ นโมพุทธายะ หะนุมานะ
สังสะตัง ยุวาพะวา โอมคงตรีเพชชะคง คงทั่วสารพางกาย กะระมะถะ กิริมิถิ กุรุมุถุ เกเรเมเถ
หะนุหุนิหินะหะ พระพุทธังจังเหล็ก ตรีเพชชะคงจังเหล็ก พระธัมมังจังเหล็ก ตรีเพชชะคงจังเหล็ก
พระสังฆังจังเหล็ก ตรีเพชชะคง
จังเหล็ก อุทธังอัด อะจังงัง อะพะวะเห นะละนุลุ นะอะวิ. ยะตะมะอะ
หนุมานะ นะสังสะตัง สวาหะ สวาหะ เตหิอิทธิฤทธิ์ฯ

ตำนานพระกริ่ง

ประวัติการสร้าง พระกริ่ง-พระชัยวัฒน์ มีมาแต่โบราณ ประวัติพระกริ่ง เริ่มขึ้นที่ในประเทศทิเบตและจีน จึงเรียกติดปากว่า พระกริ่งทิเบต และพระกริ่งหนองแส พระกริ่งเป็นพระพุทธเจ้าปางมาช่วยโปรดสัตว์โลก หรือเรียกกันว่า "พระไภสัชคุรุ" เป็น พระพุทธเจ้าปางหนึ่งของลัทธิมหายาน ซึ่งหมายความว่า ทรงเป็นครูในด้านเภสัช คือ การรักษาพยาบาล ต่อมาได้แพร่หลายมาก นิยมสร้างในเขมร เรียกว่า พระกริ่งอุบาเก็ง หรือ พระกริ่งพนมบาเก็ง และพระกริ่งพระปทุมสุริยวงศ์

สำหรับพระพระกริ่งที่มีชื่อเสียงทรงคุณวิเศษหลายประการ มีผู้นิยมนับถือกันมากยิ่งในปัจจุบันนี้ยิ่งหายาก ต้องยกให้ พระกริ่งวัดสุทัศนฯ เพราะสมเด็จพระสังฆราช(แพ) ทรงสร้างไว้จำนวนไม่มากพระกริ่ง พระชัยวัฒน์ สุดยอดพิธีกรรมุ

พระกริ่ง วัดสุทัศน์ สาเหตุที่ทรงสร้าง พระกริ่งวัดสุทัศนนั้นเนื่องจากเมื่อครั้งที่ สมเด็จพระวันรัต (แดง) พระอุปัชฌาย์อาพาธเป็นอหิวาตกโรค สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ของพระองค์ทรงเคยรักษาผู้ป่วยเป็นอหิวาตกโรคให้หายได้ ด้วยการอาราธนาพระกริ่งลงในน้ำ ทำเป็นน้ำพระพุทธมนต์ แล้วโปรดให้น้ำนั้นแก่ผู้ป่วยดื่ม ปรากฏว่าหายอย่างน่าอัศจรรย์ เมื่อตรัสอย่างนั้นแล้วก็อาราธนาพระกริ่งลงในน้ำ ทำน้ำพระพุทธมนต์ประทานแก่ สมเด็จพระวันรัต (แดง)

เมื่อท่านฉันน้ำพระพุทธมนต์นั้นแล้วก็บรรเทาหายอาพาธเป็นปกติ สมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทว) วัดสุทัศนเทพวรารามได้ทอดพระเนตรเห็นคุณวิเศษน่าอัศจรรย์ของพระกริ่งในขณะนั้นแล้ว จึงเกิดความสนพระทัย และทรงเริ่มศึกษาค้นคว้าตำราที่จะสร้างพระกริ่งเรื่อยมา จนมีความรู้ความเชี่ยวชาญในการสร้าง จนเจนจบ เมื่อจะมีการสร้างพระกริ่งขึ้นครั้งใด พระองค์จะถูกขอร้องให้เป็นผู้ชี้แจงการสร้าง และการหล่อ ในฐานะประธานการหล่อพระกริ่งเสมอมา

พระกริ่ง "พระไภสัชคุรุ" ประวัติพระกริ่งตำนาน พระกริ่ง-พระชัยวัฒน์ ตำนานความเป็นมาของ พระกริ่งและพระชัยวัฒน์ของสมเด็จพระสังฆราช (แพ) ซึ่งนายนิรันดร์ แดงวิจิตร หรือ อดีตพระครูวินัยกรณโสภณ เป็นผู้เขียน มีข้อความที่น่าสนใจมากดังนี้

ตำนานพระกริ่งและพระชัยวัฒน์ "คำว่ากริ่ง" นี้ หมายความว่ากระไร สมเด็จฯ (สมเด็จพระสังฆราช แพ ติสฺสเทว) เคยรับสั่งเสมอว่า คำว่า "กริ่ง" นี้ มาจากคำถามที่ว่า "กึ กุสโล" (กิง กุสะโล) คือ เมื่อพระโยคาวจรบำเพ็ญสมณธรรมมีจิตผ่านกุศลธรรมทั้งปวงเป็นลำดับไปแล้ว ถึงขั้นสุดท้ายจิตเสวยอุเบกขาเวทนา ปุญญาภิสังขาร (สภาพที่ปรุงแต่งกรรมฝ่ายดี ได้แก่ กุศลเจตนา) เปลี่ยนเป็น อเนญชา (สภาพที่ปรุงแต่งภพอันมั่นคง ไม่หวั่นไหว ได้แก่ ภาวะจิตที่มั่นคงแน่วแน่ด้วยสมาธิแห่งจตุตถฌาน คือ ฌานที่ 4)

เป็นเหตุให้พระโยคาวจรเอะใจขึ้นว่า "กึ กุสโล" นี้เป็นกุศลอะไร เพราะเป็นธรรมที่เกิดขึ้นแปลกประหลาด ไม่เหมือนกับกุศลอื่นที่ผ่านมา ดังนั้นคำว่า "กึ กุสโล" จึงเป็นชื่อของ อเนญชา คือ "นิพพุติ" แปลว่า "ดับสนิท" คือหมายถึงพระนิพพานนั่นเอง"



พุทธคุณพระกริ่ง

มูลเหตุที่สมเด็จพระสังฆราช (แพ) ทรงสร้าง พระกริ่งและพระชัยวัฒน์ นั้นมีดังจะกล่าวต่อไปนี้ คือ ทรงเล่าว่าเมื่อพระองค์ดำรงสมณศักดิ์เป็นพระศรีสมโพธิ ครั้งนั้น สมเด็จพระวันรัต (แดง) อาพาธเป็นอหิวาตกโรค สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ครั้งยังทรงเป็นกรมหมื่นเสด็จมาเยี่ยม เมื่อรับสั่งถามถึงอาการของโรคเป็นที่เข้าพระทัยแล้ว รับสั่งว่า เคยเห็นกรมพระยาปวเรศฯเสด็จพระอุปัชฌาย์ของพระองค์อาราธนาพระกริ่งแช่น้ำอธิษฐาน ขอน้ำพระพุทธมนต์แล้วให้คนไข้เป็นอหิวาตกโรคกินหายเป็นปกติ

พระองค์จึงรับสั่งให้มหาดเล็กที่ตามเสด็จไปนำพระกริ่งที่วัดบวรนิเวศแต่สมเด็จฯ ทูลว่า พระกริ่งที่กุฏิมี สมเด็จพระมหาสมณเจ้า จึงรับสั่งให้นำมา แล้วอาราธนาพระกริ่งแช่ น้ำอธิษฐานขอน้ำพระพุทธมนต์แล้วนำไปถวายสมเด็จพระวันรัต (แดง) เมื่อท่านฉันน้ำพระพุทธมนต์แล้ว โรคอหิวาต์ก็บรรเทาหายเป็นปกติ ส่วนจะเป็นพระกริ่งสมัยไหนพระองค์ท่านรับสั่งว่าจำไม่ได้

สำหรับคำกล่าวว่า ตำราสร้างพระกริ่ง ในยุคกรุงรัตนโกสินทร์นี้ เดิมเป็นตำราของสมเด็จพระนพระชัต วัดป่าแก้ว สำนักอรัญญิกาวาสสมถธุระวิปัสสนาธุระแห่งกรุงศรีอยุธยา และมาอยู่ที่สมเด็จกรมพระยาปรมานุชิตชิโนรส ศรีสุคตขัตติยวงศ์ วัดพระเชตุพนฯ จากนั้นพรมงคลทิพย์มุนี (มา) วัดจักรวรรดิราชาวาส ก่อนที่จะมาตกอยู่ที่สมเด็จพระสังฆราช (แพ) เมื่อครั้งยังทรงสมณศักดิ์เป็นพระเทพโมลี

พระกริ่ง "พระไภสัชคุรุ" ขั้นตอนการสร้างพระกริ่ง ตำราการสร้างพระกริ่ง สายวัดสุทัศนฯ นอกจากนี้การแสวงหาแร่ธาตุที่มีคุณต่าง ๆ นั้น ต้องใช้ความพยายามไม่น้อย ตามตำราการสร้างพระกริ่งเนื้อนวโลหะสายวัดสุทัศนฯ ประกอบไปด้วย

  1. ชินน้ำหนัก 1 บาท (1 บาท = 15.2 กรัม)
  2. จ้าวน้ำเงิน น้ำหนัก 2 บาท (แร่ชนิดหนึ่ง สีเขียวปนน้ำเงิน)
  3. เหล็กละลายตัว น้ำหนัก 3 บาท
  4. บริสุทธิ์ทองแดงบริสุทธิ์น้ำหนัก 4 บาท
  5. ปรอท น้ำหนัก 5 บาท
  6. สังกะสี น้ำหนัก 6 บาท
  7. ทองแดง น้ำหนัก 7 บาท
  8. เงิน น้ำหนัก 8 บาท
  9. ทองคำ น้ำหนัก 9 บาท

มาหล่อหลอมให้กินกันดี แล้วนำมาตีเป็นแผ่นแล้วจารยันต์ 108 กับ นะ ปถมัง 14 นะ ครั้งได้ฤกษ์ยามดีก็จะพิธีลงยันต์ในพระอุโบสถต่อไป จากนั้นก็กลับนำมาหล่อตามฤกษ์อีกครั้ง

ด้วยมวลสารพิธีกรรมและฤกษ์ ทำให้พระกริ่งที่ สร้างในยุคก่อนมีความเข้มขลังสามารถแช่น้ำทำน้ำมนต์มาดื่มกันรักษาโรคได้ แต่การสร้างยุคหลัง ส่วนใหญ่จะเป็นการรวบรัด แม้ว่าจะเป็นเนื้อนวโลหะครบตามสูตร แต่การจารยันต์และฤกษ์การเทนั้นไม่เป็นตามตำรา พระกริ่งยุคหลังจึงนำมาแช่น้ำทำน้ำมนต์มาดื่มกันรักษาโรคไม่ได้ดีเท่าในอดีต

พระกริ่ง เป็นพระเครื่องที่คนในวงการพระเครื่องเชื่อมากันตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะ "เซียนพระกริ่ง" ยังเชื่อกันอย่างแน่วแน่ว่า สามารถช่วยรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆได้ทุกโรค โดยเฉพาะโรคที่การแพทย์แผนปัจจุบันหาสาเหตุไม่พบ และรักษาด้วยยาไม่ได้ ยามใดที่เกิดอาการเจ็บไข้ได้ป่วยจงอธิษฐานขออำนาจพุทธคุณในพระกริ่ง แล้วนำพระแช่น้ำ จากนั้นก็เอามาดื่ม บ้างก็นำมาอาบ เพื่อความเป็นสิริมงคล โรคภัย ไข้เจ็บป่วยอยู่นั้น ก็จะหายโดยอัศจรรย์

ท้าวเวสสุวรรณ อำนาจวาสนา สูงสุดทางมหาเศรษฐี ขจัดสิ่งอัปมงคล

ท้าวเวสสุวรรณ (ท้าวเวสสุวัน) หรือในภาษาพราหมณ์เรียกว่า "ท้าวกุเวร" ถ้าในพระพุทธศาสนาจะเรียก "ท้าวไพสพ" เป็นอธิบดีแห่งอสูร หรือเจ้าแห่งภูตผีปีศาจทั้งหลาย โดย ท้าวเวสสุวรรณ เป็นหนึ่งในท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่ ผู้คุ้มครองดูแลโลกมนุษย์ สถิตอยู่บนสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา ประทับทางทิศเหนือมีอสูร รากษส และภูตผีปีศาจเป็นบริวาร ว่ากันว่าอาณาเขตที่ ท้าวเวสสุวรรณ ปกครองนั้นใหญ่มหาศาลมาก และ ท้าวเวสสุวรรณ ยังเป็นหัวหน้าของท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 อันประกอบไปด้วย

  1. "พระอินทร์" (ท้าวธตรฐ) ปกครองโลกด้านทิศตะวันออก
  2. "พระยม" (ท้าววิรุฬหก) ปกครองโลกด้านทิศใต้
  3. "พระวรุณ" (ท้าววิรูปักษ์) ปกครองโลกด้านทิศตะวันตก
  4. "ท้าวเวสสุวรรณ" (ท้าวเวสสุวัน) เป็นเจ้าแห่งอสูรทรงอิทธิฤทธิ์อานุภาพมาก

คนไทยโบราณนิยมนำผ้ายันต์รูปยักษ์ ผูกไว้ที่หัวเตียงเด็กเพื่อป้องกันวิญญาณชั่วร้ายไม่ให้มารังควานแก่เด็ก ท้าวกุเวรองค์นี้มีกล่าวถึงในอาฏานาฏิยปริตรว่านำเทวดา ในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกามาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า และได้ถวายสัตย์ที่จะดูแลพระพุทธเจ้าและเหล่าสาวกไม่ให้ยักษ์หรือบริวารอื่น ๆ ของท้าวจตุโลกบาลไปรังควาน


ท้าวกุเวรหรือท้าวเวสสุวรรณนั้น ส่วนมากเราจะพบเห็นในรูปลักษณ์ของยักษ์ยืนถือกระบองยาวหรือคทา (ไม้เท้าเป็นรูปกระบอง) กันซะส่วนใหญ่ แต่แท้ที่จริงแล้ว ยังมีรูปเคารพของท่านในรูปของชายนั่งในท่า มหาราชลีลา มีลักษณะอันโดดเด่นคือ พระอุระพลุ้ยอีกด้วย กล่าวกันว่าผู้มีอาชีพสัปเหร่อ หรือมีอาชีพประหารชีวิตนักโทษ มักพกพารูปท้าวท้าวเวสวัณ สำหรับคล้องคอเพื่อเป็นเครื่องรางของขลัง ป้องกันภัยจากวิญญาณร้ายที่จะเข้ามาเบียดเบียน

ในภายหลังภาพลักษณ์ของท้าวกุเวรที่ปรากฏในรูปของชายพุงพลุ้ยเป็นที่เคารพนับถือ ในความเชื่อว่าเป็นเทพแห่งความร่ำรวย แต่ท้าวกุเวรในรูปของท้าวเวสสุวรรณซึ่งมาในรูปของยักษ์ เป็นที่เคารพนับถือว่า เป็นเครื่องรางของขลังป้องกันภูติผีปีศาจ นอกจากนี้ยังมีกล่าวว่า ท้าวเวสสุวรรณซึ่งยังมีกายสีเขียว สัณฐานสูง 2 คาวุต ประมาณ 200 เส้น มีอาวุธเป็นกระบอง มีพาหนะ ช้าง ม้า รถ บางทีปราสาท อาภรณ์มงกุฎประดับรูปนาค ดำรงอิสริยศเป็นเจ้าแห่งยักษ์ มีบริวารแสนโกฏิ ถือโล่แก้วประพาฬ หอกทอง

ในประเทศไทยมีคติการบูชาท้าวเวสวัณอีกรูปแบบหนึ่ง โดยเรียกเทพเจ้าองค์นี้ว่า พระไพศรพณ์ ตามนามในภาษาสันสกฤต ไวศฺรวณ มือขวาถือตะบอง มือซ้ายยกเสมอหน้าอกแสดงการห้ามปรามมิให้ (เทวดา) ทำผิด เนื่องจากมีหน้าที่รักษาความเรียบร้อยยุติธรรมในสวรรค์ ถูกนำมาเป็นสัญลักษณ์ของอัยการมานาน คาดว่าตั้งแต่แรกตั้งกรมอัยการเมื่อกว่า 100 ปีมาแล้ว เนื่องจากยกกระบัตร (ชื่อเรียกอัยการในสมัยโบราณ) หรืออัยการในปัจจุบันก็มีหน้าที่รักษาความยุติธรรมและกฎหมาย เช่นเดียวกับหน้าที่ของพระไพศรพณ์ในสวรรค์ แต่ยังตรวจไม่พบหลักฐานว่าได้มีประกาศเป็นทางการให้ใช้รูปพระไพศรพณ์เป็นเครื่องหมายราชการของอัยการตั้งแต่เมื่อใด

มีความเชื่อกันว่า ผู้ใดห้อยบูชาท้าวเวสสุวรรณ จะบังเกิดโชคลาภมากมาย ร่ำรวยเงินทอง มีกินมีใช้ไม่ขาดแก้ปีชง เสริมปีชง เทพแห่งปีชง ป้องกันภัยจากสิ่งที่มองเห็นและมองไม่เห็น ป้องกันภูติ ผีวิญญาณต่าง ๆ ไม่กล้ามาทำอันตรายใดๆให้กับคนในครอบครัว ในร้านนั้น ๆ เพราะภูติผีปีศาจ ยักษ์ เป็นบริวารท้าวเวสสุวรรณ คนมีลูกเพิ่งคลอด หรือมีเด็กเล็ก มักนิยมบูชาท้าวเวสสุวรรณ ตั้งไว้ตรงที่เด็กนอนหลับ เพราะมีความเชื่อว่าภูติผีปีศาจจะไม่กล้ามารบกวนเด็ก เพราะท้าวเวสสุวรรณซึ่งเป็นผู้ปกครองแห่งภูติผีปีศาจนั่นเอง จึงแนะนำคนที่มีลูกอ่อน ลูกเล็ก หากชอบร้องไห้ตอนกลางคืน ไม่หลับไม่นอนเหมือนมีอะไรมารบกวนเด็ก และยังสามารถกันภูติผีปีศาจคุณไสย์มนต์ดำได้หมด

ในตำราโบราณได้กล่าวไว้ว่าผู้ใดต้องการ ความเจริญในลาภยศ ทรัพย์สินเงินทอง อำนาจวาสนา สูงสุดทางมหาเศรษฐีมีทรัพย์ ลาภยศ สรรเสริญสุข ไหลมาไม่ขาดสาย และขจัด ภูตผีปีศาจ สิ่งอัปมงคลไม่กล้าเข้ามารบกวน และช่วยบันดาลโชคลาภโภคทรัพย์ให้แก่ผู้บูชา


คาถาบูชาท้าวเวสสุวรรณ

ผู้ใดหวังความเจริญในลาภยศ ทรัพย์สินเงินทอง อำนาจวาสนา ให้บูชารูป องค์ท้าวเวสสุวรรณ หรือ ท้าวกุเวร ตามคาถาบูชาต่อไปนี้ คาถาบูชาท้าวเวสสุวรรณ หรือ ท้าวกุเวร (บูชาประจำวัน) ตั้งนะโม 3 จบ อิติปิโสภะคะวา ยมมะราชาโน ท้าวเวสสุวรรณโณมรณังสุขัง อะหังสุคะโต นะโมพุทธายะท้าวเวสสุวรรณโณ จตุมหาราชิกา ยักขะพันตา ภัทภูริโตเวสสะ พุสะ พุทธัง อะระหัง พุทโธ ท้าวเวสสุวรรณโณ นะโมพุทธายะ

เคล็ดการบูชาท้าวเวสสุวรรณ

จุดสักการะธูป 9 ดอก และถวายดอกกุหลาบ 9 ดอก แล้วตั้งนะโม 3 จบ ระลึกถึงคุณบิดา มารดา และครูบาอาจารย์ ทั้งหลาย ที่ประสิทธิประสาทวิชามาแล้วระลึกถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แล้วท่องคาถาท้าวเวสสุวรรณดังนี้ อิติปิ โส ภะคะวา ยมมะราชาโน ท้าวเวสสุวรรณโณ มะระณัง สุขัง อะหัง สุคะโต นะโม พุทธายะ ท้าวเวสสุวรรณโณ จาตุมะหาราชิกา ยักขะพันตาภัทภูริโต เวสสะ พุสะ พุทธัง อะระหัง พุทโธ ท้าวเวสสุวรรณโณ นะโม พุทธายะ

ผู้ที่ได้ทั้งบูชาด้วยการกราบไหว้และนำคุณธรรมของตััวท่านไปปฏิบัติด้วย จะช่วยส่งผลให้เจริญก้าวหน้า และร่ำรวย มีความสุขอย่างแน่นอน

สนใจเช่าบูชา วัตถุมงคล >>>> ท้าวเวสสุวรรณ

ตะกรุดมหาระงับปราบหงสา

     ตะกรุดมหาระงับปราบหงสาถือเป็นเครื่องรางของขลังชนิดหนึ่ง ที่ผูกพันกับคติความเชื่อของคนไทยมาช้านาน โดยมีความเชื่อที่ว่าตะกรุดสามารถคุ้มครองผู้ครอบครอง หรือสร้างความมีเสน่ห์เมตตาให้แก่ผู้มาพบเห็นได้ ซึ่งตะกรุดโดยทั่วไปแล้วมักทำด้วยโลหะบ้าง อโลหะบ้าง เช่น แผ่นตะกั่ว แผ่นเงิน แผ่นทอง หรือทองแดงบางครั้งก็ใช้ไม้ไผ่ หรือกระดูกสัตว์ก็มี เมื่อได้วัสดุตามต้องการแล้วก็จะทำการลงอักขระโดยใช้เหล็กจารเขียนอักขระพระคาถามงคล หรือผูกเป็นยันต์ตามแต่ตามต้องการ ตะกรุดมหาระงับปราบหงสามีประวัติเกิดขึ้นชัดเจนที่สุดในสมัยอยุธยาเพราะเป็นเครื่องรางของขลังประจำพระวรกายขององค์สมเด็จ พระนเรศวร มหาราช ในการออกทำศึกรบกับพม่าโดยทำยุทธหัตถีชนะพระมหาอุปราชา(มังสามเกียด) จึงทำให้ทหารพม่าแพ้พ่ายแตกทัพไป ซึ่งด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้คน ส่วนใหญ่เรียกว่าตะกรุดมหาระงับปราบหงสา หรือตะกรุดนเรศวรปราบหงสา สืบต่อมาจนทุกวันนี้

     ตะกรุดมหาระงับปราบหงสา มีวิธีการสร้าง อย่างละะเอียด
อ่อนและจะต้องเป็นขั้นเป็นตอน โดยเริ่มจากการจารอักขระเลขยันต์หรือที่เรียกกันอีกอย่างหนึ่งว่าการเดินยันต์นั่นเอง กานเดินยันต์นั้นก็ไม่ใช่ เรื่องง่ายๆ เพราะ การเดินยันต์หนึ่งตัวก็ต้องบริกรรมคาถาไปด้วยหนึ่งจบ โดยบทบริกรรมคาถา ส่วนใหญ่จะเป็นบทสรรเสริญพุทธคุณ สำหรับตัวยันต์ มหาระงับนั้น จะมีเอกลักษณ์ เฉพาะโดยเป็นเหมือนแผนผังกั้นเป็นห้องๆ ซ้อนกันล้อมด้วยพระคาถามหาระงับ พระคาถาบารมี 30 ทัศ และอิติปิโส 8 ทิศ เป็นต้น เมื่อลงอักขระเลขยันต์      เสร็จเรียบร้อยแล้วก็จะม้วนให้เป็นแท่งกลม โดยมีช่องว่างตรงกลางไว้สำหรับร้อยเชือกเมื่อม้วนเสร็จแล้วก็ต้องพอกด้วยว่านยา คือ ใบไม่รู้นอน 7 ชนิด ประกอบด้วย ใบระงับ ,ใบผักกะเฉด ,ใบกระทืบยอด ,ใบชุมเห็ดเทศ ,ใบหญ้าใต้ใบ ,ใบแคขาว ,ใบสมี เมื่อได้ครบทั้ง 7 อย่าง อย่างละเท่าๆ กัน นำไปสุมไฟให้ใหม้แต่อย่าให้เป็นขี้เถ้า หรือนำไปตากให้แห้ง จากนั้นนำมาบดให้ระเอียดจึงนำไปกวนกับน้ำรัก หรือชันยางเรือ ทำเป็นสมุกพอกตะกรุด หลังจากพอกยาเสร็จแล้วก็เอาไปตากให้แห้ง จากนั้นใช้เชือก หรือด้ายดิบถักทับแล้วจึงลงรักปิดทองเพื่อรักษาตะกรุดไว้อีกชั้นหนึ่ง ในการปลุกเสกนั้นก็ต้อง ปลุกเสกให้จนมั่นใจว่าเป็นมหาระงับ มหาปราบ โดยชนิดที่ว่าจะต้องปลุกเสก จนสามารถสะกดและระงับให้บริเวณนั้นเงียบสงบแบบไม่มีเสียงใดๆ ให้ได้ยิน เลยนั่นแหละถึงจะเป็นการปลุกเสกที่สมบูรณ์ที่สุด



     ที่โด่งดังอีกตำหรับ สายแม่กลอง ตะกรุดมหาระงับปราบหงสา พระราชมงคลวุฒาจารย์ (ใจ อินทสุวัณโณ) พระราชมงคลวุฒาจารย์ (ใจ อินทสุวัณโณ) วัดเสด็จ จ.สมุทรสงคราม เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2405 ขึ้น 2 ค่ำ เดือน 2 ปีจอ มรณะเมื่อวันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2505 แรม 6 ค่ำ เดือน 7 ปีขาล รวมสิริอายุ 100 ปี 78 พรรษา สมณศักดิ์เป็นพระราชมงคลวุฒาจารย์ พระราชาคณะชั้นราช เจ้าคณะแขวงอัมพวา ศึกษาวิชากับ หลวงปู่ยิ้ม วัดหนองบัว , หลวงปู่แจ้ง วัดประดู่ , หลวงพ่อพ่วง วัดปากสมุทร หลวงพ่อปลัดทิม วัดเหมืองใหม่ มีศิษยานุศิษย์ คือ หลวงพ่อหยอด วัดแก้วเจริญ วัตถุมงคลของท่าน คือ พระเนื้อเมฆพัตร พิมพ์ซุ้มประตู พระพุทธชินราช , พระหล่อเนื้อโลหะผสมปางประจำวัน , เหรียญพระประจำวัน , ผ้ายันต์ เสื้อยันต์ , พระนาคปรกเนื้อเมฆพัตร , ตะกรุดลูกอมร้อย ด้วยไหม 7 สี มีเนื้อทองคำ เงิน และนาก พุทธคุณ ด้านเมตตามหานิยม คงกระพันชาตรี แคล้วคลาด

     คาถาบูชา ตะกรุดมหาระงับปราบหงสา โอมมหาระงับ หลับสิ้นทั้งบ้าน โอมชิดมหาชิด โอมปิดมหาปิด สิทธิสวาหับ นะปิดตา โมปิดใจ พุทธปิดปาก ธาปิดหู ยะหลับนิ่งอยู่ อิติปาระมิตาติงสา ระงับอินทรา อิติสัพพัญญมาคะตา ระงับพรหมา อิติโพธิมะนุปปัตโต ระงับมะนุสสา อิติปิโสจะเตนะโม ระงับปีศาจ อิระชาคะตะระสา ติหังจะะโตโรถินัง ปิสัมวะโลปุสัตพุท โสมาณะกะริถาโท ภะสัมสัมวิสะเทภะ คะพุทปันทูทัมวะคะ วาโนอะมะมะวา อะวิสุนุสานุติ นะโมพุทธายะ ยะธาพุทโมนะ ปะระมังภะคะวา มะอะอุ ภะคะวา นะมะพะทะ จะพะกะสะ

สนใจเช่าบูชา วัตถุมงคล >>>> ตะกรุดมหาระงับปราบหงสา
แสดง  10 20 30
  • 1
  • 2
  • 6
  • 7