"ไม่เหนียว ก็ไม่ใช่วัดหนังซิวะ" หลวงตาช้วน วัดหนัง ท่านกล่าวกับศิษย์ที่ไปกราบเสมอ

   พระครูวิบูลศีลวัตร (ช้วน ปาสาทิโก) ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดหนังราชวรวิหาร
สถานะเดิม...ชื่อ ช้วน นามสกุล อ่องสาธร เป็นบุตรโยมบิดา เชื้อ โยมมารดา อบ อ่องสาธร เกิดเมื่อวันที่ ๒๖ มกราคม พ.ศ.๒๔๕๓ ตรงกับ วันพฤหัสบดี แรม ๑๒ ค่ำ เดือน ๒ ปีจอ ณ บ้านโคกขาม จ.สมุทรสาคร ต่อมาจึงได้ย้ายมาทำสวนส้มเขียวหวานอยู่ที่ บางมด บางขุนเทียน ธนบุรี  มีพี่น้องทั้งหมด 7 คน โดยที่ท่านเป็นบุตรคนที่2  วัยเด็กได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนอยู่ที่วัดยายร่ม จากนั้นได้เข้ารับราชการทหารเกณฑ์ สังกัดกองทหารรักษาพระองค์ฯ ประจำวังจันทร์เกษม ตามกำหนดรับราชการทหาร ๒ ปี ก็ปลดประจำการณ์ จึงได้มาอยู่ ช่วยบิดามารดา ทำสวนส้มเขียวหวานที่บางมดตามเดิม

อุปสมบท

เมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๔๘๐ ขณะที่มีอายุ ๒๘ ปี ได้เข้ารับการบรรพชาอุปสมบท ณ พัทธสีมาพระอุโบสถ วัดหนังราชวรวิหาร เขตบางขุนเทียน ธนบุรี (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็น) เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร โดยมี   
  • พระวิเชียรกวี (ฉัตร อินทสุวณโณ) เป็น พระอุปัชฌาย์
  • พระญาณรังษี (ผวน ภทธโร) เป็น พระกรรมวาจาจารย์
  • พระครูภาวนาภิรัต (ผล คุตตจิตโต) เป็น พระอนุสาวนาจารย์
ได้รับเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา นามว่า "พระช้วน ปาสาทิโก"

สมณศักดิ์
  • พ.ศ.๒๔๙๕ ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระครูฐานานุกรมของ พระวิเชียรกวี(หลวงปู่ฉัตร) ที่ พระครูสมุห์
  • พ.ศ.๒๕๐๐ ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระครูฐานานุกรมของ พระวิเชียรกวี(หลวงปู่ฉัตร) ที่ พระครูสังฆรักษ์
  • พ.ศ.๒๕๐๓ ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระฐานานุกรมของ พระสุนทรศีลสมาจาร(หลวงปู่ผล) ที่ พระปลัด
  • พ.ศ.๒๕๒๗ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์แต่งตั้งเลื่อนเป็น พระครูสัญญาบัตร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นโท ที่ พระครูวิบูลศีลวัตร
  • พ.ศ.๒๕๓๔ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์แต่งตั้งเลื่อนเป็น พระครูสัญญาบัตร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นเอก ที่ พระครูวิบูลศีลวัตร
  • พ.ศ.๒๕๓๙ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์แต่งตั้งเลื่อนเป็น พระครูสัญญาบัตร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นพิเศษ ที่ พระครูวิบูลศีลวัตร
งานสงเคราะห์

   นอกจากศึกษาพระธรรมวินัยอย่างแตกฉานแล้ว ท่านยังได้ศึกษาตำรายาแผนโบราณจาก พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณ พระสุนทรศีลสมาจาร (หลวงปู่ผล) เพื่อเป็นการอนุเคราะห์ช่วยเหลือชาวบ้านด้วยความเมตตาเป็นที่ตั้ง ตัวยาที่โดเด่นในการใช้รักษาก็คือ ยาเป่าฝี ยารักษาโรคต่าง ๆ และ ยาเขียวใหญ่ เป็นยาสมุนไพรที่ปรุงแจกในการทำแต่ละครั้งเป็นกระถางมังกรใบใหญ่ ๆ ใช้ระยะเวลาเพียงไม่กี่วันก็ต้องทำใหม่อีกอยู่อย่างนี้เป็นประจำเสมอ ๆ หลวงตาช้วน มักจะได้รับการอาราธนาเข้าร่วมนั่งปรกพิธีพุทธาภิเษก เป็นประจำในปริมณฑล กรุงเทพมหานคร ปี พ.ศ. ๒๕๓๘ ท่านได้รับการอาราธนาเข้าร่วมพิธีพุทธาภิเษก ณพระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) เรื่องของงานบุญต่าง ๆ ท่านไม่เคยพลาดร่วมบริจาคช่วยเหลือกับทางเจ้าอาวาสวัดหนัง ตามโอกาสเวลาเป็นประจำ ท่านเป็นแบบอย่างของพระที่ไม่สะสมเงินตรา ไม่สะสมของมีค่า ประการใด ๆ อยู่แบบสมถะ มักน้อย สันโดษ เคารพครูบาอาจารย์เป็นอย่างสูง

ชราภาพ มรณภาพ

   พระครูวิบูลศีลวัตร (ช้วน ปาสาทิโก) เมื่อมีอายุมากขึ้นสภาพสังขารเสื่อมโทรมลงตามลำดับ อวัยวะต่าง ๆ ทำหน้าที่ไม่สมบูรณ์ ก็เป็นการเปิดโอกาสให้ความเจ็บไข้อาพาธรุกโรมเข้ามาสู่สังขารร่างกาย ด้วย กำลังใจที่เข้มแข็ง จึงทำให้ดูเหมือนท่านไม่เป็นอะไรมาก ได้รับการดูแลจากน้อง หลาน ฝ่ายคฤหัสถ์ และฝ่ายบรรพชิต คอยเปลี่ยนวาระถวายการปรนนิบัติอย่างใกล้ชิด หลวงตาเริ่มอาพาธหนักด้วยโรคชรา ญาติ ๆ จึงได้นำเข้ารักษาที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ทางคณะแพทย์พยาบาลก็ได้ทำการรักษาดูแลเอาใจใส่เป็ยอย่างดี ช่วยให้หลวงลุงดำรงสังขารมาได้จนถึงวันจันทร์ที่ ๑๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๓ เวลา ๑๖.๑๘ น. ท่านก็ถึงกาลมรณภาพ ละสังขารด้วยอาการสงบยังธรรมสังเวช และความเศร้าสลดใจให้เกิดแก่ญาติ ๆ ศิษยานุศิษย์ พุทธศาสนิกชนเป็นอย่างยิ่ง สิริอายุได้ ๙๐ ปี ๖ เดิอน ๑๘ วัน พรรษา ๖๒

ด้านวัตถุมงคล

   หลวงตาช้วนถือได้ว่าเป็นสายวัดหนังรูปสุดท้ายที่ได้รับวิชามาจากหลวงปู่ผลอีกทีก็ว่าได้ พระเครื่องวัตถุมงคลที่ท่านสร้างมีมากมายหลายอย่าง เช่น
  • เหรียญคอตรงและคอเอียงหลวงปู่ผลปี2512 ใช้แจกเป็นของชำร่วยในงานพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่ผล
  • พระชัยวัฒน์เนื้ออัลปาก้า สร้างในปี2512 เช่นเดียวกับเหรียญคอตรงและคอเอียง
  • หมากทุย
  • ตะกรุดโทน ตะกรุดท่อ
  • พระปิดตา รุ่นต่างๆ
  • พระสมเด็จ
  • รูปถ่ายหลวงปู่เอี่ยม - หลวงปู่ผล หลังจาร
  • เหรียญหลวงปู่เอี่ยมปี2525
  • เชือกผูกคอเด็ก
  • พระปิดตางาแกะ เป็นต้น
  จึงไม่แปลกใจที่วัตถุมงคลของท่าน หลายๆชนิดในสนามพระขายเป็นของหลวงปู่ผลหรือแม้กระทั้ง พระปิดตาปี2506 ที่ท่านทำแล้วให้หลวงปู่ผลปลุกเสกเพื่อแจกเป็นของชำร่วยในงานศพโยมพ่อของท่าน เซียนพระหรืองานประกวดต่างๆยังยัดเข้าไปเป็นพระปิดตาหลวงปู่เอี่ยมก็มี แม้ว่าท่านจะสร้างเหรียญของครูบาอาจารย์มามากมาย แต่เหรียญรูปเหมือนของท่าน ท่านสร้างแค่รุ่นเดียวคือปี2542 โดยท่านให้

เหตุผลที่ไม่สร้างเหรียญรูปเหมือนของท่านว่า "จะสร้างทำไม เหรียญครูบาอาจารย์ก็ยังมีอยู่"

พระปิดตาแร่เศรษฐี สุดยอดของดี หลวงปู่ทองย้อย

พระปิดตาแร่บางม่วง แร่โคตรเศรษฐี แร่วิเศษแห่ง วัดอัมพวัน ต.บางม่วง อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี เดิมชื่อ วัดบางม่วง
    แร่บางม่วง เป็นแร่วิเศษหรือแร่กายสิทธิ์ ที่รู้และใช้กันมาตั้งแต่โบร่ำโบราณ แร่เศรษฐี ที่ว่านี้ผุดกลางแม่น้ำท้องคลอง แร่คลองบางม่วงนี้ถูกยกย่องให้เป็นแร่เศรษฐี ผู้ที่สร้างหุงถลุงแร่องค์ต้นคือ หลวงพ่อดิษฐ์ วัดบางม่วง หลวงพ่อดิษฐ์ สร้างพระปิดตาด้วยแร่บางม่วง ใครได้ใครใช้เป็นเศรษฐีทุกคน

    พระครูมงคลกิจจาทร หรือหลวงปู่ทองย้อย มังคโล ท่านเป็นศิษย์ของ หลวงพ่อดิษฐ์ ติสโส อดีตพระเกจิอาจารย์ชื่อดังของจังหวัดนนทบุรี เจ้าตำรับการจัดสร้างพระปิดตาแร่บางม่วง อันโด่งดัง หลวงปู่ทองย้อย ท่านสำเร็จวิชาเล่นแร่แปรธาตุ และเป่ายันต์นะปัดตลอด เป็นที่เลื่องลือ ยันต์นะปัด

    หลวงปู่ทองย้อย ผู้สืบสานวิชาดังท่านได้จัดสร้างวัตถุมงคล พระปิดตาแร่บางม่วง รุ่น 2 ด้วยการรวบรวมแผ่นยันต์แผ่นจาร โลหะธาตุที่เป็นมงคล เครื่องใช้ทองคำ เงิน นาก สำริด ฐานพระบูชา พระกรุ พระเก่า ทั้งเนื้อโลหะ เนื้อผง เนื้อดิน เนื้อว่าน ตั้งแต่สมัยทวารวดีจนมาถึงสมัยปัจจุบัน รวมถึงแร่บางม่วงของเก่าของหลวงพ่อดิษฐ์ ซึ่งตกค้างอยู่ที่วัดอัมพวันนำมาเททองหล่อเป็นวัตถุมงคลรุ่นนี้ขึ้นมา

    พระปิดตาแร่บางม่วงกำหนด นำเข้าพิธีมหาพุทธาภิเษก-เทวาภิเษก พร้อมพิธีสวดนพเคราะห์เสริมชะตาต่อชีวิตครั้งใหญ่ และงานปิดทองฝังลูกนิมิต ปลุกเสกเสร็จในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2553 ณ. มณฑลพิธีวัดอัมพวัน โดยมีพระเทพภาวนาวิกรม วัดไตรมิตรวิทยาราม กรุงเทพฯ เป็นประธานพิธีสวดนพเคราะห์ พระครูภาวนาโสภณ วัดป่าธรรมโสภณ จ.ลพบุรี เป็นเจ้าพิธีกรรม

พระเกจิอาจารย์ชื่อดังร่วมนั่งปรกอธิษฐานจิตปลุกเสก มีดังนี้
1. เจ้าคุณธงชัย วัดไตรมิตร กทม.
2. หลวงพ่อเอียด วัดไผ่ล้อม จ.พระนครศรีอยุธยา
3. หลวงพ่อพูน วัดบ้านแพน จ.พระนครศรีอยุธยา
4. หลวงพ่อเพิ่ม วัดป้อมแก้ว จ.พระนครศรีอยุธยา
5. หลวงพ่อเฉลิม วัดพระญาติ จ.พระนครศรีอยุธยา
6. หลวงพ่อเพี้ยน วัดเกริ่นกฐิน จ.ลพบุรี
7. หลวงปู่เก๋ วัดปากน้ำ จ.นนทบุรี
8. หลวงพ่อตี๋ วัดหูช้าง จ.นนทบุรี
9. หลวงปู่วาส วัดสะพานสูง จ.นนทบุรี
10. หลวงพ่ออ่าง วัดใหญ่สว่างอารมณ์ จ.นนทบุรี
11. หลวงพ่อเกิด วัดโพธิ์แทน จ.นครนายก
12. หลวงพ่อปรีชา วัดเขาอิติสุขโต จ.ประจวบคีรีขันธุ์
13. หลวงพ่อหนู วัดอัมพลนาราม จ.ร้อยเอ็ด
14. หลวงพ่อสังเวียน วัดอุดรนรเขต จ.ร้อยเอ็ด
15. หลวงปู่ทองย้อย วัดอัมพวัน จ.นนทบุรี

    พระปิดตาแร่บางม่วง "แร่โคตรเศรษฐี" แห่งวัดอัมพวัน จ.นนทบุรี บุคคลใดมีไว้บูชาแล้ว พุทธคุณเลื่องลือ ดีทั้งในด้านโชคลาภ เมตตามหานิยม ค้าขายร่ำรวย คงกระพันชาตรี มหาอุด แคล้วคลาดปลอดภัยจากภัยอันตรายทั้งหลาย

พระปิดตาเนื้อแร่อันโด่งดังและเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางมีดังนี้คือ

1.พระปิดตาแร่บางไผ่ หลวงปู่จัน วัดโมลี จ.นนทบุรี

2.พระปิดตาแร่บางเดื่อ หลวงปู่เกิด วัดมะเดื่อ จ.นนทบุรี

3.พระปิดตาแร่บางม่วง หลวงปู่ดิษฐ์ วัดอัมพวัน จ.นนทบุรี

    พระปิดตาแร่บางม่วง แห่งวัดอัมพวัน ถือเป็นสุดยอดของพระเครื่องเมืองนนทบุรี พุทธคุณจึงไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า "พระปิดตาแร่บางไผ่ และพระปิดตาแร่บางเดื่อ" ซึ่งเป็นพระปิดตาเนื้อแร่ที่นักสะสมพระเครื่องต่างรู้จักกันเป็นอย่างดี

    ชีวประวัติพระครูมงคลกิจจาทร หลวงพ่อทองย้อย มังคโล
พระครูมงคลกิจจาทร หลวงปู่ทองย้อย มังคโล เจ้าอาวาสวัดอัมพวัน ต.บางมวง อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี หรือที่ชาวบ้านเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่าเทพเจ้าแห่งคลองบางม่วงอายุ 73ปี 53พรรษา ท่านเป็นศิษย์หลานสมเด็จพระวันรัต(เผื่อน)วัดโพธิ์ท่าเตียน ที่ทรงนั่งปรกเสกแทนสมเด็จพระสังฆราช(แพ)อย่างเอกอุ หลวงพ่อทองย้อยท่านได้เรียนกรรมฐานจากสมเด็จ(เผื่อน)ตั้งแต่เป็นเณรจนสำเร็จพระกรรมฐานที่ดี มีพลังจิตที่เข้มแข็ง และ ท่านก็ได้เรียนวิชาคาถาอาคมจากหลวงปู่ดิษฐ์ วัดอัมพวัน อดีตพระเกจิอาจารย์ชื่อดังของจังหวัดนนทบุรี ผู้สร้างพระปิดตาแร่บาง ม่วงหรือเรียกอีกอย่างว่า แร่เศรษฐีไม่มีจน 1 ใน 3 ของแร่ที่วิเศษมากของจังหวัด นนทบุรี


     หลวงพ่อดิษฐ์ วัดอัมพวัน ท่านได้สอนหลวงพ่อทองย้อยเล่นแร่แปรธาตุ เอาขี้เลนคลองบางม่วงมาสุมกันแล้วกลายเป็นทองคำได้ ซึ่งหลวงพ่อทองย้อยได้สำเร็จวิชานี้ แต่หลวงพ่อดิษฐ์กลับเททองคำลงคลองหมดแล้วบอกว่า นี้มันคือกิเลส ทำให้เราหลงได้ จากนั้นหลวงพ่อทองย้อยได้ฝึกกรรมฐานกับหลวงพ่อดิษฐ์ วัดอัมพวัน จนสำเร็จต่อมาได้เรียนวิชาที่โด่งดังมากของหลวงพ่อดิษฐ์คือวิชาโสฬสมงคล และ วิชานะปัดตลอด จนเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ และได้เรียนวิชาอาคมแขนงต่างๆอย่างเชี่ยวชาญด้วยความที่หลวงพ่อทองย้อย เป็นพระที่ฝึกกรรมฐานไม่เคยขาดและมีญาณหยิ่งรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า


    หลวงพ่อท่านเป็นพระสันโดษ มักน้อย เคร่งครัดในพระธรรมวินัย เป็นพระเถระอีกรูปหนึ่งในนนทบุรีที่น่ากราบไหว้ได้อย่างสนิทใจ ทุกวันนี้หลวงปู่ทองย้อยนอนหันหัวไปทางทิศตะวันตก เหมือนคนตาย เหตุผลที่คนอื่นคิดไม่ถึงคือ ไม่เอาเท้าชันหน้าพระพุทธเจ้า นี่แหละพุทธบุตรที่แท้จริง เพราะพระพุทธเจ้าหันหน้าไปทางทิศตะวันออก หัวนอนหลวงปู่จึงหันไปทางทิศตะวันตก หลังจากหลวงพ่อดิษฐ์มรณภาพปี ๒๕๐๙ หลวงปู่ได้ไปเรียนต่อกับ พระครูบวรธัญญารักษ์ หลวงพ่อสาย จนฺทโชโต วัดอัยยิการาม สำเร็จวิชาหินเบา เป่าทอง กันของ ลองน้ำมนต์กลางหาว และเป่ายันต์นะปัดตลอดเป็นที่เลื่องลือโด่งดังในละแวกนั้นและจังหวัดใกล้เคียง หลวงปู่ดูหมอแม่น วาจาสิทธิ์ พูดคำไหนต้องเป็นคำนั้น

พระขรรค์

พระขรรค์ ศาสตราวุธทรงอานุภาพ
      พระขรรค์ เป็นศาสตราวุธชนิดหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างมากในสมัยโบราณเพราะใช้ในการประกอบพิธีกรรมสำคัญหลายพิธีด้วยกัน อาทิ พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา และ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ฉะนั้นในสมัยโบราณ พระขรรค์จึงถือเป็นศาสตราวุธคู่พระวรกายของพระมหากษัตริย์หรือผู้ปกครองบ้านเมืองที่มีบุญบารมีประดุจเทพเจ้า

      เนื่องจากแต่เดิมนั้น เชื่อกันมาว่า พระขรรค์ เป็นศาตราวุธแห่งเทพเจ้า เป็นอาวุธคู่กายที่ใช้ทั้งในด้านการป้องกันสิ่งชั่วร้าย และการดลบันดาลหรือเนรมิตสิ่งต่างๆได้ตามบุญบารมีของผู้ครอบครอง จะเห็นว่า พระขรรค์ มักปรากฏในวรรณคดี โดยเฉพาะใน รูปเทวดาต่างๆที่ทรงพระขรรค์อย่างสวยงามและน่าเกรงขาม พระขรรค์ จึงเป็นศาสตราวุธที่มีบทบาทอย่างมากในสมัยโบราณ จวบจนปัจจุบันก็ยังได้รับความนิยมอยู่ เพราะมีการสร้างพระขรรค์ ซึ่งเป็นวัตถุมงคลจากพระเกจิอาจารย์ผู้ทรงศีล ลงอักขระเลขยันต์อันศักดิ์สิทธิ์ในพระขรรค์ ปลุกเสกอธิษฐานจิตกำกับด้วยคาถาอาคม จนพระขรรค์มีอานุภาพ ซึ่งส่วนมากจะใช้ในอานุภาพด้านการป้องกันภูติผีปีศาจ มนต์ดำ อาถรรพ์ร้าย ให้แคล้วคลาดปลอดภัยจากอัปมงคลทั้งปวง

      สำหรับลักษณะของพระขรรค์ที่ปรากฏโดยทั่วไป จะคล้ายคลึงกับดาบ แต่จะมีความแตกต่างตรงที่พระขรรค์จะปรากฎคมอยู่สองด้าน ตรงกลางมีลักษณะคอดอย่างเห็นได้ชัด และมีอักขระเลขยันต์ปรากฎอย่างชัดเจน

      ส่วนวัสดุที่ใช้นำมาสร้างเป็นพระขรรค์ ก็ขึ้นอยู่กับยุคสมัย ความนิยม หรือการสร้างของสำนักต่างๆ เช่น อาจจะใช้เหล็กน้ำพี้ ซึ่งมีความศักดิ์สิทธิ์ในตัวเองอยู่แล้วมาสร้างเป็นพระขรรค์ นำมาปลุกเสกจนเกิดอานุภาพที่มากขึ้นได้

      สำหรับพระขรรค์ที่โด่งดังที่สุด ซึ่งปรากฏในตำนานก็คือ พระขรรค์โสฬส ที่หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า จ.ชัยนาท พระเถราจารย์ในตำนานผู้ทรงอภิญญาได้สร้างขึ้นมาเพื่อถวายแด่กรมหลวงชุมพร เขตอุดมศักดิ์ โดยมีการทำพิธีกรรมที่ศักดิ์สิทธิ์มาก

      ส่วนพระขรรค์ที่สร้างขึ้นในปัจจุบันจากพระเกจิอาจารย์ต่างๆนั้นก็จะมีลักษณะเฉพาะตัว เช่น พระขรรค์นาคราช หลวงปู่ชวน กตปุญโญ วัดเขาแก้ว จ.อ่างทอง ที่มีด้ามเป็นเศียรพญานาคอย่างสวยงาม เป็นต้น

พระสมเด็จบางขุนพรหมย้อนยุค 09

ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ "พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์วัดบางขุนพรหม ปลุกเสกในพระอุโบสถวัดอินทร์" กับวัตถุมงคลชุด "พระสมเด็จบางขุนพรหม ย้อนยุค 09" มี 12 พิมพ์

ชนวนมวลสาร : ผงเจ้าสมุทร ผงปถมัง ผงอิธะเจ ผงตรีนิสิงเห ผงธูปกรรมฐาน ผงว่านสาริกา ผงว่านมหาเสน่ห์ ผงครุฑหน้าทอง มวลสารศักดิ์สิทธิ์ ที่ผ่านพิธีเสก และนำมาผสมในพระสมเด็จรุ่นย้อนยุคทุกองค์

พระชุดนี้ทุกองค์ด้านหลังประทับตราวัดบางขุนพรหม ทุกองค์พร้อมเลี่ยมกรอบทองไมครอน
ควรค่าแก่การบูชาเก็บรักษา

พิธีพุทธาภิเษก วาระที่ 1 : วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร ณ วิหารขาวสมเด็จโต โดย ท่านเจ้าคุณเที่ยง เจ้าอาวาสวัดระฆังฯ จุดเทียนชัย และคณะเกจิอาจารย์ทั่วประเศ เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2556

พิธีพุทธาภิเษก วาระที่ 2 : วันอินทรวิหาร ณ พระอุโบสถ โดย พระเทพวิสุทธาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดอินทรวิหาร , ท่านพระครูพิพัฒนานุกูล เจ้าอาวาสวัดใหม่อมตรส(บางขุนพรหม) ท่านพระครูธีรวุฒิคุณ ผช.เจ้าอาวาสวัดระฆังฯ คณะ 9

พิธีพุทธาภิเษก วาระที่ 3 : มูลนิธิพุทธคยา โดย พระมหาสุรศักดิ์ หลวงพ่อมาลัย หลวงพ่อจงรักษ์ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 255

พระสมเด็จบางขุนพรหม ย้อนยุค 09 วัตถุประสงค์ เพื่อสร้างสถานปฏิบัติธรรมศูนย์วิปัสสนาชินบัญชรและสร้างสมเด็จพระพุฒาจาร์ยโต พรหมรังสี องค์ใหญ่ที่สุดในโลก ทำพิธีพุทราภิเษก ที่วัดอินทรวิหาร บางขุนพรหม กทม พฤศจิกายน 2556 เหลี่ยมกรอบทองไมครอน ทุกองค์

1.พระสมเด็จบางขุนพรหม พิมม์ใหญ่ 
2.พระสมเด็จบางขุนพรหม พิมม์เส้นด้าย 
3.พระสมเด็จบางขุนพรหม พิมม์เจดีย์ 
4.พระสมเด็จบางขุนพรหม พิมม์ฐานคู่ 
5.พระสมเด็จบางขุนพรหม พิมม์ฐานแซม 
6.พระสมเด็จบางขุนพรหม พิมม์ปรกโพธิ์ 
7.พระสมเด็จบางขุนพรหม พิมม์สังฆาฏิ 
8.พระสมเด็จบางขุนพรหม พิมม์เกศบัวตูม 
9.พระสมเด็จบางขุนพรหม พิมม์อกครุฑเศียรบาตร 
10.พระสมเด็จบางขุนพรหม พิมม์ไสยาสน์ 
11.พระสมเด็จบางขุนพรหม พิมม์คะแนน 
12.พระสมเด็จบางขุนพรหม พิมม์จันทร์ลอย 
13.พระสมเด็จบางขุนพรหม ย้อนยุค 09 พิมม์ใหญ่เนื้อกรุ 

สามารถเช่าบูชาได้ที่ >>> พระสมเด็จบางขุนพรหมย้อนยุค 09 ชุด 13 พิมพ์เลี่ยมไมครอน

ประวัติวัดนาคกลางวรวิหาร

         วัดนาคกลางวรวิหาร ตั้งอยู่ที่ เขตบางกอกใหญ่ เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร โดยสันนิษฐานว่าแต่เดิมเป็นวัดโบราณที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย แต่สมัยในพระเจ้าตากสินมหาราชนั้น วัดแห่งนี้ถือว่าตั้งอยู่ในเขตพระราชฐาน เพราะห่างจากพระราชวังเพียงแค่ 500 เมตรเท่านั้น วัดแห่งนี้จึงมีความสำคัญในสมัยกรุงธนบุรีเป็นอย่างมาก นอกจากนั้น



        ทราบมาอีกว่าที่วัดแห่งนี้ มีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธ์ที่ชาวบ้านนับถือกัน นั่นคือ หลวงพ่อโคนสมอมหาลาภ ประดิษฐานที่มณฑปจัตุรมุขเป็นพระพุทธรูปปางหนึ่งที่มีความเก่าแก่ ซึ่งเรียกว่า ปางฉันสมอ หรือปางถือผลสมอ มีพระพุทธลักษณะแบบปางมารวิชัยคือนั่งขัดสมาธิเพชร พระหัตถ์ซ้ายหงายวางบนพระเพลาทรงผลสมอ (ผลสมอเป็นผลไม้ชนิดหนึ่งที่ทรงพระบรมพุทธานุญาตให้พระภิกษุสามเณรฉันได้ตลอดเวลาแม้ในยามวิกาลเพราะเป็นเภสัชขนานเอก) พระหัตถ์ขวาคว่ำลงที่พระชานุหล่อด้วยโลหะ หน้าตักกว้าง 29 นิ้ว สูงจากฐานถึงพระเกศ 47 นิ้ว ห่มจีวรคล้ายแบบจีนและทิเบต พระเกศแบบบัวตูม นัยว่าแต่เดิมประดิษฐานอยู่ทางภาคเหนือ ได้ถูกอัญเชิญเคลื่อนย้ายเข้าสู่กรุงรัตนโกสินทร์และมาประดิษฐานเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ประจำวัดนาคกลางวรวิหาร จนถึงทุกวันนี้ โดยหลวงพ่อโคนสมอมหาลาภ มีชื่อในเรื่องพระที่มีพุทธคุณเด่นในด้านรักษาโรคภัยไข้เจ็บ จึงมีคนที่เป็นโรคภัยไข้เจ็บไปกราบไหว้ขอพรให้หายจากอาการที่เป็นอยู่ ส่วนคนปกติทั่วไปก็จะไปขอพรไม่ให้เจ็บป่วยกัน



        พระอุโบสถหลังใหญ่ เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน ลักษณะทรงไทย หลังคา 3 ชั้น มุงกระเบื้องประดับช่อฟ้าใบระกาหางหงส์ ส่วนพระประธานในพระอุโบสถเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ประจำวัดคือ หลวงพ่อพระพุทธประสิทธิ์ พระพุทธรูปปูนปั้นปางสมาธิ ลงรักปิดทอง พร้อมทั้ง พระพุทธรูปบูชาต่าง ๆ และพระอัครสาวกเบื้องขวา เบื้องซ้าย ในกำแพงพระอุโบสถยังมีภาพวาดภาพเขียนลายไทยเล่าประวัติของพระพุทธเจ้าให้ได้ชมกันอีกด้วยจุดด้านหลังยังมีจุดให้ชมคลองมอญ เป็นคลองธรรมชาติคลองหนึ่งที่ตั้งอยู่ระหว่างเขตบางกอกใหญ่กับเขตบางกอกน้อย ที่มาของชื่อคลองมาจากที่ริมสองฝั่งคลองเป็นชุมชนชาวมอญเรียงรายกันไปตลอดแนว เป็นจุดสัมผัสบรรยากาศริมน้ำไปอีกแบบ

        วัดนาคกลางเป็นวัดเล็กๆ ที่ถือว่ามีเรื่องราวมากมายที่น่าสนใจ หากวันหยุดไม่รู้จะไปไหนก็ลองมาไหว้สักการะเยี่ยมชม วัดนาคกลางวรวิหาร สักครั้ง >>> "วัตถุมงคลวัดนาคกลาง"

พระปิดตา พระเครื่องที่แสดงถึง "นัย" หรือ "ปริศนาธรรม"

พระปิดตา มีพุทธศิลปะ เป็นเอกลักษณ์แตกต่าง จากพระเครื่อง ประเภทอื่น ๆ โดยพระปิดตามีลักษณะเด่น ในส่วนที่มีการทำรูปเคารพเป็นรูปปิดทวารทั้ง 9 นั้น ก็คือมือคู่หนึ่งปิดหน้า คือปิดตา 2 ข้างปิดจมูก 2 ปิดปาก 1 และมีมืออีกคู่หนึ่งมาปิดที่หู 2 ข้าง ส่วนอีกมือคู่หนึ่งนั้นปิดที่ทวารทั้ง 2 รวมเป็นปิดทวารทั้งเก้า คือเป็นอุปเท่ห์หมายถึง ตอนที่พระภควัมปติท่านกำลังเข้านิโรธสมบัติ ทวารทั้งเก้าก็จะปิดสนิท ไม่ยินดียินร้ายกับกิเลสทั้งหลาย หมายถึงดับสนิท อาสวะกิเลสต่างๆ ไม่อาจที่จะเข้ามาแผ้วพานได้เลย

ซึ่งทำให้พระปิดตานั้น เป็นพระเครื่องที่แสดงถึง "นัย" หรือ "ปริศนาธรรม" แห่งงานพุทธศิลปะอย่างโดดเด่น ยากจะหาพระเครื่องประเภทใดเทียบเทียมได้ การปิดกั้นทวารทั้ง 9 เป็นปริศนาธรรม ที่กั้นกิเลสจากภายนอกไม่ให้เข้ามาสู่ภายใน เพื่อจุดหมายแห่งการปฏิบัติกรรมฐาน ซึ่งโบราณาจารย์ที่สร้างพระปิดตา (หรือปิดทวาร) ในอดีตจะเป็นพระภิกษุที่ขึ้นชื่อลือเลื่องทางวิปัสสนาธุระทั้งสิ้น

5 สุดยอดพระปิดตา ยอดนิยม

1. พระปิดตาเนื้อผงคลุกรัก หรือ จุ่มรัก หลวงพ่อแก้ว วัดเครือวัลย์ จ.ชลบุรี
ราชาแห่ง พระปิดตา เนื้อผง ที่มีค่านิยมสูงที่สุด มีเรื่องเล่าขานกันว่า ตอนจัดสร้างนั้น มีเศษผงที่เหลือปลิวไปตกในตุ่มน้ำ สาวแก่แม่ม่ายที่วักน้ำลูบเนื้อตัวเป็นอันต้องมนต์ไหลหลงกันถ้วนทั่ว จนมีผู้พยายามขูดเนื้อขององค์พระไปใช้ในทางที่ผิด หลวงพ่อจึงให้นำพระมาจุ่มรักหรือคลุกรักเพื่อป้องกันการขูดเนื้อแบ่งออกเป็น 3 พิมพ์ คือ พิมพ์ใหญ่, พิมพ์กลาง, หลังแบน, หลังเรียบ, หลังยันต์ และพิมพ์เล็ก

2. พระปิดตาเนื้อผงคลุกรัก หลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูง จ.นนทบุรี
จัดเป็นพระยอดนิยมระดับต้นๆ ของประเทศ มี 2 พิมพ์ คือ พิมพ์ชะลูด และ พิมพ์ตะพาบ พระแต่ละองค์จะมีขนาดและสีสันแตกต่างกันบ้างเล็กน้อย เพราะเป็นการจัดสร้างตามวิธีโบราณ เนื้อพระเป็นเนื้อผงพุทธคุณที่มาจากการลบพระคาถาพระยันต์อิติปิโส พระยันต์ไตรสรณาคม และพระยันต์โสฬสมหามงคล รวมกับว่านและรากไม้อันทรงคุณด้านเมตตามหานิยม เคล้ากับรัก สีจะออกเป็นสีมะขามเปียก มีความหนึกนุ่ม พบเนื้อเป็นสีขาวบ้างแต่น้อยมาก จุดสังเกตสำคัญคือ เป็นพระปิดตาแบบพิมพ์ประกบ จึงปรากฏตะเข็บด้านข้างให้เห็นเกือบทุกองค์

3. พระปิดตายันต์ยุ่ง หลวงปู่ทับ วัดทอง กรุงเทพฯ
พระปิดตาที่หลวงปู่ทับสร้างขึ้น ส่วนมากจะเป็นแบบลอยองค์นั่งขัดสมาธิเพชร พระหัตถ์จะล้วงปิดทวารทางด้านในไม่ผ่านหน้าแข้ง ด้านข้างไม่ปรากฏรอยตะเข็บ เพราะท่านสร้างโดยวิธีปั้นหุ่นด้วยเทียนขี้ผึ้งทีละองค์ แล้วใช้ดินเหนียวประกบด้านนอก เทโลหะที่หลอมละลายทางก้นหุ่น เนื้อโลหะที่ร้อนจัดจะทำให้เทียนละลายและสำรอกออกทางรูที่เจาะไว้ เหลือแต่เนื้อโลหะเป็นรูปองค์พระแทน พระปิดตาของหลวงปู่ทับจะไม่เหมือนกันเลยทั้งรูปองค์และลวดลายของอักขระยันต์ ถึงแม้จะเป็นพระที่มีลักษณะเดียวกันหรือพิมพ์เดียวกันก็ตาม เนื้อที่มีค่านิยมสูง คือ เนื้อสำริดเงิน

4. พระปิดตายันต์ยุ่ง หลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง กรุงเทพฯ
หลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง หรือ ´ท่านเจ้าคุณเฒ่า´ เป็นพระเกจิชื่อดังในยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ วัตถุมงคลและเครื่องรางของขลังที่ท่านสร้างมีมากมายหลายประเภท และยังคงเป็นที่นิยมและแสวงหามาตราบจนปัจจุบัน หนึ่งในนั้นก็คือ ‘พระปิดตา’ ซึ่งแบ่งได้เป็น 4 แบบ คือ พระปิดตาไม้แกะ อุดชันนะโรง, พระปิดตาเนื้อสัมฤทธิ์และเนื้อตะกั่ว พิมพ์ยันต์ยุ่ง, พระปิดตาและพระปิดทวารเนื้อตะกั่วผสมดีบุก และพระปิดตาและปิดทวารเนื้อผง โดยทุกแบบล้วนมีค่านิยมสูงทั้งสิ้น

5. พระปิดตาพิมพ์สะดือเล็ก หลังแบบ รุ่นแรก หลวงปู่เฮี้ยง วัดป่าอรัญญิการาม จ.ชลบุรี
หลวงปู่เฮี้ยง ปุณณัจฉันโท เป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังของเมืองชลบุรี และเป็นผู้ได้รับสืบทอดตำราการสร้างพระปิดตาทั้งเนื้อผงและเนื้อผงคลุกรักจากพระเกจิอาจารย์ดังหลายรูปในจังหวัด พระปิดตา รุ่นแรกนี้ สร้างเมื่อปี พ.ศ.2495 โดยได้ต้นแบบจาก ‘พระปิดตา หลวงพ่อแก้ว พิมพ์กลางหลังแบบ’ ของ คหบดีใจบุญของเมืองชลฯ รวมทั้งผงแท่ง ผงพุทธคุณ และผงวิเศษ เพื่อสร้างพระเป็นกรณีพิเศษ เป็นพระที่มีพิมพ์ทรงงดงามและพุทธคุณเป็นเลิศ จัดสร้างเพียง 500 องค์ ปัจจุบันสภาพสวยๆ หาดูได้ยากมาก

คาถาอาราธนาพระปิดตา

นะโมพุทธัสสะ คะวัมปะติสสะ, นะโมธัมมัสสะ คะวัมปะติสสะ, นะโมสังฆัสสะ คะวัมปะติสสะ, สุขา สุขะ วะรัง นะโมพุทธายะ, มะอะอุ ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา เจวะ เสกขา ธัมมา ยะธาพุทโมนะฯ (บริกรรมเพิ่มทรัพย์ ลาภดีนักแล)

เครื่องรางวัตถุมงคลเสริมบารมีด้านมหาอำนาจ

เครื่องรางวัตถุมงคลเสริมบารมีด้านมหาอำนาจ เครื่องรางวัตถุมงคลเสริมบารมีด้านมหาอำนาจ พระเกจิ ที่มีการจัดสร้างวัตถุมงคลเครื่องรางของขลัง ส่วนมา มักจัดสร้างในรูปลักษณ์ที่แตกต่างกันออกไป แต่ส่วนมากจะเป็นรูปที่มีลักษณะน่าเกรงขามและดูมีอำนาจในตัวเครื่องรางวัตถุมงคลนั้น ๆ อาทิเช่น

  1. เครื่องรางวัตถุมลคลรูปลักษณ์ สิงห์  สิงห์เป็นสัตว์ในป่าหิมพานต์ เป็นสัตว์ที่มีความน่าเกรงขาม ดูสง่า สิงห์จะแบ่งออกเป็น 2 ปรเภท คือ ราชสีห์ และ สิงห์ผสม วัตถุมงคลพุทคุณด้านมหาอำนาจ น่าเกรงขาม กันคุณไสย ยกตัวอย่างวัตถุมงคลเครื่องราง คือ สิงห์งาแกะ หลวงพ่อเดิม
  2. เครื่องรางวัตถุมงคลรูปลักษณ์ เสือ ด้วยลักษณะของเสือ ที่มีความกล้าหาญ ดุดัน วัตถุมงคลก็ให้พุทธคุณด้านอำนาจ ตัวอย่างวัตถุมงคลเครื่องรางของขลัง คือ เสือหลวงพ่อปาน ยันต์เสือมหาอำนาจ
  3. เครื่องรางวัตถุมงคลรูปลักษณ์ ครุฑ ให้พุทธคุณทางด้าน มหาอำนาจ การปกครอง ยังสามารถกันภูตผีปีศาจได้อีกด้วย ยกตัวอย่าง ในอดีต มีข้าราชการย้ายไปประจำยังสถานที่ใหม่ จังหวัดใหม่ ก็เคยใช้กระดาษตราครุฑป้องกันภูตผีปีศาจมาแล้ว หรือเหรียญบาทตราครุฑ ที่พรานป่านำติดตัวตอนเข้าป่าล่าสัตว์เพื่อป้องกันภยันอันตรายต่าง ๆ วัตถุมงคลเครื่องราง คือ พญาครุฑ
  4. เครื่องรางวัตถุมงคลรูปลักษณ์ ตะขอช้าง ให้พุทธคุรด้านมหาอำนาจ การควบคุมคน กันคุณไสย ภูติผีปีศาจ เพราะตะขอช้างจะมีแรงครูหมอปะกำช้างที่สูง ให้มีอำนาจควบคุม สถานการณ์ต่าง ๆ ให้ไปตามทิศทางที่ต้องการ วัตถุมงคลเครื่องรางคือ หนังประกำช้าง

การกำเนิดของพระราหู

การกำเนิดของพระราหูนั้น มีอยู่สองตำนาน ตามตำรับของอินเดียอันเป็นตำนานเก่าแก่ ได้กล่าวไว้ว่า พระศิวะมหาเทพ ทรงเป็นผู้สร้างทั้งโลก ทั้งจักรราศี และปวงเทพทั้งหลาย รวมถึงเทพนพเคราะห์ทั้งเก้าพระองค์ด้วย พระราหูท่านก็เป็น "เทพ" องค์หนึ่งในเก้าองค์นั้น ตอนพระศิวะมหาเทพสร้างท่านขึ้นมาจากหัวผีโขมด 12 หัวนั้น พระองค์เล็งเห็นว่า "ยักษ์" ผู้ดูแลด่านสวรรค์ขึ้นกลางนั้นได้หมั่นกราบไหว้บูชารำลึกถึงพระองค์อยู่มิได้ขาด

จนพระองค์ทรงประธานให้ยักษ์ทั้งปวงเสมอมา จนเป็นที่ยอมรับทั้งสามโลกว่า ยักษ์อยู่ในความคุ้มครองดูแลของพระองค์ เมื่อทรงสร้างเทพให้มีหน้าที่ดูแลจักรราศีทั้งสิบสองนักษัตรนั้น แต่ละองค์ล้วนหล่อเหลารูปร่างสะโอดสะองค์ทั้งสิ้น ไม่มีเค้าโครงของยักษ์ที่ได้ชื่อว่าเป็นเด็กของพระองค์เลยแม้สักองค์เดียว ด้วยทรงมีพระเมตตาเกรงว่าบรรดาเหล่ายักษ์จะน้อยใจ เพราะไม่มีเอกลักษณ์ของยักษ์ในจักรราศีกับเขามั่งเลย

จึงตัดสินพระทัยปั้นหัวผีโขมดทั้ง 12 ให้เป็นเอกลักษณ์ของยักษ์สักหนึ่งองค์ ก็ไม่รู้สว่าเป็นบุญหรือกรรมของพระราหูกันแน่ เพราะยักษ์มีเรือนกายสูงใหญ่กว่าเทวดาหลายเท่านัก หัวโขมดทั้ง 12 ที่ตากแห้งแล้วโขลกจนเป็นผงประพรมด้วยน้ำอมฤตที่ทรงสร้างขึ้นเอง เพื่อให้เทพที่สร้างเป็นอมตะ คือ ไม่เจ็บป่วย ไม่ชราภาพ ไม่มีการจุติ (ตาย) เหมือนเทวดาและนางฟ้าอื่นๆ มีใครเคยได้ยินว่า เทพนพเคราะห์องค์ไหน ลาป่วย เกษียณอายุ แล้วก็ถึงแก่อนิจกรรมมั่งไหมล่ะ ?

เพราะเทพนพเคราะห์ทุกพระองค์ล้วนผ่านการประพรมน้ำอมฤตที่พระศิวะมหาเทพทรงปลุกเสกขึ้นมาด้วยพระองค์เองทั้งสิ้น ขนาดพระอาทิตย์ถูกระอังคารสับด้วยพระขรรค์จนเศียรแบะเป็นเสี่ยงๆ ยังไม่บาดเจ็บถึงจุติเลย แถมยังเอาจักรเพชรร่อยไปตัดขาขวาพระอังคารขาดจนได้อีกด้วย ก็เพราะเทพนพเคราะห์ทุกพระองค์ ไม่มีวันแก่ ไม่มีวันเจ็บ ไม่มีวันตาย นี่และ ทำให้เทวดาและนางฟ้าทั้งหลายอายเป็นมั่ง จึงชวนกันไปจับพญานาคมาพันรอบเขาพระสุเมรุ เพื่อกวนเกษียรสมุทรเพื่อไว้ดื่มให้เป็นอมตะมั่ง

แต่น้ำอมฤตที่ช่วยกันกวนนี้มีผลดี ข้างเคียง คือ เมื่อดื่มเข้าไปแล้ว ต่อให้แก่งั่กผมก็ขาวโพลน เหาะไม่ตรงทางแล้วก็กลับกลายเป็นหนุ่มสาวขึ้นใหม่ แถมได้ความหล่อความสวย หุ่นดีขึ้นอีกด้วย

หัวผีโขมดทั้ง 12 หัวปั้นเป็นยักษ์ จึงปั้นได้แค่ครึ่งตัว ครั้งจะเด็ดหัวผีโขมดมาเพิ่มอีกก็ไม่รู้มันมุดหนีหายหัวไปไหนหมด งานนี้เอาพระศิวะมหาเทพถึงกับทรงประทับนั่งกุมขมับไปพักใหญ่ มองไปมองมาทรงเหลือบพระเนตรไปเห็นนางพญานาคเด็กของท่านท้าวมหาพรหมไล่ฟัดกันอย่างสนุกสนาน ผ่านมา 9 ตัว จึงทรงคว้ามาขยำ ๆ รวมกัน แล้วนำไปเสียบต่อที่กลางตัวยักษ์ เป่าพระคาถาใส่ พระราหูจึง ถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อแรกกำเนิดพระราหูทรงมีเรือนกายเป็นสัมฤทธิ์

มีทองคำ 100% เหลืองอร่ามอยู่เป็นแห่ง ๆ พระศิวะมหาเทพทรงทอดพระเนตรแล้วทรงเห็นว่าไม่สวยงาม จึงชักผ้าพันพระศอมาขัดถูไปทั่วกายของพระราหู (มีเทพนพเคราะห์ 2 องค์เท่านั้นที่ได้สัมผัสผ้าพันพระศอของพระศิวะอีกองค์ คือ พระเสาร์) ยิ่งขัดก็ยิ่งดำ ท่านเลยเลิกขัด แต่กระนั้นยังทรงนำทองคำมาทำเป็นภูษาผ้าทรงให้พระราหูสวมใส่ และด้วยพระเมตตาที่ทางสร้างพระราหูให้มีเรือนร่างพิกล

จึงพระราชทานพระขรรค์ชัยให้เป็นอาวุธคู่พระหัตถ์ พระราชทานพระให้ว่า "หากยามใดที่เจ้ามีจิตใจผ่องใส มีกุศลกรรมเป็นที่ตั้ง ยามนั้นให้เรือนกายและใบหน้าของเจ้ากลับกลายเป็นเทพบุตรสุดสง่า มีฤทธานุภาพที่สูงส่งไม่มีผู้ใดต้านทานได้" แล้วทานก็จับพญาครุตดำมาให้พระราหูขี่ท่องเที่ยวไปในจักรวาล(ครุฑของพระนารายณ์เป็นครุฑแดง ครุฑของพระราหูเป็นครุฑดำ มีความศักดิ์สิทธิ์เข้มขลังทั้งคู่

เมื่อพระพุทธเจ้าขึ้นไปโปรดพุทธมารดา พระราหูมีดวงจิตที่ผ่องใส มีกุศลที่ต้องการสดับพระธรรมเทศนาจากพระพุทธองค์ เรือยกายของพระราหูกลายเป็นเทพบุตรสุดสง่า เมื่อสดับพระธรรมมเทศนาไปถึงตอนที่ว่า "นักขัตตะยักขาภูตานัง ปาปัคคะหะนิวาระณา ปริตตัสสานุภาเวนะ หันตวา เตสัง อุปัททะเว" (ความป้องกันบาปเคราะห์ทั้งหลาย อันเกิดแก่นักษัตร ยักษ์ และภูติที่มีขึ้นแล้ว ด้วยอานุภาพแห่งพระปริตร จงกำจัดเสียชึ่งบาปเคราะห์เหล่านั้น) โดนใจพระราหูสุดๆ จนเผลออุทานออกมาว่า "นะโม ตัสส" (ขอนอบน้อม แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า)

เมื่อได้ฟัง "โอวาทปาฏิโมกขาทิปาฐะ" จบลง พระราหูท่านถึงกับมีดวงตาเห็นธรรม เกิดความเบื่อหน่ายในภพ ชาติ ชรา พยาธิ เกิด มรณานุสติขึ้นในดวงจิต แม้ท่านจะเป็นเทพอมตะ แต่เมื่อสดับพระธรรมเทศนาจากพระพุทธองค์หลายบทเข้า ท่านจึงกำหนดดวงจิตที่จะจุติ เพื่อบำเพ็ญโพธิสัตว์บารมีให้สำเร็จ รอการมาบำเพ็ญโพธิญาณบารมีเพื่อการตรัสรู้เป็นเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาลต่อไป

พระเดชพระคุณ พระพหรมมังคลาจารย์ (เจ้าคุณธงชัย) วัดไตรมิตร ท่านเข้าใจเรื่องพระราหูตอนเป็นเทพบุตรได้ดี ท่านจึงสร้างพระราหูหน้าเทพขึ้นมาให้สาธุชนได้กราบไหว้บูชา หาศิริมงคลความเจริญรุ่งเรือง ความผาสุกอันยาวนานให้แก่ชีวิต ด้วยการขอบารมีจากพระราหูท่านกลับกลายร่างเป็นเทพ เพียงระวังของไหว้ ไม่ควรใช้สุรากุ้งพล่าปลายำอีกแล้ว เปลี่ยนเป็นส้มสุกลูกไม้อาหารทั่วไปแทน

พระเครื่องประจำราศีเกิด

พระเครื่องประจำราศีเมษ

ลักษณะราศีหมายถึงการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วและมีธาตุดินผสม จึงควรแขวนพระที่มีลักษณะตรงข้าม คือความสงบนิ่ง อันได้แก่ พระปางสมาธิ ปางนาคปรก หรือปางถวายเนตร ท่านผู้มีราศีเมษ พึงแขวนพระที่มีพระพุทธคุณทางด้านเมตตาและแคล้วคลาด ควรจะเป็นพระเนื้อผงผสมว่านหรือเนื้อดินเผา หรือดินผสมผง หรือเป็นพระเนื้อผงที่ผสมด้วยดินจากสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ

พระเครื่องประจำราศีพฤษภ

ลักษณะประจำราศีพฤษภ เคลื่อนไหวไม่รวดเร็วแต่มีพลังและกล้าแข็ง จึงไม่ควรจะใจเร็วด่วนได้ ทำอะไรต้องคิดก่อนทำเสมอ ด้วยเหตุว่าเป็นคนใจร้อนเป็นทุนเดิม ควรแขวนพระประเภทมีความเย็นจะเป็นพระผง หรือพระที่ทำจากหิน พระที่ควรจะแขวนควรจะเป็นพระปางนาคปรก หรือพระห้ามสมุทร (ยกพระหัตถ์หรือมือสองข้างขึ้นเสมอพระอุระหน้าอก) สุภาพสตรีในราศีนี้ควรแขวนพระปิดตา (มือสองข้างปิดตา) ไม่ควรแขวนพระมหาอุตม์ จะถูกโฉลกอย่างยิ่ง โฉลกนี้มิใช่โชคลาภแต่เป็นความสุขความร่มเย็น

พระเครื่องประจำราศีเมถุน

ลักษณะราศีเป็นคนอ่อนไหว จึงควรแขวนพระที่ธาตุหนักได้แก่พระเนื้อโลหะเป็นพื้นและต้องเป็นโลหะที่ผ่านการหล่อหลอมจึงจะดี ไม่ควรแขวนพระเนื้อผงหรือเนื้อดิน เนื้อว่าน พระปางที่เหมาะก็คือ พระพุทธรูป หล่อเป็นพระเครื่ององค์เล็กๆ ไม่ควรใช้แบบครึ่งซีก หรือเป็นเหรียญ ยิ่งเป็นพระพุทธรูปสำคัญยิ่งดีใหญ่ หรือไม่ก็แขวนพระเนื้อชินที่เป็นของพระกรุ ประเภทพระร่วงยืน หรือนั่ง ถ้าหาของเก่าไม่ได้เอาที่เขาสร้างขึ้นใหม่ในแบบของพระร่วงก็ได้จะคุ้มครองป้องกันภัย และเหมาะกับโฉลกดวง

พระเครื่องประจำราศีกรกฎ

พระที่เหมาะกับคนในราศีกรกฎ คือ เหรียญที่มีรูปไข่ทุกชนิดจะเป็นเหรียญพระพุทธ หรือเหรียญพระเกจิอาจารย์ก็ได้ ที่รองลงไปก็คือเหรียญกลม อย่าได้ใช้เหรียญที่เป็นสี่เหลี่ยมหรือมีมุมเป็นเด็ดขาด ไม่เชื่อทดลองดูได้ ถ้าท่านแขวนเหรียญที่เป็นเหลี่ยมเมื่อใดท่านจะต้องพบอุปสรรคไม่มากก็น้อย สำหรับพระเครื่องนั้นควรเป็นพระเนื้อดิน หรือดินผสมผงหรือเป็นพระที่ทำจากตะกั่วหรือชิน สำหรับปางนั้นให้เป็น ปางมารวิชัย เป็นดีที่สุด

พระเครื่องประจำราศีสิงห์

เนื่องจากคนในราศีสิงห์เป็นคนใจร้อนและเย่อหยิ่งอวดดีหัวรั้น และทำอะไรรวดเร็ว จึงเหมาะที่จะแขวนพระปางสมาธิ หรือพระปิดตาหรือปิดทวาร เพราะแสดงลักษณะของการสงบนิ่ง หรือจะใช้พระนาคปรกก็จะดีเหมือนกัน เพราะไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ แต่พึงอย่าแขวนพระนาคปรกที่เป็นพระปางมารวิชัย จะทำให้เกิดความขัดข้อง เนื้อพระควรเป็นเนื้อผง หรือเหรียญมากกว่าพระเนื้อโลหะ อย่างอื่น ถ้าเป็นพระกรุให้เลือกปางสมาธิ

พระเครื่องประจำราศีกันย์

พระที่เหมาะกับราศีกันย์ คือพระนางพญา หรือพระที่มีรูปสามเหลี่ยม พระนางพญาจะเป็นของใหม่หรือเก่าไม่สำคัญ หรือไม่ก็แขวนพระเนื้อผงพิมพ์สมเด็จที่มีสามชั้นเท่านั้น ถ้าเป็นเหรียญให้เลือกเหรียญที่เป็นรูปหยดน้ำเป็นเหมาะ

พระเครื่องประจำราศีตุลย์

ชาวราศีตุลย์มักจะชอบทำงานใหญ่เกินตัวชอบแบกรับภาระที่หนักเกินกำลัง กลับถือว่าเป็นการท้าทาย จึงมักจะล้มลุกคลุกคลาน เพราะบกภาระดังกล่าว ด้วยงานหนักนั้นบางครั้งก็ต้องใช้เวลานานกว่าจะรู้ผลแพ้ชนะ พระเครื่องที่เป็นเนื้อโลหะจะมีผลดีที่สุดในการผจญภัย และถ้าเป็นปางนาคปรก ก็จะเสริมบารมีให้ดีขึ้น

พระเครื่องประจำราศีพิจิก

คนในราศีนี้เป็นคนที่มีคนอุปถัมภ์ไม่ขาดคนเมตตา แม้ว่าจะปากเสียแต่ใจคอองอาจและซื่อตรงยิ่งนัก พระที่แขวนถูกโฉลกกับชีวิตคือ พระทางเมตตา เช่นพระเนื้อผง พระเนื้อโลหะที่ปลุกเสกด้วยพระที่มีเมตตาธิคุณแบบสายกรรมฐานทางภาคอีสาน หรือหลวงพ่อที่มีเมตตามาก ๆ เช่น พระเครื่อง หลวงพ่อแนม กตปุญโญ วัดเขาหน่อ นครสวรรค์ ไม่ควรแขวนพระทางบู๊ หรือคงกระพัน หรือทางอำนาจเพราะจิตใจร้อน โกรธง่าย สำหรับพระทางอำนาจนั้นอำนาจของตัวเองมีแล้วไม่ต้องเสริม ให้หาพระทางเมตตาไว้เป็นยอดที่สุด

พระเครื่องประจำราศีธนู

เป็นผู้มีความเฉลียวฉลาดและปัญญาดีจะเอาตัวรอดได้เพราะปัญญาส่วนหนึ่งเหมือนกัน อาชีพการงานของคนในราศีนี้เหมาะกับการเป็นเซลล์หรือการประมูลทำงานต่างๆ รับราชการปานกลาง ทำงานส่วนตัวค้าขายกพอเอาตัวรอดได้ พระเครื่องที่เหมาะกับคนราศีธนู คือ พระเครื่องที่มีมุมแหลม จะเป็นแบบห้าเหลี่ยมซุ้มแหลม หรือสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน แปดเหลี่ยมเป็นอาทิ ยกเว้นรูปสามเหลี่ยมจะไม่เป็นผลดี จะเป็นเนื้อผง เนื้อโลหะหรือเหรียญได้ทั้งสิ้น ส่วนพระนั้นไม่จำกัดปาง

พระเครื่องประจำราศีมังกร

ผู้ที่เกิดในราศีมังกรควรแขวนพระที่มีพระนามของพระมหากษัตริย์ประดิษฐานอยู่ด้านหน้าหรือด้านหลัง หรือไม่ก็เป็นพระที่พระมหากษัตริย์ได้ทรงเสด็จเททองหรือทรงประกอบพิธีจุดเทียนชัยพุทธาภิเษก ไม่ว่าจะเป็นพระปางใดเนื้อใด ด้วยคนในราศีนี้นั้นจะต้องอาศัยพระนามของพระมหากษัตริย์ที่ประดิษฐานในวัตถุมงคลเป็นศรีแก่ชีวิตและการงาน ทั้งสุภาพบุรุษและสตรีใช้แบบเดียวกันได้

พระเครื่องประจำราศีกุมภ์

เป็นคนอาภัพคนช่วยเหลือ ต้องดิ้นรนด้วยตัวเอง แต่ช่วยเหลือคนอื่นได้หมด มีสติปัญญาดีและรู้รอบ ให้พยายามอดทนและทนอดให้มากที่สุด จะพบกับความสำเร็จ ด้วยคนที่เกิดในราศีนี้จะพลิกฟื้นคืนตัวหรือมีฐานะดีได้ เพียงแต่พลิกฝ่ามือเดียวเมื่อเวลามาถึง พระที่ควรแขวนคือ พระที่มีส่วนผสมของความเย็น เช่น น้ำ น้ำมนต์ หรือน้ำมันหอมต่างๆ หรือเป็นพระที่ผ่านการแช่น้ำมนต์ หรือพระที่เป็นเนื้อผงที่ไม่ผ่านความร้อนต่างๆ ไม่เหมาะจะแขวนพระเครื่องที่เป็นโลหะหรือเหรียญพระที่ควรแขวนควรเป็นปางสมาธิ ปางนาคปรก หรือพระปางประทานพร

พระเครื่องประจำราศีมีน

พระเจ้าสร้างให้คนราศีมีนเป็นผู้มีสติปัญญาในการพลิกแพลงหากินดี จึงมักจะทำมาหากินด้วยอาชีพต่างๆ หมุนไปเวียนมา เป็นคนเปลี่ยนงานง่ายเหมือนเปลี่ยนเสื้อผ้า สบายใจก็อยู่นาน ไม่สบายใจก็ลาออกเสียงั้นแหละ เป็นคนไม่ยึดติดยศถาบรรดาศักดิ์ พระที่เหมาะสำหรับคนในราศีนี้คือ พระที่เป็นเนื้อโลหะหล่อหลอมด้วยไฟ หรือเหรียญที่ปลุกเสกด้วยอำนาจแห่งเตโชกษิณ พระกรุสมัยลพบุรีหรือพระที่เป็นพระออกศึกสงคราม เช่น พระพุทธชินราช ดีกว่าพระอย่างอื่น จะช่วยเสริมด้านอำนาจที่อ่อนด้อยของตัวเองและเป็นเกราะป้องกันอันตรายให้แขวนพระปางมารวิชัย เพียงปางเดียว

บูชาพระพุทธรูปประจำเดือนเกิดเสริมบารมี

พระพุทธรูปคือตัวแทนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในบ้านเราจัดว่ามีหลากหลายปางมาก ซึ่งแต่ละปาง ก็จะมีความหมายมงคลในทางการเสริมบารมีแตกต่างกัน อ.แพธ ขอนำการบูชาพระพุทธรูปปางต่าง ๆ ประจำเดือนเกิดมาฝากกัน สำหรับคนที่อยากจะบูชาพระพุทธรูปมาเป็นพระประธานในการขึ้นบ้านใหม่ หรือจะนำไปมอบให้ผู้ใหญ่เป็นของขวัญแห่งสิริมงคล

  • เกิดเดือนมกราคม ควรบูชาพระพุทธรูปปางชี้มาร เสริมชัยชนะ และเพิ่มบารมี
  • เกิดเดือนกุมภาพันธ์ ควรบูชาพระพุทธรูปปางประทานโอวาท เสริมเสน่ห์เมตตา มหานิยม
  • เกิดเดือนมีนาคม ควรบูชาพระพุทธรูปปางนาคาวโลก เสริมพลังความมั่นคงในจิตวิญญาณ
  • เกิดเดือนเมษายน ควรบูชาพระพุทธรูปปางขอฝน เสริมโชคลาภ ความสมบูรณ์พูนสุข
  • เกิดเดือนพฤษภาคม ควรบูชาพระพุทธรูปปางมารวิชัย เสริมโชคลาภ บารมีและความสุข
  • เกิดเดือนมิถุนายน ควรบูชาพระพุทธรูปปางเรือนแก้ว เสริมความสุขความเจริญ
  • เกิดเดือนกรกฎาคม ควรบูชาพระพุทธรูปปางปฐมเทศนา เสริมปัญญาบารมี ปัดเป่าเคราะห์
  • เกิดเดือนสิงหาคม ควรบูชาพระพุทธรูปปางภัตกิจ เสริมโชคดีและความสุขความเจริญ
  • เกิดเดือนกันยายน ควรบูชาพระพุทธรูปปางประดิษฐานรอยพระบาท เสริมเดชบารมี คุ้มครองแคล้วคลาด
  • เกิดเดือนตุลาคม ควรบูชาพระพุทธรูปปางเสด็จลงจากดาวดึงส์ เสริมความสุขความรุ่งเรือง
  • เกิดเดือนพฤศจิกายน ควรบูชาพระพุทธรูปปางประทานอภัย เสริมโชคลาภ ความร่มเย็นเป็นสุข
  • เกิดเดือนธันวาคม ควรบูชาพระพุทธรูปปางปลงกรรมฐาน เสริมพลังชีวิตและจิตวิญญาณให้เข้มแข็ง
จำนวนสินค้าต่อหน้า  10 20 30
  • 1
  • 2
  • 5
  • 6