พระดังที่คนใช้รถควรมีในครอบครอง พร้อมเทคนิคเสริมพลังการแคล้วคลาด

ความเชื่อของเราชาวไทยเกี่ยวกับรถยนต์มีหลากหลายมากมาย ทั้งฤกษ์วันออกรถ การเจิมรถ รวมถึงพระเครื่องที่ขึ้นชื่อเรื่อง

การแคล้วคลาดมาติดรถไว้เพื่อความสบายใจ ก็เคยได้ยินเกี่ยวกับการแคล้วคลาดจากอุบัติเหตุต่างๆ ทั้งนี้ อาจจะมองได้

ในหลายแบบว่าการรอดครั้งนี้เกิดจากสมรรถภาพของรถยนต์ หรือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีติดรถ แต่เรื่องนี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคล

เพียงรวบรวมพระเครื่องชื่อดังขึ้นชื่อเรื่องแคล้วคลาดปลอดภัย พร้อมหลักการติดตั้งพระภายในรถเพื่อให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้อยู่ตำแหน่งที่ใช่

ส่งเสริมความปลอดภัยให้กับผู้ขับขี่ นอกจากนี้ยังมีเทคนิคง่ายๆ เสริมให้ความแคล้วคลาดเป็นจริงมากขึ้น ต้องทำอย่างไรบ้าง ลองมาดูกัน

พระเครื่องสุดฮิตที่ใครก็นิยมนำมาบูชาติดรถ

หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ

เหรียญหลวงพ่อคูณ ถือเป็นหนึ่งพระเครื่องยอดฮิตที่คนมีรถติดรถ ขึ้นชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ช่วยให้แคล้วคลาดปลอดภัยจากภัยอันตรายทั้งปวง

หากบูชาแล้วปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ไม่ว่าเจออะไรก็จะปลอดภัยทุกครั้งไป

หลวงปู่ทวด

หลวงปู่ทวด ชื่อคุ้นหูใครหลายคน จริงๆ แล้วท่านเป็นพระเกจิอาจารย์รูปสำคัญในสมัยกรุงศรีอยุธยา มีความเชื่อกันว่าพระเครื่องหลวงปู่ทวด

จะมีอานุภาพสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองผู้ที่มีพระเครื่องหลวงปู่ทวดในครอบครอง มีความเชื่อว่าจะช่วยปกปักรักษา แคล้วคลาดปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวง



หลวงพ่อโสธร

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำเมืองแปดริ้วที่ใครหลายคนคงจะทราบเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ในแง่การขอพรให้สมความปรารถนา แต่จริงๆ แล้วความเชื่อเรื่องการคุ้มครอง

ให้แคล้วคลาดจากอันตรายก็เป็นที่เลื่องลือเช่นกัน

 

บูชาพระบนรถ วางตำแหน่งที่ใช่ ดีต่อรถ ดีต่อคุณ

การบูชาพระภายในรถนั้นความจริง ค่อนข้างที่จะไม่แนะนำครับ เนื่องจากการจัดวางอาจมีการบังทัศนวิสัยในการขับขี่ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุในการขับขี่

แต่ถ้าต้องการที่จะบูชาพระติดรถไว้ ก็จะมีข้อแนะนำดีๆ ในการบูชาพระติดรถที่เหมาะสมมาบอกกันครับ

ติดตั้งพระที่บูชาด้วยความแข็งแรง ไม่ให้หลุดจากบริเวณหน้ารถได้ง่ายๆ ป้องกันโอกาสสิ่งที่บูชาหล่นมาขัดกับเบรก

ไม่ควรบูชาพระมากเกินความจำเป็น หรือมีขนาดใหญ่จนบดบังทัศนวิสัยจนอาจเกิดจุดบอดในการมองเห็น

วางในตำแหน่งที่เหมาะสมเพื่อป้องกันการรบกวนทัศนวิสัยในการขับขี่

สำหรับอีกวิธีการบูชาที่อยากแนะนำคือ การติดสติ๊กเกอร์ หรือ นำรูปพระที่นับถือมาเก็บในบริเวณที่ไม่บดบังสายตาในขณะขับขี่อย่าง เช่น บริเวณคอนโซล

ซึ่งการบูชาแบบนี้ถือได้ว่าเป็นการลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุจากการที่ผู้ขับขี่มองถนนได้ไม่ชัดเจนนั่นเองครับ

ด้ายแดง ครูบาบุญชุ่ม หนึ่งในของมงคลที่เรียกขวัญกำลังใจ

ครูบาบุญชุ่ม ญาณสังวโร ท่านได้มอบด้ายแดงและประคำข้อมือให้กับหน่วยซีล เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้กับผู้ปฏิบัติหน้าที่นั้น เมื่อภาพและข่าวออกไปทำให้หลายคนที่ศรัทธาในครูบาบุญชุ่ม

และชอบสะสมวัตถุมงคล ต่างก็เสาะแสวงหาของมงคลสองสิ่งนี้เป็น จำนวนมาก โดยเฉพาะ “ด้ายแดง ครูบาบุญชุ่ม” ที่ท่านแจกจ่ายให้กับผู้ศรัทธา โดยไม่มีการเช่าบูชาแต่อย่างใด

หากแต่หลายคนที่ปรารถนาบูชาด้ายแดง คงยังไม่ทราบเกี่ยวกับที่มาและความหมาย ว่าหมายถึงสิ่งใด


เริ่มต้นจากลูกศิษย์ได้ทำด้ายแดงมาถวาย เพื่อให้เป็นเอกลักษณ์ของท่านมานานกว่า 20 ปีแล้ว ส่วนเรื่องความหมายของด้ายแดง ด้ายแดงของครูบาบุญชุ่มที่เป็นกระแสอยู่ในขณะนี้

เนื่องจากครูบาบุญชุ่มได้ผูกข้อมือให้กับหน่วยซีลเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจนั้น ถูกพัฒนามาจากการผูกขวัญ สู่ขวัญ มัดขวัญของทางภาคเหนือซึ่งใช้กันเป็นปกติ

เป็นสิ่งที่บูรณาการพัฒนามาจากการผูกขวัญสู่ขวัญมัดขวัญ เดิมจะใช้แค่ด้ายสีขาวอย่างเดียวแต่ภายหลังมาจึงใช้ด้ายประคำแทน ทางภาคเหนือก็ใช้กันเป็นปกติ 


ของครูบาเองก็ทำไว้มัดญาติโยมอยู่แล้ว​” ในด้านความหมายของด้ายแดงนั้น พระวรเวทกล่าวว่า “ด้ายสีแดงเป็นพุทธานุสติ มีประคำ 5ลูก จะเป็นพระเจ้า 5 พระองค์

ใส่แต่ละลูกก็ว่าคาถาพระเจ้าทีละองค์ ​ ส่วนด้าย นั้นจะเอาสีอะไรก็ได้ แต่ตอนถักเขาจะผูกจิตว่า คาถาอุปคุตมัดมาร พระพุทธเจ้าในภัทรกัป นี้มีอยู่ ห้าพระองค์

ได้แก่ พระกุกกุสันโธ พระโกนาคม พระกัสสปะ พระสมณะโคดม และพระศรีอารยเมตไตร


ส่วนคาถาพระอุปคุตมัดมารนั้น มีอานุภาพด้านการคุ้มครอง ป้องกันภัยต่างๆ กันภูติผีปีศาจ หรือ ทำให้ผีที่สิงร่างคนอยู่ออกไปได้ นอกจากนี้ยังได้รับข้อมูลเพิ่มเติม

โดยบางท่านได้เล่าไว้ว่าลูกปัดสีขาว 5 เม็ดที่ร้อยอยู่กับด้ายแดง มีความหมายถึง "ศีล 5" อีกด้วย สำหรับการมอบด้ายแดงซึ่งเป็นของมงคลให้กับผู้ศรัทธาบูชานั้น

พระวรเวทอธิบายว่า “เป็นที่พึ่งทางใจ  เป็นกุสโลบายว่าให้มีไตรสรณะเป็นที่พึ่งทางใจ​ หากคนมีศีลธรรมก็ไม่ต้องกลัวอะไร”  จะเห็นว่าด้ายแดง ครูบาบุญชุ่ม

เป็นของมงคลที่มีความหมายที่ดี เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจให้ระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และให้ปฏิบัติตนอยู่ในกรอบของศีลธรรม

เพราะศีลย่อมเป็นเกราะคุ้มครองป้องกัน ให้คนที่มีศีลปลอดภัยจากสิ่งไม่ดีทั้งปวง

ชายผ้าถุงแม่ ชายโสร่งพ่อ ของขลังพุทธคุณที่ไม่ต้องปลุกเสก

สำหรับการมีชีวิตที่ดี และผ่านพ้นอุปสรรคต่างๆ ที่เข้ามาเป็นปัญหาของชีวิตของเรา สิ่งหนึ่งที่ทำให้เรามีชีวิตรอดมาจนถึงทุกวันนี้ได้คือ การถูกสั่งสอนให้เป็นคนดี มีศีลธรรม รู้จักตอบแทนบุญคุณของพ่อแม่ที่เลี้ยงดูเรามาจนเติบโต

ในสมัยก่อนเวลาที่ไปออกรบ โดยชายไทยในสมัยโบราณนั้นได้มีความเชื่อว่า หากขอเศษผ้าถุงแม่ หรือขอชานหมากของพ่อสองสิ่งนี้เป็นสิ่งคุ้มครองภัยและเป็นเครื่องรางชั้นดี เพราะสองสิ่งนี้ถือเป็นตัวแทนความรักอันบริสุทธิ์ของพ่อแม่ เพื่อให้ลูกนั้นสามารถคิดถึงความดีงาม ความกตัญญูด้วยตัวเอง เมื่อคุณธรรมต่อคุณธรรมมาบรรจบกัน สิ่งเหล่านี้จึงเป็นของศักดิ์สิทธิ์ได้โดยไม่ต้องปลุกเสก โดยสิ่งเหล่านี้จะสามารถสร้างปาฏิหาริย์ขึ้นได้เสมอมา ดังเรื่องของพ่อครูศิริพงษ คุรุพันธกิจ เล่าไว้เมื่อปี 2553 มีความว่า

เราพร่ำสอนลูกทุกคนเสมอให้กระทำกตเวทิตาแก่พระในบ้านให้มากๆ เราเตือนลูกทุกคนให้หยุดแสวงหาพระดีอาจารย์ขลังนอกบ้านเพราะพระที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด สูงที่สุดมีพรอันเป็นมงคลที่ประสาทครั้งใด ก็นำความสำเร็จสมปรารถนาอย่างมั่นคงให้ลูกทุกคนโดยมิได้หวังลาภสักการะ สินจ้าง รางวัล จากผู้บูชาคือลูกเลย ใจของพ่อใจของแม่มีแต่ตั้งความหวังให้ลูกมีความสุขความสำเร็จในการดำเนินชีวิต

ซึ่งท่านก็ได้เอาตัวอย่างของผู้ที่บูชาพ่อแม่แล้วประสบความเจริญรุ่งเรือง แม้จะมาจากต่างแดนห่างไกลแต่ก็มีคนคอยต้อนรับอย่างอบอุ่นอยู่เสมอ พบสังคมที่ดี และได้รับความช่วยเหลือเสมอ

โดยเป็นเรื่องราวของหนุ่มคนหนึ่งที่เรียนจบชั้นปริญญาตรีเอกบรรณรักษ์ เป็นเด็กที่มีอัธยาศัยดีเป็นที่รักของผู้ร่วมงาน ทั้งครอบครั้วนั้นก็ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานจนสามารถเลื่อนขั้นเป็นหน้าห้องของปลัดกระทรวง อีกทั้งยังมีนิสัยขยันวันหยุดก็จะไปเปิดท้ายรถขายของ ทำงานไม่เคยหยุดหารายได้ตลอด และด้วยความชอบค้าขายและบวกกับมีคนมาติดต่อให้ไปเป็นผู้จัดการร้านอาหารไทยที่ต่างประเทศ หนุ่มรายนี้ตัดสินใจลาออกจากราชการทันที

ซึ่งก่อนออกเดินทางเขาได้เข้าไปหาแม่ ให้แม่ช่วยอวยพร ให้ประสบพบแต่ความสำเร็จ และขอเอาชายผ้าถุงแม่ไปเป็นวัตถุมงคลที่ระลึก จากนั้นเขาก็สามารถทำหน้าที่ เป็นผู้จัดการร้านอาหารได้ปีเศษ และมีคนเสนอขายกิจการให้กับเขา เขาเลยตกลงซื้อและวางแผนจัดการร้านของตัวเองทุกอย่าง และอบรมกิริยามารยาทพนักงานต้อนรับในร้านด้วยตนเอง เขาประสบความสำเร็จเพียงเวลา ๓ ปี เท่านั้น อีกทั้งยังส่งเงินมาให้แม่อีกด้วย และปลูกบ้านให้แม่หลังงามที่เมืองไทยพร้อมยังสร้างบ้านที่อเมริกาอีกด้วย

ปัจจุบันภรรยาที่เมืองไทยเสียชีวิตด้วยโรคร้าย เขามีภรรยาใหม่ที่ต่างแดน อาชีพภรรยาก็มั่นคง เขาได้รับสิทธิ์เป็นคนอเมริกันอย่างง่ายดาย ไม่ต้องจ้างใครรับรอง ไม่ต้องอยู่อย่างหลบเลี่ยง จะคิดทำอะไรก็ประสบความสำเร็จ แม่ที่อยู่เมืองไทยก็มีความสุขจากการส่งเสียดูแลเป็นอย่างดีจากเขา

ชายคนนี้ทุกครั้งที่ทำอะไรเขาต้องการกุศลอันใดก็จะนึกพ่อแม่กก่อนเสมอและดูแลท่าน ให้เงินท่านทุกเดือนให้ไม่ขาดแม่ผู้รับเงินแทนคุณจากลูกทำบุญตักบาตรสร้างกองการกุศลให้ลูกในทุกๆวัน อธิษฐานให้ลูกนั้นเจริญรุ่งเรืองและประสบความสำเร็จ เป็นที่เมตตารักใคร่ของคนทั่วไปปราศจากอุปสรรคภยันตรายใดๆ ทั้งปวง

ฟังเรื่องราวจากปากหนุ่มนายนี้ ต่างโจษจันยกย่องสรรเสริญหนุ่มผู้กตัญญูบูชาพระที่ถูกองค์คนนี้กันทั่วกรมศิลปากร อย่างนี้แหละที่เขาเรียกว่า “ตั้งดีพลีถูกองค์” จึงประสบความสำเร็จ

อีกเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องของ สารวัตรโต พ.ต.อ.(พิเศษ) พีระ บุญเลี้ยง กับเรื่องเล่า “ปาฏิหาริย์แห่ง ชายผ้าถุงแม่” เคยเล่าเรื่องราวให้ฟังผ่านสื่อ “คมชัดลึก” ว่า

ในสมัยที่อาสาสมัครลงไปปฏิบัติหน้าที่ใน อ.ยะหา จ.ยะลา เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๔ ระหว่างออกปฏิบัติหน้าที่เข้าแผน ถูกซุ่มยิงประมาณตอนทุ่มเศษๆ กระสุนปืนเอ็ม ๑๖ ฝังหัวกะโหลก คิ้วขาด จากนั้นก็ถูกส่งมารักษาตัวที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าฯ กทม. ประมาณ ๖ เดือน จึงหายเกือบเป็นปกติ เพราะกระสุนปืนยังไม่ได้ถูกผ่าออก จากนั้นก็ถูกย้ายให้มาประจำการที่ กทม. ให้หลังจากนั้นอีกประมาณ ๕ ปี กระสุนปืนที่ค้างในกะโหลกจึงถูกขับออกจากร่างกายโดยธรรมชาติ

ด้วยเหตุที่เป็นนักเรียนนายร้อยจบใหม่ ผู้ใหญ่ก็ไม่รู้จัก รวมทั้งไม่รู้จักใครในวงการพระเครื่อง เรื่องเครื่องรางของขลังและพระเครื่องดีๆ ที่เขาว่าคงกระพันชาตรี เหนียว และแคล้วคลาดไม่ต้องพูดถึง เพราะไม่มีใครให้ และไม่รู้จะหามาจากที่ไหน แต่มีเรื่องเล่าของทหารและรุ่นพี่ๆ เรื่องปาฏิหาริย์แห่งชายผ้าถุงแม่ว่า เครื่องรางที่ดีที่สุด คือ ชายผ้าถุงของแม่ ที่เข้มขลังโดยไม่ต้องปลุกเสก

“เครื่องรางที่ดีที่สุดคือ ชายผ้าถุงของแม่ที่เข้มขลังโดยไม่ต้องปลุกเสก ก่อนที่จะลงไปปฏิบัติหน้าที่ได้ไปกราบลาขอพรรวมทั้งขอชายผ้าถุงของท่าน ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าชายผ้าถุงของแม่แสดงปาฏิหาริย์จริงๆ”

มีอยู่สิ่งหนึ่งที่สารวัตรโตยึดปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ คือ สวดมนต์นั่งสมาธิก่อนนอนทุกคืน และเมื่อตื่นนอนตอนเช้าจะสวดมนต์อีกครั้งหนึ่งก่อนออกปฏิบัติหน้าที่ ทั้งนี้ สารวัตรโตจะบอกเพื่อนตำรวจที่อยู่ในพื้นที่อย่างสม่ำเสมอว่า

“มีสติ ก็มีลมหายใจ หมดสติก็หมดลมหายใจ เสื้อเกราะและอาวุธปืนอาจจะป้องกันกายได้ แต่ที่ป้องทางกายและใจได้เป็นอย่างดีคือ สติ ส่วนพระเครื่องและเครื่องรางของขลังนั้นเป็นส่วนประกอบทำให้สติเรามั่นคงมากยิ่งขึ้น เพราะตราบใดที่สติเราหลุดออกไป สิ่งแรกที่จะดึงสติเรากลับมาคือ พระเครื่อง เครื่องรางของขลัง”

ที่เรายกตัวอย่างเรื่องนี้ให้ฟังเพื่อเป็นเครื่องยืนยันว่า เทพเจ้าแห่งความสำเร็จของทุกคนอยู่ในบ้านเป็นมนุษย์เดินดินกินข้าวธรรมดานี่เอง อยู่ในบ้านของเราไม่ใช่เทวดาที่ไหน ฉะนั้นลูกทั้งหลายที่ยังมีพ่อแม่ก็ควรดูแลตอบแทนท่านให้ดี ให้ท่านสุขกายสบายใจ ด้วยการกระทำของตนแล้วสิ่งที่นึกไม่ถึงว่าจะสำเร็จอย่างง่ายดายจะบังเกิดขึ้นกับตนเอง

ปี่เซียะ สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ช่วยป้องกันและปัดเป่าภยันตรายและภูตผีปีศาจ

ปี่เซียะ , ผีซิ่ว และ เผ่เย้า ทั้งสามคำนี้เป็นคำๆเดียวกัน แต่ออกเสียงต่างกันไปตามลักษณะท้องถิ่นของจีน

ปี่เซียะ เป็นยอดเครื่องรางที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้พญามังกร และมีพลังแรงกว่าสิงโตคู่ ถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธ์ของจีนที่ได้รับความนิยมทั้งในเมืองไทยและในประเทศต่างๆ มากที่สุดในปัจจุบันนี้ ไม่ว่าจะเป็นประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย ไต้หวัน เกาะฮ่องกง สาธารณรัฐประชาชนจีน เพราะใครมีไว้บูชาจะทำให้มีแต่โชคลาภ ทรัพย์มีแต่เข้าไม่มีออก ขณะเดียวกันเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ช่วยขจัดอาถรรพณ์ ภูตผีปีศาจ และป้องกันสิ่งชั่วร้าย เมื่อไม่มีรูทวารจึงกินอย่างเดียว ไม่มีถ่ายออก เป็นเคล็ดลับวิชาหมายถึง เงินเข้าแล้วไม่มีออก ทรัพย์จึงเพิ่มพูนสถานเดียว

ปี่เซียะ เป็นสัตว์เทพมงคลที่มีลักษณะครบตามหลักเบญจธาตุ คือ มีสี่เท้าของสิงโตอันทรงพลัง มีเขาและลำตัวเป็นกวางอันอ่อนช้อย มีปีกของพญานกอันแข็งแกร่ง มีส่วนศีรษะของมังกรอันทรงพลัง มีหางแมวอันศักดิ์สิทธิ์ และไม่มีรูทวารหนักและเบา จึงมีอานุภาพในการรับโชคลาภอย่างไม่รั่วไหล และแม่นยำ

ปี่เซียะ มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่เมืองเฉินตู มณฑลเสฉวน ประเทศจีน สังเกตได้บนพระราชวังของจักรพรรดิจีน หน้าวัดเส้าหลิน หน้าธนาคารในกรุงปักกิ่ง บนหลังคาสถาปัตยกรรมที่สำคัญๆ ของจีน หรือหน้าบอนกาสิโนในมาเก๊าและฮ่องกง นับถือกันว่าเป็นสัตว์ในเทพนิยายชั้นสูง ปี่เซี่ยมีมาตั้งสมัยโบราณนานเกินกว่า 5,000 ปีแล้ว

ปี่เซียะขนาดใหญ่ในเมืองไทย มีอยู่ที่วิหารเซียน อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี แกะจากหินแกรนิตขนาดใหญ่ ฝีมือช่างเมืองซัวเถา สาธารณรัฐประชาชนจีน

ตามหลักฮวงจุ้ยเชื่อว่ายุค 8 คือ ธาตุดิน เริ่มตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2547 – 2566 มีสัตว์มงคล คือ ปี่เซียะ เมื่อบูชาแล้วไม่ควรยกให้ใคร จะทำให้กิจการก้าวหน้า ธุรกิจร่ำรวย รายได้ดี สุขภาพร่างกายแข็งแรง นำมาซึ่งเกียรติยศชื่อเสียง ครอบครัวมีแต่ความสุข ควรวางไว้บูชาในบ้าน ร้านค้า สำนักงาน ทรัพย์สินจะไหลเข้าไม่มีออก

สมญานามของปี่เซียะ มีหลากหลายดังนี้
จีนแผ่นดินใหญ่เรียกว่า ตัวดูดเงิน
ฮ่องกงเรียกว่า ตัวรับโชค
ไต้หวันเรียกว่า ตัวเฮง...เฮง

รูปลักษณะของปี่เซียะ

ตัวเป็นกวาง หางแมว เล็บสิงโต ปีกนก มีเขา ไม่มีรูทวาร เป็นการรวมสัตว์หลายประเภทเข้าไว้ด้วยกัน ได้แก่ สิงโต มังกร กวาง แมว นก ฯลฯ เป็นสัตว์ที่ไม่มีรูทวาร เป็นพาหนะของเทพ ในสมัยก่อนจะนิยมบูชาไว้หน้าบ้านเพื่อขจัดสิ่งอัปมงคลทั้งหลาย บันดาลเกียรติยศชื่อเสียง ปัจจุบันเป็นสัตว์มงคลที่ใช้ดูดทรัพย์สินเงินทอง และขจัดสิ่งชั่วร้ายอัปมงคลไปพร้อมๆ กัน

ปี่เซียะมีลักษณะเด่น 8 ประการ
1. อ้าปากรับทรัพย์
2. หางยาวกวักโชคลาภ
3. ยกหัวข่มศัตรูคู่แข่ง
4. เท้าตะปบทรัพย์
5. ก้าวขาก้าวหน้า
6. ลิ้นยาวตวัดเงินทอง
7. องอาจหน้าเกรงขาม
8. ไม่มีรูทวารเงินทองไม่รั่วไหล

ปี่เซียะ เป็นเครื่องรางจีนที่ให้คุณกับผู้บูชาทุกสาขาอาชีพ สำหรับคนที่อยากบูชาปี่เซียะ หากอยากได้ของดี ต้องสรรหาลักษณะที่เป็นงานเนื้อหยกแกะสลักจากช่างฝีมือดี แต่ละตัวจะมีรายละเอียดไม่เหมือนกัน เพราะเป็นงานแกะสลักที่ละชิ้น ตัวปี่เซียะต้องมีปากเปิด ไม่ปิด มีเขา มีขาออกมาให้เห็นเด่นชัด ยิ่งหยกเนื้อดีเท่าไร ยิ่งจะมีลายทองอยู่ส่วนบนลายทองนี้ต้องอยู่ในหยกชั้นดีเป็นชิ้นเดียวกัน นอกจากนี้ ปี่เซียะที่ดีต้องมีเครื่องหมายเรียกเงินเรียกทอง เช่น ตำลึงทอง หรือตัวอักษรที่แปลว่าเงินทองด้วย

ให้ลองจับและลองกำปี่เซียะดู หากเป็นของที่ถูกลักษณะและถูกชะตากับผู้นำไปบูชา จะรู้สึกถึงพลังของปี่เซียะ ปี่เซียะที่มีลักษณะดีมากนี้นับว่าหายากมากในเมืองจีน ผู้ที่เดินทางไปท่องเที่ยวต้องไปแสวงหาตามแหล่งปี่เซียะชั้นดีได้แก่ เฉินฮัวเหมี่ยว ในเซี่ยงไฮ้, ตลาดฮัวเหนี่ยว ในยูนนาน, มณฑลคุนหมิง และที่กวางเจา ซึ่งถ้าหากไปหาซื้อกับคณะทัวร์มักจะได้ในราคาแพง และเป็นงานฝีมือไม่ประณีตนัก

ที่เรียกว่าได้รูปลักษณะที่ดี คนจีนเชื่อว่าต้องทำมาจากธาตุดินเท่านั้น ลักษณะตามตำราคือ ปากกว้าง หน้าดุ ก้นใหญ่ ตัวผู้จะก้าวเท้าซ้าย ส่วนตัวเมียจะก้าวเท้าขวา ถ้าบูชาไว้ที่ร้านหรือบ้าน ควรวางเป็นคู่ ตัวผู้รับทรัพย์ ส่วนตัวเมียจะเก็บทรัพย์

อิทธิคุณของปี่เซียะ

ปี่เซียะหรือกวางสวรรค์ มีชื่อเดิมว่า "เทียนลก" แต่คนส่วนใหญ่รู้จักในสำเนียงจีนกลางว่า "ปี่เซียะ" คนจีนมีความเชื่อว่า เป็นสัตว์มงคล เป็นลูกตัวสุดท้อง ( ตัวที่ 9 ) ของพญามังกร จะกินแต่เงินและทองเป็นอาหารเท่านั้น ปี่เซียะไม่มีรูทวารจึงกินอย่างเดียว ไม่ยอมถ่ายออก หมายถึงมีแต่เงินเข้าไม่มีไหลออก คนใช้จึงเฮงๆ รวยๆ ยิ่งขึ้น

เป็นสัตว์มงคลประเภทเรียกทรัพย์ บูชาแล้วจะทำให้ธุรกิจการค้าก้าวหน้าร่ำรวย รายได้ดี มีโชคดี สุขภาพร่างกายแข็งแรง นำมาซึ่งเกียรยศชื่อเสียงมาให้กับผู้ศรัทธาเชื่อถือ ครอบครัวมีแต่ความสุขเจริญรุ่งเรืองในทุกๆ ด้าน

ในสาธารณรัฐประชาชนจีน เกาะฮ่องกง และไต้หวัน ถ้าหากดำเนินธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง เช่น การเงิน การธนาคาร ตลาดหลักทรัพย์ หรือบ่อนพนัน นิยมสร้างปี่เซียะตั้งไว้ตรงประตูทางเข้า พ่อค้าแม่ค้า และผู้ที่ชอบเสี่ยงโชค นิยมตั้งไว้ที่หน้าร้านหรือพกพาติดตัว เชื่อกันว่าการเงินจะหลั่งไหลเข้าสู่ธุรกิจ ไม่มีการรั่วไหลออก และสามารถขจัดอาถรรพณ์ป้องกันสิ่งชั่วร้ายได้

ตามหลักฮวงจุ้ยเชื่อว่า ยุค 8 คือ ธาตุดิน ( เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547-2566 ) มีนักกษัตรประจำธาตุดินคือ สุนัข ฉะนั้นจึงไม่น่าแปลกใจถ้ายุคนี้คนจะหันมาเลี้ยงสุนัข หรืออะไรที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสุนัขจะประสบความสำเร็จ และสัตว์มงคลประจำธาตุดินก็คือ ปี่เซียะ

ธาตุดิน หมายถึง ดิน หิน แร่ธาตุ สิ่งที่อยู่บนเนินภูเขาสูง ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ถ้าตีความหมายดินแดนที่อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือจะเจริญในยุค 8 คือภายใน 20 ปีข้างหน้านี้ ก็หมายความว่า โซนตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลี จะเจริญในยุคนี้

เมื่อก่อนไม่มีใครรู้จักและนิยมบูชาปี่เซียะเพราะยังไม่ถึงยุค 8 แต่บัดนี้ถึงยุค 8 แล้ว คนจีนเชื่อว่าปี่เซียะคือสัตว์มงคลแห่งยุค 8 จะนำโชคลาภมาให้ตนและครอบครัว พร้อมกิจการค้าขายรุ่งเรือง จึงเสาะแสวงหาตัว " ปี่เซียะ" มาบูชาไม่ว่าจะเป็นตัวเล็กหรือตัวใหญ่ ใครมีไว้ถือว่าโชคดี ส่วยตัวปี่เซียะที่ทำมาจากเรซิ่น พลาสติก หรือหยกเทียม จะไม่มีพลังออกธาตุดินอยู่ในตัวมันเอง จึงไม่ได้รับความนิยม

คาถาและวิธีบูชา

ผู้บูชาปี่เซียะควรมีจิตใจแจ่มใสร่าเริง เพราะจะส่งผลให้ปี่เซียะมีพลังแกร่งกล้าและคึกคะนอง เมื่อเรามีความสุข ปี่เซียะจะมีความสุขไปด้วย ส่งผลให้มีโชคมีลาภ เก็บเงินอยู่ มีดอกผลเป็นกอบเป็นกำ เจ้าของควรเอาใจใส่ด้วยวิธีทำความสะอาด พูดคุยด้วยบ่อยๆ ลูบหัวและลูบบั้นท้าย คล้ายสัตว์เลี้ยง จะดีกว่าตั้งไว้เฉยๆ

ถ้าลูบที่ท้อง อานิสงส์ทางสมบูรณ์พูนสุข
ถ้าลูบที่หัว ทำให้มีปัญญาแจ่มใส
ถ้าลูบหลัง ทำให้มีโชควาสนา
ข้อห้าม ห้ามลูบปาก เพราะจะทำให้เก็บทรัพย์ไม่อยู่

คาถาบูชา
"อุอากาสะ ปี่เซียะ อานุภาโว เมตตาจิต ประสิทธิเม"
คำแปล
"ขออานุภาพปี่เซียะผู้มีความขยันมั่นเพียร รู้จักเก็บออม มีมิตรดีและใช่จ่ายไม่ฟุ่มเฟือย จงมีเมตตาจิตให้ข้าพเจ้าประสบแต่ความสุขความเจริญ" แล้วอธิฐานบอกกล่าวตามปรารถนา

ปี่เซียะนั้นให้คุณกับผู้ศรัทธาเชื่อถือ โดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง บูชาได้ทุกสาขาอาชีพ สำคัญมากตรงที่เป็นสัตว์ที่เสริมบารมีให้กับทุกราศีไม่มีชงกันเหมาะที่สุดสำหรับบรรดาผู้ต่อสู้อยู่กับความเสี่ยงทั้งหลาย โดยเฉพาะนักเสี่ยงโชค แต่เป็นสัตว์มงคลเฉพาะบุคคล เมื่อบูชาแล้วก็เป็นของคนๆ นั้น ( ของใครของมัน ) ห้ามยกให้ใครเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นเหมือนกับว่าเรายกโชคลาภของเราให้คนอื่น และเมื่อได้ปี่เซียะมาแล้ว หากเป็นไปได้ควรเข้าพิธีปลุกเสกประจุพลังเสียก่อน ถ้าไม่ปลุกเสกก็เป็นวัสดุตามหลักเบญจธาตุในวิชาฮวงจุ้ย

ส่วนคนจีนจะมีเคล็ดลับพิเศษ เมื่อได้ปี่เซียะมาแล้วจะทำพิธี เบิกเนตร วิธีการคือ นำมาแช่น้ำเกลือ โดยน้ำจะแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ น้ำร้อนและน้ำเย็นเท่าๆ กัน ( ความหมายคือหยินและหยาง ) แช่ไว้ให้ท่วมตัว ทิ้งไว้สักครึ่งชั่วโมง แล้วนำขึ้นมาใช้ผ้าสะอาดเช็ดที่ดวงตาทั้ง 2 ข้างก่อนเป็นการเปิดตา โดยถือปี่เซียะหันหน้าเข้าหาผู้บูชา ให้ปี่เซียะมองเห็นว่าเราคือ คู่บุญ แล้วเช็ดให้แห้งทั้งตัวยกเว้นปาก เพราะปากคือสิ่งสำคัญ เป็นทางเข้าของทรัพย์

เคล็ดลับ - ตั้งให้เด่น สามารถมองเห็นได้ชัดเจน ให้ตั้งเป็นคู่ โดยให้หันก้นชนกันเป็นรูปอักษรตัว V ทำเลที่ตั้งตัวปี่เซียะ คือ หันหน้าออกมองไปที่ประตูบ้านหรือร้านค้า เพื่อไม่ให้มีสิ่งใดมากีดขวางหนทางการกินทรัพย์

การแขวนปี่เซียะติดตัว - ควรแขวนแยกจากสร้อยที่คล้องพระ ไม่ปะปนกัน หรือให้ต่ำกว่าพระ โดยใช้สายสร้อยคนละเส้นแต่ห้ามใส่กระเป๋าสตางค์ ควรห้อยคอให้สัมผัสถูกตัวได้ ไม่ควรเลี่ยมปิดทั้งหมด

เหรียญหลวงพ่อโสธร ปี33 หลัง ภปร

เหรียญหลวงพ่อโสธร รุ่นสร้างอุโบสถ หลัง ภปร. ปี2533
เหรียญรุ่นนี้จัดสร้างโดยวัดโสธร เพื่อหารายได้ในการสร้างอุโบสถหลังใหม่ ทางวัดมีการจัดพิธีพุทธาภิเษกอย่างยิ่งใหญ่ โดยนิมนต์พระเกจิดังๆมามากมาย ในสมัยนั้นที่คาดว่ามาแน่ๆ
เช่น หลวงพ่อม่น วัดเนินตามาก หลวงปู่เริ่ม วัดจุกกระเฌอ หลวงพ่อเหล็ง วัดโคกเพลาะ หลวงพ่อสาคร วัดหนองกรับ หลวงพ่อทิม วัดพระขาว เป็นต้น เหรียญรุ่นนี้น่าสะสมเพราะ
มีตรา ภปร.ด้านหลัง ซึ่งมีสร้างไม่กี่รุ่นครับ


หลวงพ่อโสธร วัดโสธรวรารามวรวิหาร ฉะเชิงเทรา

เป็นหนึ่งในห้าพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่มีตำนานเกี่ยวกับ พระลอยน้ำในตำนานของวัดโสธรจริงๆจะกล่าวถึง พระลอยน้ำสามองค์ซึ่งเป็นพี่น้องกัน ที่ประกอบด้วยหลวงพ่อบ้านแหลม วัดเพชรสมุทร หลวงพ่อโสธร วัดโสธร และหลวงพ่อโต วัดบางพลี ต่อมามีผู้เขียนตำนานเพิ่มเข้ามาอีก 2 องค์คือ หลวงพ่อวัดเขาตะเครา และ หลวงพ่อวัดไร่ขิง ยังไงก็แล้วแต่พระพุทธรูปทั้งห้าองค์ก็มีความศักดิ์สิทธิ์และดังเป็นที่รู้จักของคนทั่วประเทศ โดยเฉพาะหลวงพ่อโสธร เป็นพระที่มีความสำคัญที่สุดของชาวฉะเชิงเทรา

มีคนกล่าวว่าที่จังหวัดฉะเชิงเทรา มีความเจริญรุ่งเรืองเหมือนทุกวันนี้ก็เพราะมีหลวงพ่อโสธร เป็นพระที่ดึงดูดคนทั่วประเทศให้มาที่จังหวัดนี้ รายได้ของวัดที่มาบริจาคก็มีมากมายมหาศาล แสดงให้เห็นถึงบารมีและความศักดิ์สิทธิ์ของท่าน

บูชาหนุมาน

นอกเหนือจากบทบาทในวรรณคดีของไทยกับอินเดียในเรื่องรามายาณะ พระหนุมานยังเป็นเครื่องรางที่ปลุกเสกและใช้กันอย่างแพร่หลายในเมืองไทยมานานแล้ว มีการเขียนยันต์กำกับและพระคาถาใช้อย่างชัดเจน

หนุมานที่โด่งดังของเมืองไทยในวงการพระเครื่อง เช่น พระหนุมานของหลวงพ่อทิม วัดระหารไร่ ที่มีราคาบูชานับเรือนแสนพุทธคุณของหนุมานจะป้องกันสิ่งชั่วร้าย ขับไล่เสนียดจัญไร และเรื่องการงานถือว่าดี เจริญก้าวหน้า จะเป็นที่โปรดปรานของเจ้านาย เพราะว่าหนุมานขยัน และรับอาสาช่วยเหลือพระราม บุคคลผู้ต้องการให้เจ้านายรักและเจ้านายเอ็นดู มีเครื่องรางเกี่ยวกับหนุมานติดตัวจะดีเป็นยิ่งนักได้รับความเมตตาจากผู้เป็นใหญ่

หนุมาน เป็นลูกของพระพายกับนางสวาหะ จึงเป็นผู้ที่ไม่มีใครฆ่าตายเมื่อถูกฆ่า แต่พอถูกลมเมื่อใดก็จะฟื้น ขึ้นมาอีกและแถมยังมีเขี้ยวเป็นเพชร ขนเป็นเพชรอีกด้วยแต่มีอยู่ครั้งหนึ่งที่หนุมานไปหยุดรถของสุริยเทพเลยถูกพลังความร้อนเผาเอาจนตัวดำไปเลยทีเดียว หนุมานนั้นมีหน้าที่ในการปราบปรามยักษ์จึงถูกหนุมานฆ่าตายไปหลายคน ส่วนนางเบญจกายหลานทศกัณ-กัณฑ์ก็ยังตกเป็นเมียของหนุมาน และแถมยังได้นางมัจฉามาเป็นเมียอีกด้วย ดังนั้นหนุมานจึงเก่งทั้งทางด้านการรบและความรักด้วยด้วยเหตุฉะนี้ โบราณจารย์ทางพุทธาคมท่านเป็นผู้ชาญฉลาด

ซึ่งแม้จะมิใช่สิ่งที่สืบเนื่องมาจากพระพุทธศาสนา แต่ท่านเหล่านั้นได้พิจารณาเห็นว่าสิ่งนั้น ๆ เป็นของดี ของศักดิ์สิทธิ์ ท่านจึงประยุกต์เอามาใช้เป็นเครื่องรางของขลังทั้งนี้ก็เพื่ออานิสงฆ์ทางความเก่งกล้าสามารถและอยู่ยงคงกระพันชาตรีนั่นเอง ถ้าพูดถึงเครื่องรางในรูปหนุมาน จะปรากฏขึ้นในรูปของธงที่เรียกว่า “ธงกระบี่” หรือ “ธงหนุมาน” แบบผ้ายันต์เรียกว่า ผ้ายันต์หนุมานแผลงฤทธิ์และหนุมานอัญเชิญธง ซึ่ง 2 อย่างนี้เป็นของหลวงพ่อรุ่ง วัดท่ากระบือ ท่านได้สร้างเอาไว้

ต่อมาก็ปรากฏในรูปอบบของการสักยันต์ไว้ติดตัวเรียกว่า “สักหนุมานคลุกฝุ่น” คลุกยังไงหรือครับ ก็คือเมื่อสักเป็นรูปกำแพงหนุมานแล้วก็หนุนด้วยหัวใจหนุมานว่า หะนุมานะ คลุกคลีตีมะอะแต่ส่วนมากจะสักแค่คำว่า “หุนะมานะ” เท่านั้น เมื่อจะตีรันฟันแทงกับใครกับปลุกตัวด้วยคาถาว่า หะนุมานะ คลุกคลีตะมะอะ แล้วเอาฝุ่นที่พื้นดินมาทาตัวคราวนี้ก็เข้าไปตีไปต่อยกันได้ เมื่อพลาดท่าถูกคูต่อสู้ตีหรือฟันเอาจัง ๆ แม้ไม่เข้าก็จุกหรือล้มลงไปชักแหงก ๆ อันวิสัยของคนเรานั้นในเรื่องตีทีเดียวแล้วไม่ช้ำหายาก ส่วนใหญ่เมื่อได้ทีตีเข้าไปตุ๊บหนึ่งแล้วมันมือจะหวดซ้ำเข้าไปอีกทีนี้ก็เข้าล็อคหนุมานคลุกฝุ่น เมื่อถูกเข้าเป็นครั้งสองแล้วก็จะกลับมีกำลังวังชาเรียกว่า “ติดไม้”คือพอตีปั๊บก็เด้งตัวติดไม้ขึ้นมา

คาถาบูชา ตั้งนะโม 3 จบ

โอมพระหนุมานผลาญลงกา โอมจุติโลทัง สวาหะ นะมะพะทะ นโมพุทธายะ หะนุมานะ สังสะตัง ยุวาพะวา โอมคงตรีเพชชะคง คงทั่วสารพางกาย กะระมะถะ กิริมิถิ กุรุมุถุ เกเรเมเถ หะนุหุนิหินะหะ พระพุทธังจังเหล็ก ตรีเพชชะคงจังเหล็ก พระธัมมังจังเหล็ก ตรีเพชชะคงจังเหล็ก พระสังฆังจังเหล็ก ตรีเพชชะคงจังเหล็ก อุทธังอัด อะจังงัง อะพะวะเห นะละนุลุ นะอะวิ. ยะตะมะอะ หนุมานะ นะสังสะตัง สวาหะ สวาหะ เตหิอิทธิฤทธิ์ฯ

วัดอาวุธวิกสิตาราม

ตั้งอยู่เลขที่ ๑๓๗ ถนนจรัญสนิทวงศ์ ซอย ๗๒ แขวงบางพลัด เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร มีเนื้อที่ ๒๘ ไร่ ๓ งานเศษ ทิศตะวันออกติดกับแม่น้้า เจ้าพระยาทิศตะวันตกติดกับถนนจรัญสนิทวงศ์ ทิศเหนือติดกับ คลองบางพลัด ทิศใต้ติดกับถนนซอยทางเข้าวัด (จรัญฯ ๗๒)


ประวัติการสร้างวัด
เป็นวัดเก่าแก่แห่งหนึ่งในฝั่งธนบุรี สร้างมาแล้วเมื่อประมาณ ๒๔๗ กว่าปี มีพระภิกษุและชาวบ้านได้ก่อสร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๐ ใน ที่ดินเชิงเลน ริมแม่น้้าเจ้าพระยา ตั้งเป็นวัดเมื่อ พ.ศ.๒๔๒๒ ชื่อว่าวัด ปากคลองบางพลัด หรือวัดบางพลัดนอก พันเอกพระยาอาวุธภัณฑ์ เผด็จ (ท้วม) เจ้ากรมคลังแสงในรัชกาลที่ ๕ ได้อุปถัมภ์และ บูรณปฏิสังขรณ์เสนาสนะสงฆ์แล้ว ขอพระราชทานนามวัดใหม่จาก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ว่า วัดอาวุธวิกสิตาราม มี ความหมายว่า วัดที่พันเอกพระยาอาวุธภัณฑ์เผด็จ (ท้วม) และ คุณหญิงแย้มฯ (ภาษาบาลีว่า “วิกสิต”) เป็นผู้บูรณปฏิสังขรณ์ ได้รับ ยกฐานะเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ เมื่อวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๓๙

พ.ศ.๒๔๓๘ พันเอกพระยาอาวุธฯ ท่านมีบ้านอยู่ริมคลองบางพลัด มีความเคารพนับถือกับพระ อาจารย์สี เจ้าอาวาสในขณะนั้น ได้ปรึกษากันว่าวัดแห่งนี้เป็นวัดเก่าแก่เสนาสนะช้ารุดทรุดโทรม สมควรที่ จะบูรณปฏิสังขรณ์และให้เป็นวัดโดยสมบูรณ์ จึงไปพบพระครูแจ่ม ที่วัดโสมนัสวิหาร (ภายหลังด้ารงสมณ ศักดิ์เป็นพระราชาคณะที่พระธรรมฐิติญาณ และเป็นเจ้าอาวาสวัดเครือวัลย์วรวิหาร)

เห็นควรแปลงเป็นวัด ธรรมยุต จึงได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส พระองค์ทรงเห็นชอบด้วย และตรัสสั่งให้พันเอกพระยาอาวุธฯ เป็นผู้อุปถัมภ์บูรณปฏิสังขรณ์เสนาสนะที่ช้ารุดทรุดโทรม พระยาอาวุธฯ พร้อมด้วยญาติมิตรได้บริจาคทรัพย์ ซ่อมแซมกุฏิหอสวดมนต์สร้างศาลาการเปรียญ สร้างอุโบสถขึ้นใหม่ แล้วขอพระราชทานวิสุงคามสีมา ได้พระราชทานนามวัดใหม่จาก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ว่า “วัดอาวุธวิกสิตาราม” มีความหมายว่า พระยาอาวุธฯ และคุณหญิงแย้ม (เป็นผู้ บูรณปฏิสังขรณ์)

บูรณปฏิสังขรณ์ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ครั้งที่ ๑ เมื่อวันที่ ๑๙ เมษายน ๒๔๔๑ ได้รับพระราชทาน วิสุงคามสีมา ครั้งที่ ๒ เมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๑๑ ที่ดินของวัดส่วนหนึ่งเป็นที่ตั้งอ้าเภอบางพลัดเก่า ปัจจุบันเป็นที่ตั้งโรงเรียนวัดอาวุธวิกสิตาราม สังกัดกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่ได้รับพระราชทานนามวัดใหม่ ถึงปัจจุบัน (พ.ศ. ๒๕๕๗) รวมเป็นเวลา ๑๑๕ ปี วัดพัฒนาตัวอย่าง

วัดอาวุธวิกสิตาราม ได้รับคัดเลือกจากกรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ เป็นวัดพัฒนา ตัวอย่างประจ้าปี ๒๕๓๙ พระอารามหลวง วัดอาวุธวิกสิตาราม ได้รับการยกฐานะจากวัดราษฎร์ขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นตรีชนิดสามัญ เมื่อวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๓๙ และประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๑๑๓ ตอนที่ ๔๔ วันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๓๙

"ไม่เหนียว ก็ไม่ใช่วัดหนังซิวะ" หลวงตาช้วน วัดหนัง ท่านกล่าวกับศิษย์ที่ไปกราบเสมอ

   พระครูวิบูลศีลวัตร (ช้วน ปาสาทิโก) ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดหนังราชวรวิหาร
สถานะเดิม...ชื่อ ช้วน นามสกุล อ่องสาธร เป็นบุตรโยมบิดา เชื้อ โยมมารดา อบ อ่องสาธร เกิดเมื่อวันที่ ๒๖ มกราคม พ.ศ.๒๔๕๓ ตรงกับ วันพฤหัสบดี แรม ๑๒ ค่ำ เดือน ๒ ปีจอ ณ บ้านโคกขาม จ.สมุทรสาคร ต่อมาจึงได้ย้ายมาทำสวนส้มเขียวหวานอยู่ที่ บางมด บางขุนเทียน ธนบุรี  มีพี่น้องทั้งหมด 7 คน โดยที่ท่านเป็นบุตรคนที่2  วัยเด็กได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนอยู่ที่วัดยายร่ม จากนั้นได้เข้ารับราชการทหารเกณฑ์ สังกัดกองทหารรักษาพระองค์ฯ ประจำวังจันทร์เกษม ตามกำหนดรับราชการทหาร ๒ ปี ก็ปลดประจำการณ์ จึงได้มาอยู่ ช่วยบิดามารดา ทำสวนส้มเขียวหวานที่บางมดตามเดิม

อุปสมบท

เมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๔๘๐ ขณะที่มีอายุ ๒๘ ปี ได้เข้ารับการบรรพชาอุปสมบท ณ พัทธสีมาพระอุโบสถ วัดหนังราชวรวิหาร เขตบางขุนเทียน ธนบุรี (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็น) เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร โดยมี   
  • พระวิเชียรกวี (ฉัตร อินทสุวณโณ) เป็น พระอุปัชฌาย์
  • พระญาณรังษี (ผวน ภทธโร) เป็น พระกรรมวาจาจารย์
  • พระครูภาวนาภิรัต (ผล คุตตจิตโต) เป็น พระอนุสาวนาจารย์
ได้รับเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา นามว่า "พระช้วน ปาสาทิโก"

สมณศักดิ์
  • พ.ศ.๒๔๙๕ ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระครูฐานานุกรมของ พระวิเชียรกวี(หลวงปู่ฉัตร) ที่ พระครูสมุห์
  • พ.ศ.๒๕๐๐ ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระครูฐานานุกรมของ พระวิเชียรกวี(หลวงปู่ฉัตร) ที่ พระครูสังฆรักษ์
  • พ.ศ.๒๕๐๓ ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระฐานานุกรมของ พระสุนทรศีลสมาจาร(หลวงปู่ผล) ที่ พระปลัด
  • พ.ศ.๒๕๒๗ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์แต่งตั้งเลื่อนเป็น พระครูสัญญาบัตร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นโท ที่ พระครูวิบูลศีลวัตร
  • พ.ศ.๒๕๓๔ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์แต่งตั้งเลื่อนเป็น พระครูสัญญาบัตร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นเอก ที่ พระครูวิบูลศีลวัตร
  • พ.ศ.๒๕๓๙ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์แต่งตั้งเลื่อนเป็น พระครูสัญญาบัตร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นพิเศษ ที่ พระครูวิบูลศีลวัตร
งานสงเคราะห์

   นอกจากศึกษาพระธรรมวินัยอย่างแตกฉานแล้ว ท่านยังได้ศึกษาตำรายาแผนโบราณจาก พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณ พระสุนทรศีลสมาจาร (หลวงปู่ผล) เพื่อเป็นการอนุเคราะห์ช่วยเหลือชาวบ้านด้วยความเมตตาเป็นที่ตั้ง ตัวยาที่โดเด่นในการใช้รักษาก็คือ ยาเป่าฝี ยารักษาโรคต่าง ๆ และ ยาเขียวใหญ่ เป็นยาสมุนไพรที่ปรุงแจกในการทำแต่ละครั้งเป็นกระถางมังกรใบใหญ่ ๆ ใช้ระยะเวลาเพียงไม่กี่วันก็ต้องทำใหม่อีกอยู่อย่างนี้เป็นประจำเสมอ ๆ หลวงตาช้วน มักจะได้รับการอาราธนาเข้าร่วมนั่งปรกพิธีพุทธาภิเษก เป็นประจำในปริมณฑล กรุงเทพมหานคร ปี พ.ศ. ๒๕๓๘ ท่านได้รับการอาราธนาเข้าร่วมพิธีพุทธาภิเษก ณพระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) เรื่องของงานบุญต่าง ๆ ท่านไม่เคยพลาดร่วมบริจาคช่วยเหลือกับทางเจ้าอาวาสวัดหนัง ตามโอกาสเวลาเป็นประจำ ท่านเป็นแบบอย่างของพระที่ไม่สะสมเงินตรา ไม่สะสมของมีค่า ประการใด ๆ อยู่แบบสมถะ มักน้อย สันโดษ เคารพครูบาอาจารย์เป็นอย่างสูง

ชราภาพ มรณภาพ

   พระครูวิบูลศีลวัตร (ช้วน ปาสาทิโก) เมื่อมีอายุมากขึ้นสภาพสังขารเสื่อมโทรมลงตามลำดับ อวัยวะต่าง ๆ ทำหน้าที่ไม่สมบูรณ์ ก็เป็นการเปิดโอกาสให้ความเจ็บไข้อาพาธรุกโรมเข้ามาสู่สังขารร่างกาย ด้วย กำลังใจที่เข้มแข็ง จึงทำให้ดูเหมือนท่านไม่เป็นอะไรมาก ได้รับการดูแลจากน้อง หลาน ฝ่ายคฤหัสถ์ และฝ่ายบรรพชิต คอยเปลี่ยนวาระถวายการปรนนิบัติอย่างใกล้ชิด หลวงตาเริ่มอาพาธหนักด้วยโรคชรา ญาติ ๆ จึงได้นำเข้ารักษาที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ทางคณะแพทย์พยาบาลก็ได้ทำการรักษาดูแลเอาใจใส่เป็ยอย่างดี ช่วยให้หลวงลุงดำรงสังขารมาได้จนถึงวันจันทร์ที่ ๑๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๓ เวลา ๑๖.๑๘ น. ท่านก็ถึงกาลมรณภาพ ละสังขารด้วยอาการสงบยังธรรมสังเวช และความเศร้าสลดใจให้เกิดแก่ญาติ ๆ ศิษยานุศิษย์ พุทธศาสนิกชนเป็นอย่างยิ่ง สิริอายุได้ ๙๐ ปี ๖ เดิอน ๑๘ วัน พรรษา ๖๒

ด้านวัตถุมงคล

   หลวงตาช้วนถือได้ว่าเป็นสายวัดหนังรูปสุดท้ายที่ได้รับวิชามาจากหลวงปู่ผลอีกทีก็ว่าได้ พระเครื่องวัตถุมงคลที่ท่านสร้างมีมากมายหลายอย่าง เช่น
  • เหรียญคอตรงและคอเอียงหลวงปู่ผลปี2512 ใช้แจกเป็นของชำร่วยในงานพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่ผล
  • พระชัยวัฒน์เนื้ออัลปาก้า สร้างในปี2512 เช่นเดียวกับเหรียญคอตรงและคอเอียง
  • หมากทุย
  • ตะกรุดโทน ตะกรุดท่อ
  • พระปิดตา รุ่นต่างๆ
  • พระสมเด็จ
  • รูปถ่ายหลวงปู่เอี่ยม - หลวงปู่ผล หลังจาร
  • เหรียญหลวงปู่เอี่ยมปี2525
  • เชือกผูกคอเด็ก
  • พระปิดตางาแกะ เป็นต้น
  จึงไม่แปลกใจที่วัตถุมงคลของท่าน หลายๆชนิดในสนามพระขายเป็นของหลวงปู่ผลหรือแม้กระทั้ง พระปิดตาปี2506 ที่ท่านทำแล้วให้หลวงปู่ผลปลุกเสกเพื่อแจกเป็นของชำร่วยในงานศพโยมพ่อของท่าน เซียนพระหรืองานประกวดต่างๆยังยัดเข้าไปเป็นพระปิดตาหลวงปู่เอี่ยมก็มี แม้ว่าท่านจะสร้างเหรียญของครูบาอาจารย์มามากมาย แต่เหรียญรูปเหมือนของท่าน ท่านสร้างแค่รุ่นเดียวคือปี2542 โดยท่านให้

เหตุผลที่ไม่สร้างเหรียญรูปเหมือนของท่านว่า "จะสร้างทำไม เหรียญครูบาอาจารย์ก็ยังมีอยู่"

พระปิดตาแร่เศรษฐี สุดยอดของดี หลวงปู่ทองย้อย

พระปิดตาแร่บางม่วง แร่โคตรเศรษฐี แร่วิเศษแห่ง วัดอัมพวัน ต.บางม่วง อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี เดิมชื่อ วัดบางม่วง
    แร่บางม่วง เป็นแร่วิเศษหรือแร่กายสิทธิ์ ที่รู้และใช้กันมาตั้งแต่โบร่ำโบราณ แร่เศรษฐี ที่ว่านี้ผุดกลางแม่น้ำท้องคลอง แร่คลองบางม่วงนี้ถูกยกย่องให้เป็นแร่เศรษฐี ผู้ที่สร้างหุงถลุงแร่องค์ต้นคือ หลวงพ่อดิษฐ์ วัดบางม่วง หลวงพ่อดิษฐ์ สร้างพระปิดตาด้วยแร่บางม่วง ใครได้ใครใช้เป็นเศรษฐีทุกคน

    พระครูมงคลกิจจาทร หรือหลวงปู่ทองย้อย มังคโล ท่านเป็นศิษย์ของ หลวงพ่อดิษฐ์ ติสโส อดีตพระเกจิอาจารย์ชื่อดังของจังหวัดนนทบุรี เจ้าตำรับการจัดสร้างพระปิดตาแร่บางม่วง อันโด่งดัง หลวงปู่ทองย้อย ท่านสำเร็จวิชาเล่นแร่แปรธาตุ และเป่ายันต์นะปัดตลอด เป็นที่เลื่องลือ ยันต์นะปัด

    หลวงปู่ทองย้อย ผู้สืบสานวิชาดังท่านได้จัดสร้างวัตถุมงคล พระปิดตาแร่บางม่วง รุ่น 2 ด้วยการรวบรวมแผ่นยันต์แผ่นจาร โลหะธาตุที่เป็นมงคล เครื่องใช้ทองคำ เงิน นาก สำริด ฐานพระบูชา พระกรุ พระเก่า ทั้งเนื้อโลหะ เนื้อผง เนื้อดิน เนื้อว่าน ตั้งแต่สมัยทวารวดีจนมาถึงสมัยปัจจุบัน รวมถึงแร่บางม่วงของเก่าของหลวงพ่อดิษฐ์ ซึ่งตกค้างอยู่ที่วัดอัมพวันนำมาเททองหล่อเป็นวัตถุมงคลรุ่นนี้ขึ้นมา

    พระปิดตาแร่บางม่วงกำหนด นำเข้าพิธีมหาพุทธาภิเษก-เทวาภิเษก พร้อมพิธีสวดนพเคราะห์เสริมชะตาต่อชีวิตครั้งใหญ่ และงานปิดทองฝังลูกนิมิต ปลุกเสกเสร็จในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2553 ณ. มณฑลพิธีวัดอัมพวัน โดยมีพระเทพภาวนาวิกรม วัดไตรมิตรวิทยาราม กรุงเทพฯ เป็นประธานพิธีสวดนพเคราะห์ พระครูภาวนาโสภณ วัดป่าธรรมโสภณ จ.ลพบุรี เป็นเจ้าพิธีกรรม

พระเกจิอาจารย์ชื่อดังร่วมนั่งปรกอธิษฐานจิตปลุกเสก มีดังนี้
1. เจ้าคุณธงชัย วัดไตรมิตร กทม.
2. หลวงพ่อเอียด วัดไผ่ล้อม จ.พระนครศรีอยุธยา
3. หลวงพ่อพูน วัดบ้านแพน จ.พระนครศรีอยุธยา
4. หลวงพ่อเพิ่ม วัดป้อมแก้ว จ.พระนครศรีอยุธยา
5. หลวงพ่อเฉลิม วัดพระญาติ จ.พระนครศรีอยุธยา
6. หลวงพ่อเพี้ยน วัดเกริ่นกฐิน จ.ลพบุรี
7. หลวงปู่เก๋ วัดปากน้ำ จ.นนทบุรี
8. หลวงพ่อตี๋ วัดหูช้าง จ.นนทบุรี
9. หลวงปู่วาส วัดสะพานสูง จ.นนทบุรี
10. หลวงพ่ออ่าง วัดใหญ่สว่างอารมณ์ จ.นนทบุรี
11. หลวงพ่อเกิด วัดโพธิ์แทน จ.นครนายก
12. หลวงพ่อปรีชา วัดเขาอิติสุขโต จ.ประจวบคีรีขันธุ์
13. หลวงพ่อหนู วัดอัมพลนาราม จ.ร้อยเอ็ด
14. หลวงพ่อสังเวียน วัดอุดรนรเขต จ.ร้อยเอ็ด
15. หลวงปู่ทองย้อย วัดอัมพวัน จ.นนทบุรี

    พระปิดตาแร่บางม่วง "แร่โคตรเศรษฐี" แห่งวัดอัมพวัน จ.นนทบุรี บุคคลใดมีไว้บูชาแล้ว พุทธคุณเลื่องลือ ดีทั้งในด้านโชคลาภ เมตตามหานิยม ค้าขายร่ำรวย คงกระพันชาตรี มหาอุด แคล้วคลาดปลอดภัยจากภัยอันตรายทั้งหลาย

พระปิดตาเนื้อแร่อันโด่งดังและเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางมีดังนี้คือ

1.พระปิดตาแร่บางไผ่ หลวงปู่จัน วัดโมลี จ.นนทบุรี

2.พระปิดตาแร่บางเดื่อ หลวงปู่เกิด วัดมะเดื่อ จ.นนทบุรี

3.พระปิดตาแร่บางม่วง หลวงปู่ดิษฐ์ วัดอัมพวัน จ.นนทบุรี

    พระปิดตาแร่บางม่วง แห่งวัดอัมพวัน ถือเป็นสุดยอดของพระเครื่องเมืองนนทบุรี พุทธคุณจึงไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า "พระปิดตาแร่บางไผ่ และพระปิดตาแร่บางเดื่อ" ซึ่งเป็นพระปิดตาเนื้อแร่ที่นักสะสมพระเครื่องต่างรู้จักกันเป็นอย่างดี

    ชีวประวัติพระครูมงคลกิจจาทร หลวงพ่อทองย้อย มังคโล
พระครูมงคลกิจจาทร หลวงปู่ทองย้อย มังคโล เจ้าอาวาสวัดอัมพวัน ต.บางมวง อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี หรือที่ชาวบ้านเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่าเทพเจ้าแห่งคลองบางม่วงอายุ 73ปี 53พรรษา ท่านเป็นศิษย์หลานสมเด็จพระวันรัต(เผื่อน)วัดโพธิ์ท่าเตียน ที่ทรงนั่งปรกเสกแทนสมเด็จพระสังฆราช(แพ)อย่างเอกอุ หลวงพ่อทองย้อยท่านได้เรียนกรรมฐานจากสมเด็จ(เผื่อน)ตั้งแต่เป็นเณรจนสำเร็จพระกรรมฐานที่ดี มีพลังจิตที่เข้มแข็ง และ ท่านก็ได้เรียนวิชาคาถาอาคมจากหลวงปู่ดิษฐ์ วัดอัมพวัน อดีตพระเกจิอาจารย์ชื่อดังของจังหวัดนนทบุรี ผู้สร้างพระปิดตาแร่บาง ม่วงหรือเรียกอีกอย่างว่า แร่เศรษฐีไม่มีจน 1 ใน 3 ของแร่ที่วิเศษมากของจังหวัด นนทบุรี


     หลวงพ่อดิษฐ์ วัดอัมพวัน ท่านได้สอนหลวงพ่อทองย้อยเล่นแร่แปรธาตุ เอาขี้เลนคลองบางม่วงมาสุมกันแล้วกลายเป็นทองคำได้ ซึ่งหลวงพ่อทองย้อยได้สำเร็จวิชานี้ แต่หลวงพ่อดิษฐ์กลับเททองคำลงคลองหมดแล้วบอกว่า นี้มันคือกิเลส ทำให้เราหลงได้ จากนั้นหลวงพ่อทองย้อยได้ฝึกกรรมฐานกับหลวงพ่อดิษฐ์ วัดอัมพวัน จนสำเร็จต่อมาได้เรียนวิชาที่โด่งดังมากของหลวงพ่อดิษฐ์คือวิชาโสฬสมงคล และ วิชานะปัดตลอด จนเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ และได้เรียนวิชาอาคมแขนงต่างๆอย่างเชี่ยวชาญด้วยความที่หลวงพ่อทองย้อย เป็นพระที่ฝึกกรรมฐานไม่เคยขาดและมีญาณหยิ่งรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า


    หลวงพ่อท่านเป็นพระสันโดษ มักน้อย เคร่งครัดในพระธรรมวินัย เป็นพระเถระอีกรูปหนึ่งในนนทบุรีที่น่ากราบไหว้ได้อย่างสนิทใจ ทุกวันนี้หลวงปู่ทองย้อยนอนหันหัวไปทางทิศตะวันตก เหมือนคนตาย เหตุผลที่คนอื่นคิดไม่ถึงคือ ไม่เอาเท้าชันหน้าพระพุทธเจ้า นี่แหละพุทธบุตรที่แท้จริง เพราะพระพุทธเจ้าหันหน้าไปทางทิศตะวันออก หัวนอนหลวงปู่จึงหันไปทางทิศตะวันตก หลังจากหลวงพ่อดิษฐ์มรณภาพปี ๒๕๐๙ หลวงปู่ได้ไปเรียนต่อกับ พระครูบวรธัญญารักษ์ หลวงพ่อสาย จนฺทโชโต วัดอัยยิการาม สำเร็จวิชาหินเบา เป่าทอง กันของ ลองน้ำมนต์กลางหาว และเป่ายันต์นะปัดตลอดเป็นที่เลื่องลือโด่งดังในละแวกนั้นและจังหวัดใกล้เคียง หลวงปู่ดูหมอแม่น วาจาสิทธิ์ พูดคำไหนต้องเป็นคำนั้น

พระขรรค์

พระขรรค์ ศาสตราวุธทรงอานุภาพ
      พระขรรค์ เป็นศาสตราวุธชนิดหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างมากในสมัยโบราณเพราะใช้ในการประกอบพิธีกรรมสำคัญหลายพิธีด้วยกัน อาทิ พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา และ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ฉะนั้นในสมัยโบราณ พระขรรค์จึงถือเป็นศาสตราวุธคู่พระวรกายของพระมหากษัตริย์หรือผู้ปกครองบ้านเมืองที่มีบุญบารมีประดุจเทพเจ้า

      เนื่องจากแต่เดิมนั้น เชื่อกันมาว่า พระขรรค์ เป็นศาตราวุธแห่งเทพเจ้า เป็นอาวุธคู่กายที่ใช้ทั้งในด้านการป้องกันสิ่งชั่วร้าย และการดลบันดาลหรือเนรมิตสิ่งต่างๆได้ตามบุญบารมีของผู้ครอบครอง จะเห็นว่า พระขรรค์ มักปรากฏในวรรณคดี โดยเฉพาะใน รูปเทวดาต่างๆที่ทรงพระขรรค์อย่างสวยงามและน่าเกรงขาม พระขรรค์ จึงเป็นศาสตราวุธที่มีบทบาทอย่างมากในสมัยโบราณ จวบจนปัจจุบันก็ยังได้รับความนิยมอยู่ เพราะมีการสร้างพระขรรค์ ซึ่งเป็นวัตถุมงคลจากพระเกจิอาจารย์ผู้ทรงศีล ลงอักขระเลขยันต์อันศักดิ์สิทธิ์ในพระขรรค์ ปลุกเสกอธิษฐานจิตกำกับด้วยคาถาอาคม จนพระขรรค์มีอานุภาพ ซึ่งส่วนมากจะใช้ในอานุภาพด้านการป้องกันภูติผีปีศาจ มนต์ดำ อาถรรพ์ร้าย ให้แคล้วคลาดปลอดภัยจากอัปมงคลทั้งปวง

      สำหรับลักษณะของพระขรรค์ที่ปรากฏโดยทั่วไป จะคล้ายคลึงกับดาบ แต่จะมีความแตกต่างตรงที่พระขรรค์จะปรากฎคมอยู่สองด้าน ตรงกลางมีลักษณะคอดอย่างเห็นได้ชัด และมีอักขระเลขยันต์ปรากฎอย่างชัดเจน

      ส่วนวัสดุที่ใช้นำมาสร้างเป็นพระขรรค์ ก็ขึ้นอยู่กับยุคสมัย ความนิยม หรือการสร้างของสำนักต่างๆ เช่น อาจจะใช้เหล็กน้ำพี้ ซึ่งมีความศักดิ์สิทธิ์ในตัวเองอยู่แล้วมาสร้างเป็นพระขรรค์ นำมาปลุกเสกจนเกิดอานุภาพที่มากขึ้นได้

      สำหรับพระขรรค์ที่โด่งดังที่สุด ซึ่งปรากฏในตำนานก็คือ พระขรรค์โสฬส ที่หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า จ.ชัยนาท พระเถราจารย์ในตำนานผู้ทรงอภิญญาได้สร้างขึ้นมาเพื่อถวายแด่กรมหลวงชุมพร เขตอุดมศักดิ์ โดยมีการทำพิธีกรรมที่ศักดิ์สิทธิ์มาก

      ส่วนพระขรรค์ที่สร้างขึ้นในปัจจุบันจากพระเกจิอาจารย์ต่างๆนั้นก็จะมีลักษณะเฉพาะตัว เช่น พระขรรค์นาคราช หลวงปู่ชวน กตปุญโญ วัดเขาแก้ว จ.อ่างทอง ที่มีด้ามเป็นเศียรพญานาคอย่างสวยงาม เป็นต้น
จำนวนสินค้าต่อหน้า  10 20 30
  • 1
  • 2
  • 5
  • 6