บูชาได้แล้ววันนี้ เหรียญปิดทองหลังพระ อาจารย์สันติ พิเชฐชัยกุล

อาจารย์สันติ พิเชฐชัยกุล ศิลปินประติมากรระดับโลก นักปั้นแห่งจิตวิญญาณ ในครั้งนี้จะมีความพิเศษมากขึ้น ได้อันเชิญด้านหลังของพระพุทธเจ้าที่เป็นรูปปั้น อ.สันติได้ไปค้นหามาจากประวัติศาสตร์ 7 ปีกว่า นำมาออกแบบใส่ไว้ที่หน้าเหรียญ โดยเหรียญพิเศษรุ่นนี้ ใช้ชื่อว่า "ปิดทองหลังพระ"



เหรียญปิดทองหลังพระ อาจารย์สันติ พิเชฐชัยกุล
เหรียญ"ปิดทองหลังพระ"

1.เนื้อเงิน สร้าง 2,563 เหรียญ เช่าบูชา 2,563.-
2.เนื้อทองแดง สร้าง 200,000 เหรียญ เช่าบูชา 299.-

สามารถเช่าบูชาได้ที่  >>> เหรียญปิดทองหลังพระ อาจารย์สันติ พิเชฐชัยกุล

#Amulet24 พระเครื่องดี เกจิดัง พิธีขลัง มวลสารศักดิ์สิทธิ์


เหรียญ"ปิดทองหลังพระ" อ. สันติ พิเชฐชัยกุล ศิลปินประติมากรระดับโลก นักปั้นแห่งจิตวิญญาณ


    พระพุทธเจ้าเป็นผู้ที่เชื่อว่าไม่มีพระเจ้าและทรงปฏิเสธการมีอยู่ของพระเจ้า นอกจากนี้ลักษณะรูปปั้นเหนือจริงยังขัดแย้งต่อปรัชญาที่ว่าด้วยเรื่องอนิจจัง เพราะรูปปั้นเหนือจริงสื่อถึงความเป็นนิรันดร์ คือ การไม่มีวันตาย ดังนั้น การปั้นพระพุทธรูปที่มีลักษณะเสมือนจริงจะสื่อถึงช่วงสั้นๆ ของการดำรงอยู่ของมนุษย์ได้อย่างเป็นธรรมชาติและแม่นยำกว่า เพราะจะสอนให้เห็นถึงความสำคัญในการใช้ชีวิตอย่างมีความหมายและมีจริยธรรม ในฐานะที่เสมอเท่าเทียมกัน พระพุทธองค์คงอยากจะให้เราเห็นตัวเองในพระองค์และได้รับแรงบันดาลใจจากพระองค์ เราต้องหยั่งถึงความเป็นพุทธะในตัวของเราด้วย” สันติ บันทึกไว้ในหนังสือของโครงการวิจัย ตอน รหัสลับมหาบุรุษแห่งพุทธะ นอกจากนี้ รูปปั้นพระพุทธเจ้าเสมือนจริงยังทำให้ปุถุชนตระหนักได้ว่า ทุกคนสามารถเข้าถึงการหยั่งรู้และการรตรัสรู้ได้ ไม่ได้ถูกจำกัดไว้สำหรับพระภิกษุสงฆ์เพียงอย่างเดียว พระพุทธเจ้าทรงเชื่อว่าทุกคนสามารถบรรลุและหลุดพ้นจากความทุกข์ได้ด้วยหนทางแห่งธรรมะ จึงเป็นเหตุให้พระองค์ออกเผยแผ่คำสอน ผลต่อมา คือ ลดช่องวางระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ ทำให้คนรู้สึกได้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างศิษย์กับอาจารย์ ซึ่งจะทำให้ใกล้ชิดกับพระพุทธองค์มากขึ้น และสิ่งสำคัญที่สุด คือ ได้สื่อคำสอนของพระองค์โดยเฉพาะเรื่อง สัจธรรม เหรียญ"ปิดทองหลังพระ" 

     อาจารย์สันติและภรรยาตามหารูปลักษณะของพระพุทธเจ้าจากการศึกษาพระสูตร งานพุทธศิลป์โบราณ ผู้เชี่ยวชาญด้านพระพุทธศาสนา นักโบราณคดี นักประวัติศาสตร์ และคนในตระกูลศากยวงศ์ การค้นพบที่ได้ทำให้เขาแยกตำนานออกจากตัวตนและพบชีวิตที่แท้จริงของพระพุทธองค์ แตกต่างจากพระพุทธเจ้าในนิกายเถรวาทหรือมหายาน ซึ่งน่าเลื่อมใสยิ่งกว่าคำบรรยายในพระสูตรต่างๆ ถึงวันนี้เข้าสู่ปีที่ 5 ที่ครอบครัวพิเชฐชัยกุลค้นหาพระพักตร์ที่แท้จริง อันดับต่อไปสันติและภรรยาจะออกเดินทางไปอินเดียและปากีสถานเพื่อหาใบหน้าจากผู้สืบเชื้อสายศากยวงศ์ สุดท้ายเมื่อค้นพบพระพักตร์และปั้นสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าที่มีขนาดใกล้เคียงกับพระองค์จริงเป็นครั้งแรกแล้วจะนำไปประดิษฐานที่ลุมพินีวัน ประเทศเนปาล สถานที่ประสูติของพระพุทธองค์ จากนั้นสันติจะสร้างประติมากรรมชิ้นที่ 2 ขนาดความสูง 19 เมตร ทำจากโลหะที่มีความประณีตเหมือนคนจริง และมีความใกล้เคียงกับความเป็นจริงที่สุดตามประวัติศาสตร์โลกโดยจะประดิษฐานไว้ในประเทศไทย เหรียญ"ปิดทองหลังพระ" 



“คนทั่วโลกจะได้เห็นพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าเสมือนจริงที่สุดในโลก” สันติ กำลังรอวันนั้น “สถานที่ที่ผมจะสร้างประติมากรรมขนาดใหญ่ ผมจะสร้างในพื้นที่ที่รกร้างแล้วนำของไร้ค่ามาสร้างสิ่งที่มีค่ามากที่สุด เมื่อสถานที่แห่งนี้สร้างสำเร็จ จะกลายเป็นแหล่งรวบรวมหลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ที่สมบูรณ์ เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก และยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวให้ประเทศไทย” ติดตามปฐมบทของการเดินทางตามหาพระพักตร์ของพระพุทธเจ้า เหรียญปิดทองหลังพระ ร่วมค้นหาพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าตามประวัติศาสตร์โลก เหรียญ"ปิดทองหลังพระ"

อาจารย์สันติ พิเชฐชัยกุล

        เป็นศิลปินประติมากรระดับโลก นักปั้นแห่งความศักดิ์สิทธิ์และจิตวิญญาณ ผู้เชี่ยวชาญด้านการปั้นบุคคลสำคัญระดับตำนาน ซึ่งผ่านประวัติศาสตร์มาแล้วมากมาย มีความประสงค์ที่จะถ่ายทอดตัวตนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า โดยการสร้างสรรค์เป็นผลงานประติมากรรมโลหะขนาดใหญ่และขนาดเท่าคนจริง ซึ่งเป็นการย้อนกลับไปสู่ยุคสมัย ๒๖๐๐ ปีแห่งพุทธกาล ให้เสมือนจริงราวกับมีชีวิตและจิตวิญญาณ ดั่งพระองค์ท่านทรงเสด็จมาประทับและปรากฎอยู่เบื้องหน้าของพวกเราชาวพุทธ บนพิพิธภัณฑ์ธรรมสากล ซึ่งภายในจะเป็นการแสดงเรื่องราวของพุทธประวัติที่สมบูรณ์แบบที่สุดในโลกตั้งแต่พระองค์ทรงประสูติ,ตรัสรู้,ปริณิพาน และเพื่อเป็นที่ระลึกและอนุสรณ์ประจำสมัยกรุงรัตนโกสินทร์แห่งรัชกาลปัจจุบัน เหรียญ"ปิดทองหลังพระ" 
       
        ขอกราบเรียนเชิญทุกท่านพร้อมใจกันร่วมสร้างถวายเพื่อ “เป็นพุทธบูชา” และเป็นอีก”สิ่งมหัศจรรย์ของโลก”ด้านสันติภาพ เพื่อมวลมนุษยชาติทั้งในปัจจุบันและอนาคต จะได้ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ อีกทั้งยังเป็นการช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของไทยอีกทางหนึ่ง ยิ่งไปกว่านั้นพวกเราพุทธศาสนิกชนชาวไทยทั้งหลาย จะได้ภาคภูมิใจ ที่พวกเรามีโฉมหน้าหรือพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุดตามประวัติศาสตร์ของโลก ซึ่งยังไม่มีที่ใดในโลกคิดและสร้างเหมือนที่เรากำลังจะทำ ซึ่งจะประดิษฐานอยู่บนผืนแผ่นดินไทยไปตลอดกาลตราบนานเท่านานชั่วนิจนิรันดร์ จนกว่าฟ้าดินสิ้นสลาย เหรียญ"ปิดทองหลังพระ"


     ร่วมค้นหาพระพักตร์ที่แท้จริงไปกับ อ.สันติ พิเชฐชัยกุล  นักปั้นแห่งจิตวิญญาณและประติมากรไทยระดับโลกผู้นี้

เหรียญ"ปิดทองหลังพระ" อ. สันติ พิเชฐชัยกุล ศิลปินประติมากรระดับโลก นักปั้นแห่งจิตวิญญาณ


สามารถเช่าบูชาได้ที่  >>> เหรียญปิดทองหลังพระ อาจารย์สันติ พิเชฐชัยกุล

#Amulet24 พระเครื่องดี เกจิดัง พิธีขลัง มวลสารศักดิ์สิทธิ์

ปิดทองหลังพระ
การ"ปิดทองหลังพระ"นั้น เมื่อถึงคราวจำเป็น ก็ต้องปิด..
ว่าที่จริงแล้ว คนโดยมากไม่ค่อยชอบ “ ปิดทองหลังพระ”กันนัก
เพราะว่าไม่มีใครเห็น แต่ถ้าทุกคนพากันปิดทองแต่ข้างหน้า…
ไม่มีใครปิดทองหลังพระเลย พระจะเป็นพระที่งามบริบูรณ์ไม่ได้….”
( พระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๐๖ )
งานทุกอย่างมีด้านหน้าและด้านหลัง เหมือนเหรียญบาท…
งานด้านหน้านั้นมีคนทำกันเยอะแยะ และมีคนแย่งกันทำ…
เพราะมีผลเห็นได้ชัดและก็ปูนบำเหน็จกันได้เต็มที่
แต่งานด้านหลังที่ไม่ปรากฏต่อสายตาของคน…
ต้องเป็นคนที่เข้าใจงานและหน้าที่ของตัวจริงๆ ถึงจะทำได้
และต้องเสียสละด้วย… "ปิดทองหลังพระ"
เพราะ…งานด้านหลังเป็น “งานปิดทองหลังพระ”
ถ้าทำดีแล้วต้องไม่ให้เห็นปรากฏ…
และต้องยอมรับว่าไม่ได้อะไรตอบแทนเลย
นอกจากความภูมิใจในการทำงานในหน้าที่ของตน…"ปิดทองหลังพระ"

ทำดีแบบ ปิดทองหลังพระ เพื่อเป็นกำลังแผ่นดิน 
พระบรมราโชวาท ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานแก่ข้าราชบริพาร รวมถึงประชาชนทั้งประเทศมาอย่างเนิ่นนาน

พระเครื่องฉลอง๒๕พุทธศตวรรษ

พระเครื่อง 25 พุทธศตวรรษ เมื่อปี พ.ศ. 2500 ได้มีพิธีพุทธาภิเษกพระเครื่องที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองไทยและเป็นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกด้วย และนอกจากนี้ยังได้มีการสร้างพระพุทธลีลา สูง 2,500 นิ้ว (62.50 ม.) บนเนื้อที่ 2,500 ไร่ ที่ตำบลศาลายา อ.นครปฐม (พุทธมณฑลปัจจุบัน) กับได้สร้าง พระเครื่อง 25 พุทธศตวรรษ ทั้งหลายขึ้น ซึ่งมีรายละเอียดในการจัดสร้างดังต่อไปนี้

  • คณะกรรมการจัดสร้างพระเครื่องในงานฉลอง 25 พุทธศตวรรษ
  • นายพลตำนวจเอก เผ่า ศรียานนท์ ประธานกรรมการ

คณะกรรมการจัดสร้างพระเครื่องในงานฉลอง 25 พุทธศตวรรษ มีหน้าที่จัดสร้างพระเครื่องเพื่อเป็นที่ระลึกในงานฉลอง 25 พุทธศตวรรษ เพื่อแจกจ่ายและสมนาคุณ แก่ประชาชนผู้มีจิตศรัทธาบริจาคเงิน สมทบทุนในการสร้างพุทธมณฑล คณะกรรมการจัดสร้างพระเครื่องฯ ได้จัดการดำเนินงานไปแล้ว และจะจัดการต่อไปตามลำดับนี้

คณะกรรมการจัดสร้างพระเครื่องฯ ได้อนุมัติ เงินทุนในการสร้างพระเครื่องครั้งนี้ เป็นเงิน 5,000,000 บาท (ห้าล้านบาทถ้วน) เพื่อทำการสร้างพระ 2 แบบ คือ

พระเนื้อชิน

อันประกอบด้วย พลวง, ดีบุก, ตะกั่วดำผสมด้วยนวโลหะ คือ ชินหนัก 1 บาท, เจ้าน้ำเงินหนัก 2 บาท, เหล็กละลายตัวหนัก 3 บาท เหล็กบริสุทธิ์ หลัก 4 บาท, ปรอท หนัก 5 บาท, สังกะสีหนัก 6 บาท ทองแดงหนัก 7 บาท, เงินหนัก 8 บาท, ทองคำหนัก 9 บาท, ตลอดจนแผ่นทองแดง, ตะกั่ว, เงินที่พระอาจารย์ต่าง ๆ เกือบทั้งราชอาณาจักร ได้ลงเลขยันต์คาถาส่งมาให้และเศษชนวนหล่อพระในพิธีแห่งอื่น ๆ รวมหล่อผสมลงไปในคราวนี้ด้วย

พระผง (ดิน)

ผสมด้วยผงเกษรดอกไม้ 108 อย่าง ตลอดจนผสมด้วยดินหน้าพระอุโบสถ จากพระอาจารย์ต่าง ๆ ทั่วราชอาณาจักรและผงพุทธาคมต่าง ๆ ที่บรรดาพระอาจารย์ได้มอบให้มารวมทั้งพระผงต่าง ๆ แบบของโบราณและของพระอาจารย์ต่าง ๆ ที่ได้สร้างไว้แต่โบราณกาล อันได้ส่งอุทิศมาให้ผสมรวมเป็นผงในครั้งนี้ด้วยมากมายหลายแห่ง ลำดับสี การเผาดินพระเครื่อง 25 พุทธศตวรรษ จากเริ่มจนถึงสุดท้าย สีจะเข้มจนดำไปในที่สุด

จำนวนพระที่สร้างในครั้งนี้

  1. พระเนื้อชิน 2,421,250 องค์
  2. พระเนื้อดิน 2,421,250 องค์
  3. สร้างพระพุทธรูปบูชาทองคำแบบพุทธลีลา ลักษณะเดียวกับพระองค์ใหญ่ ซึ่งจะสร้างที่พุทธมณฑล สูงองค์ละ 9 ซม. 4 องค์ ทองคำหนักรวม 55 บาท พระพุทธรูปทองคำนี้ ได้ให้กองพระษาปณ์ กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง เป็นผู้จัดสร้าง

จัดการสร้างพระเครื่องทองคำ

แบบลักษณะและขนาดเดียวกับพระเนื้อชินใช้ทองคำหนักองค์ละประมาณ 6 สลึง โดยให้สร้างเป็นจำนวนเพียง 2,500 องค์การสร้างพระเครื่องทองคำ ตามข้อนี้ ได้ใช้ทุนโดยวิธีเรียกเงินล่วงหน้าจากผู้สั่งจององค์ละ 1,000 บาท ส่วนเงินสมทบทุนอันแท้จริงนั้นองค์ละ 2,500 บาท เมื่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผู้สั่งจองจะต้องส่งเงิน ส่วนที่เหลืออีก 1,500 บาท เวลามาขอรับองค์พระไป

คณะกรรมการหาทุนและรับสั่งของสมทบทุนในการสร้างพุทธมณฑลอันมีพระยาสามราชภักดี

ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานกรรมการดำเนินงานอยู่นั้น ได้แจ้งความจำนงมายังคณะกรรมการนี่ว่า
เดิมที่ได้มีมติดังต่อไปนี้

  1. ผู้ใดบริจาคเงินสมทบทุนสร้างพุทธมณฑล 10,000 บาท จะได้พระทองคำหนักประมาณ 1 บาท เป็นของสมนาคุณ 1 องค์
  2. ผู้ใดบริจาคเงินสมทบทุน 1,000 บาท จะได้พระเงินหนักประมาณ 1 บาท เป็นของสมนาคุณ 1 องค์

การสร้างพระสมนาคุณนี้คณะกรรมการจะต้องสร้างเพื่อมอบเป็นของสมนาคุณมีจำนวนดังนี้

  1. พระทองคำ 15 องค์
  2. พระนาก 30 องค์
  3. พระเงิน 300 องค์

เงินค่าสร้างพระทั้ง 3 ชนิดนี้ เป็นเงินทุนจากที่ได้รับไว้แล้ว และจะดำเนินการสร้างให้เสร็จในคราวเดียว กับที่ได้สร้างพระเครื่องชินและผง (ดิน) ดังกล่าวแล้วด้วย

เหรียญ 25 พุทธศตวรรษ เนื้อทองคำ

จุดตำหนิ ด้านหน้า

  • ดูฐานบัว มีเม็ดหนึ่งเม็ด
  • ดูรัศมีด้านซ้าย มีเส้นแตกถึงหัวไหล่

จุดตำหนิ ด้านหลัง

  • ดูปลายอุด้านขวามีเส้นเกิน
  • ดูหางตัวอุติดขอบยันต์
  • มีตัวมะ เส้นแตก 

เหรียญ 25 พุทธศตวรรษ เนื้อเงิน

จุดตำหนิ ด้านหน้า

  • ดูฐานบัว มีเม็ดหนึ่งเม็ด
  • ดูรัศมีด้านซ้าย มีเส้นแตกถึงหัวไหล่ จุดตำหนิ ด้านหลัง
  • ดูปลายอุด้านขวามีเส้นเกิน
  • ดูหางตัวอุติดขอบยันต์
  • มีตัวมะ เส้นแตก

การสร้างพระเครื่อง

ได้ลงมือทำพิธีปลุกเสกสรรพสิ่งตลอด 3 วัน 3 คืน ในพระอุโบสถวัดสุทัศน์เทพวราราม ราชวรมหาวิหาร มีสมเด็จพระราชาคณะ, เจริญพระพุทธมนต์ 25 รูป พระคณาจารย์ปลุกเสก บรรจุพุทธาคมครบ 108 รูป

  1. พระครูอาคมสุนทร อ.พระนคร วัดสุทัศน์เทพวรารามฯ จ.พระนคร
  2. พระครูสุนทรสมาธิวัตร อ.พระนคร วัดสุทัศน์เทพวรารามฯ จ.พระนคร
  3. พระญาณาภิรัต อ.พระนคร วัดสุทัศน์เทพวรารามฯ จ.พระนคร
  4. พระครูพิบูลย์บรรณวัตร อ.พระนคร วัดสุทัศน์เทพวรารามฯ จ.พระนคร
  5. พระครูสุนทรศีลาจารย์ อ.พระนคร วัดสุทัศน์เทพวรารามฯ จ.พระนคร
  6. พระครูพิศาลสรกิจ อ.พระนคร วัดสุทัศน์เทพวรารามฯ จ.พระนคร
  7. พระมหาสวน อ.พระนคร วัดสุทัศน์เทพวรารามฯ จ.พระนคร
  8. พระอำนวย อ.พระนคร วัดสุทัศน์เทพวรารามฯ จ.พระนคร
  9. พระปลัดสุพจน์ อ.พระนคร วัดสุทัศน์เทพวรารามฯ จ.พระนคร
  10. พระครูวิสิษฐ์วิหารการ อ.พระนคร วัดชนะสงคราม จ.พระนคร
  11. พระสุธรรมธีรคุณ (หลวงพ่อวงษ์) วัดสระเกศ จ.พระนคร
  12. พระอาจารย์สา อ.พระนคร วัดชนัดดาราม จ.พระนคร
  13. พระปลัดแพง อ.พระนคร วัดมหาธาตุฯ จ.พระนคร
  14. พระวิสุทธิสมโพธิ อ.พระนคร วัดพระเชตุพนฯ จ.พระนคร
  15. พระวรเวทย์คุณาจารย์ อ.พระนคร วัดพระเชตุพนฯ จ.พระนคร
  16. พระครูฐาปนกิจประสาท อ.พระนคร วัดพระเชตุพนฯ จ.พระนคร
  17. พระอินทรสมาจารย์ อ.พระนคร วัดพระเชตุพนฯ จ.พระนคร
  18. พระครูวินัยธรเฟื่อง อ.พระนคร วัดสัมพันธ์วงศ์ จ.พระนคร
  19. พระครูภักดิ์ อ.พระโขนง วัดบึงทองหลาง จ.พระนคร
  20. พระครูกัลญาณวิสุทธิ อ.ยานนาวา วัดดอนทวาย จ.พระนคร
  21. พระอาจารย์มี อ.ยานนาวา วัดสวนพลู จ.พระนคร
  22. พระอาจารย์เหมือน อ.บางเขม วัดโรงหีบ จ.พระนคร
  23. พระหลวงวิจิตร อ.ดุสิต วัดสะพานสูง จ.พระนคร
  24. พระอาจารย์หุ่น อ.มีนบุรี วัดบางขวด จ.พระนคร
  25. พระราชโมลี อ.บางกอกน้อย วัดระฆัง จ.ธนบุรี
  26. หลวงวิชิตชโสธร วัดสันติธรรมาราม จ.ธนบุรี
  27. พรครูโสภณกัลญานุวัตร วัดกัลญาณมิตร จ.ธนบุรี
  28. พระครูภาวนาภิรัต อ.บางขุนเทียน วัดหนัง จ. ธนบุรี
  29. พระครูทิวากรคุณ อ.ตลิ่งชัน วัดตลิ่งชัน จ.ธนบุรี
  30. พระครูไพโรจน์วุฒิคุณ วัดโพธินิมิตร จ.ธนบุรี
  31. พระครูญาณสิทธิ์ อ.ตลิ่งชัน วัดราชสิทธาราม จ.ธนบุรี
  32. พระอาจารย์มา อ.ตลิ่งชัน วัดราชสิทธาราม จ.ธนบุรี
  33. พระอาจารย์หวน อ.ตลิ่งชัน วัดพิกุล จ.ธนบุรี
  34. พระมหาธีวัฒน์ อ.ภาษีเจริญ วัดปากน้ำ จ.ธนบุรี
  35. พระอาจารย์จ้าย อ.ภาษีเจริญ วัดปากน้ำ จ.ธนบุรี
  36. พระอาจารย์อินทร์ อ.ภาษีเจริญ วัดปากน้ำ จ.ธนบุรี
  37. พระครูกิจจาภิรมย์ อ.บางกอกใหญ่ วัดอรุณราชวราราม จ.ธนบุรี
  38. พระครูวินัยสังวร อ.ธนบุรี วัดประยูรวงศวาส จ.ธนบุรี
  39. พระสุขุมธรรมาจารย์ อ.ธนบุรี วัดหงษ์รัตนราม จ.ธนบุรี
  40. พระครูพรหมวินิต อ.ธนบุรี วัดหงษ์รัตนาราม จ.ธนบุรี
  41. พระอาจารย์อิน อ.คลองสาน วัดสุวรรณอุบาสิการ จ.ธนบุรี
  42. พระครูวิริยกิจ อ.คลองสาน วัดประดู่ฉิมพลี จ.ธนบุรี
  43. พระปรีชานนทมุนี อ.บางบัวทอง วัดโมลี จ.นนทบุรี
  44. พระครูปลัดแฉ่ง (หลวงพ่อแฉ่ง) อ.ปากเกร็ด วัดศรีรัตนาราม จ.นนทบุรี
  45. พระปลัดยัง (หลวงพ่อยัง) อ.ปากเกร็ด วัดบางจาก จ.นนทบุรี
  46. พระอาจารย์สมจิต วัดป่ากระเหรี่ยง จ.ราชบุรี
  47. พระอาจารย์แทน อ.เมือง วัดธรรมเสน จ.ราชบุรี
  48. พระครูบิน อ.บางแพ วัดแก้ว จ.ราชบุรี
  49. พระอินทร์เขมาจารย์ อ.เมือง วัดช่องลม จ.ราชบุรี
  50. พระธรรมวาทีคณาจารย์ อ.เมือง วัดดอนยายหอม จ.นครปฐม
  51. พระครูสังฆวิชัย วัดพระปฐมเจดีย์ จ.นครปฐม
  52. พระอาจารย์สำเนียง อ.บางเลน วัดเวทุนาราม จ.นครปฐม
  53. พระอาจารย์เต๋ อ.กำแพงแสน วัดสามง่าม จ.นครปฐม
  54. พระอาจารย์แปลก อ.เมือง วัดสระบัว จ.ปทุมธานี
  55. พระครูปลัดทุ่ง อ.เมือง วัดเทียมถวาย จ.ปทุมธานี
  56. พระครูบวรธรรมกิจ อ.เมือง วัดโบสถ จ.ปทุธานี
  57. พระครูโสภณสมาจารย์ อ.เมือง วัดหนองบัว จ.กาญจนบุรี
  58. พระครูวิสุทธิรังษี อ.เมือง วัดเหนือ จ.กาญจนบุรี
  59. พระมุจจรินโมฬี อ.หนองจิก วัดมุจจริน จ.ปัตตานี
  60. พระครูรอด อ.เมือง วัดประดู่ จ.นครศรีธรรมราช
  61. พระครูวิศิษฐ์อรรถการ อ.ฉวาง วัดสวนขวัญ จ.นครศรีธรรมราช
  62. พระครูสิทธิธรรมาจารย์ (พระอาจารย์ลี) อ.เมือง วัดโศกการาม จ.สมุทรปราการ
  63. พระอาจารย์บุตร อ.เมือง วัดใหม่บางปลากด จ.สมุทรปราการ
  64. พระอาจารย์แสวง อ.พระประแกง วัดกลางสวน จ.สมุทรปราการ
  65. พระครูศิริสรคุณ อ.เมือง วัดท้ายหาด จ.สมุทรสงคราม
  66. พระครูสมุทรสุนทร อ.เมือง วัดพวงมาลัย จ.สมุทรสงคราม
  67. พระสทุธิสารวุฒาจารย์ อ.อัมพวา วัดเสด็จ จ.สมุทรสงคราม
  68. พระอาจารย์อ๊วง อ.อันพวา วัดบางคณาทอง จ.สมุทรสงคราม
  69. พระครูไพโรจน์วุฒาจารย์ (รุ่ง) อ.กระทุ่มแบน วัดท่ากระบือ จ.สมุทรสาคร
  70. พระครูวิเศษสมุทรคุณ อ.กระทุ่มแบน วัดดอนไก่ดี จ.สมุทรสาคร
  71. พระครูสักขิตวันมุนี อ.เมือง วัดป่าเลไลย์ จ.สุพรรณบุรี
  72. พระอาจาย์แต้ม อ.เมือง วัดพระลอย จ.สุพรรณบุรี
  73. พระครูโฆษิตธรรมสาร (ครื้น) อ.เมือง วัดสังโฆ จ.สุพรรณบุรี
  74. พระครูวรกิจวินิจฉัย (พริ้ง) อ.เมือง วัดวรจันทร์ จ.สุพรรณบุรี
  75. พระครูสำฤทธิ์ (เอี้ยง) อ.เมือง วัดอู่ทอง จ.สุพรรณบุรี
  76. พระวรพจน์ปัญญาจารย์ องเมือง วัดอรัญญิการาม จ.ชลบุรี
  77. พระครูธรรมาวุฒิคุณ อ.เมือง วัดเสม็ด จ.ชลบุรี
  78. พระครูธรรมธร (หลาย) อ.เมือง วัดราศฎร์บำรุง จ.ชลบุรี
  79. พระอาจารย์บุญมี อ.บางละมุง วัดโพธิ์สัมพันธ์ จ.ชลบุรี
  80. พระพรหมนคราจารย์ อ.พรหมบุรี วัดแจ้งพรหมนคร จ.สิงห์บุรี
  81. พระครูศรีพรหมโศกิต (แพ) อ.พรหมบุรี วัดพิกุลทอง จ.สิงห์บุรี
  82. พระชัยนาทมุนี อ.เมือง วัดบรมธาตุ จ.ชัยนาท
  83. พระอาจารย์หอม (หลวงพ่อหอม) อ.เมือง วัดชากหมาก จ.ระยอง
  84. พระอาจารย์เมือง อ.แม่ทา วัดท่าแพ จ.ลำปาง
  85. พระครูอุทัยธรรมธานี อ.เมือง วัดท้าวอุ่ทอง จ.ปราจีนบุรี
  86. พระครูวิมลศีลจารย์ อ.ประจันตคาม วัดศรีประจันตคาม จ.ปราจีนบุรี
  87. พระครูสนุทรธรรมประกาศ อ.ปากพลี วัดโพธิ์ปากพลี จ.นครนายก
  88. พระครูบาวัง อ.เมือง วัดบ้านเด่น จ.ตาก
  89. พระครูสวรรควิริยกิจ อ.เมือง วัดสวรรคนิเวส จ.แพร่
  90. พระครูจันทร (อ.ชุมแสง จ.นครสวรรหลวงพ่อจันทร์) วัดคลองระนง ค์
  91. พระครูสีลกิติคุณ (อั้น) วัดพระญาติฯ อ.พระนครศรีฯ จ.อยุธยา
  92. พระอาจารย์แจ่ม วัดวังแดงเหนือ อ.พระนครศรีฯ จ.อยุธยา
  93. พระครูเล็ก วัดบางนมโค อ.เสนา จ.อยุธยา
  94. พระอาจารย์มี วัดอินทราราม อ.เสนา จ.อยุธยา
  95. พระอาจารย์หวาน วัดดอกไม้ อ.บางปะหัน จ.อยุธยา
  96. พระอาจารย์หน่าย วัดบ้านแจ้ง อ.บางปะหัน จ.อยุธยา
  97. พระครูประสาทวิทยาคม (นอ) วัดกลาง อ.ท่าเรือ จ.อยุธยา
  98. พระอาจารย์จง (หลวงพ่อจง) วัดหน้าต่างนอก อ.บางไพร จ.อยุธยา
  99. พระอธิการเจาะ วัดประตูโลกเชษฐ์ อ.เสนา จ.อยุธยา
  100. พระอาจารย์ศรี วัดสระแก อ.พระนครศรีฯ จ.อยุธยา
  101. พระสุวรรณมุนี (ชิต) วัดมหาธาตุ อ.เมือง จ.อยุธยา
  102. พระครูศุข วัดดตนดหลวง อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี
  103. พระครูพิบูลย์ศีลาจารย์ วัดโพธิ์กรุ อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี
  104. พระครูทบ (หลวงพ่อทบ) วัดส่วางอรุณ อ.ชนแดน จ.เพชรบูรณ์
  105. พระสวรรคนายก วัดสุวรรคคาราม อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย
  106. พระโบราณวัตถาจารย์ วัดราชธานี จ.สุโขทัย
  107. พระครู วัดกิ่งลานหอย กิ่ง อ.บ้านด่านลานหอย จ.สุโขทัย
  108. พระครูวิบูลย์สมุทร วัดเสด็จ อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม 

25ศตวรรษ1


การสั่งจอง สร้างพระเครื่องชนิดทองคำ

การจัดสร้างพระเครื่องชนิดทองคำนี้ มีการจัดสร้างทั้งสิ้น 2500 องค์ โดยผู้ที่ปราถนาที่จะร่วมการกุศลนี้ ต้องส่งเงินร่วมการกุศล องค์ละ 2,500 บาท โดยวิธีสั่งจองดังนี้

  1. ส่งเงินพร้อมคำขอสั่งจอง 1,000 บาท ไปยังนายพลตำรวจตรีเนื่อง อาบบุตร หรือ นายสุวรรณ โชติกเสถียร ณ กรมสุลากร จะได้ออกใบรับเงินให้เป็นหลักฐาน
  2. พระเครื่องทองคำนี้นำหนัก องค์ละประมาณ 6 สลึง คณะกรรมการการจัดสร้างพระเครื่องได้สร้างเพียง 2,500 องค์ 

ก็เพื่อจะได้เป็นมิ่งขวัญในการครอบครอง 25 พุทธศตวรรษ ปี 2,500 ทั้งนี้ผู้ที่มีกุศลเจตนาร่วมการกุศลในครั้งนี้ด้วย คนละ 10 บาท ก็ได้รับพระเครื่องที่สร้างนี้คือ แบบผง (ดิน) หรือแบบเนื้อชิน 1 องค์ เป็นการสนองความศรัทธา ไมตรีจิตร่วมการกุศลของท่านจะได้รวบรวมเป็นทุนสร้างพุทธมณฑล ต่อไปจากเนื้อเรื่องไม่ว่าจะเป็นการจัดสร้าง

และวัตถุประสงค์ในการจัดสร้างคณาจารย์ที่ร่วมในพิธีปลุกเสกทั้ง 108 รูป ล้วนเป็นคณาจารย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในยุคนั้นแทบทั้งสิ้น อีกทั้งจำนวนพระเครื่องที่สร้างก็มีจำนวนมาก (เนื้อดิน, ผง) ปัจจุบันยังคงมีอยู่ทั่วไปในแผงพระเครื่องทั่วไป แต่ถ้าเป็นพระเครื่องนอกจากเนื้อดิน, เนื้อชิน และมีราคาค่อนข้างจะสูง คนที่มีไว้ก็ไม่ค่อยจะนำมาปล่อยกันจึงไม่มีมาหมุนเวียน ในตลาดพระเครื่องกันเลยนาน ๆ จึงจะมีกันสักครั้ง

หลวงปู่มหาเจิม วัดสระมงคล จ.นครปฐม

ประวัติ พระครูภาวนาปัญญาดิลก(หลวงปู่พระมหาเจิม ปญฺญาพโล)วัดสระมงคล อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม

     สำหรับชาติภูมิหลวงปู่มหาเจิม ชื่อเดิม เจิม วรรณโมฬี เกิดเมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๔๕๙ ตรงกับแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ณ บ้านหนองแหน ต.เมืองใหม่ อ.ราชสาส์น จ.ฉะเชิงเทรา บิดาชื่อ นายหรุ่น วรรณโมฬี มารดาชื่อ นางม้วน วรรณโมฬี มีพี่น้อง ๖ คน ทุกคนเสียชีวิตหมดแล้ว

     บรรพชาที่วัดแสนภุมมาวาส กับหลวงพ่อทอง ต่อมาได้ญัตติเป็นธรรมยุต กับเจ้าคุณอุบาลี คุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจันโท) วัดบรมนิวาส กทม. อุปสมบท ณ วัดบรมนิวาส โดยมี พระพรหมมุนี (ติสฺโส อ้วน) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูพินิจ วิหารการ (ขำ) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระครูวินัยธรดำ เป็นพระอนุสาวนาจารย์

     หลวงปู่มหาเจิม เป็นพระผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ในสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต และหลวงปู่เจิมท่านเคร่งครัด ในธรรมวินัย เป็นที่สุด พูดน้อย พูดแต่ความจริง ไม่พูดเล่น เป็นผู้รักสันโดษ ไม่ยินดีในลาภยศ สรรเสริญ ท่านสละ ไม่ยอมรับแม้ตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัด ลูกศิษย์ถามว่า ทำไมหลวงปู่ไม่ไปอยู่ภาคอีสาน จะได้โด่งดังเหมือนกับพระคณาจารย์อื่นๆ ท่านตอบว่า เราไม่อยากดัง มาอยู่ตรงนี้ก็ดีแล้ว จะได้ใช้กรรมให้หมดไป

ประวัติที่ 2 ของหลวงปู่

ชีวประวัติหลวงปู่มหาเจิม ปญฺญาพโล

      หลวงปู่มหาเจิม นามเดิม เจิม วรรณโมฬี เกิดที่บ้านหนองแหน ต.เมืองใหม่ อ.พนมสารคาม(ปัจจุบันเป็น อ.ราชสาสน์) จ.ฉะเชิงเทรา เมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๙ ตรงกับวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีมะโรง บิดามีนามว่า นายหรุ่น วรรณโมฬี มารดามีนามว่า นางม้วน วรรณโมฬี มีพี่น้องทั้งหมด ๖ คน เป็นผู้ชาย ๔ คน ผู้หญิง ๒ คน ได้เสียชีวิตแล้วทั้งหมด ๕ คน ที่มีชีวิตอยู่ปัจจุบันเหลือหลวงปู่เพียงองค์เดียว

      การศึกษาของหลวงปู่ในวัยเด็กต้องศึกษากับวัดที่อยู่ใกล้บ้าน โดยเรียนหนังสือมูลบทบรรพกิจของพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) พออ่านออกเขียนได้เท่านั้น เพราะยังไม่มีโรงเรียนประชาบาลตั้งอยู่ในวัดสมัยนั้น และยังต้องย้ายออกจากบ้าน ห่างจากบิดามารดาและญาติพี่น้องมาอยู่ที่วัดตั้งแต่อายุประมาณ ๘ ขวบ

       หลวงปู่ได้บรรพชาเป็นสามเฌร เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๐ อายุได้ ๑๒ ขวบ กับหลวงพ่อทองซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดแสนภุมมาวาส และได้อยู่กับท่าน ๑ พรรษา ในปี พ.ศ. ๒๔๗๑ หลวงปู่ได้เดินทางเข้ามาในกรุงเทพฯ และมาอยู่ที่วัดบรมนิวาส ถนนรองเมือง เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร โดยคุณย่าอิ่ม รัดสกุล เป็นผู้นำมาฝากฝังกับท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจันโท) และได้ญัตติเป็นธรรมยุต กับท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ อีกด้วย

       การศึกษาบาลีและนักธรรม ได้เริ่มศึกษาเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๑ หลวงปู่สอบบาลีไวยากรณ์ได้ที่ ๔ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๒ และ ในปี พ.ศ. ๒๔๗๗ สอบได้นักธรรมเอก และหลวงปู่ยังสามารถสอบได้เปรียญธรรม ๕ ประโยค ได้ในปีเดียวกัน

 

       เมื่อหลวงปู่อายุครบ ๒๐ ปี บริบูรณ์ จึงได้เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๐ ณ พระอุโบสถวัดบรมนิวาส โดยมีพระพรหมมุนี (ติสฺโส อ้วน) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูพินิจ วิหารการ (ขำ) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระครูวินัยธรดำ เป็นพระอนุสาวนาจารย์

 ปี พ.ศ. ๒๔๘๔ หลวงปู่ได้ออกปฏิบัติ โดยเดินทางขึ้นสู่ภาคเหนือ ได้จำพรรษาที่วัดเจดีย์หลวง อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ๑ พรรษา

ปี พ.ศ. ๒๔๘๒-พ.ศ. ๒๔๘๗ จำพรรษาที่วัดป่าโรงธรรมสามัคคี อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่

ปี พ.ศ. ๒๔๘๘ จำพรรษาที่วัดทิพย์วนาราม อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่

ปี พ.ศ. ๒๔๘๙ ได้กลับมาจำพรรษาที่ วัดป่าโรงธรรมสามัคคี อีกครั้ง

ปี พ.ศ. ๒๔๙๐ ลงมาอยู่ภาคกลาง ได้ลงไปจำพรรษาที่อ่าวยาง จ.จันทบุรี เพียงรูปเดียว

ปี พ.ศ. ๒๔๙๑ ได้ไปจำพรรษาที่อ่าวหมู กับ พระอาจารย์น้อย เกตุโร อยู่ ๑ พรรษา และได้เดินทางลงไปจำพรรษาที่ปักษ์ใต้ โดยได้ไปอยู่กับหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี (พระราชนิโรธรังสีคัมคีร์ปัญญาวิศิษฏ์) ที่จังหวัดภูเก็ต

ปี พ.ศ. ๒๔๙๕ จำพรรษาที่อ่าวลึก จ.กระบี่ กับอาจารย์พรหมมา

ปี พ.ศ. ๒๔๙๖-พ.ศ. ๒๔๙๘ ได้อยูจำพรรษาที่คลองช่องลม อ.อ่าวลึก จ.กระบี่

ปี พ.ศ. ๒๔๙๙ กลับมาจำพรรษาที่วัดแสนภุมมาวาส อันเป็นบ้านเกิด เพื่อเยี่ยมโปรดโยมบิดา โยมมารดา

ปี พ.ศ. ๒๕๐๐ กลับลงไปภาวนาที่ภาคใต้อีกครั้ง โดยจำพรราที่อ่าวลึก จ.กระบี่ ได้ ๑ พรรษา

ปี พ.ศ. ๒๕๐๓ จำพรรษาที่วัดอรัญญบรรพต จ.หนองคาย กับหลวงปู่เหรียญ วรลาโภ (พระสุธรรมคณาจารย์)

ปี พ.ศ. ๒๕๐๔-พ.ศ. ๒๕๐๗ จำพรรษาที่วัดเขาแก้ว จ.จันทบุรี

ปี พ.ศ. ๒๕๐๘-พ.ศ. ๒๕๑๗ จำพรรษาที่วัดป่าคลองกุ้ง จ.จันทบุรี

ปี พ.ศ. ๒๕๑๘ กลับไปวัดเขาช่องลม อ.อ่าวลึก จ.กระบี่อีกครั้ง และได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาส จนถึงปี พ.ศ. ๒๕๑๙-พ.ศ. ๒๕๓๑ และในระหว่างนั้นหลวงปู่ได้ปฏิเสธที่จะรับตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดกระบี่ และ พังงา

ต่อมาท่านได้มาอยู่ที่มูลนิธิพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ซอยจรัลสนิทวงค์ ๓๗ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร เพื่อรักษาอาการอาพาธ และมาพักอยู่กับหลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท (พระครูสุทธิธรรมรังษี) ที่วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม อ.สามโคก จ.ปทุมธานี

ปี พ.ศ. ๒๕๓๓-ปัจจุบัน หลวงปู่ได้รับอารธนานิมนต์มาเป็นประธานสงฆ์ วัดสระมงคล อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม ซึ่งเดิมมีพื้นที่เป็นป่าช้าเก่า

สหธรรมิกของท่านที่เคยอยู่ร่วมกันมามีมากมายหลายท่านเช่น หลวงปู่เทศน์ เทสก์รังษี ,หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ ,หลวงปู่สิม พุทธาจาโร ,หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท ,หลวงปู่มหาเนียม สุวโจ ,หลวงปู่จันทร์แรม เขมสิริ เป็นต้น

หลวงปู่ท่านเป็นพระที่ชอบสันโดษไม่หวังลาภยศใดๆ มีลูกศิษย์มาถามท่านว่าทำไมท่านไม่เทศน์บ้าง ท่านตอบว่า

ธรรมมีมากมาย พระเทศน์เก่งๆก็มีเยอะ แต่คนเอาธรรมไปใช้มีน้อย มีลูกศิษย์ท่านนึงขอธรรมะจากท่าน ท่านได้ให้ธรรมะสั้นๆ แต่ออกจากใจท่านแท้ๆ ท่านเขียนไว้ว่า "ปล่อยว่าง วางเบา เอาหนัก" ท่านบอกว่าใครทำได้ถึงตรงนี้พ้นทุกข์ได้แน่นอน

หรียญเสมาหยุดกระสุน ประสบการณ์มากมาย พระที่นักลองของไม่กล้าลองยิง..เหรียญเสมา รุ่นแรก หลวงปู่มหาเจิม วัดสระมงคล  สภาพสวยเดิม พระดีราคาเบา  จัดสร้างใน พศ 2549 เพียงครั้งเดียวเท่านั้น

       หลวงปู่มหาเจิม ปญฺญาพโล อดีตประธานสงฆ์วัดสระมงคล บ้านหนองโพธิ์ ต.สระสี่มุม อ.กำแพงแสน เป็นเหรียญที่ออกในช่วงเดือนตุลาคม พ.ศ.2549 เนื่องในงานวันเกิดครบ 90 ปี

        ดาบธีเล่าว่า พระครูภาวนาปัญญาดิลก หรือที่ชาวบ้านมักเรียกว่า หลวงปู่เจิม ปัญญาพโล" เป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่อีกรูปหนึ่งของนครปฐม ได้รับการยกย่องว่าเป็นพระที่เคร่ง ครัดพระธรรมวินัย ใส่ใจปฏิบัติกัมมัฏฐานเป็นยอดพระเกจิแห่งยุคอีกรูปหนึ่ง มีสมาธิจิตใจอันแน่วแน่เด็ดเดี่ยว สมาธิมั่นคงปัจจุบันอายุ 96 พรรษา 76 ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสระมงคล อ.กำแพง แสน จ.นครปฐม และมีบลูกศิษย์ของหลวงปู่แผ้วได้ถามกับหลวงปู่แผ้ว ปวโรว่าหลวงปู่มหาเจิมเป็นอย่างไรหลวงปู่แผ้ว ปวโร ตอบมาว่าหลวงปู่มหาเจิมเก่งกว่าฉันเสียอีกหลวงปู่มหาเจิมเป็นพระสายกรรมฐานสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต หลวงปู่มหาเจิมท่านได้อนุญาตให้สร้างวัตถุมงคลเพียงครั้งเดียวเท่านั้น

        วัตถุมงคลของท่านได้มีการกล่าวขานว่าเป็นวัตถุมงคลศักดิ์สิทธิ์ ท่านได้ระสังขารแล้วประชุมเพลิงสังขารท่านกายเป็นพระธาตุวัตถุมงคลของท่านมีคนได้นำไปทดลองแล้วคนทดลองเกิดอาเพศมีอันเป็นไปบางคนมีอาการคุ้มคั่งจนไม่มีใครคิดที่จะกล้านำมาลองอีกและผู้ที่นำเอาเกศาของท่านไปก็เกิดความมหัศจรรย์เกิดขึ้นเพราะเกศากลายเป็นพระธาตุอย่าไม่น่าเชื่อส่วนกระดูกของท่านก็กลายเป็นเม็ดแก้วใสๆดูได้จากฟิล์มเอ็กซเรย์ที่หมอถ่ายไว้ประวัติหลวงปู่มหาเจิม ท่านบวชตั้งแต่11ขวบ(บวชเณร)พออายุครบ20ปีก็พรรพชาแล้วได้เดินออกธุดงค์ทั้ง4ภาคทั่วประเทศไทยกับเกจิอาจารย์หลายท่านจากนั้นท่านได้กลับมายังที่วัดสระมงคล ต.สระสี่มุม อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม หลวงปู่มหาเจิมได้ละสังขานลงด้วยสิริอายุ95ปี8เดือน11วัน

        ดาบธีภาค 7 ยังบอกอีกว่า ตนเองได้ประสบการณ์จากผู้ต้องหาที่ก่อเหตุเกิดการต่อสู้กันที่มีวัตถุมงคลของหลวงปู่มหาเจิมติดตัวอยู่นั้นร่ายกายก็ไม่มีบาดแผลแม้แต่น้อยจึงเป็นที่ล่ำลือกันว่าต้องเป็นวัตถุมงคลหลวงปู่มหาเจิมอย่างแน่นอน

หลวงปู่อั๊บ วัดท้องไทร เจ้าของตำรับ"ตะกรุดกันงู" อันเกรียงไกร

บันทึกชีวประวัติพระเดชพระคุณ พระอธิการเกษม(อั๊บ) เขมจาโร
อดีตเจ้าอาวาสวัดท้องไทร ต.แหลมบัว อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม
         หลวงพ่อมีนามเดิมว่า เกษม ทิมมัจฉา เกิดเมื่อวันจันทร์ที่ ๘สิงหาคม พ.ศ.๒๔๖๕    ขึ้น๑๕ ค่ำ เดือน๙ ปีจอ ที่บ้านแหลมบัว อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม บิดาชื่อ อุ๋ย  ทิมมัจฉา  มารดาชื่อ ผิว  ทิมมัจฉา เป็นบุตรชายคนโตในบรรดาพี่น้อง ๑๒ คน อาชีพเกษตรกร จบการศึกษาชั้นป.๒  ในวัยเด็กได้ไปพักกับพระน้าชายชื่อ พระเล็ก  ที่วัดกลางบางแก้ว อ.นครชัยศรี  จ.นครปฐม ซึ่งขณะนั้นมี พระพุทธวิถีนายก(หลวงปู่บุญ ขันธโชติ) เป็นเจ้าอาวาส ซึ่งหลวงปู่บุญเป็นพระที่มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นอันมากแม้แต่สมเด็จพระสังฆราชแพ วัดสุทัศน์ ยังให้ความเคารพ หลวงปู่อั๊บได้เล่าว่า ตอนท่านเป็นเด็กยังได้เคยรับใช้ บีบนวดหลวงปู่บุญบ่อยๆครั้ง เพื่อนเด็กวัดรุ่นเดียวกันนั้นมีอยู่คนหนึ่งต่อมาภายหลังได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุสงฆ์และได้ทำคุณประโยชน์ให้กับการศึกษาทั้งทางโลกและศาสนาอย่างมากมาย คือพระเดชพระคุณพระอุบาลีคุณปรมาจารย์  (ท่านเจ้าคุณ ปัญญา) เจ้าอาวาส วัดไร่ขิง นั่นเอง  ส่วนพระเล็กพระน้าชายได้บวชที่ วัดใหม่สุคนธาราม อ.นครชัยศรี จ.นครปฐมและได้ย้ายไปจำพรรษาหลายวัด อย่างเช่น วัดห้วยตะโก วัดปลักแรด  วัดหนองบัว วัดกลางบางแก้ว เป็นต้น ได้บวชเป็นพระนานอยู่ถึง ๑๘พรรษาจึงลาสิกขาออกมาใช้ชีวิตเป็นฆราวาสและมีครอบครัวอย่างชาวโลกทั่วไป   นับได้ว่าเป็นผู้มีวิชา อาคมขลังคนหนึ่ง ในปีที่หลวงปู่บุญ ได้มรณภาพลงนั้นตรงกับปี พ.ศ. ๒๔๗๘หลวงปู่อั๊บ มีอายุได้ ๑๓ ปี เมื่อหลวงปู่บุญได้มรณภาพลงแล้ว หลวงพ่อเกษม (อั๊บ) ได้กลับไปอยู่กับบิดา-มารดาที่บ้านท้องไทร ช่วยกิจการงานบ้าน    ทำนา อย่างขยันขันแข็ง จนอายุครบที่จะทำการบรรพชา อายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ จึงได้ทำการ อุปสมบท ณ.พัทธสีมา วัดทุ่งน้อย ต.แหลมบัว    อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม

โดยในสมุดใบสุทธิของหลวงปู่อั๊บ ได้บันทึกไว้ดังนี้..........

         พระอุปัชฌาย์ พระอธิการมา วัดทุ่งน้อย พระกรรมวาจารย์ พระอธิการฮะวัดโคกเขมา   (อ่านโคกขะเหมา) พระอนุสานาจารย์ พระอธิการพลัด วัดท้องไทร
           อุปสมบท เมื่อ อายุ  ๒๐ ปี  เมื่อวันที่ ๒๘ เดือนพฤษภาคม พ.ศ.  ๒๔๘๕เวลา๑๕.๑๘ น.   ณ.วัดทุ่งน้อย ต.แหลมบัว อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม หลังจากอุปสมบทแล้วได้กลับมาอยู่ที่วัดท้องไทร อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม เมื่อบวชได้ ๓พรรษา ได้เดินเท้าไปวัดหนองบัว จ.กาญจนบุรี เพื่อไปหาพระเล็กพระน้าชายซึ่งขณะนั้นได้ไปพักจำพรรษาอยู่ที่นั่น วัดหนองบัว ขณะนั้นมี หลวงปู่เหรียญ ซึ่งเป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดังเป็นเจ้าอาวาสอยู่ หลวงปู่เหรียญท่านนี้ เป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่ยิ้มอดีตเจ้าอาวาสองค์ก่อนซึ่งมีวิชาอาคมเก่งกล้าเป็นยิ่งนัก แม้แต่หลวง ปู่ศุขวัดมะขามเฒ่า ซึ่งเป็นเกจิอาจารย์ร่วมสมัยกันยังเกรงใจ ในวิชาของหลวงปู่ยิ้ม และยังเคยเดินทางมาพัก  ที่วัดหนองบัว    ส่วนพระสหธรรมิกอีกรูปหนึ่งที่สำคัญของหลวงปู่ยิ้ม คือ หลวงปู่บุญ  วัดกลางบาง แก้ว ในหนังสือประวัติ   วัดหนองบัวบันทึกไว้ว่า ในวันที่เผาศพหลวงปู่ยิ้มนั้นไม่สามารถ เผาร่างสังขารของท่านได้ จนต้องนิมนต์หลวงปู่ขึ้นไปทำพิธี จึงสามารถเผาศพของท่านติดไฟได้  นับว่าอัศจรรย์เป็นยิ่งนัก หลวงปู่อั๊บท่านเล่าว่า อยากจะขอเรียนวิชากับหลวงปู่เหรียญแต่พระน้าชายไม่ยอมให้เรียน แต่ในขณะที่พักอยู่ที่วัดหนองบัวประมาณ ๒เดือน ได้มีชาวบ้านในแถวนั้นได้นำพระเนื้อดินเผาและพระเนื้อผงมาถวายท่าน ( เป็นพระที่สมัยหลวงปู่ยิ้ม แห่งวัดหนองบัวได้ทำการจัดสร้างไว้แล้วนำไปบรรจุไว้ตามในถ้ำในเขตวัดหนองบัว) อาทิเช่น พระพิมพ์ยืนประทานพร พิมพ์ขุนแผนซุ้มเรือนแก้ว พิมพ์ปางมารวิชัย  พิมพ์๓ ชั้นหูบายศรี พิมพ์สมเด็จ ๓ชั้นพิมพ์สมเด็จ๗ ชั้นและพิมพ์สมเด็จปรกโพธิ์ เป็นต้น

            เมื่อหลวงปู่อั๊บท่านได้กลับมายังวัดท้องไทร ท่านได้นำพระเหล่านั้นกลับติดตัวมาด้วย บางส่วนท่านได้ทำการแจกให้แก่ลูกศิษย์ที่ใกล้ชิดไปพอประมาณ เมื่อมีผู้ที่นำไปบูชาแล้วได้เกิดอภินิหารมากมายแล้วกลับมาเล่าให้ท่านฟังท่านจึงได้นำชึ้นไปเก็บที่ห้องบนกุฏิท่านและไม่ได้นำออกมาอีกเลย หลังจากที่หลวงปู่ได้กลับมาอยู่ที่วัดท้องไทรแล้วนั้นท่านได้ไปฝากตัวขอเป็นศิษย์ กับ หลวงพ่อน้อย วัดธรรมศาลา เพื่อขอเล่าเรียนวิชาอาคมต่างๆจากหลวงพ่อน้อย   หลวงพ่อน้อย ท่านนี้มีความเก่งกล้าในวิชาอาคมเป็นอย่างยิ่งนัก ยิ่งวาจาของท่านแล้วเป็นปกาศิตยิ่งนัก หรือ วาจาศักดิ์สิทธิ์นั่นเอง พูดสิ่งใดแล้วมักเป็นสิ่งนั้น แม้แต่หลวงพ่อเงิน แห่งวัดดอนยายหอมยังให้ความนับถือ ซึ่งหลวงพ่อน้อยท่านก็เมตตาถ่ายทอดวิชาอาคมต่างๆให้อย่างไม่ปิดปัง พร้อมทั้งยังมอบ ตำรายันต์พระเวทย์ให้กับหลวงปู่อั๊บมา 1 เล่ม (ของพ่อน้อย วัดธรรมศาลา ๑เล่ม หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก๑ เล่ม) เป็นตำรายันต์ลายมือหลวงพ่อน้อย มีบางส่วนที่เป็นลายมือของพระตุ๋ยซึ่งเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อน้อยซึ่ง หลวงพ่อน้อยเรียกมาใช้บ่อยๆเพราะเขียนอักขระเลขยันต์ได้สวยงามดี  (ต่อมาได้ลาสิกขาเป็นฆราวาส)  นับได้ว่าหลวงพ่อน้อยท่าน เป็นครูอาจารย์ที่สำคัญยิ่งองค์หนึ่งของหลวงปู่อั๊บเลยที่เดียวและในช่วงเวลาที่หลวงปู่อั๊บว่างท่านได้เดินทางไปกราบ หลวงพ่อแช่ม วัดตาก้องและได้ขอเรียนวิชาจากหลวงพ่อแช่มมาด้วยอย่างเช่น การนำกระเบื้องแตกมาลงอักขระแล้ว นำไปไว้ในใจกลางที่ดินเพื่อที่จะขายเป็นต้น                                                              

ส่วนอีกองค์หนึ่งคือหลวงพ่อจันทร์ วัดบ้านยางซึ่งเป็นสหธรรมมิคกันกับหลวงพ่อแช่ม วัดตาก้องหลวงปู่อั๊บท่านได้กราบขอเป็นศิษย์เช่นกัน แต่หลวงพ่อจันทร์ท่านสั่งให้ไปหาที่วัดและให้นำหัวหมูไปด้วย๑ หัวแล้วท่านจะถ่ายทอดวิชาให้หมด

            แต่เมื่อหลวงปู่อั๊บได้กลับมาวัดท้องไทรแล้วได้ล้มป่วยลงด้วยไข้มาลาเรียหรือสมัยนั้นเรียกว่าไข้ป่า ท่านเล่าว่าป่วยคราวนั้นเกือบตายเป็นๆหายๆอยู่ประมาณ๓ เดือน เมื่อหายจากไข้จึงทำการเดินทางไปหาหลวงพ่อจันทร์อีกครั้ง แต่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่งว่าหลวงพ่อจันทร์ท่านได้มรณภาพลงเสียแล้ว จึงไม่ได้รับการถ่ายทอดวิชาจากหลวงพ่อจันทร์เอาไว้เลย  เมื่อท่านบวชได้ ๘พรรษาหลวงปู่อั๊บได้เดินทางไปยัง จ.สุพรรณบุรี เพื่อไปฝากตัวเป็นศิษย์ของ หลวงพ่อโบ้ย วัดมะนาว หลวงพ่อโบ้ยท่านมีความเชี่ยวชาญในสายวิปัสสนากรรมฐานเป็นยิ่งนัก มีความศักดิ์สิทธิ์ใน วิชาอาคมขลังเป็นเลิศ หลวงพ่ออั๊บได้ขอขึ้นกรรมฐานธุดงค์กับหลวงพ่อโบ้ย ซึ่งหลวงพ่อโบ้ย ท่านก็ได้สอนหลักการเดินธุดงค์การอยู่ในป่าให้อย่างละเอียด จึงนับได้ว่า หลวงพ่อโบ้ย คือ ครูกรรมฐานที่แท้จริงของหลวงปู่อั๊บ  หลังจากหลวงปู่อั๊บได้กลับมาจากวัดมะนาวแล้วท่านได้ไปจำพรรษาที่ วัดโคกเขมา ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากวัดท้องไทรมากนัก ๑ พรรษา(พรรษา ๑๐) ในปีพ.ศ.๒๔๙๕(พรรษา ๑๑)ได้มีญาติโยมได้นิมนต์ท่านไปอยู่ที่ วัดใหม่ต้านทาน อ.บางซ้าย จ.อยุธยา เมื่อท่านได้มาอยู่  จ.อยุธยาแล้วท่านได้มีโอกาสไปฝากตัวเป็นศิษย์กับหลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก อ.บางไทร จ.อยุธยา ซึ่งหลวงพ่อจงท่านนี้นั้นนับได้ว่าเป็นเกจิที่มีชื่อเสียงโด่งดังในสมัยสงครามโลกครั้งที่๒เป็นอย่างมาก  จนมีผู้คนทั่วไปกล่าวขานคำคล้องจองกล่าวกันว่ จาด-จง-คง-อี๋

จาด คือ หลวงพ่อจาด แห่งวัด บางกระเบา จ.ปราจีนบุรี

จง คือ หลวงพ่อจง แห่งวัด  หน้าต่างนอก  จ.อยุธยา

คง คือ หลวงพ่อคง แห่งวัด บางกระพร้อม จ.สมุทรสงคราม

 อี๋ คือ  หลวงพ่ออี๋ แห่งวัด สัตหีบ จ.ชลบุรี

           หลวงปู่อั๊บท่านได้เรียนวิชาอาคมจากหลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก จ.อยุธยา ไว้มากพอสมควรและหลวงพ่อจง ท่านได้สอนวิปัสนากรรมฐานให้และวิชาอื่นๆอีกหลายๆอย่างด้วยกัน อย่างเช่น  วิชาตะกรุดลอยน้ำ ซึ่งเป็นวิชาชั้นสูงและอักขระเลขยันต์ต่างๆ

           ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๙๕- พ.ศ.๒๕๐๕ นั้นท่านได้จำพรรษา ณ.วัดใหม่ต้านทาน อ.บางซ้าย  จ.อยุธยา เป็นเวลา ๑๑ พรรษา หลังออกพรรษาเมื่อรับกฐินแล้ว ท่านได้ออกธุดงค์เพื่อหาความวิเวกทุกๆปี ในช่วงเวลา ๑๑ พรรษานี้ท่านได้เรียนวิชาอาคมต่างๆเพิ่มเติมและฝึกจิตจนมีความก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็วจากการที่ท่านได้ธุดงค์อยู่ในป่า ถ้ำ เขา ทำให้ท่านมีพลังจิตแกร่งกล้าเป็นยิ่งนัก ท่านเล่าว่าได้เดินธุดงค์ไปทั่วประเทศมาหมดแล้ว ในช่วงที่ท่านได้เดินธุดงค์อยู่นั้นได้พบพระธุดงค์ด้วยกันถ้าพระรูปใดได้แสดงวิชาอะไรให้ได้ดูให้เห็นเป็นที่ประจักษ์จริงแก่สายตาแล้ว ท่านขอเรียนไว้หมดโดยท่านบอกว่าไม่สามารถที่จะจำชื่อได้หมด ในช่วงที่อยู่อยุธยานี้ได้ไปขอเรียนวิชาอย่างหนึ่งที่พิสดารยิ่งคือวิชาการทำตะกรุดกัน อสรพิษ จาก หมอถ่าย หมอถ่ายนี้เป็นฆราวาสที่พักอาศัยอยู่ใกล้ๆกับวัดไผ่โรงวัว   จ.สุพรรณบุรี หมอถ่ายนี้สามารถเอางูเห่าใส่ย่ามสะพายไปไหนมาไหนได้โดยงูไม่กัดและสามารถนำงูออกมาอาบน้ำในกาละมังได้โดยงูไม่กัด หลวงปู่อั๊บไปขอเรียนอยู่ถึง ๗ ปีหมอถ่ายจึงยอมสอนให้แต่ก็ได้ไม่หมดเพราะหลวงปู่อั๊บไม่มีฝิ่นไปบูชาครู  นับว่าเป็นวิชาที่พิสดารคือถ้าผู้ใดได้คาดตะกรุดกันงูนี้อยู่กับตัว ถ้าไปเหยียบงูพิษเข้า งูไม่สามารถที่จะอ้าปากกัดได้และวิธีการทำก็ยุ่งยากมาก เคยเห็นท่านนั่งผูกตะกรุดกันงูต้องปิดปากเอาลิ้นดันเพดานปากไว้แล้วทำการภาวนาขณะถักตะกรุด ด้านหนึ่งมี ๙ เปลาะแล้วเอาตะกรุดร้อยเข้าแล้วจึงถักอีกด้านหนึ่ง ๗ เปลาะขณะทำการถักห้ามพูดคุยเด็ดขาด ถ้าเกิดไอหรือจามหรือเผลอพูดออกมาเป็นอันว่าตะกรุดดอกนั้นเสียทันทีต้องแก้ใหม่หมด ท่านบอกว่าเวลาถักตะกรุดกันงูทีไร ฉันอาหารไม่ค่อยได้ไปหลายวัน

          ในปีพ.ศ๒๕๐๖-๒๕๐๗ญาติโยมได้นิมนต์ท่านไปจำพรรษาที่วัดวังชะโด อ.บางซ้าย จ.อยุธยาเป็นเวลา ๒ ปีรวมแล้ว หลวงปู่อั๊บ มาจำพรรษาอยู่ที่จ.อยุธยาทั้งหมดเป็นเวลาถึง ๑๓ ปี

          ในปีพ.ศ๒๕๐๘ หลวงปู่อั๊บ มีอายุ ๔๓ ปีญาติโยมทางท้องไทรได้มานิมนต์ให้หลวงปู่กลับมาอยู่ที่วัดท้องไทร อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม เพื่อไปโปรดญาติโยมที่บ้านเกิดบ้างท่านจึงได้กลับมาอยู่ที่วัดท้องไทรตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา  ปีที่ท่านได้กลับมาอยู่วัดท้องไทร นั้นอายุได้ ๔๓ ปีย่าง๔๔ ปี (ได้๒๔พรรษา)

 ในปีพ.ศ.๒๕๐๙หลวงปู่อั๊บได้ดำริจะสร้างศาลาการเปรียญขึ้นมาสักหลัง ลูกศิษย์จึงขออนุญาตทำการจัดสร้างเหรียญ ซึ่งเป็นรุ่นแรกของหลวงปู่อั๊บ ขึ้นมาเป็นเหรียญรูปไข่ครึ่งองค์เนื้อทองแดงจำนวนที่จัดสร้าง ๑๐,๐๐๐เหรียญ เพื่อมอบสมนาคุณให้แก่ญาติโยมที่บริจาคทรัพย์สร้างศาลาการเปรียญพร้อมกันนี้ท่านได้ทำการสร้างตะกรุดกันงูขึ้นมาด้วยเพื่อแจกพร้อมกับเหรียญรูปไข่ด้วย

 ญาติโยมที่ได้รับไปบูชานั้นได้พบเจอกับอภินิหารมากมายนับไม่ถ้วนเป็นการสร้างชื่อเสียงขจรขจายให้ผู้คนทั้งหลายได้รู้จักกับ หลวงพ่อปู่อั๊บ แห่งวัดท้องไทร จนโด่งดังไปทั่วมากยิ่งขึ้นและหลวงปู่อั๊บก็ยังได้เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้านท้องไทรตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

 เมื่อวันที่ ๑๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๓ หลวงปู่อั๊บได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสแห่งวัดท้องไทรและยังได้รับการแต่งตั้งเป็น พระกรรมวาจาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ท่านได้นำวิชาต่างๆที่ได้ร่ำเรียนมาสงเคราะห์ผู้คนทั่วไปดังนี้....

๑. วิชาการแพทย์แผนโบราณรักษาด้วยสมุนไพร

๒. วิชาการรักษาโรคเกี่ยวกับกระดูก-เส้นเอ็น

๓. วิชาการแช่น้ำมนต์

. วิชาการถอนคุณไสย(ถอนของ)

. วิชาการสักเสกอักขระเลขยันต์

           วิชาการแช่น้ำมนต์ถอนของนี้ หลวงปู่อั๊บท่านได้ไปขอเรียนกับ ก๋งสุข ซึ่งเป็นคนจีนบ้านอยู่ที่ จ.อยุธยา ก๋งสุขนี้เมื่อสมัยตอนรุ่นๆได้ต้มน้ำร้อนถวาย หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเท่า เป็นลูกศิษย์ที่รับใช้หลวงปู่ศุขอยู่ถึง ๑๐ ปีหลวงปู่ศุขจึงถ่ายทอดให้มาและได้สั่งเอาไว้ด้วยว่า ถ้ามอบให้ใครแล้วมึงก็ต้องตายเสีย หลวงปู่อั๊บเพียรไปเรียนอยู่ประมาณ ๖ ปี ก๋งสุขจึงยอมมอบวิชาให้หลังจากถ่ายทอดวิชาการทำน้ำมนต์ถอนของให้กับหลวงปู่อั๊บ แล้วประมาณ ๑เดือน ก๋งสุขก็เสียชีวิตในวัย ๙๐ ปีเศษ

วิธีการรักษา ของหลวงปู่อั๊บ แห่ง วัดท้องไทรนั้น

ผู้ใดสงสัยจะถูก คุณไสย ลมเพลมพัด ท่านจะให้นำน้ำกรองสะอาดใส่ในกะละมังพอมิดหลังเท้าแล้วเอาน้ำมนต์ที่ท่านทำไว้ใส่ลงไปด้วย  ล้างเท้าให้สะอาดแล้วจึงเอาเท้าแช่ลงไปในกะละมังนั้นเอาน้ำมนต์ดื่มเข้าไปด้วย ถ้าคนป่วยนั้นถูกคุณไสย ถูกของมาจริงก็จะถูกขับออกมาในกะละมังนั้นโดยแช่วันละ ๓ชั่วโมงติดต่อกัน ๓ วันจนครบ๙ ชั่งโมงแล้ว หลวงปู่อั๊บจะรดน้ำมนต์ให้อีกครั้งหนึ่ง

 บางคนเป็นหนักจนไม่ได้สติจนต้องหามกันมาก็มีก็มาหายด้วยน้ำมนต์ของหลวงปู่อั๊บ มากมายนับไม่ถ้วน บางคนอยากจะแช่ทั้งตัวก็มีอ่างปูนซีเมนต์ขนาด 4 เหลี่ยมใส่น้ำลงไปแล้วเอาน้ำมนต์ใส่ลงไปจึงลงไปนั่งแช่ทั้งตัว ค่ารักษาก็มีเพียง ธูป เทียน  ดอกไม้และบุหรี่๑ ซองกับเงินค่าครูแค่ ๑๒ บาทเท่านั้น บางคนเป็นอัมพฤต อัมพาต มาแช่แล้วเอายาไปกินหายเดินได้มาก็มาก ท่านได้สงเคราะห์ผู้คนที่เป็นเช่นนี้มา หลายสิบปี ถ้าจะนับจำนวนผู้ป่วยที่ท่านทำการสงเคราะห์ก็ไม่อาจที่จะสรุปได้ว่ากี่หมื่นกี่พันราย

ครูอาจารย์ที่หลวงปู่อั๊บได้ไปขอเล่าเรียนวิชามามีดังนี้.........

๑.พระเล็ก เป็นพระพี่ชายศึกษาเล่าเรียนวิชาการทำตะกรุดโพธิ์กลับพระเล็กได้ไปเล่าเรียนวิชานี้มาจากหลวงพ่อคำ วัดดอนทราย อ.โพธาราม จ.ราชบุรี วิชานี้เป็นวิชาสำคัญอย่างหนึ่งซึ่งหลวงพ่อไม่ค่อยได้ทำให้ใคร เนื่องจากพรรษาหนึ่งเพียง ๙ดอกเท่านั้นและต้องทำจาก แผ่นเงิน และ ทองคำเท่านั้น (ตอนที่ท่านไปเรียนวิชานี้มาจากราชบุรีนั้น หลวงพ่ออั๊บท่านขี่ม้าไปเรียน จนม้าที่หลวงพ่อขี่นั้นตายไปเป็นตัวๆ)

๒.หลวงพ่อน้อย วัดธรรมศาลา จ.นครปฐม ศึกษาเล่าเรียนวิชาอักขระเลขยันต์และพระเวทย์ต่างๆและยังได้ตำรายันต์มาจาก หลวงพ่อน้อย วัดธรรมศาลามาอีก ๑ เล่ม

๓.หลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง จ.นครปฐม ศึกษาเล่าเรียนวิชาการลงเลขยันต์ที่แผ่นกระเบื้องแล้วนำไปไว้กลางที่ดินเพื่อให้ขายได้ เป็นต้น

๔.หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก จ.อยุธยา ศึกษาเล่าเรียนวิชาวิปัสสนากรรมฐานและอักขระเลขยันต์ต่างๆ วิชาการทำตะกรุดลอยน้ำ ซึ่งเป็นเมตมหานิยมอย่างสูง(ตำราอีก ๑เล่ม)

๕.หลวงพ่อหอม วัดหนองเสือ จ.นครปฐม ศึกษาเล่าเรียนวิชาทำน้ำมันมนต์สมุนไพรประสานกระดูกละเส้นเอ็น ซึ่งหลวงพ่อหอมเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อจวน หลวงพ่อจวนเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่ยิ้ม วัดหนองบัว จ.กาญจนบุรี

๖.หลวงพ่อโบ้ย วัดมะนาว จ.สุพรรณบุรี ศึกษาเล่าเรียนวิชาขึ้นกรรมฐานธุดงค์

๗.ก๋งสุข ศึกษาเล่าเรียนวิชาทำน้ำมนต์ถอนของ

๘.โยมถ่าย ศึกษาเล่าเรียนวิชาการทำตะกรุดกันงู

 ยังมีครูบาอาจารย์อีกหลายๆท่านที่ไม่ได้เอ่ยชื่อไว้ (หลวงพ่อจำไม่ได้) จนนับไม่ถ้วนจนตำราที่ท่านได้ไปศึกษาเล่าเรียนมา หลวงปู่อั๊บท่านบอกเอาไว้ว่าต่อให้มีรถกระบะก็ใส่ตำราที่เรียนมานั้นก็ไม่หมดบางเล่มก็มีคนยืมเอาไปแล้วไม่ได้นำมาคืน หลวงพ่ออั๊บก็หลายเล่มและอีกส่วนหนึ่งก็อยู่ที่ วัดใหม่ต้านทาน จ.อยุธยา

 หมายเหตุ

              อนึ่งอ้างอิงข้อมูลมาจาก พระอาจารย์พระครูปลัด ขวัญชัย สุจิตฺโต (รักษาการเจ้าอาวาส วัดท้องไทร)

                                                                  นาย นริทร์ กำบัง  ผู้จดบันทึก

                                                                   ศิษย์เอกวัดท้องไทร   ผู้จัดทำ

 

อาจารย์สันติ พิเชฐชัยกุล

อาจารย์สันติ พิเชฐชัยกุล เป็นนักปั้นที่มีชื่อเสียงระดับโลก อ.สันติ ได้ถือกำเนิดเกิดมาภายในบ้านของตัวเองเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2515 โดยคุณพ่อเป็นผู้ทำคลอดให้กับมือ ทั้งๆ ที่คุณแม่ของ อ.สันติ ได้ทำหมันเมื่อ 4 ปีที่แล้ว และถือเป็นความมหัศจรรย์อีกอย่างหนึ่งคือ ท่านเกิดมาพร้อมกับปานบนหน้าผากซึ่งอยู่ตรงกลางระหว่างคิ้วพอดีและยังมีจุดเล็กๆ สีดำตรงกลางปานอีกชั้นหนึ่ง ทั้งนี้คนสมัยโบราณเชื่อกันว่าเป็นเสมือนดวงตาที่ 3 ของผู้วิเศษ โดยหมอดูพเนจรได้ทำนายว่าภายภาคหน้า อ.สันติ จะได้เป็นเจ้าอาวาสวัดหรือจะทำการใดๆ ก็จะได้เป็นผู้ยิ่งใหญ่ไร้เทียมทาน อ.สันติ มีพี่อีก 5 คน โดย อ.สันติ เป็นลูกคนสุดท้องของครอบครัวพิเชฐชัยกุล

คุณแม่ของ อ.สันติ เป็นช่างเย็บผ้า ส่วนคุณพ่อเป็นครูสอนภาษาไทยอีกทั้งยังเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนในขณะนั้น ด้วยวัยเพียง 4 ขวบ อ.สันติ สามารถหารายได้ช่วยเหลือครอบครัวโดยการเก็บผักขาย เพื่อเป็นค่าขนมในวัยเด็ก แม้จะเป็นแค่เด็กแต่ อ.สันติ ก็มีความใฝ่ฝันที่อยากจะเป็นศิลปินตั้งแต่ตอนนั้น โดย อ.สันติ ชอบเอาถ่านเข้ามาวาดรูปฝาผนังเล่นในบ้านและต้องรีบทำความสะอาดก่อนที่คุณพ่อจะกลับมาจากโรงเรียน เรียกได้ว่า อ.สันติ มีพรสวรรค์มาตั้งแต่เด็กเลยทีเดียว และเมื่อ อ.สันติ อายุย่าง7 ขวบ ก็มีโอกาสได้เข้าแข่งขันวาดรูปในระดับอำเภอ ทำให้ อ.สันติ และเป็นที่ชื่นชอบของเพื่อนๆ ในความสามารถด้านศิลปะการปั้นดินเหนียวที่ได้จากแม่น้ำใกล้ๆ หมู่บ้าน ถึงขนาดกับจ้างให้ อ.สันติ ปั้นของเล่นให้ในราคาตัวละ 1-2 บาท ซึ่งถือว่าได้ราคาดีพอสมควรในยุคสมัยนั้น

เมื่ออายุได้ 16 ปี อ.สันติ เข้าศึกษาที่วิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษาวิทยาเขตเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือจังหวัดนครราชสีมา( ม.เทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ) คณะออกแบบ สาขาวิชาชีพศิลปกรรม โดย อ.สันติ ได้มีโอกาสวาดภาพจิตรกรรมฝาผนังของวิหารวัดเขาสุกิม จ.จันทบุรี และรับจ้างทำงานศิลปะทั่วไปจากนักศึกษาและครูในวิทยาลัย พ.ศ. 2534 – 35 อ.สันติ ต้องหยุดเรียน 1 ปี เนื่องจากสอบเข้า ม.ศิลปากรไม่ได้ จึงหางานทำเป็นลูกจ้างรายวันให้กับโรงหล่อพระ พุทธรอดเรืองงามปฏิมากรรม โดย อ.แดง กำพล ซ.51 ถ.เพรชเกษม บางแค และรับจ้างทำงานฝ่ายศิลป์ในวงการบันเทิง จึงสามารถมีเงินเก็บเพื่อจะส่งตัวเองเรียนต่อที่วิทยาเขตเพาะช่างจนจบ ป.ว.ส. ด้วยอายุเพียง 22 ปี ในปี พ.ศ. 2535 – 37 และในที่สุด อ.สันติ ก็ได้ศึกษาจนจบปริญญาตรี สาขาประติมากรรมสากลศึกษาศาสตร์บัญฑิต( สายครู ) ที่ ม.เทคโนโลยีราชมงคลคลอง 6 อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ในปี พ.ศ. 2537 - 39

ในวันนี้ ผ่านมาแล้วมากกว่า 20 ปี ความสามารถในด้านปฏิมากรรมของ อ.สันติ ได้ประจักษ์และเป็นที่ยอมรับจากคนทั่วโลก ถึงแม้ว่า อ.สันติ จะไม่ได้เลือกใช้ชีวิตเป็นเจ้าอาวาสวัดก็ตาม แต่ผลงานของ อ.สันติ นั้นก็มีชื่อเสียงในด้านคุณภาพของจิตวิญญาณ และทำให้รูปปั้นของ อ.สันติ ประหนึ่งมีชีวิต ด้วยรายละเอียดจนคนส่วนใหญ่แยกไม่ออกเลยว่าอะไรเป็นรูปปั้นหรืออะไรเป็นคนจริงกันแน่
 
         อ.สันติ ได้รับแรงบัลดาลใจในการทำรูปปั้นโลหะ(บรอนซ์) มาจากพระเจ้าอโศกมหาราช ด้วยความชื่นชมเสาหินศิลาจารึกที่พระเจ้าอโศกได้สร้างขึ้นนั้น เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่อยู่ได้ทนตราบนานเท่านาน ดังนั้นหากท่านต้องการที่จะให้คนรุ่นหลังได้รำลึกนึกถึงบุคคลที่ทรงคุณค่าก็ควรจะเป็นปฏิมากรรมรูปปั้นที่มีความแข็งแรงไม่บุบสลายไปตามกาลเวลาง่ายๆ อย่างเช่นโลหะบรอนซ์ซึ่งแข็งแรงกว่าหินซะอีก



 
  • พ.ศ. 2554  อ.สันติ ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับที่หนึ่งในด้านประติมากรรม และรางวัลชนะเลิศอันดับที่สี่ของงานศิลปะทั้งหมดทุกแขนง โดยงานนี้เป็นงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ชื่อว่าอาร์ตไพรซ์มีศิลปินที่ส่งผลงานเข้าร่วมการแข่งขันทั้งหมด 1,582 คน  และมีชิ้นงานที่ส่งเข้าประกวดมากกว่าจำนวนคน โดยผลงานจาก ศิลปินที่มีฝีมือทั่วโลกกว่า 39 ประเทศ  และอีก 42 รัฐในสหรัฐอเมริกา
  • พ.ศ. 2555 อ.สันติ ได้รับรางวัล “Best Of Show 3D” ในงานครบรอบร้อยปีของ Calgary Stampede Western Showcase Artists’ Studios ในเมืองคาลการี่  รัฐอัลเบอร์ต้า  ประเทศแคนาดา  โดยถือว่า อ.สันติ เป็นประติมากรที่เก่งที่สุดของทวีปอเมริกาเหนือ
  • พ.ศ. 2556 อ.สันติ ได้เข้าร่วมแข่งขันรายการ Portrait Society of America ซึ่งถือว่าเป็นการแข่งขันระดับโลกอีกรายการหนึ่งที่น่าภาคภูมิใจยิ่ง  โดย อ.สันติ ได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 15 จากสุดยอดศิลปินที่มีฝีมือ 800 กว่าคนทั่วโลก
  • พ.ศ. 2557 Safari Club International ได้ยกย่องให้   อ.สันติ เป็นประติมากรอันดับหนึ่งของโลก

            ผลงานของ อ.สันติ ทำให้ท่านทั้งหลายได้สัมผัสถึงประวัติความเป็นมาและความสามารถอันน่าทึ่งของท่าน รวมทั้งการนำเสนอผลงานที่แสดงถึงความสมจริงจนได้รับเครื่องหมายการค้าอย่างเป็นทางการโดยสิทธิบัตรของสหรัฐอเมริกามาแล้ว(United States Trademark and Patent Office) นอกจากนี้ อ.สันติ ยังได้แนะนำให้โลกรู้จักกับรูปปั้นโลหะ(บรอนซ์) ที่เหมือนจริงจนแยกไม่ออกว่าเป็นบรอนซ์ เพราะมีความละเอียดอ่อนมากกว่าที่บรอนซ์ควรจะเป็น ซึ่งเป็นการปฏิวัติวงการปฏิมากรรมรูปปั้นโลหะ(บรอนซ์) ครั้งแรกของโลกอีกด้วย 
 
            อ.สันติ ได้ออกรายการโทรทัศน์มากกว่า 65 รายการ ทั้งในประเทศไทย, กัมพูชา, ญี่ปุ่น, เกาหลี, แคนาดา สหรัฐอเมริกา รายการ UBC, CNN World, TODAY Show ของอเมริกา และ อ.สันติ ยังได้รับการเผยแพร่ในหนังสือ Magazine อีกทั้งหนังสือพิมพ์นับร้อยเล่มจากทั่วโลก  ผลงานประติมากรรมของ อ.สันติ ได้รับการยกย่องและยอมรับในระดับสากล ถึงความเหมือนจริงในรูปปั้น ด้วยวิสัยทัศน์ของ อ.สันติ พิเชฐชัยกุล ยังคงสร้างและจัดแสดงผลงานของท่านในทวีปอเมริกา, เอเชีย และอีกไม่นานก็จะไปโชว์ในทวีปยุโรปเป็นการต่อไป

ข้อมูลส่วนตัว

สัญชาติ: ไทย-อเมริกัน
เชื้อชาติ: ไทย
วัน-สถานที่เกิด: เกิด 15 มิ.ย. พ.ศ. 2515  -  ต.ชุมพวง อ.ชุมพวง จ.นครราชสีมา
บิดา: นายชั้น พิเชฐชัยกุล  อดีตข้าราชการครู ตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียน
มารดา: นางทองพูนศรี พิเชฐชัยกุล  อาชีพช่างตัดเย็บเสื้อผ้า และแม่บ้าน( เสียชีวิตแล้ว )



เกียรติและรางวัล

พ.ศ.2560  Honorary Doctoral Degree in Fine Art, Rajamangala University Bangkok, Thailand
พ.ศ.2560  Alumnus of the Year, Rajamangala University Issan, Nakhon Ratchasima, Thailand
พ.ศ.2559  Finalist, Chief Red Cloud, Commissioned Sculpture Category, Portrait Society of America, USA
พ.ศ.2559  National Artist of the Year, Howe Magazine, Thailand
พ.ศ.2559  Honorable Citizens Award, Thailand
พ.ศ.2558  Alumnus of the Year, Rajamangala University Klong Hok, Thailand
พ.ศ.2557  9th Merit, Grandfather Monk Boonyarid, Outside the Box Category, Portrait Society of America, USA
พ.ศ.2556  Artist of the Year, Siam Commercial Bank Magazine, Thailand
พ.ศ.2554   ได้ที่ 4 ของการประกวดศิลปะทุกแขนง แต่เป็นที่ 1 ของประติมากรทั้งหมดที่เข้าแข่งขัน จากศิลปิน 1,582 คน 39 ประเทศ 43 รัฐในอเมริกา
พ.ศ.2554  ได้รับการคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 10 ประติมากรแนวอเมริกันตะวันตกของทวีปอเมริกาเหนือ เพื่อร่วมแสดงงาน Calgary Stampede, Calgary, Canada เป็นปีที่99 ซึ่งเป็นมหกรรมการแสดงกลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดในโลก
พ.ศ.2554  ติด 1 ใน 25 คน จากผู้เข้าแข่งขันทั้งสิ้น 1,713 คน หลายประเทศทั่วโลก ในงานประกวดแข่งขันศิลปะระดับโลกที่งานอาร์ตไพรส์
พ.ศ.2554  Granted Official Trademark by the United States of America for bronze limited edition alterations “Artist Rendering & Customization” ได้รับอนุญาติจากอเมริกาให้จดทะเบียนลิขสิทธิ์ชื่อ “อาร์ตติสท์ แรนเดอร์ริ่ง แอนด์ คัสโตมายเซชั่น”
พ.ศ.2554  ถูกเสนอชื่อให้เข้ารับรางวัลประติมากรยอดเยี่ยมของรัฐมอนทาน่า
พ.ศ.2554  Living Book for Rajamangala University of Technology Isan International Human Library ถูกเชิญให้เป็นบุคคลผู้มีความรู้ทางการศิลปะในรายการหนังสือมีชีวิต ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน นครราชสีมา เพื่อเป็นหนังสือในห้องสมุดมีชีวิตครั้งแรกแห่งประเทศไทย



ประสบการณ์ในการทำงานด้านศิลปะ

พ.ศ. 2561 His Royal Majesty King Vajiralongkorn
พ.ศ. 2560  Somchai Laosaichua (Toyota), Udon, Thailand
พ.ศ. 2559  Somchai Silapanont, Phuket Thailand
พ.ศ. 2558  Dhanin Chearovanont, CP Corporation Thailand
พ.ศ. 2558  Dr. Sakthip & M.R. (Princess) Benchapa Krairiksh
พ.ศ. 2558  Sukit Wanglee, Tongpoon Foundation
พ.ศ. 2557  SINGHA Corporation, Thailand
พ.ศ. 2557 ครอบครัว อัศวเหม 2557 
พ.ศ. 2556 Vihara Padma Sambhava, Palyul Indonesia
พ.ศ. 2556 วัดระฆัง โฆสิตาราม วรมหาวิหาร
พ.ศ. 2556 วัดบ้านไร่ จ.นครราชสีมา
พ.ศ. 2556 วัดสังค์ทาน จ.นนธบุรี
พ.ศ. 2556 ดร. ชิม ชาพ กรุงเทพฯ
พ.ศ. 2556 ธนาคารเกียรตินาคิน บริษัท โชเดธนาวัด
พ.ศ. 2556 บริษัท เชลล์ดอน
พ.ศ. 2555 พัลโลพ วิทยาโรม กรุงเทพฯ
พ.ศ. 2555 วัดป่าบ้านทัด จ.อุดรธานี
พ.ศ. 2555 บริษัท จิตร บุญศักษ์
พ.ศ. 2555 ธนาโชค จินธนาเลิศ จ.ชลบุรี
พ.ศ. 2555 David Werklund, Calgary, Canada
พ.ศ. 2555 วัดโบสท์ จ.สมุธสงกรานต์
พ.ศ. 2555 วัดโพธิ์มารังศรี จ.ลพบุรี
พ.ศ.2555  วัดบาทมาวิทยา จ.ข่อนแก่น
พ.ศ.2555  สวนทิพย์ จ.นนธบุรี
พ.ศ.2555  วัดยานาวา เจริญรุ่ง กรุงเทพฯ
พ.ศ.2554  Bob Funk, Oaklahoma USA
พ.ศ.2554  Patrick Higgs, Calgary, AB CANADA
พ.ศ.2554  วัด Linh Son, Belmont, MI (รัฐ มิชิแกน) USA
พ.ศ.2552  Rick & Maritza Salsburg, FL(รัฐฟลอลิด้า) USA
พ.ศ.2551  Vinnie & Susan Nardi, Whitefish MT(รัฐมอนทาน่า) USA
พ.ศ.2551  ปั้นพระศิวะ องค์ยืนร่ายรำ ขนาดความสูง 22 นิ้ว หล่อด้วยวัสดุทองสำริด  ให้กับลูกคือ คุณเผด็จ ,คุณเมตตา ชาติรังสรรค์
พ.ศ.2551  ปั้นหุ่นเหมือนจริงเรซิ่นไฟเบอร์กล๊าส พระครูสิริสารการ (โกศล สิริสาโร) วัดจอมแจ้ง บ.พุ่มแก ต.พุ่มแก อ.นาแก จ.นครพนม
พ.ศ.2551  ปั้นหุ่นเหมือนจริงเรซิ่นไฟเบอร์กล๊าส ให้วัดโพธิ์ชัยสามผง ต.สามผง อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม 3 องค์ ได้แก่  
                1.พระ อาจารย์มั่น ภูริทัสโต แห่งวัดป่าสุทราวาส จ.สกลนคร (ปั้นตอนแก่ ในท่านั่งขัดสมาธิ ยกมือขวาชี้นิ้วพองามเพื่อสั่งสอนลูกศิษย์)       
                2.หลวงพ่อเกิ่ง อริมุตตโก  อดีตเจ้าอาวาสวัดโพธิ์ชัยสามผง (ปั้นตอนหนุ่ม อยู่ในท่านั่งพับเพียบมือทั้งสองข้างวางบนหน้าตักอย่างสำรวม)        
                3.หลวงตามหาบัว ญานสัมปัญโน แห่งวัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี (ปั้นตอนหนุ่มอยู่ในท่าพนมมือรับการสั่งสอนจากพระอาจารย์มั่น)
พ.ศ.2550  บ.กสท.โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ ปั้นและหล่อโลหะ พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณสามเศียรเหยียบเมฆ
พ.ศ.2550  วัดปราสาท บ.ตาเบา อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ ปั้นพระสงฆ์เหมือนจริง เรซิ่นไฟเบอร์กล๊าส 3 องค์ 1.หลวงพ่อสาท(2.และ3.ไม่รู้ชื่อ)
พ.ศ.2550  วัดธาตุมหาชัย ต.มหาชัย อ.ปลาปาก จ.นครพนม ปั้นหุ่นเหมือนจริงเรซิ่นไฟเบอร์กล๊าส หลวงปู่คำพันธ์ โฆษะปัญโญ
พ.ศ.2550  วัดป่าบ้านท่าควาย ต.ท่าก้อน อ.อากาศอำนวย จ.สกลนคร ปั้นหุ่นเหมือนจริง หลวงปู่จุลลา เกตุโร
พ.ศ.2550  วัดควนสามโพธิ์ ต.ควนขนุน อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง ปั้นหุ่นเหมือนจริง หลวงพ่อทุ่ม อุปะทุมโม และหลวงปู่เลื่อน
พ.ศ.2550  วัดร่องขุ่น อ.แม่ลาว จ.เชียงราย (ปล.ปั้นแต่งเฉพาะส่วนที่เป็นผิวของเจ้าอาวาสตอนเป็นขี้ผึ้งและควบคุมการ หล่อเรซิ่นเท่านั้น)
พ.ศ.2550  วัดสะพานหิน ต.สะพานหิน อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก ปั้นหุ่นเหมือนจริงไฟเบอร์กล๊าสเรซิ่น หลวงพ่อพระครูพิสุทธิ์
พ.ศ.2550  Doang Jing Jam Toh (Clothing Company) ปั้นพระมาลัย ให้ลูกค้าจากประเทศไต้หวัน  
พ.ศ.2550  วัดถ้ำพรหมโลก อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี พระฤษีพรมโลก108  สี่หน้า แปดกร
พ.ศ.2550  วัดพระธาตุจอมหมอกแก้ว ต.จอมหมอกแก้ว อ.เภอแม่ลาว จ.เชียงราย หลวงปู่ทวด เรซิ่นไฟเบอร์กล๊าสทำสีเลียนแบบโลหะ
พ.ศ.2550  Kedabulit State Temple, ประเทศมาเลเซีย  
พ.ศ.2550  วัดถ้ำป่าอาชาทอง (พระขี่ม้าบิณทบาตร) อ.แม่จันทร์ จ.เชียงราย หลวงพ่อสด เรซิ่นไฟเบอร์กล๊าสสีทอง ห่มผ้าจีวรจริง
พ.ศ.2550  วัดนางลาด (หลวงพ่อปัญญา นันทภิขุ บวชเป็นพระครั้งแรกที่นี่) จ.พัทลุง  อ.เมือง หลวงปู่ทวด หล่อโลหะทองเหลือง
พ.ศ.2550  วัดคลองเหลง จ.นครศรีธรรมราช  ออกแบบเหรียญจตุครามรามเทพ ฯลฯ
พ.ศ.2550  วัดคูหาสวรรค์ อ.เมือง จ.พัทลุง ออกแบบเหรียญพระโพธิสัตว์วัชระปราณีและปัทมปราณี, พระพิฆเนศวร, หลวงปู่ทวด
พ.ศ.2550  ปั้นหุ่นเหมือนจริง เรซิ่นไฟเบอร์กล๊าส  (หลวงเตี่ย) พระครูสิริธรรมาภิรักษ์ วัดศรีธรรมาราม อ.บางละมุง จ.ชลบุรี
พ.ศ.2550  ปั้นหุ่นเหมือนจริง เรซิ่นไฟเบอร์กล๊าส  หลวงพ่อพระครูโสภน ธรรมมาภิมุข วัดโสภาภิมุข ต.วัดหลวง อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย
พ.ศ.2549  ปั้นหุ่นเหมือนจริง เรซิ่นไฟเบอร์กล๊าส หลวงปู่ลี  ฐิตะธรรมโม วัดเหวลึก (ปัจจุบันคือ วัดฐิตะธรรมโม) อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร   ป
พ.ศ.2549  ปั้นหุ่นเหมือนจริง หลวงปู่ลี  ฐิตะธรรมโม  ขนาดหน้าตัก 5นิ้ว จำนวน100องค์
พ.ศ.2549  ปั้นหุ่นเหมือนจริง เรซิ่นไฟเบอร์กล๊าส  หลวงปู่จวบ  วัดกลางบางซื่อ เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานครฯ     
พ.ศ.2549  หุ่นเหมือนจริงเรซิ่นไฟเบอร์กล๊าส หลวงปู่ตื้อ อาจาระธัมโม แห่งวัดป่าอรัญวิเวก เพื่อวัดทุ่งศรีสองเมือง อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม
พ.ศ.2549  หุ่นเหมือนจริงหล่อโลหะทองเหลืองขนาดหน้าตัก 5 นิ้ว จำนวน 150 องค์ และ 10 นิ้ว จำนวน 10 องค์
พ.ศ.2549  หุ่นเหมือนจริงเรซิ่นไฟเบอร์กล๊าส หลวงปู่ตื้อ อาจาระธัมโม เพื่อวัดป่าอาจารตื้อ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่
พ.ศ.2549  พระพุทธบารมีศรีชัยภูมิ วัดป่าอกาลิโก อ.จตุรัส จ.ชัยภูมิ หล่อโลหะทองเหลืองรมดำ ขนาดหน้าตักกว้าง 59 นิ้ว  
พ.ศ.2549  วัดราษฎร์เจริญ อ.หนองแค จ.สระบุรี  หลวงพ่อผัน ( พระครูสรกิจพิจารณ์ ) หน้าตัก 9 นิ้ว หล่อทองเหลือง 100 องค์
พ.ศ.2549  คุณYusuke แห่งร้าน Jewelry ในประเทศญี่ปุ่น ปั้นผู้นำทางศาสนาของประเทศอิหร่าน ลักษณะของงานเป็นเหรียญนูนต่ำ
พ.ศ.2549  กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปั้นปลานิล1ม. และกุ้งกุราดำ 2 ม. เรซิ่นไฟเบอร์กล๊าส ในงานน้อมเกล้าถวายในหลวง
พ.ศ.2549  บริษัท Amy’s Orchids Inc., California,  ซ.วัดเทียนดัด อ.สามพราน จ.นครปฐม ดอกกล้วยไม้เรซิ่นขนาด 2 เมตร
พ.ศ.2549  ปั้นหุ่นเหมือนจริงเรซิ่นไฟเบอร์กล๊าส หลวงพ่อเทียม วัดลาดหลุมแก้ว  ต.ลาดหลุ่มแก้ว อ.ลาดหลุ่มแก้ว จ.ปทุมธานี       
พ.ศ.2549  วัดโพธิ์บ้านอ้อย ต.บางพูด  อ.ปากเกร็ด  จ.นนทบุรี  พระพุทธรูปปางลีลา สมัยสุโขทัย ขนาดความสูง 9 ฟุต
พ.ศ.2549  ปั้นและทำพิมพิ์ปูนปาสเตอร์ ภาพในหลวงนูนต่ำ เหรียญวงกลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง2เมตร เพื่อซุ้มประตูงานวันพ่อแห่งชาติ
พ.ศ.2548  หุ่นเหมือนจริงเรซิ่นไฟเบอร์กล๊าส หลวงปู่สง่า วัดไผ่ล้อม อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา
พ.ศ.2548  เพ้นท์แอร์บรัชท้องฟ้าบนฝ้าเพดาน ที่บ้าน คุณวัฒนา อัศวเหม กรุงเทพฯ และเพดานในคาสิโนแกรนด์ไดมอน ปอยเปต กัมพูชา  
พ.ศ.2548  ปั้นหุ่นเหมือนจริง เรซิ่นไฟเบอร์กล๊าส หลวงปู่สมภาร ปัญญาวโร วัดป่าวิเวกพัฒนาราม ต.พรเจริญ  อ.พรเจริญ จ.หนองคาย  
พ.ศ.2548  ปั้นหล่อทองเหลือง ขนาดหน้าตัก 5 นิ้ว จำนวน 100 องค์ หลวงปู่สมภาร ปัญญาโร วัดป่าวิเวกพัฒนาราม จ. หนองคาย
พ.ศ.2548  KTS Marketing Supply จ.นนทบุรี ปั้นหอยมุข ขนาดความยาว 1 เมตร เรซิ่นไฟเบอร์กล๊าสแบบเหมือนจริง
พ.ศ.2548  กรอปฉากเวทีละคร สยามนิรมิต ซึ่งเป็นกรอปเวทีละครที่สูงที่สุดในโลกขณะนี้ 12 เมตร เนื้อที่ 543 ตารางเมตร วัสดุยิปซั่มไฟเบอร์กล๊าส โดยใช้เทคนิคพิเศษ ใช้เวลาในการสร้าง 60 วัน ทีมงาน 10 คน : รัชดา กรุงเทพมหานครฯ
พ.ศ.2548  ปั้นหุ่นเหมือนจริงเท่าจริไฟเบอร์กล๊าสเรซิ่น หลวงพ่อบุญมี (พระญาณโพธิ์) วัดอัมพวัน ราชวัตร เขตดุสิต กรุงเทพฯ   
พ.ศ.2548  ปั้นหุ่นเหมือนจริง หลวงพ่อบุญมี ขนาดหน้าตัก 5 นิ้ว หล่อด้วยเรซิ่น จำนวน 350 องค์ หล่อทองเหลือง จำนวน 100 องค์
พ.ศ.2548  ปั้นหุ่นเหมือนจริง หลวงพ่อบุญมี ขนาดเท่าองค์จริงจำนวน 2 องค์ หล่อด้วยทองเหลืองห่มจีวรจริง(เป็นครั้งแรกของวงการปั้นพระ)
พ.ศ.2548  งานปั้นปราสาทในเทพนิยาย  เพื่อตกแต่งอาคารของโรงเรียนอนุบาลจุติพร ใกล้ปากทางเข้าเมืองทองธานี กรุงเทพฯนนทบุรี  
พ.ศ.2548  พระพุทธมุกมณีเทพศรีสุนทร ใช้เม็ดไข่มุขแท้ทำ วัดเขารัง อ.เมือง จ.ภูเก็ต (ออกแบบและปั้นต้นแบบขี้ผึ้งเสร็จแล้ว)
พ.ศ.2548  ปั้นหุ่นเหมือนจริง เรซิ่นไฟเบอร์กล๊าส พุ่มพวง ดวงจันทน์ ให้กับคุณใหม่ เจริญปุระ เพื่อนำไปถวายแด่วัดทับกระดาน จ.สุพรรณบุรี                                     
พ.ศ.2548  ปั้นหุ่นเหมือนจริง เรซิ่นไฟเบอร์กล๊าส ขนาดเท่าตัวจริง หลวงพ่อพรหม ถาวโร  วัดช่องแค  อ.ตาคลี  จ.นครสวรรค์   
พ.ศ.2548  ปั้นหุ่นเหมือนจริง เรซิ่นไฟเบอร์กล๊าส หลวงพ่อพรหม ถาวโร ขนาดหน้าตัก 7 นิ้ว จำนวน 200 องค์ หน้าตัก 9 นิ้ว จำนวน 10 องค์
พ.ศ.2548  ปั้นหุ่นเหมือนจริง เรซิ่น ฯ หลวงปู่สรวง แห่งวัดไพรพัฒนา จ.ศีษระเกศ ให้กับ วัดบายตึ๊กเจียะ ต.คลองหลวง อ.เมือง จ.ปทุมธานี
พ.ศ.2547  ปั้นหุ่นเหมือนจริง เรซิ่นไฟเบอร์กล๊าส หลวงพ่อ(ยะถ่าน) ก่าย จ.สุวรรณเขต ประเทศ ลาว
พ.ศ.2547  ปั้นหุ่นเหมือนจริง เรซิ่นไฟเบอร์กล๊าส (ท่านั่งเก้าอี้ )ฯพณฯ บรรหาร ศิลปอาชา จัดแสดง ณ.พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ จ.สุพรรณบุรี   
พ.ศ.2547  ปั้นหุ่นเหมือนจริง เรซิ่นไฟเบอร์กล๊าส สมเด็จพระสังฆราช อุดมปัญญา (ดวงผ่อง) วัดกำโปงหลวง อ.กำโปงชะนัง ประเทศกัมพูชา
พ.ศ.2547  ปั้นหุ่นเหมือนจริงเรซิ่นไฟเบอร์กล๊าส  หลวงปู่สิงห์ทอง  วัดอ่างสร้างหิน อ.เลิงนกทา จ.ยโสธร  
พ.ศ.2547  ปั้นหุ่นทองเหลืองแบบครึ่งองค์พระอวโลกิต้า ให้กับหลวงปู่ดิน สำนักสงฆ์มุนีแดนธรรมศิริมงคลชีวิต อ.ไทรโยคใหญ่ จ.กาญจนบุรี   
พ.ศ.2546  ปั้นหลวงปู่ปลื้ม วัดสวนหงส์ อ.บางปลาม้าจ.สุพรรณบุรี(ซึ่งเป็นรูปปั้นพระสงฆ์แบบเหมือนจริงไฟเบอร์กล๊าส เรซิ่นองค์แรกในชีวิต)
พ.ศ.2546  ปั้นหุ่นเหมือนจริงไฟเบอร์กล๊าสเรซิ่น  หลวงพ่อเงิน วัดศรีทรายมูล อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่   
พ.ศ.2545  สร้างประติมากรรมชิ้นใหญ่ 2 ชิ้น คือหมวกจิ๋นซีฮ่องเต้ และหมวกปฐมจักรพรรดิแมนจู อยู่บนตึกคาสิโนและโรงแรมแกรนด์ ไดมอนด์ จังหวัดปอยเปต ประเทศกัมพูชา
พ.ศ.2543-2544  ปั้นหุ่นชนเผ่าต่างๆและมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ของ จ.สุพรรณบุรี รวมทั้งสิ้น 19 ตัว พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ จ. สุพรรณบุรี
พ.ศ.2542  สร้างหุ่นจำลอง 1.เครื่องบินฝนหลวง 2.กังหันชัยพัฒนา 3.เกษตรทฤษฎีใหม่ 4.เรือสุขา ชั้น 2 ตึกศูนย์การศึกษาท้องฟ้าจำลองกรุงเทพฯ
พ.ศ.2542  ออกแบบโลโก้ ร้านสเต๊กลุงหนวด อ.เมือง จ.นนทบุรี  
พ.ศ.2542  ละครพื้นบ้านเรื่อง สังข์ทอง ทางไทยทีวีสี ช่อง 3 สร้างฉากละคร และรับแสดง
พ.ศ.2542  ละครเทพบุตรสลัม ไทยทีวีสีช่อง 3 นักแสดงรับเชิญ ให้เช่าสถานที่ถ่ายทำ อีกทั้งยังวาดภาพประกอบฉากและประกอบเพลงอีกด้วย  
พ.ศ.2541  ปั้นหุ่นเหมือนจริงไฟเบอร์กล๊าสเรซิ่น 2 ตัว ตาและยายเป็นชาวชอง หุ่นยายกำลังยืนให้อาหารไก่,ส่วนหุ่นตากำลังนั่งสานตระกร้า พิพิธภัณฑ์พานิชย์นาวี จ.จันทบุรี    
พ..ศ.2541 สร้างโมเดล เงาะป่าซาไก  นักโทษตะรุเตา  พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ อ.เมือง จ. สตูล
พ.ศ.2541  สร้างโมเดล 12 ประเพณี พื้นบ้านของชาวอีสาน ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น จ.ขอนแก่น   
พ.ศ.2541  สร้างหุ่นจำลองเรื่องราวเกี่ยวกับภัยพิบัตธรรมชาติ ณ.บริเวณชั้น 4 ตึกศูนย์การศึกษา ท้องฟ้าจำลอง กรุงเทพฯ  
พ.ศ.2540  หุ่นเหมือนจริง  2 ตัว ชาย จีน กับหญิงไทย (เป็นหุ่นเรซิ่นไฟเบอร์กล๊าสสองตัวแรกในชีวิต) พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ จ.ร้อยเอ็ด   
พ.ศ.2536  งานสร้างวาดฉากเวทีคอนเสิร์ตโลกดนตรี ททบ.5 ประเทศไทย
พ.ศ.2536  บริษัท Thai Broadcast Television ช่อง 3 ในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายศิลป์ ละครเรื่อง ขบวนการสู้ผีไม่มีถอย
พ.ศ.2536  บริษัท ไทย เอ็นเตอร์เทนเมนท์ จำกัด ในตำแหน่งผู้ช่วยฝ่ายศิลป์  ภาพยนต์ไทยเรื่อง สยึ๋มกึ๋ยภาค 2
พ.ศ.2536  บริษัท อาร์เอส โปรโมชั่น ประเทศไทย เป็นฝ่ายศิลป์และนักแสดงมิวสิค VDO คาราโอเกะหลายศิลปินและหลายเพลง
พ.ศ.2536  ปั้นวิวัฒนาการของมนุษย์ ตั้งแต่ลิงกลายเป็นคน เป็นงานนูนสูงกึ่งลอยตัว มีทั้งหมด9ตัว ได้ทำ7ตัว(ส่วนที่2และที่3 อาจารย์เป็นผู้ทำเอง) ให้กับพิพิธภัณฑ์ฟรามจระเข้ จ.สมุทรปราการ(เป็นการรับจ้างปั้นครั้งแรกจากอาจารย์ในขณะที่กำลังศึกษาอยู่ ที่วิทยาเขตเพาะช่าง)
พ.ศ.2535  ทำงานสร้างฉากประกอบโฆษณาหน้าโรงภาพยนต์แห่งหนึ่งแถวสยามแสคว เพื่อภาพยนต์ไทยเรื่อง แชะๆๆเจอแจ๋วแว๋วภาค 1
พ.ศ.2535  บริษัท Creation World Production  ตำแหน่งผู้ช่วยกำกับฝ่ายศิลป์  ภาพยนต์ไทยเรื่อง แชะๆๆเจอแจ๋วแว๋วภาค 2
พ.ศ.2534  โรงหล่อพระพุทธรอดเรืองวงศ์ปฏิมากรรมซ.51เพชรเกษมกทม.ตำแหน่งลูกมือช่างปั้น(จุดเริ่มต้นของการเป็นปฏิมากรมืออาชีพ)
พ.ศ.2532  ถูกคัดเลือกให้เป็น1ใน10ของรุ่น จากอาจารย์ประจำวิชาในแผนกศิลปะกรรม  ม.เทคโนโลยีราชมงคลอิสานนครราชสีมา ให้ไปเขียนจิตรกรรมฝาผนัง ที่วัดเขาสุกิม จ.จันทบุรี
พ.ศ.2531  รับจ้างวาดภาพภาพวิวทิวทัศน์ บนกระเบื้องห้องน้ำเพื่อจำหน่ายให้กับน.ศ.ในม.เทคโนโลยีราชมงคลอิสาน นครราชสีมาและประชาชนทั่วไป
พ.ศ.2528  รับจ้างทาสีบ้านให้กับลูกค้าทั่วไปใน อ.ชุมพวง จ.นครราชสีมา
พ.ศ.2524  รับจ้างทำ ธนู ขายให้เพื่อนราคา 3 บาท เรียนอยู่ชั้น ป.3ก. โรงเรียนอนุบาลชุมพวง อ.ชุมพวง จ.นครราชสีมา
พ.ศ.2523  รับจ้างวาด ภาพลายเส้นดินสอ ให้เพื่อนราคา 2 บาท เรียนอยู่ชั้น ป.2ก.โรงเรียนอนุบาลชุมพวง อ.ชุมพวง จ.นครราชสีมา
พ.ศ.2521  รับจ้างปั้นยานอวกาศ ยูเอฟโอ ( UFO.) ด้วยดินเหนียว ให้กับเพื่อน ราคา 1 บาท(อายุ 6 ขวบ ยังไม่เข้าโรงเรียน)
ครอบครัวข่าว ช่อง 3 2557
เช้านี้ที่หมอชิต 2557 
รายการแจ๋ว 2557 
ข่าวฟ้าวันใหม่ 2557 
รายการ ฟ้าห่มดิน 2557
รายการ ผู้หญิงถึงผู้หญิง 2557 
รายการ POP CULTURE ช่อง Amarin HD  



หลวงพ่อใจ วัดพระยาญาติ สมุทรสงคราม

ประวัติพระอธิการใจ ฐิตาจาโร เจ้าอาวาสวัดพระยาญาติ (ปากง่าม)
ฐานะเดิม ชื่อ นายใจ ศิริขำ เกิดวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๐
บิดา นายเชื้อ ศิริขำ มารดา นางพริ้ม ศิริขำ
พี่น้องร่วมบิดา มารดาเดียวกัน ๙ คน
๑.นายบุญชุบ ศิริขำ (เสียชีวิตเมื่ออายุ ๖๘ ปี)
๒.เสียชีวิตแต่เยาว์วัย
๓.นายบุญช่วย ศิริขำ
๔.นางสมจิต ศิริขำ (เสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๘)
๕.พระอธิการใจ ฐิตาจาโร
๖.นางชิ้น ศิริขำ
๗.เสียชีวิตแต่เยาว์วัย
๘.นายชัชวาลย์ ศิริขำ
๙.นายบุญชู ศิริขำ
การศึกษาเบื้องต้น ชั้นประถมปีที่ ๔ โรงเรียนวัดช่องลม อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม
อุปสมบท วันที่ ๑๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๔ ณ.อุโบสถวัดจุฬามณี อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม
พระอุปัชฌาย์ พระครูโกวิทสมุทรคุณ (หลวงพ่อเนื่อง) วัดจุฬามณี อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม
พระกรรมวาจาจารย์ พระครูสมุทรภัทรกิจ (หลวงพ่อทอง) วัดพระยาญาติ อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม
พระอนุสาวนาจารย์ พระครูสมุทรธีรคุณ (หลวงพ่อมหาพิน) วัดช่องลม อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม
วิทยฐานะ

พ.ศ.๒๕๑๔ สอบได้นักธรรมตรีสำนักเรียนวัดช่องลม อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม
พ.ศ.๒๕๑๖ สอบได้นักธรรมโทสำนักเรียนวัดพระยาญาติ (ปากง่าม) อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม
พ.ศ.๒๕๑๗ สอบได้นักธรรมเอกสำนักเรียนวัดพระยาญาติ (ปากง่าม) อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม
งานปกครอง วันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๙ เป็นเจ้าอาวาสวัดพระยาญาติ อ.อัมพวา
จ.สมุทรสงคราม
วันที่ ๒๖ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๑ เป็นพระครูวินัยธรฐานานุกรม พระเทพสมุทรโมลี
งานด้านศาสนูปการ
๑.สร้างเมรุปลอดมลพิษแห่งแรกของจังหวัด สมุทรสงคราม ๑ หลัง
๒.สร้างศาลาคู่เมรุ ๑ หลัง
๓.สร้างห้องน้ำ ๑๖ ห้อง ๒ หลัง
๔.บูรณะกุฏิ ๘ หลัง
๕.บูรณะพระอุโบสถ
๖.สร้างศาลาการเปรียญ
๗.ให้ที่ศาสนูปโภค สร้างสะพานคอนกรีตข้างวัดให้ชาวบ้านสัญจร
๘.ลานเอนกประสงค์หน้าวัด
๙.สร้างโรงครัว ๑ หลัง

     หลวงพ่อใจ ฐิตาจาโร ท่านเป็นพระที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ เคร่งครัดในธรรมวินัย ปฏิบัติกิจของสงฆ์อย่างสมบูรณ์ เอาใจใส่ในกิจการของสงฆ์ มีกิริยาอ่อนน้อมถ่อมตน สันโดษ มักน้อย สงบเสงี่ยมเจียมตัวมารยาทอ่อนโยน เป็นที่รักและเครารพนับถือของชาวบ้านอัมพวา และตำบลใกล้เคียง ในวัยเยาว์ท่านเป็นเด็กที่ชอบเก็บตัวเงียบไม่ยุ่งสุงสิงกับใครไม่ทำให้บิดามารดาของท่านต้องหนักใจครอบครัวของหลวงพ่อใจท่านมีฐานะปานกลางหลวงพ่อท่านเป็นเด็กขยันช่วยพ่อแม่ทำงานทุกอย่าง เงินที่ได้มาก็ให้พ่อแม่หมด จะกินอะไรก็จะให้แม่ทำให้กิน เมื่ออายุ ๒๑ปี ท่านได้ไปรับใช้ชาติโดยการเป็นทหารเรืออยู่สองปีสมกับความเป็นชายชาตรี หลวงพ่อใจท่านเป็นคนกตัญญูต่อบิดามารดามาก ภายหลังจากที่ท่านได้รับการปลดประจำการจากทหาร ท่านก็อยากบวชเพื่อจะได้ทดแทนบุญคุณของพ่อแม่ ท่านทั้งสองได้ฟังคำกล่าวของหลวงพ่อใจ ท่าน รู้สึกปลื้มปิติ ยินดีมากจึงได้พาหลวงพ่อเข้าพบหลวงพ่อเนื่อง วัดจุฬามณี เพื่อที่จะหาฤกษ์อุปสมบท หลวงพ่อเนื่องท่านให้ฤกษ์อุปสมบทมาซึ่งตรงกับวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๑๔ โดยมีพระครูโกวิทสมุทรคุณ (หลวงพ่อเนื่อง) วัดจุฬามณี เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูสมุทรภัทรกิจ (หลวงพ่อทอง)วัดพระยาญาติ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระครูสมุทรธีรคุณ (หลวงพ่อมหาพิน) วัดช่องลม เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ณ.อุโบสถวัดจุฬามณีได้รับฉายาว่า“ฐิตาจาโร”เมื่ออุปสมบทแล้วท่านได้จำพรรษาอยู่ที่ช่องลมหนึ่งพรรษา พรรษาที่สองหลวงพ่อเนื่อง วัดจุฬามณี อุปัชฌาย์ของท่านขอให้ท่านไปจำพรรษาที่วัดจุฬามณีแต่หลวงพ่อทองวัดพระยาญาติ (ปากง่าม) มาดักรอหน้าวัดจุฬามณีเพื่อให้หลวงพ่อใจมาช่วยงานที่วัดพระยาญาติ (ปากง่าม)

     ซึ่งหลวงพ่อทององค์นี้ท่านเก่งมากไม่ว่าจะด้านการรักษาผู้ที่ป่วยเป็นอัมพฤก อัมพาต และที่ดีที่สุดของหลวงพ่อทองคือ ท่านทำนายทายทัก (ดูดวง) ได้แม่นยำมากคนจากทั่วทุกสารทิศไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนจะต้องมาให้ท่านทำนายทายทักทั้งสิ้น แต่หลวงพ่อกับไม่สนใจท่านมุ่งแต่ศึกษาพระธรรมวินัยของสงฆ์จนได้นักธรรมชั้นเอก และที่สำคัญที่สุดหลวงพ่อท่านไม่ได้จำวัดในกุฎีเหมือนพระองค์อื่น แต่หลวงพ่อท่านจำวัดอยู่ใต้ถุนพระอุโบสถของวัดพระยาญาติ หลวงพ่อใจท่านเป็นพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเคร่งครัดในธรรมวินัยสมเป็นพระที่แท้จริง ภายหลังจากที่ท่านได้ศึกษาธรรมวินัยจนสอบได้นักธรรมชั้นเอก ท่านเป็นห่วงโยมพ่อโยมแม่จึ่งคิดที่จะสึกจากการเป็นพระเพื่อไปช่วยโยมทั้งสองทำมาหากินเนื่องจากโยมทั้งสองอายุมากแล้ว แต่เมื่อไปหาหลวงพ่อเนื่อง วัดจุฬามณีเพื่อที่จะลาสิขาบถทุกครั้งกลับถูกหลวงพ่อเนื่องปฏิเสธทุกครั้งไป จนญาติโยมที่รู้จักกับหลวงพ่อบอกว่าถ้าจะสึก ก็ไปสึกกับหลวงพ่อทองก็ได้ หลวงพ่อใจกับตอบว่า หลวงพ่อเนื่องท่านจุด(บวช)ฉันมา ฉันต้องดับ(สึก)กับหลวงพ่อเนื่องเท่านั้นเพราะฉันบอกกับโยมพ่อโยมแม่ไว้อย่างนั้น ฉันจะมาผิดคำพูดไม่ได้ และในครั้งนั้นเองถือว่าครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งที่ทำให้เกิดพระอริยะสงฆ์ พระเกจิคณาจารย์ องค์สำคัญรูปหนึ่งของจังหวัดสมุทรสงครามในปัจจุบัน

หลวงพ่อใจ ฐิตาจาโร ได้เดินทางเข้าพบหลวงพ่อเนื่อง แห่งวัดจุฬามณี หลวงพ่อเนื่องได้กล่าวว่า “โยมพ่อโยมแม่ของท่านใจ ท่านสบายดีอยู่แล้วที่มีลูกชายบวชเรียนรับใช้พระพุทธศาสนา ท่านมีความปลื้ม ปิติยินดีมากอยู่แล้ว ท่านใจอยู่ช่วยฉันรับใช้พระพุทธศาสนาได้ไหมเพราะต่อไปในภายภาคหน้าถ้าสิ้นเราแล้วจะไม่มีใครคอยช่วยเหลือญาติโยมที่เขาเดือดร้อน”ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาทุก ๆ วันในช่วงเวลาตีสองถึงหกโมงเช้า หลวงพ่อเนื่องจะให้หลวงพ่อใจไปหาที่กุฎิทุก ๆ วัน เพื่อที่หลวงพ่อเนื่องจะได้สอนสรรพวิชาต่าง ๆ ที่ท่านมีไม่ว่าจะเป็นการลงตะกรุดมหาปราบ มหารูด มหาระงับ ตรีนิสิงเห ยันต์โสฬส ยันต์วิรุฬจำบัง ยันต์พัดโบก ทำน้ำมนต์ใบมะนาว การลงเจ็ดเสาร์ เจ็ดอังคาร รวมถึงทำน้ำมนต์ เพื่อไล่สิ่งที่เป็นอัปมงคล ฯลฯ



     จัดได้ว่าหลวงพ่อท่านได้สรรพวิชาจากหลวงพ่อเนื่องจนหมดสิ้นทีเดียว หลังจากที่หลวงพ่อใจท่านได้ศึกษาร่ำเรียนวิชาจากหลวงพ่อเนื่องจนสำเร็จแล้วท่านยังได้รับการถ่ายทอดสรรพวิชาต่าง ๆจากโยมพ่อใบ คำอึก ซึ่งเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องกับหลวงพ่อเนื่อง วัดจุฬามณี พ่อใบ คำอึก นี้มีวิชามากมายเหลือแค่จับเถาวัลย์เท่านั้น เถาวัลย์ยังเลื้อยขึ้นมือเองได้จัดว่าท่านเป็นผู้คงแก่เรียน แม้แต่หลวงพ่อเนื่องยังบอกว่า “โยมพ่อใบคนนี้เก่งมาก ๆ รอบรู้ในสรรพวิชาต่าง ๆ ของหลวงพ่อคงอย่างถ่องแท้เลยทีเดียว” ไม่ว่าจะเป็นพระหรือพวกที่อยากเรียนวิชาเคยมาหาเพื่อให้พ่อใบ คำอึก สอนแต่ท่านกับไม่สอนใครเลย ท่านบอกว่า “ถ้าเราให้ไปเดี๋ยวเขานำไปใช้ในทางที่ผิด เรามันจะตกนรกซะ” แต่กลับแปลกพ่อใบ คำอึก กับให้คนมาตามหลวงพ่อใจให้มาหา และได้สอนสรรพวิชาต่าง ๆ ที่มีอยู่ให้กับหลวงพ่อ เช่น การกวนสีผึ้ง เพื่อเป็นเสน่ห์เมตตามหานิยม การจับปลายเถาวัลย์ การล้างอาถรรพ์ การแก้คุณไสย การทำน้ำมนต์เดือด และบอกหลวงพ่อว่า “สิ่งที่ฉันให้หลวงพ่อไป หลวงพ่อเอาไว้ช่วยคนนะฉันจะได้ขึ้นสวรรค์กับเขาซักที”

     หลังจากที่หลวงพ่อได้เรียนกับพ่อใบ คำอึก จนสำเร็จ หลวงพ่อเนื่องได้ให้หลวงพ่อไปหาหลวงพ่อหนูวัดภุมรินทร์กุฏีทอง และหลวงพ่อปึก วัดสวนหลวง ท่านทั้งสอง องค์นี้ก็เป็นศิษย์หลวงพ่อคงเช่นกัน หลวงพ่อหนูท่านได้สอนสุดยอดวิชาของท่านให้กับหลวงพ่อใจคือวิชา ดำน้ำลงตะกรุด ซึ่งวิชานี้ปีหนึ่งจะทำได้แค่ครั้งเดียว คือวันเพ็ญเดือน สิบสองเท่านั้น ตะกรุดที่ดำน้ำทำในแต่ละปีจะทำได้ปีละไม่กี่ดอกใครที่มีไว้ครอบครองถ้าอธิษฐานใช้แล้วจะสัมฤทธิ์ผลได้ดั่งใจหวัง พอหลวงพ่อใจท่านเรียนวิชาจากหลวงพ่อหนูจนสำเร็จท่านได้เข้าไปกราบหลวงพ่อปึก วัดสวนหลวง เพื่อศึกษายันต์ครูจากหลวงพ่อปึก ซึ่งหลวงพ่อปึกองค์นี้สามารถตบยันต์ทะลุกระดาษทุกแผ่นได้เลยเหมือนหลวงพ่อปึกท่านจะรู้ท่านบอกกับหลวงพ่อใจว่า “ฉันจะสอนให้ ๓ วัน ถ้าเอาไปได้ก็เอาไป” หลวงพ่อใจท่านอยู่ศึกษายันต์ครูกับหลวงพ่อปึก วัดสวนหลวงเพียง ๓ วันจริงๆท่านก็เรียนจนสำเร็จดังความตั้งใจ หลังจากนั้น หลวงพ่อหยอด วัดแก้วเจริญ ก็ให้คนมาตามหลวงพ่อใจเข้าไปพบ หลวงพ่อหยอดท่านได้สอนหลวงพ่อใจเรียนวิธีหุงสีผึ้ง ทำตะกรุดลูกอม ทำน้ำมนต์ตลิ่งพัง ตามตำราหลวงปู่ใจ วัดเสด็จ และยังได้สอนวิธีการทำพระปิดตาตามตำราของหลวงปู่ยิ้ม วัดหนองบัว กาญจนบุรี หลังจากที่หลวงพ่อใจท่านได้เรียนสรรพวิชาต่าง ๆ จากหลวงพ่อหยอดเสร็จ หลวงพ่อเก๋ วัดแม่น้ำได้ส่งหลวงพ่อใจไปศึกษาการทำตะกรุดกับหลวงพ่อน้อย วัดปากคลอง จังหวัดเพชรบุรี พอหลวงพ่อใจท่านเรียนวิชาจากหลวงพ่อน้อยจนเสร็จ ได้ไม่นานหลวงพ่อเก๋ วัดแม่น้ำท่านก็เมตตาให้หลวงพ่อมาคอยรับใช้ และยังถ่ายทอดสรรพวิชาที่หลวงพ่อเก๋มีให้หลวงพ่อจนหมด หลวงพ่อใจท่านอยู่กับหลวงพ่อเก๋ได้ไม่นานหลวงพ่อง้อ วัดดาวดึงส์ ท่านขอตัวหลวงพ่อจากหลวงพ่อเก๋ให้มาช่วยงานอยู่กับท่าน หลวงพ่อง้อองค์นี้ท่านเป็นศิษย์หลวงพ่อคงรูปสุดท้าย



     และการที่มาอยู่กับหลวงพ่อง้อในครั้งนี้ก็เพื่อที่จะทบทวนสรรพวิชาต่าง ๆ ที่ได้ร่ำเรียนมา รวมถึงการฝึกจิต การปลุกเสกของ ให้เข็มขลังยิ่งขึ้น รวมถึงวิชาบางวิชาที่ยังไม่ได้เรียนหลวงพ่อง้อท่านก็ช่วยสอนให้จนหลวงพ่อใจมีความชำนาญในสรรพวิชาต่าง ๆ อย่างเชี่ยวชาญ หลังจากนั้น หลวงพ่อท่านก็เดินทางกลับเข้าสู่วัดจุฬามณี เพื่ออยู่คอยดูแล และรับใช้หลวงพ่อเนื่อง จนหลวงพ่อเนื่องมรณภาพลง หลวงพ่อใจท่านก็กลับสู่วัดพระยาญาติ (ปากง่าม) และในปี พ.ศ. ๒๕๓๘ หลวงพ่อทองท่านได้มรณภาพลง ท่านก็ได้รับการสนับสนุนจาก ชาวบ้านวัดพระยาญาติ (ปากง่าม) และคณะสงฆ์ยกย่องท่านขึ้นเป็นเจ้าอาวาสสืบแทน ซึ่งตรงกับวันที่ ๒๕กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙ ด้วยวัตรปฏิบัติของหลวงพ่อใจท่านเป็นที่เลื่อมใสของชาวบ้าน ต่างก็พากันมาช่วยเป็นกำลังในการบูรณปฏิสังขรณ์ วัดวาอารามจนเจริญรุ่งเรือง เป็นลำดับ นอกจากจะพัฒนาวัดแล้วท่านยังได้ช่วยสงเคราะห์ญาติโยม ไม่ว่าจะเป็นอะไรมาหลวงพ่อใจท่านก็จะช่วย ที่ว่าหนักก็คลาย ที่ว่าเบาก็หาย วัยรุ่น ตำรวจ ทหาร พ่อค้าแม่ค้า นักธุรกิจ ต่างพากันมาหาหลวงพ่อบางคนมาขอตะกรุด เพื่อปกป้องคุ้มครองตัว ค้าขายให้มีกำไร บางคนก็มาขอใบมะนาว เพื่อรักษาโรคมะเร็ง และโรคที่รักษาไม่ได้ บางคนก็มาให้พ่นรักษาโรคสะเก็ดเงิน สะเก็ดทอง เริม งูสวัด ไฟรามทุ่ง ฯลฯ บางคนก็มาขอโชคลาภ เพราะรู้ว่าท่านเป็นศิษย์หลวงพ่อเนื่อง วัดจุฬามณี หลวงพ่อเป็นพระที่มีความเมตตาสูง เป็นผู้ให้จริง ๆ ใครขออะไรถ้าเป็นของหลวงพ่อก็จะให้โดยที่ไม่นึกเสียดายเลยแม้แต่นิดเดียว จตุปัจจัยต่างๆที่หลวงพ่อได้มาท่านจะแจกเด็ก ๆ ในวัดซึ่งแต่ละคนล้วนเป็นลูกคนยากคนจน เป็นเด็กกำพร้า ไม่ใช่แต่พวกเด็กๆ แม้แต่คนยาก คนจน ที่ไม่รู้จักไม่เคยเห็นหน้ามาขอหลวงพ่อ ๆ ก็ให้

     หลวงพ่อใจบอกว่าเขาเดือดร้อนมา เราช่วยได้ เราก็ช่วย หลวงพ่อใจท่านเป็นพระ พระจริงๆ หลวงพ่อใจท่านพร้อมที่จะช่วยเหลือผู้ตกทุกได้ยากทุกคนไม่เลือกชั้นวรรณะไม่ว่าจะรวยหรือจน ท่านพร้อมที่จะช่วยลูกศิษย์ของท่านตลอดเวลา ท่านเป็นพระรูปเดียวของอัมพวา ของแม่กลอง ของจังหวัดสมุทรสงครามที่มีแต่ให้ ให้ กับให้ มีลูกศิษย์ของท่านกล่าวไว้ว่า “พระองค์นี้คือพ่อ พ่อผู้มีแต่ให้ พ่อผู้มีแต่ช่วย พ่อผู้ไม่ยึดติด พ่อผู้ไม่ยอมให้ลูกตกอับ พ่อผู้ช่วยให้ลูกถึงฝั่ง พ่อผู้สอนให้ลูกเป็นคนดี” คำกล่าวข้างต้นเหมาะมากสำหรับ หลวงพ่อใจ แห่งวัดพระยาญาติ (ปากง่าม) พระซึ่งเปรียบเสมือนเทพเจ้า แห่งลุ่มน้ำแม่กลองยุคปัจจุบันโดยแท้จริง พระผู้ควรเทิดทูนไว้เหนือหัวตลอดเวลา คุณงามความดีของท่านฝังอยู่ในหัวของพวกเราเหล่าลูกศิษย์ของหลวงพ่อทุกคนอย่างไม่ลืมเลือน

พระปิดตาเสาร์5มหาโภคทรัพย์ 50 ปีพระอาจารย์โชคดี วัดพิชัยญาติ

พระปิดตาเสาร์5มหาโภคทรัพย์ - พระปิดตา”

     เป็นพระเครื่องประเภทหนึ่ง ซึ่งมีพุทธศิลป์เป็นเอกลักษณ์แตกต่างจากพระเครื่องประเภทอื่นๆ จนกลายเป็นความโดดเด่นและได้รับความนิยมอย่างสูงยิ่งในหมู่พุทธศาสนิกชน
พุทธลักษณะของพระปิดตา เป็นรูปองค์พระที่ค่อนข้างอวบอ้วน ยกพระหัตถ์ขึ้นปิดพระพักตร์ บางสำนักจะทำเป็นรูปมือ เพิ่มอีก 2 ข้าง เอื้อมไปปิดทวารด้านล่าง (วงการเรียก “โยงก้น”)
อีกด้วย ประวัติการสร้างพระปิดตาในสยามประเทศ เริ่มต้นในยุคอยุธยาตอนปลาย จากหลักฐานที่พบพระปิดตายุคแรกเป็น เนื้อโลหะ ได้แก่ พระปิดตากรุวัดท้ายย่าน อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท
ต่อมาจึงมีการสร้างพระปิดตาเนื้อผงคลุกรักและพระปิดตาอื่นๆ เช่น พระปิดตาหลวงพ่อแก้ว วัดเครือวัลย์ จ.ชลบุรี

     การสร้างพระปิดตาเริ่มได้รับความนิยมแพร่หลายตั้งแต่ ตอนต้นยุครัตนโกสินทร์เรื่อยมา มีพระเกจิอาจารย์หลายสำนักพากันจัดสร้างพระปิดตาขึ้นและได้รับความนิยมไปทั่ว เช่น พระปิดตาวัดพลับ (วัดราชสิทธาราม) พระปิดตาวัดหนัง พระปิดตาวัดทอง พระปิดตาหลวงปู่ศุข พระปิดตาแร่บางไผ่ และพระ ปิดตาหลวงปู่ยิ้ม เป็นต้น

     ลักษณะเด่นของพระปิดตา นับเป็นพระเครื่องที่แสดงถึง “นัย” หรือ “ปริศนาธรรม” แห่งงานพุทธศิลป์อย่างโดดเด่น ยากจะหาพระเครื่องประเภทใดเทียบเทียมได้ความหมายเบื้องต้นแห่งการปิดตาคือ การปิด “ทวาร” หรือทางเข้าทางออกแห่งอาสวะกิเลสทั้งหลาย ซึ่งเราเชื่อกันว่าร่างกายของมนุษย์ (หรือสัตว์) มี “ทวาร” หมายถึงประตูแห่งการเข้าออก 9 ทาง ได้แก่ ตา 2 จมูก 2 หู 2 ปาก 1 รวมทั้งช่องทางขับถ่ายด้านหน้าและ ด้านหลังอีก 2

     “การปิดกั้นทวารทั้ง 9” เป็นปริศนาธรรมที่กั้นกิเลสจากภายนอกไม่ให้ เข้ามาสู่ภายใน เพื่อจุดหมายแห่งการ ปฏิบัติกรรมฐาน ซึ่งโบราณาจารย์ที่สร้าง “พระปิดตา” (หรือปิดทวาร) ในอดีตจะเป็นพระภิกษุที่ขึ้นชื่อลือเลื่องทางวิปัสสนาธุระทั้งสิ้น ในกระบวนพระปิดตาของคณาจารย์ แต่โบราณนั้น มีที่ขึ้นชื่อลือเลื่องหลายสำนักด้วยกัน วัสดุมวลสารที่นำมาประกอบเป็นองค์พระ มีทั้งเนื้อชินตะกั่ว เนื้อผงคลุกรัก เนื้อผงใบลาน เนื้อผงมวลสาร เนื้อสัมฤทธิ์ เนื้อเมฆพัด เนื้อ เมฆสิทธิ์ เป็นต้น

     ในโอกาสอายุวัฒนมงคล 50 ปี พระครูวศินปริยัตยากร (พระอาจารย์โชคดี) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม (วัดพิชัยญาติ) เขตคลองสาน กรุงเทพฯ ได้จัดสร้าง “พระปิดตา เสาร์ 5 มหาโภคทรัพย์” วัตถุประสงค์เพื่อเป็นทุนการศึกษาสำหรับเด็กนักเรียนเรียนดี และใช้เป็นทุนสาธารณประโยชน์การกุศลต่างๆ

ประกอบพิธีพุทธาภิเษกเมื่อวันเสาร์ที่ 28 มี.ค.2563 ซึ่งเป็นวันเสาร์ 5 ที่วัดคลองเตยใน โดยมีพระเกจิอาจารย์ชื่อดังจำนวนมากร่วมนั่งปรกอธิษฐานจิตสำหรับมวลสารที่ใช้ในการจัดสร้าง ล้วนเป็นมวลสารที่มีความศักดิ์สิทธิ์ทั้งสิ้น อาทิ ผงใบลานเก่า ผงเกสรดอกไม้ ผงว่านร้อยแปด ผงพระปิดตาหลวงปู่โต๊ะ ผงพระสังกัจจายน์ปิดตาวัดคลองเตยใน ว่านเศรษฐี ว่านมหาโชคว่านมหาลาภ ว่านกวักเงินกวักทอง ว่านเสน่ห์จันทร์หอม ว่านเศรษฐีกวักทรัพย์ ว่านนกคุ้ม ว่านเจ้าสัว ว่านขุมทรัพย์ ว่านทรัพย์เศรษฐี ว่านไก่ฟ้าพญาลอ ว่านช้างเผือก ไม้กาฝากรัก กาฝากมะรุมกาฝากมะยม กาฝากทับทิม กาฝากมะขามกาฝากกาหลง กาฝากขนุน กาฝากคูนกาฝากยอ และผงเก่าเกจิอาจารย์ทั่วประเทศ

ณ อุโบสถวัดคลองเตยใน จ.กรุงเทพฯ

ปิดตาเสาร์ห้า1

ปิดตาเสาร์ห้า2

พระปิดตา เสาร์ 5 มหาโภคทรัพย์ ด้านหน้าองค์พระ พิมพ์ปิดตานั่งบัวห้าดอก จีวรลายดอกพิกุล รูปองค์อ่อนช้อย ผสมผสานด้วยพุทธศิลป์ ส่วนด้านหลังองค์พระ ประจุมหายันต์ศักดิ์สิทธิ์ อาทิ ยันต์ อิ สวา สุ, นะ มะ อะ อุ, นะ โม พุท ธา ยะ, นะ มะ พะ ทะ, สุ นะ โม โล, นะ ชา ลี ติ, นะเงิน, นะสาริกา

สนใจเช่าบูชา >>> 
พระปิดตาเสาร์ 5 มหาโภคทรัพย์



 

ประวัติ แปะโรงสี

"แปะโรงสี" หรือ ท่านอาจารย์โง้วกิมโคย บางทีอาจจะเรียก “เถ้าแก่กิมเคย” และ “แปะกิมเคย” แม้ท่านจะเป็นคนจีนดั้งเดิม แต่ท่านก็ชอบกินหมากพลูเช่นชาวไทยทั่วไปในยุคนั้น หน้าวัดศาลเจ้า ต.บ้านกลาง อ.เมือง จ.ปทุมธานี เมื่อครั้งที่ท่านมีชีวิตอยู่ มีผู้ที่ศรัทธาจากแหล่งต่างๆ มาพบท่านและให้ท่านช่วยเหลือ ชี้แนะเกี่ยวกับฮวงจุ้ย ที่ตั้งบริษัท บ้าน ห้างร้าน และดูทำเลที่ตั้งฮวงซุ้ยของบรรพบุรุษ ท่านก็ไปให้คำแนะนำ และชี้แนะทุกรายไป แม้กระทั่งไปยังต่างประเทศ ท่านก็ยังขึ้นเครื่องบินไปตามคำร้องขอ ซึ่งต้องจัดเตรียมหมากพลูไปด้วย ท่านช่วยเหลือบรรดาศิษย์ทุกๆ คน โดยไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย และไม่มีค่าตอบแทนใดๆ ผู้ที่ท่านชี้แนะมักประสบความสำเร็จในธุรกิจ กิจการรุ่งเรืองเป็นที่รู้จักในวงการค้าทั่วไป พร้อมทั้งบอกเล่าต่อๆ กันไป ผู้ที่เคารพศรัทธาเรียกท่านว่า “อาแปะ” พร้อมทั้งขนานนามท่านว่า “เซียนแปะ” จนกระทั่งทุกวันนี้ อาแปะโรงสี อาจารย์ฆราวาสผู้ได้รับการขนานนามว่า “เซียนแปะโรงสี” เชื่อกันว่าท่านมีองค์ประทับอยู่ซึ่งก็คือเจ้าพ่อปู่ของศาลเจ้าพ่อวัดศาลเจ้า โดยในงานประจำปีท่านจะจุดธูปเพื่อปัดเป่าลมฝน ซึ่งฝนก็จะไม่ตกและท้องฟ้าแจ่มใส อาจารย์โง้วกิมโคยท่านมีลูกศิษย์มากมายโดยเฉพาะในหมู่พ่อค้า บรรดาผู้คนจากที่ต่างๆทั้งในและต่างประเทศพากันมาหาท่านเพื่อขอคำชี้แนะเกียวกับฮวงจุ้ยและทำเลที่ตั้ง ซึ่งผู้ที่ท่านชี้แนะจะประสพความสำเร็จ กิจการรุ่งเรื่อง และเป็นที่รู้จักในวงการค้า เล่ากันว่าแม้แต่เจ้าสัวซีพียังห้อยเหรียญของท่านติดตัวตลอดเวลา (เหรียญรุ่นแรกของท่านบริษัทซีพีเป็นผู้สร้างถวาย) ยันต์ฟ้าประทานพรนี้เป็นยันต์ประจำตัวของท่านอาจารย์ กล่าวกันว่าผู้ใดพกพาหรือติดตั้งอยู่ในสถานที่ใดจะพบแต่ความเจริญรุ่งเรือง นำพาโชคลาภเงินทอง รวมถึงสามารถใช้แก้ฮวงจุ้ยเสริมดวง นอกจากนี้ยังขึ้นชื่อทางด้านกันไฟและสิ่งไม่ดีทุกชนิด ความหมายของผ้ายันต์อาแปะโรงสี

1 กา พกพาติดตัวปรับฮวงจุ้ยชีวิต บุกเบิกฟันฝ่า สร้างเนื้อสร้างตัว ก่อรากฐานชีวิต เอาติดที่ประตูบ้าน 2 ข้างแบบกุ้ยนั่ง รับแรงประทะ โดยมีกาใหญ่ ๆ เป็นประธานในบ้าน เช่น 5 6 7 8 9 10 15 18 ในบ้านเสริมพลังให้ตัวบ้าน

2 กา ร้านเสริมสวย เหมือน ๖ กา เป็นเสน่ห์ ธาตุน้ำ ความสวยงาม

3 กา ใช่ประกอบกับ 8 กาสำหรับที่ที่มีอาถรรพน์เยอะ เป็นการต่อสู้ข่มวิญญาณ เจ้าที่เจ้าทาง

4 กา สำหรับสถานที่ท่องเที่ยว โรงแรม ภัตตาคาร รีสอร์ท บริษัทนำเที่ยว ประกอบกับ 9 กา ยอดเยี่ยมครับ เป็นเรื่องการสื่อสาร การประชาสัมพันธ์ โรงแรมก็ใช้ได้

5 กา สำนักติว ติวเตอร์ โรงเรียนเอกชนที่ก่อตั้งใหม่ ๆ ยังไม่ดัง ชื่อยังไม่ติดชาร์ต ร้านขายสังฆภัณฑ์ ร้านขายหนังสือ เครื่องเขียน

6 กา เหมือน 2 กา โรงแรม อาบอบนวด สถานบันเทิงเริงรมย์ ร้านเสริมสวย ร้านขายของสวย ๆ งาม กิฟต์ชอป ร้านขายดอกไม้ จัดดอกไม้

7 กา สำหรับฟื้นฟูกิจการ. คลีนิค ร้านทำฟัน ขายอุปกรณ์การแพทย์ วัสดุก่อสร้าง บ.ก่อสร้างทาง

8 กา ร้านเหล้า ร้านอาหาร สำหรับนายทหาร นายตำรวจ ข้าราชการตั้งไว้ในห้องทำงานหลังโต๊ะบนหัวเก้าอี้ที่เรานั่ง มีบารมีลูกน้องเกรงขาม หัวหน้า ผู้จัดการ ดีมาก เคล็ดลับอย่าไปบอกใครมาก

9 กา ขายเครื่องสังฆทาน มือถือ เครื่องใช้ไฟฟ้า ...

10 กาและ18กา เสริมพลังให้บ้าน เป็นการเสริมเติมเต็ม full ภาษาบาลีว่า ปุรณ แปลเป็นไทยว่าครบถ้วนบริบูรณ์ ใช้ติดเป็นปรธานในบ้าน ๆ นั่นจะบริบูรณ์มั่งคั่ง ทรัพย์สินเรืองรอง เงินทองเนืองนองไหลมาไม่ขาดสายดุจสายน้ำในแม่น้ำลำธารที่ไม่มีวันเหือดแห้ง สุขภาพแข็งแรง ภูติผีปีศาจสิ่งอาถรรพน์ไม่มากร้ำกราย โรคภัยไม่เบียดเบียน สมบูรณ์มั่งคั่งดังคำประกาศิตว่าฟ้าประทานพร การบูชาผ้ายันต์อาแปะโรงสี 1.ก่อนแขวนบูชาจุดธูปบอกเจ้าที่เพื่อจะขอแขวนผ้ายันต์ 2.นำผ้ายันต์แขวนบนผนัง โดยให้ผ้ายันต์หันออกหน้าร้าน 3.เอากิมฮวย 1 คู่ ติดตรงกลางด่านล่างของรูปและปักธูปไม่จุด 5 ดอก และ แขวนพวงมาลัยพลาสติก 1 พวง บนกรอบด้านบน เป็นอันเสร็จพิธี สามารถถวายพวงมาลัยสดเพิ่มได้.ทั้งนี้กิมฮวยธูป 5 ดอก และพวงมาลัยพลาสติกควรเปลี่ยนปีละ 1 ครั้ง ..(การไหว้) 1.ส้ม 5 ลูก 2.น้ำชา 5 ถ้วย 3.ขนมแต้เหลียว 1 จาน 4.กิมฮวย 1 คู่ 5.ธูป 5 ดอก 6.พวงมาลัยพลาสติก 1 คู่ 7.ไหว้วันชิวโหงว วันที่ห้า ของวันตรุษจีน วันที่เจ้ากลับลงมาจากสวรรค์ คำอธิฐานขอพรอาแปะโง้วกิมโคย (เซียนแปะสามตา)เทียน กัว สื่อ ฮก โหงว ลี่ ขอให้ฟ้าประทานพร โชคลาภ ความมั่งคั่ง ร่ำรวย สุขภาพแข็งแรง อายุยืนยาว

พระพิฆเนศปัญญาบารมีเอกชัยชนะ

พระพิฆเนศปัญญาบารมีเอกชัยชนะ
ออกแบบโดย
: นายเอกชัย วรรณแก้ว ศิลปินไร้แขน นักพูดสร้างแรงบันดาลใจ

ขนาด : 9 นิ้ว
เนื้อโลหะ : สาริด,ทองเหลือง
มวลสาร : จากแดนพุทธภูมิ ประเทศอินเดีย
เทวาภิเษก: ครั้งที่ 1 มูลนิธิพระพิฆเนศ เสาชิงช้า ,ครั้งที่ 2 อาศรมแดนธรรม อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี
เทวะลักษณะ : พระหัตถ์ มี 4 กร ซ้ายล่าง ถือขนมโมทกะ หมายถึง ความอุดมสมบูรณ์ ซ้ายบน ถือตะของ้าว
หมายถึง อานาจ บารมี บริวาร ขวาล่าง ถือหนังสือ หมายถึง ปัญญา ความรู้ ความฉลาด ขวาบน ถืองาช้าง
หมายถึง ความศักดิ์สิทธิ์ เหนือสรรพทั้งมวล
เครื่องทรง ทรงเครื่องพราหมณ์ ใส่สายประคาไม้ หมายถึง ความบริสุทธิ์ ความศรัทธา ทรงมงกุฎกษัตริย์
หมายถึง บุตรของพระศิวะ หนึ่งในตรีมูรติ หรือเทพเจ้าสูงสุดสามองค์ตามความเชื่อฮินดู
ลักษณะ ยกพระเพลาข้างซ้ายเล็กน้อย ประทับบนปัชชุน (ขี่เมฆ) เสมือนลอยอยู่บนอากาศ มีหนูซึ่งเป็นพาหนะประทับอยู่บนพระเพลา

แรงบันดาลใจในการจัดสร้าง

      ปี พ.ศ. 2563 ถือกันว่าเป็นปีแห่งโชคลาภและความสาเร็จ ปีแห่งองค์พระพิฆเนศ เทพแห่งโชคลาภ เปี่ยมพร้อมรับพลังกาย พลังใจ การงานสัมฤทธิ์ผล ดังนั้น เอกชัย วรรณแก้ว ศิลปินนักพูดสร้างแรงบันดาลใจ หลังจากประสบความสาเร็จในการสอบเข้าศึกษาในระดับปริญญาโท ณ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้จัดตั้งโครงการเพื่อดาเนินกิจกรรมเพื่อผู้ด้อยโอกาสในนาม บ้านศิลปะ เอกชัย วรรณแก้ว ได้สาเร็จสมความตั้งใจ จึงริเริ่มร่างแบบและปั่นดินน้ามันขึ้นรูปเป็นองค์ลอย ซึ่งเป็นครั้งแรกในชีวิต โดยใช้เวลากว่า 3 เดือนจึงแล้วเสร็จ และหล่อขึ้นรูปเป็นเนื้อโลหะสาริดและทองเหลือง พร้อมเปิดให้ผู้ที่ศรัทธาจอง นารายได้สมทบทุนโครงการบ้านศิลปะเอกชัย วรรณแก้ว เพื่อให้ผู้ที่ศรัทธาได้เคารพบูชา และเป็นพลังใจในการประสิทธิประสาทความสาเร็จทั้งปวงดั่งใจปรารถนา







จตุคามรามเทพ

ชาวนครศรีธรรมราช มีคติความเชื่อที่ว่า องค์จตุคาม คือ พระเสื้อเมือง จตุ หมายถึง สี่ คาม (คาม-มะ) เขตคาม หมายถึง อาณาเขตหรือบ้าน เมื่อรวมกันนัยความหมายที่มากกว่าความเป็นทิศทั้ง 4 ของบ้าน หรืออาณาเขต คือทิศทั้งสี่ ซึ่งหมายถึงทิศที่มีท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่ดูแลอยู่ ความหมายของจตุคามจึงเป็น ตำแหน่งของผู้เป็นใหญ่ทั้งสี่ทิศ มีท้าวจตุมหาราช ปกป้องคุ้มครองดูแล พระเสื้อเมืองจึงมีความหมายที่ควรเป็นตำแหน่ง ๆ หนึ่ง เพียงแต่ปราชญ์โบราณของเมืองสมมติขึ้นเป็นท้าวจตุคาม ผู้เป็นใหญ่ใน 4 ทิศ

องค์รามเทพ คำว่า ราม มีรากฐานมาจากพระราม ที่หมายถึงพระนารายณ์อวตารลงมาเป็นพระมหากษัตริย์ คำว่าเทพ ก็คือเทวดา นัยความหมายคือเป็นพระมหากษัตริย์ ที่เป็นสมมติเทพเมื่อองค์รามเทพเป็นพระทรงเมือง คำว่าทรงเมืองพ้องกับคำว่า ครองเมือง นั่งเมือง หรือผู้ปกครองบ้านเมือง ซึ่งก็คือเจ้าเมืองหรือพระมหากษัตริย์

เชื่อกันว่าเดิมนั้น องค์จตุคามรามเทพ เป็นกษัตริย์ในสมัยอาณาจักรนครศรีธรรมราช มีพระนามอย่างเป็นทางการว่า พระเจ้าจันทรภาณุ เป็นกษัตริย์พระองค์ที่ 2 ของราชวงศ์ศรีธรรมาโศกราช เชื่อว่ามีพระวรกายเป็นสีเข้ม เป็นกษัตริย์นักรบที่แกร่งกล้า เมื่อสถาปนาอาณาจักรศรีวิชัยได้อย่างมั่นคงแล้ว จึงได้สมัญญานามว่า "ราชันดำแห่งทะเลใต้" หรือมีอีกราชสมัญญานามนึงว่า "พญาพังพกาฬ" และต่อมาสำเร็จวิชาจตุคามศาสตร์ และทรงบำเพ็ญบุญเพื่อสร้างบารมีอธิษฐานจิต เป็นพระโพธิสัตว์ เพื่อบรรเทาทุกข์แก่มนุษย์ทั้งปวง

แต่หากเชื่อกันว่า จตุคามรามเทพ คืออดีตกษัตริย์ศรีวิชัยแล้ว ดังเช่นพระเจ้าวิษณุราชที่ปรากฏในหลักจารึกกรุงศรีวิชัย อยู่ในราว พ.ศ. 1318 ผู้สร้างพระบรมธาตุเมืองนครฯ จะดูขัดแย้งกันเพราะ เป็นยุคสมัยที่ห่างจากพระเจ้าจันทรภาณุ ก่อนถึง 400 ปี

พระบรมธาตุปรากฏชัดว่า มีสององค์ คือองค์จตุคามกับท้าวรามเทพ แต่ภายหลังได้รวมเป็นองค์จตุคามรามเทพเพียงองค์เดียว ก็มิได้ผิดจากหลักศาสตร์ของการสร้าง เฉกเช่นการอธิบายในหลักของตรีมูรติ ของศาสนาฮินดูที่เป็นการรวมกันของมหาเทพทั้ง 3 พระองค์ ดังนั้น จตุคามรามเทพ จึงหมายถึง ดวงพระวิญญาณแห่งอดีตบูรพกษัตริยาธิราชเจ้าผู้มาสถิตย์เป็นผู้คุ้มครองดูแลบ้านเมืองทั้งสี่ทิศทรงฤทธิ์อำนาจอย่างเต็มเปี่ยม ทั้งยังเพียบพร้อมไปด้วยบารมีธรรม 10 ประการ แห่งพระโพธิสัตว์ ผู้มีความเมตตาต่อมนุษย์ผู้ทุกนาม เป็นพระเทวราชโพธิสัตว์

จตุคามรามเทพ มีบริวารเป็นทหารกล้า 4 นาย คือ พญาชิงชัย, พญาหลวงเมือง, พญาสุขุม และพญาโหรา เป็นกำลังหลักในการปราบพราหมณ์ ที่เคยปกครองเมืองอยู่ก่อน เมื่อได้บ้านเมืองแล้ว ก็ได้สร้างพระบรมธาตุ สถาปนาเมือง 12 นักษัตร หรือกรุงศรีธรรมาโศกราช ฝังรากฐานพระพุทธศาสนาอย่างถาวร จนได้รับเทิดพระเกียรติว่า พญาศรีธรรมาโศกราช หรือ พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช

ปัจจุบัน จตุคามรามเทพ ได้รับความนับถืออย่างกว้างขวาง โดยเชื่อว่าทรงฤทธานุภาพในทุก ๆ ด้าน ตามจารึกของชาวศรีวิชัยได้บอกว่า "มีอานุภาพดุจดังพระอาทิตย์และพระจันทร์ ที่ขจัดความมืดมัวในโลก" การขออธิษฐานจากพระองค์นั้นทำได้โดยมีเงื่อนไข 3 ประการ

  1. อธิษฐานขอในสิ่งที่เป็นไปได้ โดยไม่ขัดต่อศีลธรรม
  2. เมื่อได้รับสิ่งที่หวังแล้ว ต้องรักษาสัจจะที่ได้ให้ไว้กับพระองค์
  3. ควรจะสร้างกุศลกรรมถวายแด่องค์จตุคามรามเทพ

แต่ที่สำคัญ อย่าลำพังเพียงอธิษฐาน ต้องสร้างกุศลกรรมให้แก่ตนเองให้ครบทุกด้านด้วย คือ ให้ทาน รักษาศีล และบำเพ็ญภาวนา

ภาพลักษณ์ของจตุคามรามเทพ โดยมากจะปรากฏเป็นองค์เทพบุตรในท่านั่ง มี 4 กร ถืออาวุธต่าง ๆ และนายทหาร 4 นาย นั้น จะปรากฏในรูปของหนุมาน 4 กร ถืออาวุธในท่วงท่าต่าง ๆ ทั้งนี้ก็เป็นไปตามศิลปะศรีวิชัย ที่มักสร้างสัญลักษณ์ขึ้นมาแทนความหมายต่าง ๆ

ประวัติ

ในการจัดสร้างรูปเคารพขององค์จตุคามรามเทพ เมื่อปี พ.ศ. 2530 เป็นครั้งแรกในรูปแบบพระผงสุริยัน-จันทรา ดวงตราพญาราหู มีแวดล้อมด้วยพระราหู 8 ตน ตรงกลางมีรูปของเทวรูปประทับนั่ง 2 เศียร 4 กร ทรงเครื่องอาวุธ และผู้สร้างในสมัยนั้นก็ให้ความหมายไว้ว่า คือรูปจำลองสมมติของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร เป็นตัวแทนขององค์จตุคามรามเทพ กษัตริย์แห่งกรุงศรีวิชัย

จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2538 ทางโหราศาสตร์เกิดสุริยคราส พาดผ่านประเทศไทย ซึ่งเกิดกระแสตื่นตัวไปทั่วประเทศในเรื่องของพระราหูกินเมือง ประชาชนต่างก็หาวัตถุมงคลหาเครื่องรางของขลัง มาแขวนติดตัวเพื่อแก้เคล็ดและสะเดาะเคราะห์ ประกอบกับนิตยสารพระเครื่องกรุงสยาม ได้ลงประวัติการสร้างทำให้มีคนรู้จักบ้าง จึงได้มีการเช่าหากันไปในบางส่วน

ในต้นปี พ.ศ. 2550 จตุคามรามเทพได้รับความนิยมอย่างยิ่ง จนกลายเป็นกระแสในสังคมไทย จากข่าวการพระราชทานเพลิงศพของขุนพันธรักษ์ราชเดช อดีตนายตำรวจมือปราบ ผู้ร่วมการจัดสร้างวัตถุมงคลจตุคามรามเทพรุ่นแรกขึ้นโดยมี พล.ต.ท. สรรเพชร ธรรมาธิกุล เป็นประธานในการจัดสร้าง ได้มีการสร้าง วัตถุมงคลจตุคามรามเทพ ขึ้นในวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ มีหลายรุ่น พระเกจิหลายองค์ปลุกเสก หลายคนพากันแย่งชิงจนเกิดเป็นเหตุให้ฆาตกรรมกันก็มี และผลจากกระแสนี้ส่งผลให้ วัตถุมงคลจตุคามรามเทพรุ่นแรก ที่ผลิตออกมาในปี พ.ศ. 2530 มีราคาพุ่งไปถึงกว่า 40 ล้านบาท จากเดิมที่มีราคาเพียง 49 บาทเท่านั้น

กระแสความศรัทธาได้พุ่งทะยานขึ้นจากรุ่นสู่รุ่น กลายเป็นพุทธพาณิชย์ และแฟชั่นบูชา ขยายวงกว้างไปทุกชนชั้น วัตถุมงคลจตุคามรามเทพ ได้ถึงจุดความนิยมสูงสุดกลายเป็นวัตถุบูชา ที่ถูกผลิตขึ้นมากมายใกล้หนึ่งพันรุ่น ที่มีการปลุกเสกแบบรายวัน เกือบทุกวัด เกือบทุกแผงพระ และแม้แต่ร้านอาหาร โรงแรม ห้างสรรพสินค้า สถาบัน และองค์กรต่าง ๆ มีการนำวัตถุมงคลจตุคามรามเทพ มาจัดจำหน่ายเชิงพาณิชย์ทั้งการกุศลและไม่ใช่กุศล

สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) มีการประเมินมูลค่าเงินหมุนเวียน ของ วัตถุมงคลจตุคามรามเทพ มีมูลค่าสูงถึง 2.2 หมื่นล้านบาท ผลักดันจีดีพีของประเทศ โตขึ้น 0.1-0.2 % ในภาวะเศรษฐกิจซบเซา และทำให้กรมสรรพากร พิจารณาการจัดเก็บภาษีจากการสร้างและเช่าบูชา วัตถุมงคลจตุคามรามเทพ ด้วย

คาถาสำหรับบูชาจตุคามรามเทพ

ตั้งสมาธิให้จิตใจสงบ จากนั้นท่อง (นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ) 3 จบ แล้วให้กล่าวตามบทสวดดังต่อไปนี้ "จะตุคามรามะเทวัง โพธิสัตตัง มะหาคุณัง มะหิทธิกัง อะหัง ปูเชมิ สิทธิลาโภ นิรันตะรัง นะโมพุทธายะ" ซึ่งแปลความได้ว่า "ข้าพเจ้าขอบูชา ท้าวจตุคามรามเทพโพธิสัตว์ ผู้มีพระคุณอันยิ่งใหญ่ มีฤทธานุภาพไพศาล ขอความสำเร็จและลาภ จงมีแก่ข้าพเจ้า เป็นนิรันดร"

 

แสดง  10 20 30
  • 1
  • 2
  • 7
  • 8