ญาท่านเขียว เขี้ยวแก้วประกาศิต

     ญาท่านเขียว ถาวรธัมโม วัดภูน้อย บ้านโนนสำราญ ต.นาหว้า อ.ปทุมราชวงศา จ.อำนาจเจริญ ญาท่านเขียวบรรพชาเป็นสามเณรตอนอายุ ๑๓ ปี กับหลวงปู่หลอด ปโมทิโต ในวันที่ ๑๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๘ ณ วัดศรีสว่าง อ.หนองบัวลำภู จ.อุดรธานี (ปัจจุบันเป็น อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู) บรรพชาได้หนึ่งพรรษา ได้จาริกออกธุดงค์ร่วมกับเพื่อนสามเณรที่อยู่อำเภอโนนสัง โดยไปด้วยกันสองรูป ธุดงค์แรมรอน ไปตามป่าเขาลำเนาไพรตามจังหวัดและอำเภอต่างๆของภาคอีสาน โดยไม่กลัวเกรงต่อภัยอันตรายที่จะเข้ามาล้วงล้ำกล้ำกลายแต่อย่างใด ท่านได้เดินทางไปกราบนมัสการและได้รับฟังธรรมเทศนาจากพ่อแม่ครูบาอาจารย์หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี และหลวงปู่สิม พุทธาจาโร เริ่มต้นศึกษาพระเวทและวิทยาคมต่างๆ

     ด้วยความที่เป็นผู้มีนิสัยชอบศึกษาวิชาอาคมมาตั้งแต่ยังเด็ก ท่านได้มีโอกาสศึกษาตำราพระเวทของพระราชครูพราหมณ์วามเทพมุนี และของท่านอาจารย์อุระคิน วิริยะบูรณะ ในขณะที่ท่านเดินธุดงค์เข้าไปในเขตจังหวัดร้อยเอ็ด ได้พบกับหลวงพ่ออยู่ สมกิตโต ลูกศิษย์พระครูวิโรจน์รัตโนบล(หลวงปู่รอด วัดทุ่งศรีเมือง จ.อุบลราชธานี) หลวงพ่ออยู่ สมกิตโต ท่านเป็นคนบ้านดงบ้านนา อ.ธวัชบุรี จ.ร้อยเอ็ด ท่านได้ถ่ายทอดวิชาสายหลวงปู่สำเร็จลุน ซึ่งได้รับการถ่ายทอดจากหลวงปู่รอด วัดทุ่งศรีเมืองให้ สามเณรเขียวอย่างไม่ปิดบังหลังจากเล่าเรียนวิชากับหลวงพ่ออยู่ สมกิตโตแล้วจึงได้กราบลาท่านออกธุดงค์ทางภาคเหนือต่อไป (บวชกับหลวงปู่หลอด ปโมทิโต)      

     เมื่อท่านอายุครบ ๒๐ ปี ได้เดินทางกลับมากราบพ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่หลอด ปโมทิโตอีกครั้ง และขอญัตติอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ในวันที่ ๑๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๓๕ เวลา ๐๙.๐๙น. ณ พัทธสีมาวัดสิริกมลาวาส(วัดใหม่เสนานิคม) เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร โดยมีหลวงปู่หลอด ปโมทิโต(พระครูปราโมทย์ธรรมธาดา)เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์อ่อนศรี ธัมมโชโต เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์สิทธิพงษ์ สิทธิวังโส เป็นพระ อนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาทางธรรมว่า “ถาวรธัมโม” แปลว่า ผู้มีธรรมอันตั้งมั่น ญาท่านเขียว ถาวรธัมโม ได้อยู่ปฏิบัติธรรมกรรมฐานกับหลวงปู่หลอด ปโมทิโต และได้อุปฐากท่านเป็นระยะเวลา ๕ ปี ในช่วงที่ท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดใหม่เสนานิคมนี้ ได้มีโอกาส      

     เดินทางไปเรียนวิชา กับคุณพ่อสาย แก้วสว่าง ไวยาวัจกรณ์วัดระหารไร่(ซึ่งคุณพ่อสาย ได้รับการถ่ายทอดมาจากหลวงปู่ทิม วัดละหารไร่)คุณพ่อสายได้ถ่ายทอดวิชาทั้งหมดที่ได้ ร่ำเรียน มาให้แก่ ญาท่านเขียวโดยไม่ปิดบังแต่อย่างใด ด้วยญาท่านเขียวท่านเป็นพระภิกษุที่มีจริยวัตรงดงาม อ่อนน้อมถ่อมตนต่อครูบาอาจารย์ พ่อสายจึงเอ็นดูและรักท่านเหมือนลูก และได้มอบ พระบูชาหลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ (ขนาดเท่าองค์จริง) ก้านชนวนพระกริ่ง ผงพรายกุมาร พระขุนแผนพรายกุมารของหลวงปู่ทิม จำนวนหนึ่งบาตรพระ และมอบสีผึ้งเขียว หลวพ่อทาบ วัดกระบกขึ้นผึ้ง 1 ตลับใหญ่ ให้กับญาท่านเขียวอีกด้วย นับได้ว่าสิ่งที่พ่อสายมอบให้กับญาท่านเขียว มานี้เป็นสิ่งที่มีค่าทางจิตใจอย่างมาก และมีมูลค่าสูงในทางโลกเป็น ที่เสาะแสวงหากันท่านก็ได้นำเอาวัตถุมงคลต่างๆที่ได้รับมอบมา ผสมเป็นมวลสารที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งในการจัดสร้างวัตถุมงคลของญาท่านเขียวเอง      

สนใจเช่าบูชา วัตถุมงคล >>>> ญาท่านเขียว เขี้ยวแก้วประกาศิต

หลวงพ่อพรชัย เคราเพชร

     หลวงปู่สรวงเทวดาเล่นดินผู้วิเศษแห่งภูตะแบงเป็นตำนานของความศักดิสิทธิยุคเดียวกับหลวงปู่หมุนอมตสงฆ์ทรงอภิญญาห้าแผ่นดิน น้อยคนจะรู้ว่าหลวงปู่สรวงมีทายาทธรรมที่เก็บตัวห่างไกลผู้คนตั้งสัจจะอธิฐานไม่ตัดหนวดเคราด้วยเหตุครูบาอาจารย์มาสั่ง ท่านคือพระเหนือโลกรุ่นใหม่ ที่มีตำนานเหมือนหลวงพ่อรุ่งเคราเหล็กของจ.ชุมพรในอดีต ท่านคือ หลวงพ่อพรชัย พุทธสาโร ที่ลูกศิษย์เรียกท่านว่า "หลวงตาชัยเคราเหล็ก" ท่านเคยจะคิดตัดท่านหลายครั้งเคยลองอธิฐานว่า"หากครููบาอาจารย์ที่เป็นพระฤษีต้องการให้ท่านไว้ขอให้เกิดเหตุอัศจรรย์ปรากฏ" หลังจากท่านอธิฐานเพียงเดือนเดียวเคราส่วนหนึ่งได้มัดรวมกันเองจนทุกวันนี้      

     หากใครพบเห็นหลวงตาชัยจะรู้สึกแปลกใจว่าท่านไม่เหมือนสมณะเพศที่เราคุ้นตาด้วยเคราที่ยาวจรดหน้าอกซึ่งท่านไม่เคยตัดตั้งแต่บรรพชาเป็นภิกษุสงฆ์ ด้วยเหตุที่ว่าก่อนที่ท่านจะบวชมีเสียงของครูบาอาจารย์มาสั่งว่าถึงเวลาเจ้าต้องบวชแต่ต้องไม่ปลงหนวดเคราให้ปฏิบัติ"แบบสัจจังบังบดหรือฤษี" ที่เป็นครูบาอาจารย์      

     ในอดีตของท่านหลังจากท่านบวชได้ธุดงค์รอนแรมเข้าไปปฏิบัติที่ภูตะแบง ดินแดนพระเวทย์วิทยาคมของเขมร ขณะปฏิบัติอยู่นั้นปู่ฤษีผมยาวซึ่งเป็นครูบาอาจารย์ท่าน ได้มาสอนการปฏิบัติโดยได้ยินแต่เสียงแต่ไม่เห็นตัวจนถึงเวลาอันสมควรท่านจึงเดินธุดงค์กลับสู่เขตแดนไทยและเดินทางไปกราบนมัสการหลวงปู่สรวง ครั้นพบกันหลวงปู่สรวง ก็ตักข้าวพร้อมไข่ต้มให้ท่านฉันท์เมื่อหมดก็ตักให้ใหม่ หลังจากนั้นท่านได้มาพำนักริมเชิงเขาถ้ำน้ำย้อยและเริ่มสร้างกุฏิเล็กๆพำนักปฏิบัติธรรมจนเริ่มเป็นที่รู้จักในเรื่องการปฏิบัติ และช่วยสงเคราะเมตตาคนที่ตกทุกข์ได้ยาก


     ครั้งหนึ่งท่านสร้างช้างเผือกงาเขียวช้างคู่บารมีที่รักษาดูแลท่านและกำลังจะทำพิธีบวงสรวงจู่ๆหลวงปู่สรวงก็เดินทางมาในพิธีโดยท่านก็ไม่ได้ไปบอกกล่าวนิมนต์เป็นที่อัศจรรย์ แก่ญาติโยมที่มาร่วมพิธีในวันนั้น หลวงปู่สรวงให้ไปตัดหวายขนาดเท่าหัวแม่มือมาอุดในท้องช้างต่อมาหวายที่หลวงปู่สรวงอุดไว้ก็ทะลุออกมาท่านจึงนำมาตัดแบ่งให้ญาติโยม จนหมดและที่สำคัญหลวงปู่สรวงท่านจะชอบให้ท่าน"สวดบาลีภาษาเขมร"ให้ฟังทุกครั้งที่พบหลวงปู่สรวง หลวงตาชัยท่านจะมาร่วมพิธีพุทธาภิเษก วัตถุมงคลรุ่นรวยทันใจสมปรารถนามหาเศรษฐี ที่วัดป่าภูริทัตตภักดี วันเสาร์ที่15 ธันวาคม 2561เวลา13.09น. แต่ท่านจะมาถึงก่อนเพื่อสวดอัญเชิญครูบาอาจารย์เป็นบาลีเขมรแบบที่ท่านสวดถวายให้หลวงปู่สรวงฟัง

สนใจเช่าบูชา วัตถุมงคล >>>> หลวงพ่อพรชัย เคราเพชรมหาลาภ

หนุมาน ผู้ได้ชื่อว่าเป็นทหารเอกคู่ใจของพระราม

     หนุมาน นอกเหนือจากบทบาทในวรรณคดีของไทยกับอินเดียในเรื่องรามายาณะ พระหนุมานยังเป็นเครื่องรางที่ปลุกเสกและใช้กันอย่างแพร่หลายในเมืองไทยมานานแล้ว มีการเขียนยันต์กำกับและ
พระคาถาใช้อย่างชัดเจน หนุมาน เป็นลิงที่มีฤทธิ์มาก สามารถสำแดงเดชต่าง ๆ ได้หลายประการ เช่น การขยายร่างกายให้ใหญ่โต การยืดหางให้ยาว เป็นต้น นอกจากนี้ หนุมานยังได้ชื่อว่าเป็นอมตะ คือ ไม่มีวันตาย เนื่องจากเป็นบุตรของพระพาย (ลม) กับนางสวาหะ ด้วยเหตุนี้ เมื่อหนุมานมีอันตรายถึงตายแล้ว เพียงแค่มีลมพัดมา หนุมานก็จะฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่ ด้วยอำนาจของพระพายผู้เป็นบิดา บุคลิกของหนุมานเป็นตัวแทนของชายหนุ่มทั่วไป คือ รูปงาม มีนิสัยเจ้าชู้ และ มีภรรยามาก เช่น นางสุพรรณมัจฉา ทั้งคู่มีบุตรด้วยกันหนึ่งตน คือ มัจฉานุ

     ซึ่งเป็นลูกผสมระหว่าง ลิงเผือกกับปลา นั่นคือ มีกายเป็นลิงเผือกเหมือนหนุมาน
แต่หางนั้น กลับเป็นหางของปลา นางเบญกาย บุตรีของพญาพิเภก หนุมานได้นางเบญกายตอนที่ นางเบญกายจำแลงกายเป็นศพของ นางสีดาลอยทวนน้ำมา เพื่อหลอกพระรามให้เสียพระทัย แต่ภายหลังกลนี้ถูกจับได้ พระรามจึงให้หนุมาน พานางเบญจกายไปส่งกลับเมือง ซึ่งทั้งคู่มีลูกด้วยกัน ชื่อว่า อสุรผัด ตลอดเรื่องรามเกียรติ์นั้น หนุมานผู้เป็นทหารเอกได้รับรางวัลจากพระราม 3 ครั้ง ผ้าขาวม้า ได้ตอนที่หนุมานไปเผากรุงลงกา ธำมรงค์ ได้จากตอนที่ไปช่วยพระรามหลังจากที่ถูกไมยราพจับไปขังไว้ที่เมืองบาดาล เมืองลพบุรีพร้อมสนม 5000 นาง ได้ในตอนที่เสร็จศึกลงกาแล้ว เมื่อเสร็จศึกกรุงลงกาแล้ว พระรามได้สถาปนาให้เป็น "พระยาจักรกฤษณ์พิพรรธพงศา" และยกกรุงอยุธยาให้ครองกึ่งหนึ่ง แต่หนุมานได้ถวายคืนพระราม เพราะสำนึกว่าตนไม่สูงศักดิ์พอ พระรามจึงยกเมืองลพบุรีให้ครองแทน

     หนุมานที่โด่งดังของเมืองไทยในวงการพระเครื่อง เช่น พระหนุมานของหลวงพ่อทิม วัดระหารไร่ ที่มีราคาบูชานับเรือนแสนพุทธคุณของหนุมานจะป้องกันสิ่งชั่วร้าย ขับไล่เสนียดจัญไร และเรื่องการงานถือว่าดี เจริญก้าวหน้า จะเป็นที่โปรดปรานของเจ้านาย เพราะว่าหนุมานขยัน และรับอาสาช่วยเหลือพระราม บุคคลผู้ต้องการให้เจ้านายรักและเจ้านายเอ็นดู มีเครื่องรางเกี่ยวกับหนุมานติดตัวจะดีเป็นยิ่งนักได้รับความเมตตาจากผู้เป็นใหญ่ หนุมาน เป็นลูกของพระพายกับนางสวาหะ จึงเป็นผู้ที่ไม่มีใครฆ่าตายเมื่อถูกฆ่า แต่พอถูกลมเมื่อใดก็จะฟื้น ขึ้นมาอีกและแถมยังมีเขี้ยวเป็นเพชร ขนเป็นเพชรอีกด้วยแต่มีอยู่ครั้งหนึ่งที่หนุมานไปหยุดรถของสุริยเทพเลยถูกพลังความร้อนเผาเอาจนตัวดำไปเลยทีเดียว

     หนุมานนั้นมีหน้าที่ในการปราบปรามยักษ์จึง
ถูกหนุมานฆ่าตายไปหลายคน ส่วนนางเบญจกายหลานทศกัณ-กัณฑ์ก็ยังตกเป็นเมียของหนุมาน และแถมยังได้นางมัจฉามาเป็นเมียอีกด้วย ดังนั้นหนุมานจึงเก่งทั้งทางด้านการรบและความรักด้วยด้วยเหตุฉะนี้ โบราณจารย์ทางพุทธาคมท่านเป็นผู้ชาญฉลาด ซึ่งแม้จะมิใช่สิ่งที่สืบเนื่องมาจากพระพุทธศาสนา แต่ท่านเหล่านั้นได้พิจารณาเห็นว่าสิ่งนั้น ๆ เป็นของดี ของศักดิ์สิทธิ์ ท่านจึงประยุกต์เอามาใช้เป็นเครื่องรางของขลังทั้งนี้ก็เพื่ออานิสงฆ์ทางความเก่งกล้าสามารถและอยู่ยงคงกระพันชาตรีนั่นเอง ถ้าพูดถึงเครื่องรางในรูปหนุมาน จะปรากฏขึ้นในรูปของธงที่เรียกว่า “ธงกระบี่” หรือ “ธงหนุมาน” แบบผ้ายันต์เรียกว่า ผ้ายันต์หนุมานแผลงฤทธิ์และหนุมานอัญเชิญธง ซึ่ง 2 อย่างนี้เป็นของหลวงพ่อรุ่ง วัดท่ากระบือ ท่านได้สร้างเอาไว้

     ต่อมาก็ปรากฏในรูปอบบของการสักยันต์ไว้ติดตัวเรียกว่า “สักหนุมานคลุกฝุ่น” คลุกยังไงหรือครับ ก็คือเมื่อสักเป็นรูปกำแพงหนุมานแล้วก็หนุนด้วยหัวใจหนุมานว่า หะนุมานะ คลุกคลีตีมะอะแต่ส่วนมากจะสักแค่คำว่า “หุนะมานะ” เท่านั้น เมื่อจะตีรันฟันแทงกับใครกับปลุกตัวด้วยคาถาว่า หะนุมานะ คลุกคลีตะมะอะ แล้วเอาฝุ่นที่พื้นดินมาทาตัวคราวนี้ก็เข้าไปตีไปต่อยกันได้ เมื่อพลาดท่าถูกคูต่อสู้ตีหรือฟันเอาจัง ๆ แม้ไม่เข้าก็จุกหรือล้มลงไปชักแหงก ๆ อันวิสัยของคนเรานั้นในเรื่องตีทีเดียวแล้วไม่ช้ำหายาก ส่วนใหญ่เมื่อได้ทีตีเข้าไปตุ๊บหนึ่งแล้วมันมือจะหวดซ้ำเข้าไปอีกทีนี้ก็เข้าล็อคหนุมานคลุกฝุ่น เมื่อถูกเข้าเป็นครั้งสองแล้วก็จะกลับมีกำลังวังชาเรียกว่า “ติดไม้”คือพอตีปั๊บก็เด้งตัวติดไม้ขึ้นมา

     คาถาบูชา ตั้งนะโม 3 จบ
โอมพระหนุมานผลาญลงกา โอมจุติโลทัง สวาหะ นะมะพะทะ นโมพุทธายะ หะนุมานะ
สังสะตัง ยุวาพะวา โอมคงตรีเพชชะคง คงทั่วสารพางกาย กะระมะถะ กิริมิถิ กุรุมุถุ เกเรเมเถ
หะนุหุนิหินะหะ พระพุทธังจังเหล็ก ตรีเพชชะคงจังเหล็ก พระธัมมังจังเหล็ก ตรีเพชชะคงจังเหล็ก
พระสังฆังจังเหล็ก ตรีเพชชะคง
จังเหล็ก อุทธังอัด อะจังงัง อะพะวะเห นะละนุลุ นะอะวิ. ยะตะมะอะ
หนุมานะ นะสังสะตัง สวาหะ สวาหะ เตหิอิทธิฤทธิ์ฯ

ตำนานพระกริ่ง

ประวัติการสร้าง พระกริ่ง-พระชัยวัฒน์ มีมาแต่โบราณ ประวัติพระกริ่ง เริ่มขึ้นที่ในประเทศทิเบตและจีน จึงเรียกติดปากว่า พระกริ่งทิเบต และพระกริ่งหนองแส พระกริ่งเป็นพระพุทธเจ้าปางมาช่วยโปรดสัตว์โลก หรือเรียกกันว่า "พระไภสัชคุรุ" เป็น พระพุทธเจ้าปางหนึ่งของลัทธิมหายาน ซึ่งหมายความว่า ทรงเป็นครูในด้านเภสัช คือ การรักษาพยาบาล ต่อมาได้แพร่หลายมาก นิยมสร้างในเขมร เรียกว่า พระกริ่งอุบาเก็ง หรือ พระกริ่งพนมบาเก็ง และพระกริ่งพระปทุมสุริยวงศ์

สำหรับพระพระกริ่งที่มีชื่อเสียงทรงคุณวิเศษหลายประการ มีผู้นิยมนับถือกันมากยิ่งในปัจจุบันนี้ยิ่งหายาก ต้องยกให้ พระกริ่งวัดสุทัศนฯ เพราะสมเด็จพระสังฆราช(แพ) ทรงสร้างไว้จำนวนไม่มากพระกริ่ง พระชัยวัฒน์ สุดยอดพิธีกรรมุ

พระกริ่ง วัดสุทัศน์ สาเหตุที่ทรงสร้าง พระกริ่งวัดสุทัศนนั้นเนื่องจากเมื่อครั้งที่ สมเด็จพระวันรัต (แดง) พระอุปัชฌาย์อาพาธเป็นอหิวาตกโรค สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ของพระองค์ทรงเคยรักษาผู้ป่วยเป็นอหิวาตกโรคให้หายได้ ด้วยการอาราธนาพระกริ่งลงในน้ำ ทำเป็นน้ำพระพุทธมนต์ แล้วโปรดให้น้ำนั้นแก่ผู้ป่วยดื่ม ปรากฏว่าหายอย่างน่าอัศจรรย์ เมื่อตรัสอย่างนั้นแล้วก็อาราธนาพระกริ่งลงในน้ำ ทำน้ำพระพุทธมนต์ประทานแก่ สมเด็จพระวันรัต (แดง)

เมื่อท่านฉันน้ำพระพุทธมนต์นั้นแล้วก็บรรเทาหายอาพาธเป็นปกติ สมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทว) วัดสุทัศนเทพวรารามได้ทอดพระเนตรเห็นคุณวิเศษน่าอัศจรรย์ของพระกริ่งในขณะนั้นแล้ว จึงเกิดความสนพระทัย และทรงเริ่มศึกษาค้นคว้าตำราที่จะสร้างพระกริ่งเรื่อยมา จนมีความรู้ความเชี่ยวชาญในการสร้าง จนเจนจบ เมื่อจะมีการสร้างพระกริ่งขึ้นครั้งใด พระองค์จะถูกขอร้องให้เป็นผู้ชี้แจงการสร้าง และการหล่อ ในฐานะประธานการหล่อพระกริ่งเสมอมา

พระกริ่ง "พระไภสัชคุรุ" ประวัติพระกริ่งตำนาน พระกริ่ง-พระชัยวัฒน์ ตำนานความเป็นมาของ พระกริ่งและพระชัยวัฒน์ของสมเด็จพระสังฆราช (แพ) ซึ่งนายนิรันดร์ แดงวิจิตร หรือ อดีตพระครูวินัยกรณโสภณ เป็นผู้เขียน มีข้อความที่น่าสนใจมากดังนี้

ตำนานพระกริ่งและพระชัยวัฒน์ "คำว่ากริ่ง" นี้ หมายความว่ากระไร สมเด็จฯ (สมเด็จพระสังฆราช แพ ติสฺสเทว) เคยรับสั่งเสมอว่า คำว่า "กริ่ง" นี้ มาจากคำถามที่ว่า "กึ กุสโล" (กิง กุสะโล) คือ เมื่อพระโยคาวจรบำเพ็ญสมณธรรมมีจิตผ่านกุศลธรรมทั้งปวงเป็นลำดับไปแล้ว ถึงขั้นสุดท้ายจิตเสวยอุเบกขาเวทนา ปุญญาภิสังขาร (สภาพที่ปรุงแต่งกรรมฝ่ายดี ได้แก่ กุศลเจตนา) เปลี่ยนเป็น อเนญชา (สภาพที่ปรุงแต่งภพอันมั่นคง ไม่หวั่นไหว ได้แก่ ภาวะจิตที่มั่นคงแน่วแน่ด้วยสมาธิแห่งจตุตถฌาน คือ ฌานที่ 4)

เป็นเหตุให้พระโยคาวจรเอะใจขึ้นว่า "กึ กุสโล" นี้เป็นกุศลอะไร เพราะเป็นธรรมที่เกิดขึ้นแปลกประหลาด ไม่เหมือนกับกุศลอื่นที่ผ่านมา ดังนั้นคำว่า "กึ กุสโล" จึงเป็นชื่อของ อเนญชา คือ "นิพพุติ" แปลว่า "ดับสนิท" คือหมายถึงพระนิพพานนั่นเอง"



พุทธคุณพระกริ่ง

มูลเหตุที่สมเด็จพระสังฆราช (แพ) ทรงสร้าง พระกริ่งและพระชัยวัฒน์ นั้นมีดังจะกล่าวต่อไปนี้ คือ ทรงเล่าว่าเมื่อพระองค์ดำรงสมณศักดิ์เป็นพระศรีสมโพธิ ครั้งนั้น สมเด็จพระวันรัต (แดง) อาพาธเป็นอหิวาตกโรค สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ครั้งยังทรงเป็นกรมหมื่นเสด็จมาเยี่ยม เมื่อรับสั่งถามถึงอาการของโรคเป็นที่เข้าพระทัยแล้ว รับสั่งว่า เคยเห็นกรมพระยาปวเรศฯเสด็จพระอุปัชฌาย์ของพระองค์อาราธนาพระกริ่งแช่น้ำอธิษฐาน ขอน้ำพระพุทธมนต์แล้วให้คนไข้เป็นอหิวาตกโรคกินหายเป็นปกติ

พระองค์จึงรับสั่งให้มหาดเล็กที่ตามเสด็จไปนำพระกริ่งที่วัดบวรนิเวศแต่สมเด็จฯ ทูลว่า พระกริ่งที่กุฏิมี สมเด็จพระมหาสมณเจ้า จึงรับสั่งให้นำมา แล้วอาราธนาพระกริ่งแช่ น้ำอธิษฐานขอน้ำพระพุทธมนต์แล้วนำไปถวายสมเด็จพระวันรัต (แดง) เมื่อท่านฉันน้ำพระพุทธมนต์แล้ว โรคอหิวาต์ก็บรรเทาหายเป็นปกติ ส่วนจะเป็นพระกริ่งสมัยไหนพระองค์ท่านรับสั่งว่าจำไม่ได้

สำหรับคำกล่าวว่า ตำราสร้างพระกริ่ง ในยุคกรุงรัตนโกสินทร์นี้ เดิมเป็นตำราของสมเด็จพระนพระชัต วัดป่าแก้ว สำนักอรัญญิกาวาสสมถธุระวิปัสสนาธุระแห่งกรุงศรีอยุธยา และมาอยู่ที่สมเด็จกรมพระยาปรมานุชิตชิโนรส ศรีสุคตขัตติยวงศ์ วัดพระเชตุพนฯ จากนั้นพรมงคลทิพย์มุนี (มา) วัดจักรวรรดิราชาวาส ก่อนที่จะมาตกอยู่ที่สมเด็จพระสังฆราช (แพ) เมื่อครั้งยังทรงสมณศักดิ์เป็นพระเทพโมลี

พระกริ่ง "พระไภสัชคุรุ" ขั้นตอนการสร้างพระกริ่ง ตำราการสร้างพระกริ่ง สายวัดสุทัศนฯ นอกจากนี้การแสวงหาแร่ธาตุที่มีคุณต่าง ๆ นั้น ต้องใช้ความพยายามไม่น้อย ตามตำราการสร้างพระกริ่งเนื้อนวโลหะสายวัดสุทัศนฯ ประกอบไปด้วย

  1. ชินน้ำหนัก 1 บาท (1 บาท = 15.2 กรัม)
  2. จ้าวน้ำเงิน น้ำหนัก 2 บาท (แร่ชนิดหนึ่ง สีเขียวปนน้ำเงิน)
  3. เหล็กละลายตัว น้ำหนัก 3 บาท
  4. บริสุทธิ์ทองแดงบริสุทธิ์น้ำหนัก 4 บาท
  5. ปรอท น้ำหนัก 5 บาท
  6. สังกะสี น้ำหนัก 6 บาท
  7. ทองแดง น้ำหนัก 7 บาท
  8. เงิน น้ำหนัก 8 บาท
  9. ทองคำ น้ำหนัก 9 บาท

มาหล่อหลอมให้กินกันดี แล้วนำมาตีเป็นแผ่นแล้วจารยันต์ 108 กับ นะ ปถมัง 14 นะ ครั้งได้ฤกษ์ยามดีก็จะพิธีลงยันต์ในพระอุโบสถต่อไป จากนั้นก็กลับนำมาหล่อตามฤกษ์อีกครั้ง

ด้วยมวลสารพิธีกรรมและฤกษ์ ทำให้พระกริ่งที่ สร้างในยุคก่อนมีความเข้มขลังสามารถแช่น้ำทำน้ำมนต์มาดื่มกันรักษาโรคได้ แต่การสร้างยุคหลัง ส่วนใหญ่จะเป็นการรวบรัด แม้ว่าจะเป็นเนื้อนวโลหะครบตามสูตร แต่การจารยันต์และฤกษ์การเทนั้นไม่เป็นตามตำรา พระกริ่งยุคหลังจึงนำมาแช่น้ำทำน้ำมนต์มาดื่มกันรักษาโรคไม่ได้ดีเท่าในอดีต

พระกริ่ง เป็นพระเครื่องที่คนในวงการพระเครื่องเชื่อมากันตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะ "เซียนพระกริ่ง" ยังเชื่อกันอย่างแน่วแน่ว่า สามารถช่วยรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆได้ทุกโรค โดยเฉพาะโรคที่การแพทย์แผนปัจจุบันหาสาเหตุไม่พบ และรักษาด้วยยาไม่ได้ ยามใดที่เกิดอาการเจ็บไข้ได้ป่วยจงอธิษฐานขออำนาจพุทธคุณในพระกริ่ง แล้วนำพระแช่น้ำ จากนั้นก็เอามาดื่ม บ้างก็นำมาอาบ เพื่อความเป็นสิริมงคล โรคภัย ไข้เจ็บป่วยอยู่นั้น ก็จะหายโดยอัศจรรย์

ท้าวเวสสุวรรณ อำนาจวาสนา สูงสุดทางมหาเศรษฐี ขจัดสิ่งอัปมงคล

ท้าวเวสสุวรรณ (ท้าวเวสสุวัน) หรือในภาษาพราหมณ์เรียกว่า "ท้าวกุเวร" ถ้าในพระพุทธศาสนาจะเรียก "ท้าวไพสพ" เป็นอธิบดีแห่งอสูร หรือเจ้าแห่งภูตผีปีศาจทั้งหลาย โดย ท้าวเวสสุวรรณ เป็นหนึ่งในท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่ ผู้คุ้มครองดูแลโลกมนุษย์ สถิตอยู่บนสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา ประทับทางทิศเหนือมีอสูร รากษส และภูตผีปีศาจเป็นบริวาร ว่ากันว่าอาณาเขตที่ ท้าวเวสสุวรรณ ปกครองนั้นใหญ่มหาศาลมาก และ ท้าวเวสสุวรรณ ยังเป็นหัวหน้าของท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 อันประกอบไปด้วย

  1. "พระอินทร์" (ท้าวธตรฐ) ปกครองโลกด้านทิศตะวันออก
  2. "พระยม" (ท้าววิรุฬหก) ปกครองโลกด้านทิศใต้
  3. "พระวรุณ" (ท้าววิรูปักษ์) ปกครองโลกด้านทิศตะวันตก
  4. "ท้าวเวสสุวรรณ" (ท้าวเวสสุวัน) เป็นเจ้าแห่งอสูรทรงอิทธิฤทธิ์อานุภาพมาก

คนไทยโบราณนิยมนำผ้ายันต์รูปยักษ์ ผูกไว้ที่หัวเตียงเด็กเพื่อป้องกันวิญญาณชั่วร้ายไม่ให้มารังควานแก่เด็ก ท้าวกุเวรองค์นี้มีกล่าวถึงในอาฏานาฏิยปริตรว่านำเทวดา ในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกามาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า และได้ถวายสัตย์ที่จะดูแลพระพุทธเจ้าและเหล่าสาวกไม่ให้ยักษ์หรือบริวารอื่น ๆ ของท้าวจตุโลกบาลไปรังควาน


ท้าวกุเวรหรือท้าวเวสสุวรรณนั้น ส่วนมากเราจะพบเห็นในรูปลักษณ์ของยักษ์ยืนถือกระบองยาวหรือคทา (ไม้เท้าเป็นรูปกระบอง) กันซะส่วนใหญ่ แต่แท้ที่จริงแล้ว ยังมีรูปเคารพของท่านในรูปของชายนั่งในท่า มหาราชลีลา มีลักษณะอันโดดเด่นคือ พระอุระพลุ้ยอีกด้วย กล่าวกันว่าผู้มีอาชีพสัปเหร่อ หรือมีอาชีพประหารชีวิตนักโทษ มักพกพารูปท้าวท้าวเวสวัณ สำหรับคล้องคอเพื่อเป็นเครื่องรางของขลัง ป้องกันภัยจากวิญญาณร้ายที่จะเข้ามาเบียดเบียน

ในภายหลังภาพลักษณ์ของท้าวกุเวรที่ปรากฏในรูปของชายพุงพลุ้ยเป็นที่เคารพนับถือ ในความเชื่อว่าเป็นเทพแห่งความร่ำรวย แต่ท้าวกุเวรในรูปของท้าวเวสสุวรรณซึ่งมาในรูปของยักษ์ เป็นที่เคารพนับถือว่า เป็นเครื่องรางของขลังป้องกันภูติผีปีศาจ นอกจากนี้ยังมีกล่าวว่า ท้าวเวสสุวรรณซึ่งยังมีกายสีเขียว สัณฐานสูง 2 คาวุต ประมาณ 200 เส้น มีอาวุธเป็นกระบอง มีพาหนะ ช้าง ม้า รถ บางทีปราสาท อาภรณ์มงกุฎประดับรูปนาค ดำรงอิสริยศเป็นเจ้าแห่งยักษ์ มีบริวารแสนโกฏิ ถือโล่แก้วประพาฬ หอกทอง

ในประเทศไทยมีคติการบูชาท้าวเวสวัณอีกรูปแบบหนึ่ง โดยเรียกเทพเจ้าองค์นี้ว่า พระไพศรพณ์ ตามนามในภาษาสันสกฤต ไวศฺรวณ มือขวาถือตะบอง มือซ้ายยกเสมอหน้าอกแสดงการห้ามปรามมิให้ (เทวดา) ทำผิด เนื่องจากมีหน้าที่รักษาความเรียบร้อยยุติธรรมในสวรรค์ ถูกนำมาเป็นสัญลักษณ์ของอัยการมานาน คาดว่าตั้งแต่แรกตั้งกรมอัยการเมื่อกว่า 100 ปีมาแล้ว เนื่องจากยกกระบัตร (ชื่อเรียกอัยการในสมัยโบราณ) หรืออัยการในปัจจุบันก็มีหน้าที่รักษาความยุติธรรมและกฎหมาย เช่นเดียวกับหน้าที่ของพระไพศรพณ์ในสวรรค์ แต่ยังตรวจไม่พบหลักฐานว่าได้มีประกาศเป็นทางการให้ใช้รูปพระไพศรพณ์เป็นเครื่องหมายราชการของอัยการตั้งแต่เมื่อใด

มีความเชื่อกันว่า ผู้ใดห้อยบูชาท้าวเวสสุวรรณ จะบังเกิดโชคลาภมากมาย ร่ำรวยเงินทอง มีกินมีใช้ไม่ขาดแก้ปีชง เสริมปีชง เทพแห่งปีชง ป้องกันภัยจากสิ่งที่มองเห็นและมองไม่เห็น ป้องกันภูติ ผีวิญญาณต่าง ๆ ไม่กล้ามาทำอันตรายใดๆให้กับคนในครอบครัว ในร้านนั้น ๆ เพราะภูติผีปีศาจ ยักษ์ เป็นบริวารท้าวเวสสุวรรณ คนมีลูกเพิ่งคลอด หรือมีเด็กเล็ก มักนิยมบูชาท้าวเวสสุวรรณ ตั้งไว้ตรงที่เด็กนอนหลับ เพราะมีความเชื่อว่าภูติผีปีศาจจะไม่กล้ามารบกวนเด็ก เพราะท้าวเวสสุวรรณซึ่งเป็นผู้ปกครองแห่งภูติผีปีศาจนั่นเอง จึงแนะนำคนที่มีลูกอ่อน ลูกเล็ก หากชอบร้องไห้ตอนกลางคืน ไม่หลับไม่นอนเหมือนมีอะไรมารบกวนเด็ก และยังสามารถกันภูติผีปีศาจคุณไสย์มนต์ดำได้หมด

ในตำราโบราณได้กล่าวไว้ว่าผู้ใดต้องการ ความเจริญในลาภยศ ทรัพย์สินเงินทอง อำนาจวาสนา สูงสุดทางมหาเศรษฐีมีทรัพย์ ลาภยศ สรรเสริญสุข ไหลมาไม่ขาดสาย และขจัด ภูตผีปีศาจ สิ่งอัปมงคลไม่กล้าเข้ามารบกวน และช่วยบันดาลโชคลาภโภคทรัพย์ให้แก่ผู้บูชา


คาถาบูชาท้าวเวสสุวรรณ

ผู้ใดหวังความเจริญในลาภยศ ทรัพย์สินเงินทอง อำนาจวาสนา ให้บูชารูป องค์ท้าวเวสสุวรรณ หรือ ท้าวกุเวร ตามคาถาบูชาต่อไปนี้ คาถาบูชาท้าวเวสสุวรรณ หรือ ท้าวกุเวร (บูชาประจำวัน) ตั้งนะโม 3 จบ อิติปิโสภะคะวา ยมมะราชาโน ท้าวเวสสุวรรณโณมรณังสุขัง อะหังสุคะโต นะโมพุทธายะท้าวเวสสุวรรณโณ จตุมหาราชิกา ยักขะพันตา ภัทภูริโตเวสสะ พุสะ พุทธัง อะระหัง พุทโธ ท้าวเวสสุวรรณโณ นะโมพุทธายะ

เคล็ดการบูชาท้าวเวสสุวรรณ

จุดสักการะธูป 9 ดอก และถวายดอกกุหลาบ 9 ดอก แล้วตั้งนะโม 3 จบ ระลึกถึงคุณบิดา มารดา และครูบาอาจารย์ ทั้งหลาย ที่ประสิทธิประสาทวิชามาแล้วระลึกถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แล้วท่องคาถาท้าวเวสสุวรรณดังนี้ อิติปิ โส ภะคะวา ยมมะราชาโน ท้าวเวสสุวรรณโณ มะระณัง สุขัง อะหัง สุคะโต นะโม พุทธายะ ท้าวเวสสุวรรณโณ จาตุมะหาราชิกา ยักขะพันตาภัทภูริโต เวสสะ พุสะ พุทธัง อะระหัง พุทโธ ท้าวเวสสุวรรณโณ นะโม พุทธายะ

ผู้ที่ได้ทั้งบูชาด้วยการกราบไหว้และนำคุณธรรมของตััวท่านไปปฏิบัติด้วย จะช่วยส่งผลให้เจริญก้าวหน้า และร่ำรวย มีความสุขอย่างแน่นอน

สนใจเช่าบูชา วัตถุมงคล >>>> ท้าวเวสสุวรรณ

ตะกรุดมหาระงับปราบหงสา

     ตะกรุดมหาระงับปราบหงสาถือเป็นเครื่องรางของขลังชนิดหนึ่ง ที่ผูกพันกับคติความเชื่อของคนไทยมาช้านาน โดยมีความเชื่อที่ว่าตะกรุดสามารถคุ้มครองผู้ครอบครอง หรือสร้างความมีเสน่ห์เมตตาให้แก่ผู้มาพบเห็นได้ ซึ่งตะกรุดโดยทั่วไปแล้วมักทำด้วยโลหะบ้าง อโลหะบ้าง เช่น แผ่นตะกั่ว แผ่นเงิน แผ่นทอง หรือทองแดงบางครั้งก็ใช้ไม้ไผ่ หรือกระดูกสัตว์ก็มี เมื่อได้วัสดุตามต้องการแล้วก็จะทำการลงอักขระโดยใช้เหล็กจารเขียนอักขระพระคาถามงคล หรือผูกเป็นยันต์ตามแต่ตามต้องการ ตะกรุดมหาระงับปราบหงสามีประวัติเกิดขึ้นชัดเจนที่สุดในสมัยอยุธยาเพราะเป็นเครื่องรางของขลังประจำพระวรกายขององค์สมเด็จ พระนเรศวร มหาราช ในการออกทำศึกรบกับพม่าโดยทำยุทธหัตถีชนะพระมหาอุปราชา(มังสามเกียด) จึงทำให้ทหารพม่าแพ้พ่ายแตกทัพไป ซึ่งด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้คน ส่วนใหญ่เรียกว่าตะกรุดมหาระงับปราบหงสา หรือตะกรุดนเรศวรปราบหงสา สืบต่อมาจนทุกวันนี้

     ตะกรุดมหาระงับปราบหงสา มีวิธีการสร้าง อย่างละะเอียด
อ่อนและจะต้องเป็นขั้นเป็นตอน โดยเริ่มจากการจารอักขระเลขยันต์หรือที่เรียกกันอีกอย่างหนึ่งว่าการเดินยันต์นั่นเอง กานเดินยันต์นั้นก็ไม่ใช่ เรื่องง่ายๆ เพราะ การเดินยันต์หนึ่งตัวก็ต้องบริกรรมคาถาไปด้วยหนึ่งจบ โดยบทบริกรรมคาถา ส่วนใหญ่จะเป็นบทสรรเสริญพุทธคุณ สำหรับตัวยันต์ มหาระงับนั้น จะมีเอกลักษณ์ เฉพาะโดยเป็นเหมือนแผนผังกั้นเป็นห้องๆ ซ้อนกันล้อมด้วยพระคาถามหาระงับ พระคาถาบารมี 30 ทัศ และอิติปิโส 8 ทิศ เป็นต้น เมื่อลงอักขระเลขยันต์      เสร็จเรียบร้อยแล้วก็จะม้วนให้เป็นแท่งกลม โดยมีช่องว่างตรงกลางไว้สำหรับร้อยเชือกเมื่อม้วนเสร็จแล้วก็ต้องพอกด้วยว่านยา คือ ใบไม่รู้นอน 7 ชนิด ประกอบด้วย ใบระงับ ,ใบผักกะเฉด ,ใบกระทืบยอด ,ใบชุมเห็ดเทศ ,ใบหญ้าใต้ใบ ,ใบแคขาว ,ใบสมี เมื่อได้ครบทั้ง 7 อย่าง อย่างละเท่าๆ กัน นำไปสุมไฟให้ใหม้แต่อย่าให้เป็นขี้เถ้า หรือนำไปตากให้แห้ง จากนั้นนำมาบดให้ระเอียดจึงนำไปกวนกับน้ำรัก หรือชันยางเรือ ทำเป็นสมุกพอกตะกรุด หลังจากพอกยาเสร็จแล้วก็เอาไปตากให้แห้ง จากนั้นใช้เชือก หรือด้ายดิบถักทับแล้วจึงลงรักปิดทองเพื่อรักษาตะกรุดไว้อีกชั้นหนึ่ง ในการปลุกเสกนั้นก็ต้อง ปลุกเสกให้จนมั่นใจว่าเป็นมหาระงับ มหาปราบ โดยชนิดที่ว่าจะต้องปลุกเสก จนสามารถสะกดและระงับให้บริเวณนั้นเงียบสงบแบบไม่มีเสียงใดๆ ให้ได้ยิน เลยนั่นแหละถึงจะเป็นการปลุกเสกที่สมบูรณ์ที่สุด



     ที่โด่งดังอีกตำหรับ สายแม่กลอง ตะกรุดมหาระงับปราบหงสา พระราชมงคลวุฒาจารย์ (ใจ อินทสุวัณโณ) พระราชมงคลวุฒาจารย์ (ใจ อินทสุวัณโณ) วัดเสด็จ จ.สมุทรสงคราม เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2405 ขึ้น 2 ค่ำ เดือน 2 ปีจอ มรณะเมื่อวันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2505 แรม 6 ค่ำ เดือน 7 ปีขาล รวมสิริอายุ 100 ปี 78 พรรษา สมณศักดิ์เป็นพระราชมงคลวุฒาจารย์ พระราชาคณะชั้นราช เจ้าคณะแขวงอัมพวา ศึกษาวิชากับ หลวงปู่ยิ้ม วัดหนองบัว , หลวงปู่แจ้ง วัดประดู่ , หลวงพ่อพ่วง วัดปากสมุทร หลวงพ่อปลัดทิม วัดเหมืองใหม่ มีศิษยานุศิษย์ คือ หลวงพ่อหยอด วัดแก้วเจริญ วัตถุมงคลของท่าน คือ พระเนื้อเมฆพัตร พิมพ์ซุ้มประตู พระพุทธชินราช , พระหล่อเนื้อโลหะผสมปางประจำวัน , เหรียญพระประจำวัน , ผ้ายันต์ เสื้อยันต์ , พระนาคปรกเนื้อเมฆพัตร , ตะกรุดลูกอมร้อย ด้วยไหม 7 สี มีเนื้อทองคำ เงิน และนาก พุทธคุณ ด้านเมตตามหานิยม คงกระพันชาตรี แคล้วคลาด

     คาถาบูชา ตะกรุดมหาระงับปราบหงสา โอมมหาระงับ หลับสิ้นทั้งบ้าน โอมชิดมหาชิด โอมปิดมหาปิด สิทธิสวาหับ นะปิดตา โมปิดใจ พุทธปิดปาก ธาปิดหู ยะหลับนิ่งอยู่ อิติปาระมิตาติงสา ระงับอินทรา อิติสัพพัญญมาคะตา ระงับพรหมา อิติโพธิมะนุปปัตโต ระงับมะนุสสา อิติปิโสจะเตนะโม ระงับปีศาจ อิระชาคะตะระสา ติหังจะะโตโรถินัง ปิสัมวะโลปุสัตพุท โสมาณะกะริถาโท ภะสัมสัมวิสะเทภะ คะพุทปันทูทัมวะคะ วาโนอะมะมะวา อะวิสุนุสานุติ นะโมพุทธายะ ยะธาพุทโมนะ ปะระมังภะคะวา มะอะอุ ภะคะวา นะมะพะทะ จะพะกะสะ

สนใจเช่าบูชา วัตถุมงคล >>>> ตะกรุดมหาระงับปราบหงสา

วัดจุฬามณี สมุทรสงคราม

    ประวัติวัดจุฬามณี ตำบลบางช้าง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม วัดจุฬามณี ตำบลบางช้าง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม วัดจุฬามณี ตั้งอยู่ที่เลขที่ ๙๓ หมู่ ๙ ตำบลบางช้าง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม อยู่ติดถนนสายสมุทรสงคราม-บางแพ ด้านหน้าติดกับคลองอัมพวา เชื่อมติดต่อกับคลองบางผีหลอก ห่างจากตัวจังหวัดสมุทรสงครามราวประมาณ ๗ กิโลเมตรเศษ และห่างจากที่ตั้งที่ว่าการอำเภออัมพวาประมาณ ๒ กิโลเมตร ด้านทิศเหนือติดกับถนนสายสมุทรสงคราม-บางแพ ทิศใต้ติดกับคลองอัมพวา

     วัดจุฬามณี เป็นวัด เก่าแก่โบราณ มีความสำคัญในประวัติศาสตร์เกี่ยวกับ ราชวงศ์จักรี ฝ่ายราชนิกุล(ตระกูลบางช้าง) วัดจุฬามณี เดิมมีชื่อเรียกว่า วัดแม่เจ้าทิพย์ ตามประวัติสืบมาได้ว่า วัดนี้สร้างมาแต่รัชสมัยพระเจ้าปราสาททอง มีกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ตามประวัติว่าท่านท้าวแก้วผลึก(น้อย) ธิดาคน หนึ่งของท่านพลาย ซึ่งเป็นนายตลาดบางช้าง มีหน้าที่เก็บภาษีอากรขนอนตลาด จึงมีทรัพย์และรายได้มากชั้นเศรษฐีผู้หนึ่ง จึงได้สร้างวัดจุฬามณี ขึ้นมาใหม่วัดจุฬามณีได้รับความอุปถัมป์ทำนุบำรุงจากมหาอุบาสก และมหาอุบาสิกาสำคัญ ซึ่งต่อมาภายหลังเป็นต้นราชวงศ์จักรี โดย ภูมิประเทศแห่งนี้เป็นที่ประสูติของเจ้าผู้ครองประเทศไทยสืบต่อกันมา

     วัดจุฬามณี อำเภออัมพวา จ.สมุทรสงคราม ตั้งอยู่บนทางหลวงหมายเลข 325 (สมุทรสงคราม-บางแพ) กิโลเมตร 34–35 ตำบลบางช้าง เป็น วัดโบราณริมฝั่งคลองอัมพวาต่อเนื่องกับคลองผีหลอก วัดนี้สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายรัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง สันนิษฐานว่า ท้าวแก้วผลึก (น้อย) นายตลาดบางช้าง ต้นวงศ์ราชินิกุลบางช้างเป็นผู้สร้างขึ้น บริเวณหลังวัดเดิมเป็นนิวาสสถานของคุณนาค (สมเด็จพระอมรินทรามาตย์พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 1) และคุณบุญรอด (สมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์ พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 2)

ลำดับจ้าอาวาส วัดจุฬามณี ที่สืบได้มีดังนี้
๑.พระอธิการอิน มรณภาพ
๒.พระอธิการเนียม มรณภาพ
๓.พระอาจารย์แป๊ะ ลาสิกขาบท
๔.พระอาจารย์ปาน ลาสิกขาบท
๕.หลวงพ่ออ่วม มรณภาพ
๖.พระอาจารย์นุ่ม มรณภาพ
๗.หลวงพ่อแช่ม มรณภาพ
๘.หลวงพ่อเนื่อง (พระครูโกวิทสมุทรคุณ เนื่อง โกวิโท)เถาสุวรรณ มรณภาพ
๙.พระอาจารย์อิฏฐ์ (พระครูโสภิตวิริยาภรณ์ อิฏฐ์ ภทฺทจาโร) น้อยมา องค์ปัจจุบัน

สามสิ่งที่อยู่คู่วัด ซึ่งเป็นไฮไลต์ที่นักท่องเที่ยวทุกคนไม่ควรพลาดเมื่อมาเยือนวัดนี้ ได้แก่

1. สังขารไม่เน่าเปื่อยของหลวงพ่อเนื่อง โกวิท อดีตเจ้าอาวาส
2. อุโบสถจตุรมุขหินอ่อนที่มีความสวยงาม โดยอุโบสถหลังนี้มีขนาดกว้าง 40 เมตร ยาว 80 เมตร ปูพื้นด้วยหินหยกสีเขียวจากเมืองการาจี ประเทศปากีสถาน ภายประดิษฐานพระประธานบนฐานสูง บานหน้าต่างด้านนอกลงรักฝังมุกเป็นภาพตราพระราชลัญจกร ตั้งแต่รัชกาลที่ 1 ถึง รัชกาลปัจจุบัน พระนามาภิไธยของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ ตลอดจนภาพเครื่องอิสริยาภรณ์ชั้นต่างๆ นอกจากนี้บริเวณฝาผนังโดยรอบพระอุโบสถ ยังมีภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธประวัติและนิทานชาดกที่ประณีต ฝีมือของจิตรกร หญิงนิตยา ศักดิ์เจริญ ซึ่งใช้เวลาในการวาดนานถึง 6 ปี
3. องค์ท่านพ่อท้าวเวสสุวรรณ หรือท้าวเวสสุวัณ ตามความเชื่อของพระพุทธศาสนาที่มีสี่ภาค รวมทั้งคาถาขอพร ร้านขายขนมทองม้วนสูตรโบราณที่สืบทอดวิธีการทำมาแต่ดั้งเดิม ตั้งอยู่บริเวณถนนทางเข้าวัด

     ท้าวเวสสุวรรณวัดจุฬามณี ในความเชื่อแต่โบราณนั้น เขาว่ากันว่า มีภพภูมิทั้งชั้นมนุษย์ ชั้นสวรรค์เทวดา และชั้นนรกภูมิ โดยจะมีภพภูมิหนึ่งที่ทับซ้อนแล้วอยู่ใกล้เคียงกับชั้นมนุษย์มากที่สุด นั่นคือสวรรค์ชั้น จตุมหาราช โดยมี เทพราชาสี่องค์ คอยปกปักรักษาอยู่ตามทิศต่างๆ ราชาแห่งยักษ์ละเหล่าภูติผี มีลักษณ์เป็นยักษ์ร่างใหญ่ แลดูน่ายำเกรง แต่ถือว่าเป็นจอมยักษ์ที่ให้คุณ โดยจะปกป้องคุ้มครองคนที่ประพฤติดี ให้ปลอดภัยจากอันตราย การรบการของพลังร้าย ผีและมนต์ดำ และบ่อยครั้งก็มักจะมีสำนักวิชาหลายสำนัก สถาปณาวัตถุมงคลที่ เป็นรูปยักษ์ที่เรียกว่าท้าวเวสสุวรรณ สำหรับใส่คล้องคอเพื่อป้องกันอันตราย

พุทธคุณ เน้นไปในการสร้างท้าวเวสสุวรรณ ที่สามารถเช่าบูชาได้จากวัดนี้ การไหว้ท้าวเวสสุวรรณคือ ธูป 9 ดอก กุหลาบแดง 9 ดอก แล้วตั้งนะโนสามจบ แล้วท่องคาถาว่า

     อิติปิ โส ภะคะวา ยมมะราชาโน ท้าวเวสสุวรรณโณ
มะระณัง สุขัง อะหัง สุคะโต นะโม พุทธายะ
ท้าวเวสสุวรรณโณ
จาตุมะหาราชิกา ยักขะพันตาภัทภูริโต
เวสสะ พุสะ พุทธัง อะระหัง พุทโธ ท้าวเวสสุวรรณโณ นะโม พุทธายะ


สนใจเช่าบูชา วัตถุมงคล >>>> วัดจุฬามณี สมุทรสงคราม

หลวงพ่อโสธร พระคู่บ้านคู่เมืองแปดริ้ว

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินเรื่องราวและประวัติของ หลวงพ่อโสธร หรือ หลวงพ่อพุทธโสธร พระคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดฉะเชิงเทรามาบ้างแล้ว บางคนก็เคยมีโอกาสได้ไปกราบไหว้ขอพร
และสมหวังมาแล้วหลายคน Amulet24 จะพาผู้อ่านย้อนไปรู้จักกับประวัติ 'หลวงพ่อโสธร' ให้มากขึ้น

สำหรับ องค์หลวงพ่อพุทธโสธร หน้าตักกว้าง 1.65 เมตร สูง 1.48 เมตร ผู้รู้เล่าว่า องค์จริงของหลวงพ่อพุทธโสธรนั้น เป็นพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ที่องค์เล็กกว่าที่เห็นกันอยู่ แต่เนื่องจาก
หลวงพ่อโสธร เป็นพระพุทธรูปที่มีรูปลักษณ์งดงามมาก มีผู้เกรงว่าจะเป็นอันตราย อาจจะมีผู้ใจบาปมากระทำได้ จึงจัดการสร้างพระพุทธรูปปูนปั้นขึ้นใหม่ แล้วเอาองค์จริงของหลวงพ่อโสธร
ประดิษฐานไว้ข้างใน ไม่ให้ใครเห็นจนถึงวันนี้

โดยชาวบ้านได้จัดพิธีอัญเชิญหลวงพ่อโสธรขึ้นจากแม่น้ำบางปะกง มาประดิษฐานที่วัดโสธรวรารามวรวิหาร จนถึงปัจจุบันเป็นเวลาครบรอบ 249 ปี คือ พระธรรมมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัด
อายุ 90 ปี ส่วนอุโบสถใหม่ที่ประดิษฐานองค์จริงของ หลวงพ่อโสธร นั้นจะอยู่ตรงกลาง ส่วนพระพุทธรูปองค์ด้านหลังนั้นคือพระประธานโบสถ์ที่โดยรอบที่ประดิษฐานองค์หลวงพ่อนั้นจะมี
พระบริวารรายล้อม

ความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อโสธร
สำหรับความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อโสธรนั้น เชื่อว่าหลายคนคงเคยไปกราบไหว้ขอพร และสมหวังกันมาบ้างแล้ว หลายคนจากทั่วสารทิศต่างมาขอพรหลวงพ่อโสธรในหลายๆ เรื่อง ไม่ว่าจะ
เป็นเรื่องการค้าขาย สุขภาพ ควาสำเร็จใน ชีวิต เงินทอง หรือ โชคลาภ ซึ่งเหล่านี้ก็ขึ้นอยู่กับบุญและวาสนาของแต่ละคนด้วยส่วนคนเฒ่า คนแก่ ในสมัยก่อน มักจะนำขี้ธูป เศษดอกไม้ที่ไหว้
ของหลวงพ่อโสธร รวมถึงน้ำมนต์ ไปอธิษฐานจิตขอพร กับหลวงพ่อ บ้างก็นำไปทำยา หรือเก็บเอาไว้บูชาเพื่อความเป็นสิริมงคล

โดยมีเรื่องเล่าต่อกันมาว่า สมัยหนึ่งชาวบ้านเกิดทุพภิกขภัย ข้าวยากหมากแพง ฝนก็แล้ง จนเกิดโรคระบาด ทั้งคนและ สัตว์ล้มตายไปมาก มีครอบครัวหนึ่งป่วยเป็นไข้ทรพิษ เมื่อหมดทางรักษา
ก็ไปนมัสการอธิษฐานขอความคุ้มครองจากหลวงพ่อ และนำเอาขี้ธูปและดอกไม้แห้งที่บูชาหลวงพ่อ และหยดน้ำตาเทียนที่ทำน้ำมนต์ เอามาต้มกิน ปรากฏว่าโรคหาย กิตติศัพท์หลวงพ่อจึงได้
โด่งดังไปทั่ว ถึงกับมีการสมโภชและแก้บนกันตราบทุกวันนี้

สำหรับของแก้บนที่นิยมกันคือ ละครชาตรี ซึ่งบางคนก็บนด้วยรำชุดพิเศษ เช่น รําฉุยฉาย พลายชุมพล เป็นต้น ที่จะสลับหมุนเวียนกันไป หากใครต้องการร่วมรำด้วยก็สามารถทำได้ด้วยเช่นกัน
นอกจากนี้ยังมี ไข่ต้ม ผลไม้ พวงมาลัยหรือบางคนก็ร่วมถวายเงินกับหลวงพ่อโสธร เพื่อบริจาคทำบุญเพื่อทำนุบำรุงวัด ชำระหนี้สงฆ์ เป็นต้น

เรื่องที่ห้ามบนบาน
เรื่องที่ห้ามบนบานกับหลวงพ่อโสธรคือ เรื่องขอไม่ให้เป็นทหาร กับเรื่องขอบุตร ทั้งนี้ เพราะหลวงพ่อท่านชอบให้คนเป็นทหาร เพื่อจะได้ปกปักรักษาบ้านเมือง และคนที่เป็นทหารก็เป็นเสมือน
ลูกหลานของท่านดังนั้นใครที่มาขอไม่ให้โดนเกณฑ์ทหาร เป็นต้องถูกเกณฑ์ทุกราย ส่วนคนที่มาขอบุตรก็มักจะได้บุตรที่มีอาการไม่ครบ 32 เนื่องจากว่าท่านได้ส่งลูกหลานซึ่งเป็นทหารที่บาดเจ็บ
ล้มตายมาให้นั่นเอง

นอกจากนี้ยังมีวัตถุมงคลที่สร้างจากวัดโสธรอีกหลายรุ่น รวมสุดยอดหลวงพ่อโสธร

พระพุทธพักตร์ หรือ พระพักตร์พระพุทธเมตตา

ประวัติความเป็นมาของการสร้างมหาทานบารมีสืบพระศาสนาท่านได้จัดสร้างปูนปั้น เป็นรูปวงใบหน้า หรือเรียกว่า พระพุทธพักตร์ ของพระพุทธเจ้า หลวงพ่อบุญมาก
วัดโพธิ์บางละมาด ตลิ่งชัน ท่านเป็นศิษย์หลวงพ่อนวล วัดพิกุล ตลิ่งชัน หลวงพ่อนวล ท่านนี้เป็นศิษย์หลวงพ่อปาน วัดบางนมโคอีกทีหนึ่ง ท่านเห็นความขลังศักดิ์สิทธิ์
จากสิ่งนี้จึงจำลองขึ้นเป็นวัตถุมงคล ที่เด่นมากทางด้านเมตตา มหาอำนาจ แคล้วคลาดปลอดภัยครบเครื่อง

หลวงพ่อมนัส วัดยายร่ม ท่านเห็นว่า วัดยายร่มมีพระพุทธรูปในพระอุโบสถ อันศักดิ์สิทธิ์ คือ หลวงพ่อพุ่ม วัดยายร่ม เป็นที่เคารพเลื่อมใสของชาวบ้านย่านบางมดและใกล้เคียง
หลวงพ่อพุ่ม เป็นพระพุทธรูปสมัยอยุธยาตอนปลาย มีประชาชนมาปิดทองเต็มองค์จนนิ่มไปทั้งองค์ต่อมามีผู้นิยมทำพระผง นิยมเอาทองจากพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์มาทำพระผง

โดยเฉพาะยุคจตุคามรามเทพฟีเวอร์ ทองที่องค์หลวงพ่อถูกลอกออกจนหมด เห็นองค์เป็นเนื้อสำริด หลวงพ่อมนัส วัดยายร่ม พระครูโสภิตบุญญาทร หรือ หลวงพ่อมนัส ยังเป็น
พระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงเป็นผู้ชำนาญในการสร้างพระผงตามพิธีโบราณ และท่านยังเป็น หลานแท้ๆ ของหลวงตาช้วน ปาสาทิโก อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดหนังราชวรวิหารสืบสาย
วิชาพระคาถามงกุฎพระพุทธเจ้า ล่าสุดทางวัดจัดสร้าง หน้าพระพักตร์ หลวงพ่อพุ่มเพื่อนำรายได้จากการบูชามาใช้เป็นในการบูรณะเสนาสนะภายในวัดที่ชำรุดทรุดโทรม

สนใจเช่า >>>> วัตถุมงคลวัดยายร่ม

พระดังที่คนใช้รถควรมีในครอบครอง พร้อมเทคนิคเสริมพลังการแคล้วคลาด

ความเชื่อของเราชาวไทยเกี่ยวกับรถยนต์มีหลากหลายมากมาย ทั้งฤกษ์วันออกรถ การเจิมรถ รวมถึงพระเครื่องที่ขึ้นชื่อเรื่อง

การแคล้วคลาดมาติดรถไว้เพื่อความสบายใจ ก็เคยได้ยินเกี่ยวกับการแคล้วคลาดจากอุบัติเหตุต่างๆ ทั้งนี้ อาจจะมองได้

ในหลายแบบว่าการรอดครั้งนี้เกิดจากสมรรถภาพของรถยนต์ หรือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีติดรถ แต่เรื่องนี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคล

เพียงรวบรวมพระเครื่องชื่อดังขึ้นชื่อเรื่องแคล้วคลาดปลอดภัย พร้อมหลักการติดตั้งพระภายในรถเพื่อให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้อยู่ตำแหน่งที่ใช่

ส่งเสริมความปลอดภัยให้กับผู้ขับขี่ นอกจากนี้ยังมีเทคนิคง่ายๆ เสริมให้ความแคล้วคลาดเป็นจริงมากขึ้น ต้องทำอย่างไรบ้าง ลองมาดูกัน

พระเครื่องสุดฮิตที่ใครก็นิยมนำมาบูชาติดรถ

หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ

เหรียญหลวงพ่อคูณ ถือเป็นหนึ่งพระเครื่องยอดฮิตที่คนมีรถติดรถ ขึ้นชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ช่วยให้แคล้วคลาดปลอดภัยจากภัยอันตรายทั้งปวง

หากบูชาแล้วปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ไม่ว่าเจออะไรก็จะปลอดภัยทุกครั้งไป

หลวงปู่ทวด

หลวงปู่ทวด ชื่อคุ้นหูใครหลายคน จริงๆ แล้วท่านเป็นพระเกจิอาจารย์รูปสำคัญในสมัยกรุงศรีอยุธยา มีความเชื่อกันว่าพระเครื่องหลวงปู่ทวด

จะมีอานุภาพสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองผู้ที่มีพระเครื่องหลวงปู่ทวดในครอบครอง มีความเชื่อว่าจะช่วยปกปักรักษา แคล้วคลาดปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวง



หลวงพ่อโสธร

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำเมืองแปดริ้วที่ใครหลายคนคงจะทราบเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ในแง่การขอพรให้สมความปรารถนา แต่จริงๆ แล้วความเชื่อเรื่องการคุ้มครอง

ให้แคล้วคลาดจากอันตรายก็เป็นที่เลื่องลือเช่นกัน

 

บูชาพระบนรถ วางตำแหน่งที่ใช่ ดีต่อรถ ดีต่อคุณ

การบูชาพระภายในรถนั้นความจริง ค่อนข้างที่จะไม่แนะนำครับ เนื่องจากการจัดวางอาจมีการบังทัศนวิสัยในการขับขี่ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุในการขับขี่

แต่ถ้าต้องการที่จะบูชาพระติดรถไว้ ก็จะมีข้อแนะนำดีๆ ในการบูชาพระติดรถที่เหมาะสมมาบอกกันครับ

ติดตั้งพระที่บูชาด้วยความแข็งแรง ไม่ให้หลุดจากบริเวณหน้ารถได้ง่ายๆ ป้องกันโอกาสสิ่งที่บูชาหล่นมาขัดกับเบรก

ไม่ควรบูชาพระมากเกินความจำเป็น หรือมีขนาดใหญ่จนบดบังทัศนวิสัยจนอาจเกิดจุดบอดในการมองเห็น

วางในตำแหน่งที่เหมาะสมเพื่อป้องกันการรบกวนทัศนวิสัยในการขับขี่

สำหรับอีกวิธีการบูชาที่อยากแนะนำคือ การติดสติ๊กเกอร์ หรือ นำรูปพระที่นับถือมาเก็บในบริเวณที่ไม่บดบังสายตาในขณะขับขี่อย่าง เช่น บริเวณคอนโซล

ซึ่งการบูชาแบบนี้ถือได้ว่าเป็นการลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุจากการที่ผู้ขับขี่มองถนนได้ไม่ชัดเจนนั่นเองครับ

จำนวนสินค้าต่อหน้า  10 20 30
  • 1
  • 2
  • 6
  • 7