ท่านพ่อลี วัดอโศการาม

หลวงพ่อลี ธัมมธโร วัดอโศการาม 
เป็นศิษย์สายวิปัสสนากัมมัฏฐานอันดับต้นของ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต บูรพาจารย์สายพระป่า ริเริ่มและสร้างวัดอโศการาม จนเจริญรุ่งเรืองและมีชื่อเสียงมาจวบถึงปัจจุบัน เป็นที่เคารพศรัทธาของลูกศิษย์ลูกหาและสาธุชนทั่วไป แม้แต่จอมพล ป.พิบูลสงคราม อดีตนายกรัฐมนตรี ยังมาฝากตัวเป็นศิษย์ ชาติภูมิ เป็นชาวบ้านหนองสองห้อง อ.ม่วงสามสิบ จ.อุบลราชธานี เกิดเมื่อ วันที่ 31 ม.ค. 2449
เมื่อตอนวัยเด็กค่อนข้างจะเป็นเด็กที่ เลี้ยงยาก งอแง และขี้โรค อายุ 12 ปี ท่าน จึงเริ่มเรียนหนังสือไทย แต่มีสิ่งหนึ่งใน ความคิดอยู่ตลอด คือ ความคิดอ่านเรื่องบาปบุญและปรารถนาอย่างยิ่งที่จะบวชเป็น พระภิกษุในภายภาคหน้า จนเมื่ออายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ จึงอุปสมบทในปี พ.ศ.2468 สังกัดมหานิกาย

หลวงพ่อลีมีโอกาสพบและฟังเทศน์จาก พระอาจารย์บท ศิษย์สายพระอาจารย์มั่น ทั้งเห็นถึงปฏิปทาและการปฏิบัติสังฆกิจต่างๆ จึงเกิดความเลื่อมใสศรัทธา ตัดสินใจออกธุดงค์ติดตามพระอาจารย์บท เพื่อไปพบพระอาจารย์มั่น ซึ่งขณะนั้นจำพรรษาอยู่ที่วัดบูรพา จ.อุบล ราชธานี



ท่านได้รับการแนะนำสั่งสอนจากพระอาจารย์มั่นเพียงสั้นๆ ว่า คำว่า พุทโธ นี้ คือความพิเศษ เป็นดวงแก้วแห่งธรรม อันเป็นอุบายเบื้องต้นในการปฏิบัติกัมมัฏฐาน นอกจากนี้ ยังได้ศึกษาเพิ่มเติม จากพระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม และพระอาจารย์มหาปิ่น ปัญญาพโล ที่บ้านท่าวังหิน อันเป็นสถานที่เงียบสงบเหมาะแก่การเจริญ กัมมัฏฐาน



หลวงพ่อลีพากเพียรปฏิบัติธรรมและวิปัสสนากัมมัฏฐาน กระทั่งปีพ.ศ.2471 ท่านจึงได้แปรญัตติจากมหานิกายเป็น “ธรรมยุติกนิกาย” โดยพระอาจารย์มั่นเป็นผู้บรรพชาให้เป็นสามเณร และพระปัญญาพิศาลเถระ (หนู) แห่งวัดสระปทุม เป็นพระอุปัชฌาย์

จากนั้นออกธุดงค์กับพระอาจารย์มั่นเรื่อยมา จนพระอาจารย์ให้ท่านออกธุดงค์โดยลำพัง ท่านจึงออกธุดงค์กัมมัฏฐานไปยังสถานที่ต่างๆ รวมถึงเขมร พม่า และอินเดีย จน ในที่สุดมาจำพรรษาที่สำนักสงฆ์แม่ชีขาว จ.สมุทรปราการ

ณ สถานที่นี้เอง หลวงพ่อลีเริ่มก่อตั้งสำนักสงฆ์ที่เน้นวัตรปฏิบัติในทางธุดงค์ อาจสืบเนื่องจากท่านได้นิมิตว่าเป็นบริเวณที่บรรจุพระบรมธาตุ



การให้ชื่อวัดว่า “วัดอโศการาม” ท่านประสงค์จะให้เป็นอนุสรณ์ระลึกถึงคุณพระเจ้าอโศกมหาราช กษัตริย์ของอินเดีย ที่ได้เผยแผ่พระพุทธศาสนามายังแถบเอเชีย โดยเฉพาะประเทศไทย ได้ก่อสร้างรูปเหมือนพระเจ้าอโศกมหาราช และสร้างเสนาสนะต่างๆ จนพัฒนาเป็น วัดอโศการาม ที่รุ่งเรืองเป็นที่ศรัทธาของพุทธศาสนิกชน มาจนทุกวันนี้



หลวงพ่อลีนับเป็นพระสุปฏิปันโน ผู้ประพฤติดีประพฤติชอบ เป็นพระเกจิ สายกัมมัฏฐานที่เคร่งครัด เข้มขลัง และ ทรงอภิญญา เป็นที่เลื่อมใสของพุทธศาส นิกชนทั่วหล้า



สมณศักดิ์สุดท้าย ในปี พ.ศ.2500 ได้รับพระราชทานเป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ที่พระสุทธิธรรมรังสี

ท่านมรณภาพ เมื่อปี พ.ศ.2504 สิริอายุ 55 ปี 3 เดือน พรรษา 35



ขอบคุณข้อมูลจาก

ข่าวสด"

ท้าวเวสสุวรรณ

ท้าวเวสสุวรรณ (ท้าวเวสสุวัน) หรือในภาษาพราหมณ์เรียกว่า "ท้าวกุเวร" ถ้าในพระพุทธศาสนาจะเรียก "ท้าวไพสพ" เป็นอธิบดีแห่งอสูร หรือเจ้าแห่งภูตผีปีศาจทั้งหลาย โดย ท้าวเวสสุวรรณ เป็นหนึ่งในท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่ ผู้คุ้มครองดูแลโลกมนุษย์ สถิตอยู่บนสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา ประทับทางทิศเหนือมีอสูร รากษส และภูตผีปีศาจเป็นบริวาร ว่ากันว่าอาณาเขตที่ ท้าวเวสสุวรรณ ปกครองนั้นใหญ่มหาศาลมาก และ ท้าวเวสสุวรรณ ยังเป็นหัวหน้าของท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 อันประกอบไปด้วย "พระอินทร์" (ท้าวธตรฐ) ปกครองโลกด้านทิศตะวันออก , "พระยม" (ท้าววิรุฬหก) ปกครองโลกด้านทิศใต้ และ "พระวรุณ" (ท้าววิรูปักษ์) ปกครองโลกด้านทิศตะวันตก และเพราะ ท้าวเวสสุวรรณ เป็นเจ้าแห่งอสูร ทรงอิทธิฤทธิ์อานุภาพมาก

คนไทยโบราณนิยมนำผ้ายันต์รูปยักษ์ผูกไว้ที่หัวเตียงเด็กเพื่อป้องกันวิญญาณชั่วร้ายไม่ให้มารังควานแก่เด็ก ท้าวกุเวรองค์นี้มีกล่าวถึงในอาฏานาฏิยปริตรว่านำเทวดาในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกามาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า และได้ถวายสัตย์ที่จะดูแลพระพุทธเจ้าและเหล่าสาวกไม่ให้ยักษ์หรือบริวารอื่น ๆ ของท้าวจตุโลกบาลไปรังควาน


ท้าวกุเวรหรือท้าวเวสวัณนั้น ส่วนมากเราจะพบเห็นในรูปลักษณ์ของยักษ์ยืนถือกระบองยาวหรือคทา (ไม้เท้าเป็นรูปกระบอง) กันซะส่วนใหญ่ แต่แท้ที่จริงแล้ว ยังมีรูปเคารพของท่านในรูปของชายนั่งในท่า มหาราชลีลา มีลักษณะอันโดดเด่นคือ พระอุระพลุ้ยอีกด้วย กล่าวกันว่าผู้มีอาชีพสัปเหร่อ หรือมีอาชีพประหารชีวิตนักโทษ มักพกพารูปท้าวท้าวเวสวัณ สำหรับคล้องคอเพื่อเป็นเครื่องรางของขลัง ป้องกันภัยจากวิญญาณร้ายที่จะเข้ามาเบียดเบียน

ในภายหลังภาพลักษณ์ของท้าวกุเวรที่ปรากฏในรูปของชายพุงพลุ้ยเป็นที่เคารพนับถือ ในความเชื่อว่าเป็นเทพแห่งความร่ำรวย แต่ท้าวกุเวรในรูปของท้าวเวสวัณซึ่งมาในรูปของยักษ์เป็นที่เคารพนับถือว่า เป็นเครื่องรางของขลังป้องกันภูติผีปีศาจ นอกจากนี้ยังมีกล่าวว่า ท้าวเวสวัณยังมีกายสีเขียว สัณฐานสูง 2 คาวุต ประมาณ 200 เส้น มีอาวุธเป็นกระบอง มีพาหนะ ช้าง ม้า รถ บางทีปราสาท อาภรณ์มงกุฎประดับรูปนาค ดำรงอิสริยศเป็นเจ้าแห่งยักษ์ มีบริวารแสนโกฏิ ถือโล่แก้วประพาฬ หอกทอง

ในประเทศไทยมีคติการบูชาท้าวเวสวัณอีกรูปแบบหนึ่ง โดยเรียกเทพเจ้าองค์นี้ว่า พระไพศรพณ์ ตามนามในภาษาสันสกฤต ไวศฺรวณ มือขวาถือตะบอง มือซ้ายยกเสมอหน้าอกแสดงการห้ามปรามมิให้ (เทวดา) ทำผิด เนื่องจากมีหน้าที่รักษาความเรียบร้อยยุติธรรมในสวรรค์ ถูกนำมาเป็นสัญลักษณ์ของอัยการมานาน คาดว่าตั้งแต่แรกตั้งกรมอัยการเมื่อกว่า 100 ปีมาแล้วเนื่องจากยกกระบัตร (ชื่อเรียกอัยการในสมัยโบราณ) หรืออัยการในปัจจุบันก็มีหน้าที่รักษาความยุติธรรมและกฎหมายเช่นเดียวกับหน้าที่ของพระไพศรพณ์ในสวรรค์ แต่ยังตรวจไม่พบหลักฐานว่าได้มีประกาศเป็นทางการให้ใช้รูปพระไพศรพณ์เป็นเครื่องหมายราชการของอัยการตั้งแต่เมื่อใด

มีความเชื่อกันว่า ผู้ใดห้อยบูชาท้าวเวสสุวรรณ จะบังเกิดโชคลาภมากมาย ร่ำรวยเงินทอง มีกินมีใช้ไม่ขาดแก้ปีชง เสริมปีชง เทพแห่งปีชง ป้องกันภัยจากสิ่งที่มองเห็นและมองไม่เห็น ป้องกันภูติ ผีวิญญาณต่างๆไม่กล้ามาทำอันตรายใดๆให้กับคนในครอบครัว ในร้านนั้นๆ เพราะภูติผีปีศาจ ยักษ์ เป็นบริวารท้าวเวสสุวรรณ คนมีลูกเพิ่งคลอด หรือมีเด็กเล็ก มักนิยมบูชาท้าวเวสสุวรรณ ตั้งไว้ตรงที่เด็กนอนหลับ เพราะมีความเชื่อว่าภูติผีปีศาจจะไม่กล้ามารบกวนเด็ก เพราะท้าวเวสสุวรรณเป็นผู้ปกครองแห่งภูติผีปีศาจนั่นเอง จึงแนะนำคนที่มีลูกอ่อน ลูกเล็ก หากชอบร้องไห้ตอนกลางคืน ไม่หลับไม่นอนเหมือนมีอะไรมารบกวนเด็ก และยังสามารถกันภูติผีปีศาจคุณไสย์มนต์ดำได้หมด

ในตำราโบราณได้กล่าวไว้ว่าผู้ใดต้องการ ความเจริญในลาภยศ ทรัพย์สินเงินทอง อำนาจวาสนา สูงสุดทางมหาเศรษฐีมีทรัพย์ ลาภยศ สรรเสริญสุข ไหลมาไม่ขาดสาย และขจัด ภูตผีปีศาจ สิ่งอัปมงคลไม่กล้าเข้ามารบกวน และช่วยบันดาลโชคลาภโภคทรัพย์ให้แก่ผู้บูชา

คาถาบูชาท้าวเวสสุวรรณ

ผู้ใดหวังความเจริญในลาภยศ ทรัพย์สินเงินทอง อำนาจวาสนา ให้บูชารูป องค์ท้าวเวสสุวรรณ หรือ ท้าวกุเวร ตามคาถาบูชาต่อไปนี้
คาถาบูชาท้าวเวสสุวรรณ หรือ ท้าวกุเวร (บูชาประจำวัน)
ตั้ง นะโม 3 จบ  

อิติปิโสภะคะวา ยมมะราชาโน ท้าวเวสสุวรรณโณมรณังสุขัง อะหังสุคะโต นะโมพุทธายะท้าวเวสสุวรรณโณ จตุมหาราชิกา ยักขะพันตา ภัทภูริโตเวสสะ พุสะ พุทธัง อะระหัง พุทโธ ท้าวเวสสุวรรณโณ นะโมพุทธายะ 

เคล็ดการบูชาท้าวเวสสุวรรณ

จุดสักการะธูป 9 ดอก และถวายดอกกุหลาบ 9 ดอก แล้วตั้งนะโม 3 จบ ระลึกถึงคุณบิดา มารดา และครูบาอาจารย์ ทั้งหลาย ที่ประสิทธิประสาทวิชามาแล้วระลึกถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แล้วท่องคาถาท้าวเวสสุวรรณดังนี้

“อิติปิ โส ภะคะวา ยมมะราชาโน ท้าวเวสสุวรรณโณ มะระณัง สุขัง อะหัง สุคะโต นะโม พุทธายะ ท้าวเวสสุวรรณโณ จาตุมะหาราชิกา ยักขะพันตาภัทภูริโต เวสสะ พุสะ พุทธัง อะระหัง พุทโธ ท้าวเวสสุวรรณโณ นะโม พุทธายะ”

ผู้ที่ได้ทั้งบูชาด้วยการกราบไหว้และนำคุณธรรมของตััวท่านไปปฏิบัติด้วย จะช่วยส่งผลให้เจริญก้าวหน้า และร่ำรวย มีความสุขอย่างแน่นอน

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

ความศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าตากสิน
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระมหากษัตริย์ผู้ทรงกอบกู้เอกราชจากพม่าเมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 พระองค์ไม่เพียงจะได้รับการเทิดทูนอย่างสูงจากชนชาวไทย ในฐานะพระมหากษัตริย์นักรบเท่านั้น พระองค์ยังเป็นที่พึ่งทางใจของคนทั่วไปตลอดมา ด้วยความเชื่อว่าบารมีแห่งพระองค์ท่านจะช่วยให้ประสบความสำเร็จในเรื่อง การค้าขาย การเรียน การงาน หนี้สินจากการค้าขาย
สำหรับการ ""บน"" หรือ ""ขอ"" เพื่อให้หลุดจากภาระหนี้สินนั้นดูเหมือนเพิ่งจะได้รับความนิยมมากที่สุดในช่วงฟองสบู่แตกเมื่อปี 2540 เพราะในช่วงนั้นคนในประเทศส่วนใหญ่เกิดภาวะการเป็นหนี้เป็นสินมากที่สุด ซึ่งสิ่งที่พวกเขาหันไปพึ่งพาเพื่อให้พาชีวิตครอบครัวอยู่รอดคือการพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช วงเวียนใหญ่ ซึ่งคนที่ไปบนบานที่นั่นเชื่อว่าท่านจะสามารถช่วยเหลือในเรื่องของหนี้สินได้ เพราะในอดีตนั้นเคยเป็นหนี้เป็นสินประเทศจีนจึงทำให้พระองค์เข้าใจหัวอกของคนเป็นหนี้นั่นเอง

นอกจากนี้ผู้ไปบนบานยังสามารถขอให้ท่านช่วยเรื่อง ค้าขาย การเรียน การงาน อีกด้วย สำหรับวิธีบนนั้นจะต้องใช้ธูป 16 ดอก มาลัยดาวเรเมือง มาลัยมะลิ และหลังจากสำเร็จแล้วต้องการจะแก้บนจะต้องแก้บนตามคำกล่าวที่เคยขอท่านไว้หรือโดยการนำอาหารคาว หวาน มาถวายท่าน

เหล่าข้าราชบริพาร และประชาราษฏร์ผู้รู้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ จึงเทิดทูนยกย่องถวายพระเกียรติของพระองค์ท่านว่า “""มหาราช"" สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระผู้ทรงเป็นมหาวีรบุรุษของชาติไทย ตราบจนเท่าทุกวันนี้ ต่อมาในปี พ.ศ. 2497 คณะรัฐบาลไทยในสมัย ฯพณฯ จอมพล แปลก พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยข้าราชการ พ่อค้า และประชาชนทุกหมู่เหล่าได้พร้อมใจกันสร้างอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ประดิษฐานอยู่ ณ วงเวียนใหญ่ กรุงธนบุรี เมื่อวันที่ 1๗ เมษายน 25๔๙

ตัวอนุสาวรีย์สูง 8.59 เมตร กว้าง 1.8 เมตร ยาว 3.50 น. ด้วยรูปหล่อทองสัมฤทธ์บรมรูปทรงม้า ทรงพระมาลา ยกกรข้างขวาชูดาบ พร้อมที่จะเผชิญกับข้าศึกอย่างฉับพลัน เพื่อน้อมรำลึกถึงในพระเกียรติประวัติ เกียรติยศ เกียรติคุณ ให้ทรงปรากฏกับอนุชนรุ่นหลังสืบต่อมา โดยถือกำหนดเอาวันที่ 28 ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันถวายบังคมราชสักการะคล้าย “วันปราบดาภิเษก” เสด็จขึ้นเสวยราชย์ฯ

การถวายเครื่องสักการะบูชา สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช มีดังต่อไปนี้

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงเป็นดวงพระวิญญาณที่สถิตย์เป็นหนึ่งในสมเด็จพระสยามเทวาธิราชเจ้า คอยปกป้องรักษาแผ่นดินไทยให้มีความเจริญรุ่งเรืองไพบูลย์และมีชัยชนะเหนืออริราชศัตรู ทรงโปรดสิ่งเหล่านี้

1.ผู้มีความซื่อสัตย์ต่อ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และราชบัลลังก์ ตลอดจนผู้ที่เป็นนักรบรั้วของชาติ
2.พระกระยาหารที่ทรงเสวยนั้น ส่วนใหญ่เป็นแบบไทยง่ายๆ และอาหารแบบเดินทัพทั้งหลาย เช่น เครื่องของแห้งต่างๆ
3.แต่บางแห่งเช่น ที่วัดหนองนกไข่ ทรงนิมิตรแก่ท่านเจ้าอาวาส ว่า ทรงโปรดข้าวต้มผัดและไข่ต้ม อันเป็นอาหารสำหรับเดินทัพ
4.ผลไม้ไทยและจีน เครื่องเซ่นไหว้แบบจีนเต็มชุด เช่น เป็ด ไก่ หัวหมูบายศรี และซาแซ เป็นอาทิ
5.น้ำเปล่า น้ำผลไม้ และน้ำหวานอื่นๆ ไม่ทรงโปรดเสวยน้ำจัณฑ์
6.ดอกไม้ที่ใช้บูชา โปรดสีแดง อันเป็นสีแห่งวันพระราชสมภพของพระองค์
7.เครื่องถวายแก้บนโปรดดาบไทย ครั้งละ 2 เล่ม และปืนใหญ่จำลอง
8.โปรดเสียงประทัด และเสียงปืน

เมื่อจะขอพระบารมี ต้องจุดธูป 16 ดอก กลางแจ้ง แล้วกราบขอพระราชทานพระบารมี ตามที่ต้องการ

คำบูชาสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

(นะโม 3 จบ)

อาราธนาดวงพระวิญญาณ

โอม สิโน ราชาเทวะ ชะยะตุภะวัง สัพพะศัตรู วินาสสันติ

ถวายเครื่องสักการะ

โอม สิโน ราชาเทวะ นะมามิหัง

พระคาถาให้โชคลาภ

(นะโม 3 จบ)

นะชาลิติ มะหาลาโภ ลาโภ มหาโชค มหาลาภ"

หลวงปู่ครูบาออ ปัณฑิต๊ะ

หลวงปู่ครูบาออ ปัณฑิต๊ะ
หลวงปู่ครูบาออ ปัณฑิต๊ะปัจจุบันวัตถุมงคลของท่านได้รับความนิยมอย่างมาก ตามประวัติท่านเป็นครูบาผู่เฒ่าที่มากด้วยวิชาขมังเวท เจ้าอาคมไทยใหญ่ ปลีกตัว เร้นกายอยู่ดอยสูง “ครูบาออ” รูปนี้ท่านเป็นที่เคารพศรัทธาจากประชาชนรัฐไทยใหญ่มาก
“เจ้าฟ้าแสงเชียน” เจ้าแผ่นดินรัฐฉานหรือไทยใหญ่ เป็นผู้สักสังวาลเพชรบนศรีษะท่านตอนอายุ 20 ปี เพราะโปรดที่นายออ ตอนนั้นเป็นทหารกล้า นำพากองทัพไทยใหญ่รบชนะข้าศึก โดยไม่เสียกำลังพลแม้แต่คนเดียว

จากคำบอกเล่าของท่าน “เจ้าปิ่นยา” พระสังฆราชไทยใหญ่เป็นผู้บวชให้เมื่อบวชแล้วท่านศึกษาอักขระ ตำราเลขยันต์ฉบับหอคำหลวง เจจบพุทธาคม จนได้รับการวางตัวเป็นพระมหาเถระองค์ต่อไป
ท่านเรืองวิชาตั้งแต่เป็นสามเณร ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ผู้ถูกเกณฑ์เป็นทหารไทยใหญ่ รบกับพม่า ทั้งกองร้อยรบไม่เคยแพ้ เพราะก่อนรบท่านทำน้ำมนต์และสักกระหม่อมให้เพื่อนทหารสู้กับศัตรู ปรากฏว่าปืนทหารพม่ายิงมาไม่ออกบ้างออกแต่ไม่ถูกบ้าง ลูกระเบิดตกใกล้ๆ ไม่ระเบิดบ้าง แม้ตอนนี้เจ้ายอดศึก ผู้นำไทยใหญ่ ก็เคารพนับถือท่านอย่างที่สุด
หลวงปู่ครูบาออ ปัณฑิด๊ะ ปัจจุบันอายุย่างเข้าได้ 97 ปี พรรษาที่ 63 พรรษา เจ้าสำนักสงฆ์พระธาตุดอยจอมแวะ ตำบล เมืองนะ อำเภอ เชียงดาว จังหวัด เชียงใหม่ อยู่ห่างจากตัวจังหวัดไปทางทิศเหนือโดยประมาณ 110 กิโลเมตร หลวงปู่ครูบาออ ปัณฑิด๊ะ ท่านเกิดวันอังคาร เดือน 12 ไทยใหญ่ตรงกับเดือนพฤศจิกายนของไทยเรา เมื่อปีพุทธศักราช 2461 ปีขาล ที่หมู่บ้านน้ำหน่อ ตำบล ปางผาง จังหวัดลายขำ ประเทศพม่า(รัฐฉานไทยใหญ่) บิดาเป็นกำนันชื่อนายจั่นดา มารดานางเห็งแปร มีพี่น้องร่วมกันทั้งหมด 30 คน หลวงปู่ครูบาออ เป็นคนที่ 9 ของครอบครัว ปัจจุบันพี่น้องได้เสียชีวิตไปหมดแล้ว คงเหลือแต่หลวงปู่ครูบาออท่านเดียวท่านยังมีหลานๆ อยู่ในตำบลเมืองนะ หลายคนในปัจจุบัน ท่านได้บรรพชาเป็นสามเณรตั้งแต่อานุ 7 ขวบ จนถึงอายุได้ 15 ปี เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ท่านได้ลาสิกขาไปเป็นทหารร่วมรบกับกองกำลังทหารไทยใหญ่ ในฐานะผู้นำทัพ(เทียบเท่านายพลของไทย) พอปลดจากทหารแล้ว ท่านได้กลับมาอุปสมบทอิกครั้ง โดยมีเจ้าปิ่นยา สังฆราชของไทยใหญ่ บวชให้เมื่อราวปีพุทธศักราช 2497 ท่านเคร่งครัดในวินัยการปฏิบัติของสงฆ์เป็นอย่างยิ่ง ใช้ชีวิสันโดษสมมถะ เรียบง่ายและมีความมานะอดทนสูง ที่บนสำนักสงฆ์พระธาตุดอยจอมแวะไม่มีน้ำ ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีชาวบ้านสักหลังคาเรือน แต่ท่านอยู่ได้ถือได้ว่าท่านเป็นพระเอกจิสุปะฐิปันโณที่น่าศรัทธาเลื่อมใสรูปหนึ่งเลยที่เดียว

หลวงปู่ผาด วัดบ้านกรวด

หลวงปู่ผาด ฐิติปัญโญ
พระครูวิบูลย์ ปัญญาวัฒน์ พระเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งวัดบ้านกรวด ต.บ้านกรวด อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ได้มรณภาพแล้วอย่างสงบด้วยโรคชราที่วัดบ้านกรวด หลังเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลรวมแพทย์สุรินทร์ตั้งแต่ต้นเดือน ธ.ค. 2557 ที่ผ่านมา หลังอาพาธด้วยโรคชรามานานหลายปี และเมื่อเช้าวันนี้ (5 ม.ค.) พระลูกวัดและศิษยานุศิษย์ได้นิมนต์หลวงปู่ผาดกลับมาที่วัดบ้านกรวดเพื่อทำพิธีสวดมนต์ต่ออายุขัยให้หลวงปู่ผาด จนกระทั่งเวลา 11.58 น.วันเดียวกันนี้ หลวงปู่ผาดได้มรณภาพอย่างสงบ สิริอายุ 104 ปี 8 เดือน 2 วัน พรรษา 85 พรรษา นับเป็นพระสงฆ์ที่มีอายุมากที่สุดในจังหวัดบุรีรัมย์

ล่าสุดที่วัดบ้านกรวด บรรดาพระสงฆ์และชาวบ้านกำลังจัดเตรียมสถานที่เพื่อจัดพิธีศพของหลวงปู่ผาดกัน โดยบรรยากาศเป็นไปด้วยความโศกเศร้า มีพุทธศาสนิกชนได้เดินทางมากราบไหว้เป็นจำนวนมาก

นายเฉลิมพล นิรันดร์ปกรณ์ นายกเทศมนตรีตำบลบ้านกรวด อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ หนึ่งในศิษยานุศิษย์ของหลวงปู่ผาด กล่าวว่า หลวงปู่ผาดได้อาพาธด้วยโรคชรามานาน หลายปีมานี้อาการไม่ค่อยดี จนกระทั่งเมื่อต้นเดือน ธ.ค. 2557 ที่ผ่านมาได้ถูกนำตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลรวมแพทย์สุรินทร์ และกลับมาที่วัด จนกระทั่งเวลา 11.58 น. วันนี้ (5 ม.ค.) ได้มรณภาพอย่างสงบ

หลวงปู่ผาดเป็นพระผู้มีวัตรปฏิบัติเป็นไปเพื่อการดับทุกข์โดยแท้ มีความเพียรเป็นเลิศตลอดชีวิตของท่าน ตั้งแต่บวชได้พรรษาแรกก็ทุ่มเทแรงกายแรงใจมอบให้แก่ศาสนา มุ่งปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน และหลวงปู่ผาดยังเป็นพระที่รักสันโดษ ไม่ยึดติดในลาภยศสรรเสริญ พระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เป็นเนื้อนาบุญของพุทธศาสนาโดยแท้ ทุกลมหายใจเข้าออกท่านกำหนดจิตด้วยกรรมฐานมีสติอยู่เสมอ

ขณะที่ พระครูพิศาลสังฆกิจ เจ้าคณะอำเภอบ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ กล่าวว่า เนื่องจากหลวงปู่ผาดเป็นพระเกจิที่พุทธศาสนิกชนเลื่อมใสศรัทธา ทางวัดได้พระราชทานน้ำหลวงอาบศพหลวงปู่ผาด พร้อมกับตั้งคณะกรรมการดูแลการตรวจสอบทรัพย์สินของหลวงปู่ผาดที่มีทั้งวัตถุมงคลและปัจจัย ส่วนการบำเพ็ญกุศลศพของหลวงปู่ผาดจะมีพิธีสวดทุกวัน จากนั้นในวันที่ 15 ม.ค. 2558 นี้จะมีพิธีบรรจุศพหลวงปู่ผาดไว้ในโลงแก้วเพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้กราบไหว้

สำหรับประวัติ หลวงปู่ผาด ฐิติปัญโญ หรือ พระครูวิบูลย์ ปัญญาวัฒน์ เกิดเมื่อวันศุกร์ที่ 3 พ.ค. 2454 จบ ป.4 เป็นชาวบ้านดู่ ต.ปราสาท อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ บุตรนายเอี้ยง กับ นางเตียบ ดิบประโคน มีพี่น้อง 4 คน หลวงปู่ผาดเป็นคนที่ 3 ขณะหลวงปู่ผาดอายุยังไม่ถึงขวบครอบครัวได้ย้ายมาอยู่ที่ ต.ปราสาท อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ซึ่งได้บรรพชาบวชสามเณรเมื่อปี 2470 อายุ 15 ปี ที่วัดบ้านพลับ ต.ทุ่งมน อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ บวชได้ 2 พรรษาลาสิกขาบทไปช่วยบิดามารดาทำไร่ทำนา

ต่อมาปี 2476 ขณะมีอายุ 22 ปีได้อุปสมบทบวชเรียนที่วัดบ้านกรวด อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ เมื่อครั้งอดีตสมัยเป็นพระหนุ่มได้ออกจาริกแสวงบุญไปยังที่ต่างๆ เพื่อศึกษาหาความรู้ทั้งทางพระเวท วิชาแพทย์แผนโบราณต่างๆ ตามความเชื่อ และความนิยมของชาวพื้นบ้านในสมัยนั้น ได้ไปศึกษาเล่าเรียนเวทวิทยาอาคมที่จังหวัดอุดรมีชัยถึง 3 ปี (ในสมัยนั้นจังหวัดอุดรมีชัยยังเป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทย)

จากนั้นได้จาริกไปศึกษาหาความรู้จากครูบาอาจารย์ต่างๆ แทบจะทุกภาคของไทยและประเทศใกล้เคียง เคยธุดงค์ไปศึกษาวิชาอาคมที่นครวัต ที่ประเทศเขมร เป็นเวลา 8 ปี จนมีความรู้เจนจบในไสยเวททุกแขนง แตกฉานในวิปัสสนากรรมฐานอย่างแจ่มแจ้ง ต่อมาเมื่อมีอายุมากขึ้นได้รับถวายที่ดินจากชาวบ้าน จากนั้นท่านได้บูรณะจากพื้นดินที่ว่างเปล่าจนเป็น “วัดตาอี” ให้เห็นเป็นรูปธรรมในปัจจุบัน

ต่อมา หลวงปู่หริ่ง เจ้าอาวาสวัดบ้านกรวด ได้มรณภาพลง ชาวอำเภอบ้านกรวดจึงได้นิมนต์หลวงปู่ผาดมาเป็นเจ้าอาวาส แต่หลวงปู่ได้ปฏิเสธการเป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านกรวดมาโดยตลอด แต่ในที่สุดทนแรงศรัทธาของญาติโยมไม่ไหวจึงต้องยอมรับ เป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านกรวดเมื่อ พ.ศ. 2495 และได้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบ้านกรวดจนถึงปัจจุบัน

หลวงปู่ผาดได้พัฒนาวัดสาขาของท่านถึง 4 แห่ง คือ วัดตาอี, วัดบ้านปราสาท, วัดบ้านบึงเก่า และวัดบ้านกรวด เป็นรูปเป็นร่างมาจนถึงปัจจุบันนี้

หลวงปู่ผาด วัดบ้านกรวด เป็นพระที่รักสันโดษไม่ยึดติดในลาภยศสรรเสริญ ท่านได้ปฏิเสธการสร้างวัตถุมงคลมาโดยตลอด แต่บรรดาศิษยานุศิษย์ได้รบเร้าหลวงปู่ว่ามีผู้เลื่อมใสศรัทธาในตัวหลวงปู่ประสงค์อยากจะได้พระเครื่อง วัตถุมงคลของหลวงปู่ผาดไว้บูชาเพื่อเป็นสิริมงคล เป็นขวัญและกำลังใจในการดำเนินชีวิต หลวงปู่เลยอนุญาต ให้จัดสร้างวัตถุมงคลที่ออกมาภายใต้ชื่อ หลวงปู่ผาด

วัตถุมงคลหลวงปู่ผาด วัดบ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ สายตรงจากวัด เช่น พระเจ้าลิ้นทอง พระผงรูปเหมือน บูชา ล็อกเกต (ด้านหลังมีเกศา, ตะกรุดสามดอก, ผงพุทธคุณ) พระเจ้าครอบเมือง พญาครุฑ (เนื้อพิเศษ) เนื้อผงปถมังผสมไม้มงคลเก้า, ผงจินดามณี, ไม้งิ้วดำ, ไม้งิ้วดำโรยผงเกสรดอกดาวเรือง, ว่าน ขุนแผนพรายกุมาร บูชา

พระยอดขุนพล (เนื้อหัวเชื้อเนื้อผงตะไบโรยเกศพระโบราณ, ใบลานเผา) เหรียญรุ่นสร้างกุฏิ กุมารทองพรายเรียกทรัพย์ท้าวเวสสุวัณ เนื้อโลหะรมดำ หลวงปู่ผาด พญาหมูมหาเฮง เนื้อผงฝังตะกรุดโภคทรัพย์ 1 ดอก พญาหมูมหาเฮง เนื้อโลหะ ฝังตะกรุด 3 กษัตริย์ พระขุนแผนพรายกุมาร กรรมการ ตะกรุด 9 ดอก พระขุนแผนพรายกุมาร ตะกรุด 2 ดอก พระลักษณ์หน้าทอง เนื้อมหาว่านดำ พิมพ์เล็ก พระลักษณ์หน้าทอง เนื้อมหาว่านดำ พิมพ์ใหญ่ พระลักษณ์หน้าทอง เนื้อเกสร พิมพ์เล็ก พระลักษณ์หน้าทอง เนื้อเกสร พิมพ์ใหญ่ หนุมานพลิกดวงชะตา มหาอำนาจ

หลวงปู่สรวง วรสุทโธ

หลวงปู่สรวง วรสุทฺโธ
นามเดิม สรวง นามสกุล พรหมสวัสดิ์ เกิดเมื่อวันพุธที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๗๖ ขึ้น ๓ ค่ำเดือน ๓ ปีระกา บ้านน้อยนาเวิน บ้านเลขที่ ๗ หมู่ ๑๐ ตำบลโพนเมืองน้อย อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอุบลราชธานี (ปัจจุบันจังหวัดอำนาจเจริญ) บิดา นายประสาร มารดา นางสอน พรหมสวัสดิ์ มีพี่น้องทั้งหมด ๘ คน หลวงปู่สรวง วรสุทฺโธ อายุ ๗๘ ปี พรรษา ๕๔ สมถะ เรียบง่าย สงบ นิ่งบริสุทธิ์ สุขุม สาธุชนกล่าวขานถวายนามว่า “เทพเจ้าแห่งขุนเขาสาลิกา” อุปสมบทเมื่อปี 2496 เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เนื่องในวโรกาสเสด็จกลับประเทศไทย ที่วัดศรีบุรีรัตนาราม จังหวัดสระบุรี มีภิกษุอุปสมบทด้วยกันสมัยนั้นมากถึง 2,000 รูป ได้ย้ายไปจำพรรษาที่วัดสำเภาล่ม จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อขอถวายตัวเป็นศิษย์หลวงปู่ขอม วัดไผ่โรงวัว พระอมตะเถราจารย์ร่างไม่เน่า เปื่อย

หลวงปู่แขม วัดสำเภาล่ม ศิษย์เอกหลวงพ่อเนียม วัดน้อย สหธรรมิก หลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดัน ผู้เป็นอาจารย์หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค และหลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี ได้รับการถ่ายทอดวิชาเป่านะหน้าทองจากหลวงปู่อิ่ม และอาจารย์แขก วัดหัวเขา ผู้เป็นทายาทอาคมแห่งหลวงปู่สุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า ได้รับการสักยันต์ และวิชาการสักยันต์ การทำวัวธนู จากอาจารย์ผาด จอมขมังเวทย์ฆราวาสที่เรียนวิชาจากหลวงพ่อน้อย วัดศรีษะทอง หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม หลวงปู่เพิ่ม วัดกลางบางแก้ว จ.นครปฐม เมื่อครั้งธุดงค์อยู่ตามชายฝั่งแม่น้ำโขงได้ถวายตัวเป็นศิษย์หลวงปู่ตาเดียว พระกัมมัฎฐานในป่า ผู้เรียนวิชาจากสมเด็จลุน และญาท่านกรรมฐานแพง ได้เรียนวิชาตำราโบราณตะกรุดไก่แก้ว-ไก่เถื่อน สาลิกา สีผึ้งพญาหงส์ทองจาก อาจารย์ทา ฆราวาสชาวเขมรที่จังหวัดศรีษะเกษ และอาจารย์เพ็ง จังหวัดอุบลราชธานี ศิษย์ฆราวาสสมเด็จลุน

หลังจากเดินธุดงค์มาสร้างวัดที่จังหวัดลพบุรีแล้วหลวงปู่สรวง ยังได้มีโอกาสถวายตัวเป็นลูกศิษย์หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ วัดสระแก ได้รับการถ่ายทอดวิชาการสร้างพระยันต์ นะ ครอบจักรวาลกับหลวงปู่ดู่ด้วย เมื่อเข้าใจถึงแก่นแท้แห่งวิชาอาคมที่ได้ศึกษามาแล้ว กรอป์กับต้องการศึกษาในด้านกัมมัฎฐานในปีพ.ศ.2500จึงได้เดินทางกลับอุบลราชธานี และได้มีโอกาสเจอกับพระอาจารย์คำบุ ธัมมธโร ศิษย์ในหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต จากนั้นพระอาจารย์คำบุ ได้เทศนาพร่ำสอนจนเกิดความเลื่อมใสในการปฏิบัติกัมมัฏฐานและได้พาธุดงค์ขึ้นไปหาพระอาจารย์จวน กุลเชฎฺโฐ ที่สำนักสงฆ์ถ้ำจันทร์ จังหวัดหนองคาย ได้เรียนวิชายันต์เกราะเพชร และปรอทปราบหงส์สา จากพระอาจารย์จวน ซึ่งท่านได้รับถ่ายทอดมาจากหลวงปู่มั่น

ภายหลังได้ญัติเป็นพระสงฆ์ฝ่ายธรรมยุตในปีพ.ศ.2502 เพื่อศึกษาด้านจิตภาวนาวิปัสสนากัมมัฎฐานโดยมี พระครูพุฒิวราคม ศิษย์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต เป็นพระอุปัชฌาย์ ที่พระอุโบสถวัดประชานิยม ตำบลคล้อใต้ อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนครในปีนั้น หลังจากอุปสมบทแล้วได้จาริกธุดงค์ไปจำพรรษากับหลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกลองเพล หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม หลวงปู่แหวน สุจิณโณ หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี หลวงปู่จวน กุลเชฎฺโฐ หลวงปู่วัน อุตฺตโม หลวงปู่สิงห์ทอง ธัมมธโร และหลวงปู่คำบุ ธัมมธโร พ.ศ.2509 ถึง 2513

ได้จาริกธุดงค์ไปกับพระอาจารย์จวน พระอาจารย์คำบุ เพื่อสร้างสำนักสงฆ์ภูทอกดังที่ได้เห็นในปัจจุบัน พ.ศ.2518 ได้จาริกธุดงค์ไปกับพระอาจารย์คำบุ ธัมมธโร เพื่อสร้างสำนักสงฆ์สันติวนาราม จังหวัดอุบลราชธานี (ปัจจุบันเป็นจังหวัดอำนาจเจริญ) พ.ศ.2524

ได้อำลาพระอาจารย์คำบุเพื่อเดินทางไปศึกษาธรรมะกับหลวงพ่อพุธ ฐานิโย วัดป่าสาลวัน จังหวัดนครราชสีมา จากนั้นก็ได้จาริกธุดงค์ไปเรื่อยๆ ตามชายนา ป่าเขา ลำเนาไพร ได้พักจำวัดปักกลดอยู่ที่ใต้ต้นมะเดื่อต้นหนึ่ง ริมคลองน้ำในเขตอำเภอหมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี หลังจากนั่งสมาธิ จนจิตสงบแน่นิ่งแล้วหลวงปู่ได้นิมิตเห็นเทวดาสามองค์ลอยมาจากภูเขาด้านทิศตะวันออกพอถึงก็ก้มลงกราบ พร้อมกับเอ่ยวาจาอาราธนานิมนต์หลวงปู่ไปโปรดญาติที่ถ้ำภายในภูเขาอันเป็นที่ตั้งของวัดถ้ำพรหมสวัสดิ์ในปัจจุบันหลวงปู่สรวงรับอาราธนาพร้อมกับเดินทางไปยังภูเขาที่เห็นในนิมิตภายในรุ่งเช้าหลังจากฉันภัตราหารเสร็จ เมื่อถึงก็ได้พบถ้ำใหญ่ดังที่เห็นในนิมิตหลวงปู่ได้พักปักกลดและปุรณะปฏิสังขรณ์จนเป็นวัดในปัจจุบัน

หลวงปู่หมุน วัดบ้านจาน

หลวงปู่หมุน วัดบ้านจาน
หลวงปู่หมุน ฐิตสีโล เกิดในสกุล“ ศรีสงคราม”หรือ “ แก้วปักปิ่น” ถือกำเนิดเมื่อ วันพฤหัสบดี เดือน 5 ปีชวด พ.ศ. 2437 ณ บ้านจาน อ.กันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ บิดา ชื่อ "" ดี ""มารดาชื่อ "" อั๊ว "" มีอาชีพทำไร่ทำนา เป็นเด็กยากจน แต่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด ต่อมาบิดามารดาเห็นแววทางด้านพระพุทธศาสนา จึงให้บรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุ 14 ปี และนำไปฝากกับพระอาจารย์สีดาเจ้าอาวาสวัดบ้านจาน ซึ่งเป็นพระที่เชี่ยวชาญด้านกรรมฐานและมีวิชาอาคมที่เก่งมาก ในปี 2460 ขณะอายุได้ 23 ปีได้เข้าอุปสมบทหมู่จำนวน 9 รูป โดยหลวงปู่เป็นรูปที่ 9 โดยมีโยมลุงของท่านเป็นเจ้าภาพ โดยมีหลวงพ่อสีดา เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อเพ็งเป็นพระอนุสาวนาจารย์และหลวงพ่อผุยเป็นพระกรรมวาจาจารย์ ได้รับรับฉายาว่า "" ฐิตสีโล "" แปลว่า "" ผู้มีศีลตั้งมั่น ""จากนั้นได้ศึกษาวิชาความรู้จากครูบาอาจารย์ต่าง ๆ ในแถบนั้นเป็นเวลา 4 ปี ก่อนออกแสวงหาครูบาอาจารย์อื่นๆ เพื่อศึกษาคันธธุระและวิปัสสนาธุระในชั้นที่สูงๆ ขึ้นไป



ปี พ.ศ.2464 หลวงปู่หมุน เริ่มออกศึกษาแสวงหาประสบการณ์โดยได้ร่ำเรียนทั้งเวทย์วิทยา และสมถกรรมฐานจากครูบาอาจารย์หลายสำนัก การเดินทางในสมัยนั้นเป็นที่ลำบากยากเย็น ต้องเดินเท้าเปล่าผจญภัยจากผีป่า หรือสัตว์ร้ายนานัปการ แต่หลวงปู่มิได้ย่อท้อ ได้เดินทางไปศึกษาวิชาอาคมที่ สำนักตักศิลาแห่งบ้านจิกใหญ่ อ.พิบูลมังสาหาร จังหวัด อุบลราชธานี กระทั่งศึกษาคัมภีร์มหาพุทธาคม อันเป็นแม่บทของคัมภีร์ปถมัง คัมภีร์อิทธิเจ คัมภีร์มหาราช คัมภีร์ตรีนิสิงเห ซึ่งเป็นพื้นฐานแห่งอำนาจจิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งตำราพิชัยสงคราม เช่น คัมภีร์นิติประกาศิต คัมภีร์ธนูรเวทว่าด้วยการแต่งเครื่องครอบมนตร์ในสงคราม เป็นต้น



ในช่วงปี 2475-2482 เมื่อหลวงปู่สำเร็จการศึกษาวิชาการต่าง ๆ ก็เก็บบริขารออกธุดงค์ป่าผ่านถิ่นทุรกันดารในชนบทโดยเท้าเปล่ามายังกรุงเทพ ฯ ในระยะแรกหลวงปู่เข้าพักที่ วัดเทพธิดาราม เป็นการชั่วคราว โดยมีครูทองอินทร์ เป็นครูสอนของวัดเทพธิดาราม เป็นผู้เอื้อเฟื้อจัดหาที่พำนักให้ ท่านได้ให้หลวงปู่อยู่ที่วัดวัดอรุณราชวราราม พำนักอยู่กับพระพิมลธรรม(นาค) ศิษย์สายสมเด็จพระสังฆราชแพ โอกาสนี้หลวงปู่ได้ร่ำเรียนวิชาคัมภีร์มูลกัจจายน์สูตร ซึ่งเป็นหลักสูตรโบราณอันเก่าแก่ของคณะสงฆ์ไทยที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน เป็นตำราที่ละเอียดลึกซึ้ง แตกฉานพระบาลีว่าด้วยคัมภีร์อรรถกถายากยิ่งที่จะมีผู้เรียนได้สำเร็จ ปัจจุบันวิชานี้ได้ยกเลิกไปแล้ว



หลวงปู่หมุนได้เข้าสอบวิชามูลกัจจายน์ นั้น ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งการสอบในสมัยนั้นมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประธาน และสมเด็จพระสังฆราช(แพ) เป็นประธานกรรมการฝ่ายสงฆ์ และพระเถราจารย์เป็นผู้ทดสอบด้วย โดยมีการถามตอบแบบมุขปาฐะ (ปากเปล่า) ถ้าถามตอบบาลีผิดเกิน 3 คำ ให้ปรับเป็นตกทันที ด้วยความรู้ความสามารถที่แตกฉานในคัมภีร์หลวงปู่สามารถสอบได้เปรียญธรรมถึง 5 ประโยคในคราวเดียวเท่านั้น หลังจากนั้นหลวงปู่ได้ใช้วิชาความรู้อย่าง คุ้มค่า โดยได้เป็นครูสอนมูลกัจจายน์อยู่ที่วัดหงส์รัตนาราม(ฝั่งธนบุรี) เป็นเวลานานหลายปี มีลูกศิษย์มากมาย นอกจากนี้ในช่วงหนึ่งหลวงปู่มาพักกับสมเด็จพระสังฆราชแพ ที่วัดสุทัศน์ฯ และได้ศึกษาวิชาบางอย่างกับสมเด็จพระสังฆราชแพอีกด้วย



จากนั้นก็เก็บบริขารเดินธุดงค์ติดตามพระอาจารย์ทองดี ที่มาจาก อ.บึงกาฬ จ.หนองคาย ธุดงค์ ไปทางภาคเหนือเข้าเขตพม่าเป็นเวลา 1 ปี จากนั้นก็เดินเท้าเปล่าลงภาคใต้ไปพำนักกับพระอาจารย์ทิม วัดช้างไห้ เพื่อปฎิบัติกรรมฐานและแลกเปลี่ยนวิชาอาถรรพณ์เวทมนต์กับพระอาจารย์ทิมอยู่ ประมาณปีกว่า ๆ ก่อนธุดงค์เข้าเขตประเทศมาเลเซีย เพื่อจะเรียนวิชากับพ่อท่านครน วัดบางแซะ ใช้เวลาธุดงค์อยู่ถึง 7 วัน แต่ไม่พบจึงตัดสินใจกลับวัดช้างให้ ต่อจากนั้นก็ได้เรียนวิชาจากพ่อท่านคล้ายวาจาสิทธิ์ วัดสวนขัน จ.นครศรีธรรมราช โดยได้ของที่ระลึกจากพ่อท่านคล้ายคือ ชานหมากเม็ดใหญ่เป็นที่ระลึก จากนั้นก็เดินธุดงค์เรื่อยมาจนกลับสู่เขตอีสานอีกครั้งและได้พบกับหลวงปู่สี ฉันทสิริ ในป่าแถบ จังหวัดหนองคาย และได้วิชาลบผงสีจากหลวงปู่สี ซึ่งได้รับสืบทอดมาจากสมเด็จพุฒาจารย์โต วัดระฆังโฆษิตาราม



ช่วงที่ท่านธุดงค์แถบอุบลราชธานีได้พบกับหลวงปู่มั่น และขอเรียนข้อวัตรปฏิบัติในพระกรรมฐาน แต่ไม่ได้ร่วมคณะธุดงค์ เพราะท่านอยู่นิกายมหายาน หลวงปู่เคยเล่าประวัติในช่วงธุดงค์ให้กับพระภิกษุที่เป็นหลานของท่านว่า เคยได้เป็นศิษย์หลวงปู่มั่นอยู่พักหนึ่ง ในช่วงที่หลวงปู่ต้องการเจริญสมณธรรม เป็นธรรมอันล้ำลึกยากยิ่งที่ผู้ที่ยังเข้าไม่ถึงจะล่วงรู้ถึงอารมณ์ของ วิปัสสนานี้ได้ หลวงปู่หมุนได้อยู่ปรนนิบัติรับใช้พระอาจารย์มั่นอยู่ระยะหนึ่งแล้วก็แสวงหา ความวิเวก เพื่อประพฤติปฏิบัติต่อไป จนกระทั่งหลวงปู่แตกฉาน เชี่ยวชาญ ครั้งนั้นหลวงปู่หมุนได้ศึกษาธรรมจนที่สหธรรมมิกที่เป็นศิษย์ของหลวงปู่มั่น รู้จักสนิทสนมกับหลวงปู่ทุกองค์ เช่น หลวงปู่แหวน สุจิณโณ เป็นต้น ..ในตอนที่หลวงปู่หมุนไปกราบนมัสการ หลวงปู่มั่น ท่ามกลางศิษย์สายกองทัพธรรม ในขณะสนทนาธรรมหลวงปู่มั่นได้ปรารภกับหลวงปู่หมุนว่า "" ท่านหมุน ท่านเก่งพอตัวอยู่แล้ว หากไม่เจอกันหรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับปริยัติ ปฏิบัติ และ



ปฎิเวธให้สอบถามท่านแหวนได้ เพราะเขาเก่งมาก "" หลวงปู่มั่นได้มอบของที่ระลึกให้หลวงปู่หมุน 2 อย่าง คือ แผ่นจารอักขระใบลาน ม้วนเป็นลูกอมกลม ๆ เขียนเป็นภาษาขอมว่า เย ธมมา เหตุปภวา ฯลฯ เป็นต้น และธนบัตรรัชกาลที่ 8 พร้อมลายเซ็นหลวงปู่มั่น ภายหลังหลวงปู่ได้มอบให้โยมแม่ท่านไป ต่อมาหลวงปู่มีความกังขาสงสัยในกัมมัฏฐานในเรื่องของ จตุธาตุวัฏฐาน ซึ่งเป็นเรื่องของการปฏิบัติในธาตุทั้ง 4 เป็นมูลฐานของอิทธิปาฏิหาริย์ต่าง ๆ จึงได้เดินทางไปกราบของความรู้เพิ่มเติมจาก หลวงปู่แหวน สุจิณโณ ก็ได้รับความกระจ่าง จากนั้นก็ธุดงค์ต่อไป ท่านยังได้ร่ำเรียนวิชาจาก พระอาจารย์สิงห์ วัดป่าสาลวัน หลวงพ่อจาด วัดบางกระเบา



ต่อมาไม่นานก็ได้ร่ำเรียนวิชามีดหมอมหาปราบจากหลวงพ่อขำ วัดเขาแก้ว และหลวงพ่อเงิน วัดมะปรางค์หลวง ซึ่งวิชานี้หลวงพ่อเดิม พุทธสโร วัดหนองโพ จ.นครสวรรค์ก็เรียนจากหลวงพ่อขำและหลวงพ่อเงิน เช่นกัน นอกจากนี้ในช่วงที่หลวงปู่ธุดงค์มาสู่ภาคตะวันออกแถบจันทบุรี ท่านได้พำนักอยู่กับ หลวงพ่อสอน วัดเสิงสาง กระทั่งหลวงพ่อสอนไว้ใจให้วิชาอาคมและครอบครูให้กับหลวงปู่



หลวงปู่หมุนนับเป็นหนึ่งในทายาทผู้สืบสายเวทวิทยาพุทธาคมในสายสมเด็จลุนแห่งนครจำปา ศักดิ์ราชอาณาจักรลาวที่ยังดำรงขันธ์อยู่ในปัจจุบัน โดยสมเด็จลุนเป็นที่เลื่องลือในคุณธรรมและอภิญญาอภินิหารอาทิ สามารถเดินบนน้ำได้ ย่นระยะทางได้ แปลงร่างได้ เดินทะลุภูเขาได้กล่าวกันว่าภิกษุสงฆ์ยุคก่อนโน้นต่างดั้นด้นสืบเสาะหาสม เด็จลุน เพื่อฝากตัวเป็นศิษย์ศึกษามหาวิทยาคม ตลอดจนวิปัสสนากรรมฐาน หลวงปู่หมุนเองก็ดั้นด้นธุดงค์ผ่านอุบลราชธานีเข้าประเทศลาวเพื่อสืบเสาะสม เด็จลุน แต่ไม่พบ แล้วมาพักอยู่กับหลายพ่อมหาเพ็ง วัดลำดวน ในช่วงนั้นหลวงปู่ได้ใช้เวลาค้นคว้าศึกษาพระไตรปิฏก ในเรื่องพระวินัยปิฏก และพระอภิธรรม ซึ่งเป็นพระคัมภีร์ที่กล่าวถึงการเจริญกัมฏฐานล้วน ๆ ประมาณ 2 เดือนกว่า แล้วก็ออกธุดงค์กลับสู่ประเทศไทยเข้ากรุงเทพฯ มาพักนักที่วัดหงส์รัตนาราม ต่อมาธุดงค์ไปทางอีสานเข้าสู่ประเทศลาวอีก หลายครั้ง จนกระทั่งท่านมีอายุ 30 ปีกว่าแล้ว คราวนั้นหลวงปู่ได้พบกับฆราวาสชื่ออาจารย์ฉันท์ ซึ่งมีศักดิ์เป็นเหลนของสมเด็จลุน ที่จังหวัดนครพนม โดยเรียนวิชาจากอาจารย์ฉันท์จนหมดภูมิแล้ว อาจารย์ท่านจึงได้แนะนำฝากตัวเป็นศิษย์หลวงปู่ดำเหลนของสมเด็จลุนปรมาจารย์ ใหญ่ที่สืบสายเวทวิทยาพุทธาคมในสายสมเด็จลุน



ในการฝากตัวเป็นศิษย์ของหลวงปู่ดำนั้น มีกฎเกณฑ์รายละเอียดมากทั้งยังต้องทดสอบภูมิปัญญา และอำนาจของกระแสจิตที่ต้องเข้มแข็งพอที่จะเรียนวิชาของท่านได้ ในรุ่นที่หลวงปู่ฝากตัวเป็นศิษย์นั้นมีมากกว่า 50 รูป แต่หลวงปู่ดำท่านทดสอบวิชา แล้วคัดออกจนเหลือแค่ 3 รูป มีหลวงปู่หมุน หลวงพ่อสงฆ์ (วัดม่วง ลพบุรี) และอีกรูปหลวงปู่ลืมชื่อไปแล้ว สำหรับพิธี ครอบครูของหลวงปู่ดำนั้นมีของยกครูที่หลวงปู่จำได้อย่างแม่นยำคือ 1.ผ้าไตรจีวร 2.บาตร 3.ทองคำหนัก 10 บาท (สำหรับทองคำ จะคืนให้เมื่อเรียนจบ) และมีข้อห้ามประการสำคัญอีกคือ ห้ามสึกตลอดชีวิต ถ้าสึกไปชีวิตก็จะหาไม่



ในการครอบวิชานี้ถือว่าเป็นสุดยอดเคล็ดวิชา วิทยาคม ในสายของสมเด็จลุน แห่งนครจำปาศักดิ์ ซึ่งกว่าจะเรียนจบต้องใช้ความวิริยะอุตสาหะบำเพ็ญเพียรอย่างมาก ได้จำวัดพักผ่อนวันละ 4 ชั่วโมงเท่านั้น อาหารต้องฉันมื้อเดียว และขั้นตอนสุดท้ายที่จะสำเร็จวิชานี้จะมีการทดสอบอย่างพิสดาร



อย่างไรก็ตาม เป็นที่เชื่อกันว่าหลวงปู่หมุนท่านสำเร็จวิชาสำเร็จธาตุ 4 มาจากสายสมเด็จลุน ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าวิชาสายนี้ลึกลับเกินปุถุชนคนธรรมดาจะเรียนได้สำเร็จ ผู้ที่จะเข้าถึงได้ต้องเป็นผู้ที่มีบารมีมาแล้วนับชาติไม่ถ้วน เพราะการควบคุมธาตุ 4 ได้นั้นผู้ที่จะสามารถทำการนี้ได้ต้องสำเร็จจตุตฌานเป็นบาทฐานในการทำ และยังต้องมีความเชี่ยวชาญในเรื่องของกสิณจตุธาตุทั้ง 4 ได้แก่ ดิน น้ำ ลม และไฟอีกด้วย



หลังจากนั้น หลวงปู่ก็กลับมาจำพรรษา ที่วัดบ้านจาน จนได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส และพระอุปัชฌาย์ รับสมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นประทวน ที่"" พระครูหมุน ฐิตสีโล"" หลวงปู่ได้ปฎิบัติศาสนกิจตามที่ได้รับมอบหมายเป็นเวลาถึง 20 ปี จึงลาออกจากทุกตำแหน่ง ต้องการใช้ชีวิตที่เหลือบำเพ็ญสมณธรรมปฏิบัติพระวิปัสสนาธุระ อย่างเดียว ประมาณปี 2487 ในช่วงที่หลวงปู่อายุ 50 ปี ท่านเก็บบริวารออกธุดงค์บำเพ็ญเพียรอยู่ในป่าดงดิบ โดยลำพังแต่ผู้เดียว และในช่วงนี้เองที่หลวงปู่ได้พบกับอาจารย์จ่อยและอาจารย์ขวัญ วัดป่าหนองหล่ม ในระหว่างที่หลวงปู่ธุดงค์โดยบังเอิญ อาจารย์ทั้ง 2 จึงได้นิมนต์หลวงปู่โปรดญาติโยมที่วัดป่าหนองหล่ม หลังจากที่หลวงปู่หมุนเดินธุดงค์แสวงหาธรรม อยู่หลายสิบปี ประมาณปี 2520 ท่านจึงกลับมายังวัดบ้านจาน ซึ่งวัดบ้านจานในยามนั้น มีอายุกว่า 200 ปี อยู่ในสภาพทรุดโทรม ท่านจึงได้พัฒนาวัด สร้างอุโบสถขึ้นมา ด้วยหยาดเหงื่อและแรงจิต ทำให้อุโบสถเสร็จสมบูรณ์ในเวลาอันสั้น



นอกจากนี้ท่านยังได้ช่วยเหลือลูกศิษย์และสหธรรมิก อีกหลายวัดเช่น วัดป่าหนองหล่ม, วัดโนนผึ้ง ,วัดซับลำใย, และคณะศิษย์วัดสุทัศน์ฯ ในการสร้างถาวรวัตถุของวัด จนเป็นที่มาของ วัตถุมงคลที่ได้รับความนิยมในหลายรุ่นต่อมา ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกเมื่อวัตถุมงคลและเครื่องรางของขลังแทบทุกรุ่น ที่ท่านจัดสร้างขึ้น จึงเป็นที่นิยมในหมู่ศิษยานุศิษย์ ด้วยเชื่อในพลังแห่งบุญฤทธิ์จิตตานุภาพของท่าน



จนกระทั่งเมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 11 มี.ค.2546 หลวงปู่หมุน ฐิตสีโล พระอมตะเถระ 5 แผ่นดิน แห่งวัดบ้านจาน อ. กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ มรณภาพลงอย่างสงบบนกุฎี สิริอายุ 109 ปี 86 พรรษา"

หลวงปู่อ่อง ฐิตธัมโม

พระกรรมฐานแพง จันทสาโร ศิษย์เอกเจ้าปู่สมเด็จลุน เกิดวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2472 ชาวบ้านสะพือโดยกำเนิด (เป็นลูกพี่ ลูกน้องกับโยมพ่อ-โยมแม่ หลวงปู่อ่อง) ศรัทธาในศีลาจาวัตรเจ้าปู่สมเด็จลุน จึงได้ขออุปสมบทและศึกษาเวทย์วิทยาคมจากเจ้าปู่สมเด็จลุนจนแตกฉาน เห็นเหตุการณ์ที่เจ้าปู่แสดงธรรมตลอดระยะเวลาจนกระทั่งเจ้าปู่สมเด็จลุนมรณภาพ เมื่อชราลงพระกรรมฐานแพงจึงได้ย้อนกลับมาเป็นเจ้าอาวาสวัดเทพสิงหาญ และมรณภาพเมื่อวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2509 สิริอายุ 82 ปี


พระครูสถิตธรรมมงคล (หลวงปู่อ่อง ฐิตธัมโม) เป็นชาวบ้านสะพือโดยกำเนิด เป็นหลานพระกรรมฐานแพง จันทสาโร หลวงปู่อ่อง ฐิตธัมโม เกิดเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2471 โยมพ่อชื่อ พ่อคูณ โยมแม่ชื่อ แม่กอง ในสกุล อัจฉฤกษ์ มีพี่น้องร่วมท้องเดียวกัน 9 คน เด็กชายอ่อง อัจฉฤกษ์ ไม่สนใจเรื่องโลกทั้งปวง ศรัทธาเลื่อมใสในศีลาจารวัตรพระกรรมฐานแพง เรียนรู้ธรรมะตั้งแต่ยังเล็ก ครั้นอายุได้ 6 ขวบก็ขออนุญาตโยมพ่อ โยมแม่ เข้าเป็นศิษย์วัด อายุ 12 ปี บวชเป็นสามเณร โดยท่านพระครูพิศาลสังฆกิจ (หลวงปู่โทน กันตสีโล) เป็นผู้บวชให้ ต่อมาอายุครบ 20 ปี พ.ศ. 2491 ก็อุปสมบทเป็นพระโดยมีท่านพระครูพิริยกิจปัญญา “หลวงปู่ฤทธิ์ วัดสระกุศกร” เป็นพระอุปฒาย์ ได้นามว่า พระอ่อง ฐิตธัมโม


หลวงปู่อ่อง ฐิตธัมโม เริ่มออกธุดงค์ตั้งแต่เป็นสามเณร 3-4 ปีจะกลับมาครั้งหนึ่ง หลังจากพระกรรมฐานแพง มรณภาพเมื่อปี พ.ศ. 2509 เมื่อทำพิธีเกี่ยวกับเรื่องศพของพระกรรมฐานแพงเรียบร้อยแล้ว หลวงปู่อ่อง ก็ออกจากวัดเทพสิงหาญเพื่อธุดงค์ตลอดมา


วัดสิงหาญ เป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่ง มีหลักฐานที่สามารถประมาณได้ว่าเคยมีพระท่านใดเป็นเจ้าอาวาสบ้าง ก็อาศัยหลักฐานอัฐิที่มีรายชื่อจารึกอยู่รอบพระเจดีย์ ดังนี้ ญาถ่านพู เป็นเจ้าอาวาส พ.ศ. 2350 – 2360 หลวงปู่อตมะ เป็นเจ้าอาวาส พ.ศ. 2365 – 2395 เจ้าปู่สมเด็จตัน เป็นเจ้าอาวาส พ.ศ. 2480 – 2494 หลวงปู่แพง พระกรรมฐานแพง เป็นเจ้าอาวาส พ.ศ. 24.. – 2509 มีหลายช่วงที่ขาดรายนามเจ้าอาวาส ในระหว่างนั้น มีพระครูพิศาลสังฆกิจ “หลวงปู่โทน กันตสีโล” ก็เป็นเจ้าอาวาสอยู่หลายปี สำหรับท่านพระครูสถิตธรรมมงคล “หลวงปู่อ่อง ฐิตธัมโม” เป็นเจ้าอาวาส มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 จนถึงปัจจุบัน


พระครูสถิตธรรมมงคล “หลวงปู่อ่อง ฐิตธัมโม” ไม่ได้แสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ใดๆ แต่เมื่อปี สองปีนี้ ในขณะทีหลวงปู่อ่อง นั่งรับแขกญาติโยมอยู่ที่วัดเทพสิงหาญ แต่ร่างหนึ่งนั่งสวดอภิธรรมศพอยู่ที่วัดทุ่งศรี เป็น 1 ใน 4 วัด ของบ้านสะพือ อีกเรื่องหนึ่งก็คือ เสกมวลสารวัตถุในถ้ำภูมะโรง ประเทศลาว เป็นแร่เหล็กไหลกายสิทธิ์ และขณะนั่งประกอบพิธีที่วัดแห่งหนึ่งใน อ.พิบูลมังสาหาร ทั่วร่างกายเป็นประกายหลากสีเปล่งปลั่งอย่างน่าอัศจรรย์


แม้จะเป็นหนึ่งเดียวในสายพระอาจารย์ใหญ่ เจ้าปู่สมเด็จลุน ผู้มากด้วยอิทธิปาฏิหาริย์ แต่ไม่เคยแสดงฤทธิ์เดชให้ใครเห็น ยกเว้นสิ่งนั้นจะเกิดขึ้นเองในคราวจำเป็น หรือมีใครทดลอง เพราะได้รับคำแนะนำจากพระกรรมฐานแพง จันทสาโร ศิษย์ผู้ใกล้ชิดเจ้าปู่สมเด็จลุนที่จำได้ทุกตัวอักษร ว่า “หากไม่มีเหตุจำเป็นอย่าแสดงแผงฤทธิ์เดชใดๆ”

หลวงปู่แวนกาย พนฺธสาโร

หลวงปู่แวกาย พนฺธสาโรผู้สืบสานตำนาน “ไสยเวท นครวัด” ดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์แห่งอาณาจักรขอม
หลวงปู่แวกาย พนฺธสาโร เกิดวันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2475 ปีจอ ปัจจุบันอายุ 74 ปี เป็นชามกัมพูชาโดยกำเนิด บิดา-มารดา ประกอบอาชีพทำนา บิดาของท่านเป็นอาจาย์ทางไสยเวทที่เก่งท่านหนึ่งในกัมพูชา ด้วยเหตุนี้หลวงปู่แวกายท่านจึงสนใจใฝ่รู้ในวิชาอาคมต่าง ๆ จากบิดา ความสนใจใฝ่รู้ตั้งแต่เยาว์วัยทำให้ท่านมีพื้นฐานในวิชาอาคม ท่านได้จดอักขระยันต์ประตูนครวัดมาศึกษาจนสำเร็จและเข้าใจ หลวงปู่เรียกยันต์นี้ว่า “ยันต์อาถรรพ์” ปัจจุบันแผ่นยันต์นี้ได้ถูกขโมยไป ยันต์อาถรรพ์นี้หลวงปู่ว่าศักดิ์สิทธิ์นัก เพราะเป็นต้นกำเนิดของวิชาอาคมต่าง ๆ


หลวงปู่สำเร็จวิชาอาคมหลายอย่างจากบิดาท่านด้วยวัยเพียง 18 ปี ปีพ.ศ. 2495 ท่านได้อุปสมบทและจำพรรษาที่ วัดอำปึล จังหวัดอุดรมีชัย ท่านได้เพิ่มความเพียรในการปฏิบัติธรรม โดยการออกธุดงค์ขึ้นไปบนเขากิเลน สถานที่ซึ่งถือเป็นดินแดนอันศักดิ์สิทธ์ การธุดงค์ครั้งนั้นท่านได้พบพระอาจารย์หลายรูปด้วยกัน แต่ละท่านล้วนเก่งหล้าในวิชาอาคม การใช้ชีวิตในถ้ำเขากิเลนเป็นไปด้วยความยากลำบาก พระคณาจารย์หลายท่านต้องจบชีวิตลงจากไข้ป่าที่ชุกชุมหรือสัตว์ป่าที่ดุร้าย รวมทั้งภูตผี ปีศาจ และผู้มีวิชาอาคมด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นพระภิกษุสงฆ์หรือนักสิทธิ์วิทยา, พระฤาษี, นักพรตนุ่งขาวห่มขาว บางส่วนที่มีมิจฉาทิฐิชอบทดสอบวิชาอาคมซึ่งกันและกันว่าท่านทั้งหลายที่สามารถธุดงค์มายังเขากิเลนได้นั้นจะต้องมีวิชาอาคมพอที่จะรักษาตัวท่านให้รอดปลอดภัยกลับไปได้หรือไม่ พระผู้ปฏิบัติดีหลายท่านที่วิชาอาคมยังไม่แก่หล้าพอต้องมรณภาพลง ณ เขากิเลนแห่งนี้ พบ “หลวงปู่สรวง” ที่ถ้ำเขากิเลน ชาวบ้านเรียกท่านว่า “หลวงปู่แคลง” หลวงปู่แวกาย ได้ถวายตัวเป็นศิษย์และร่ำเรียนวิชาอาคมจากหลวงปู่สรวงจนสำเร็จ หลวงปู่แวกายท่าน

ธุดงค์อยู่ป่าเป็นเวลานับสิบปี เมื่อได้พรรษามากวิชาอาคมของท่านก็แกร่งกล้ามากขึ้นตามลำดับ การธุดงค์ครั้งนี้ท่านได้ทั้งธรรมะและวิชาอาคมจนเป็นที่พอใจ
กระทั้งปี พ.ศ. 2509 ท่านได้กลับมาจำพรรษาที่ วัดอำปึล จังหวัดอุดรมีชัย ในช่วงเวลานั้นบ้านเมืองของท่านอยู่ระหว่างเกิดสงครามกลางเมือง ซึ่งเป็นผลกระทบมาจากสงครามอินโดจีนเป็นการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างกลุ่มสองฝ่าย ประชาชนอดอยากแร้นแค้น สงครามกลับทวีความรุนแรงมากขึ้นอย่างไม่มีทีท่าว่าจะสงบ พร้อมกันนั้นรัฐบาลได้สั่งการอนุญาตให้สหรัฐนำระเบิดมาทิ้งทำลายประชาชนอย่างไม่ปราณี การกลับมาของหลวงปู่แวกายจึงเหมือนเป็นความหวังที่พึ่งสุดท้ายของทหารและประชาชน ทุกนาทีชีวิตของทุกคนมีแต่อันตรายรอบด้านทั้งที่เป็นบ้านเกิดของตน ดังนั้นจึงเป็นที่โจทย์ขานกันเรื่องเครื่องรางของขลัง ของหลวงปู่แวกาย ว่าแคล้วคลาดปลอดภัย อีกวิชาที่ชาวบ้านรวมทั้งทหารยอมรับและนิยมคือ การลงทองพร้อมทั้งการลงอักขระทั้งตัว กล่าวกันว่าผู้ใดที่หลวงปู่ ลงทองให้ไม่มีตายเพราะถูกกระสุนปืนหรือเหยียบกับระเบิดสักคน กระทั้งวัว, ความหรือลูกหลานที่ท่านเป่าหัวให้เหยียบกับระเบิดแต่ไม่ระเบิดสักลูก หรือถูกยิงแต่ไม่เป็นอะไร

หลวงปู่แสน วัดบ้านหนองจิก

หลวงปู่แสน ปสนฺโน วัดบ้านหนองจิก จ.ศรีสะเกษ เกจิแห่งอีสานใต้ อายุ 109 ปี
ชื่อเดิม ปู่แสน คุ้มครอง เกิดขึ้น 15 ค่ำเดือน 10 ปีวอก ตรงกับ วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน 2451 เป็นบุตรของพ่อเอี้ยง คุ้มครอง และ แม่ผัน คุ้มครอง มี่พี่น้องต่างมารดาร่วม 6 คน หลวงปู่เป็นบุตรคนที่ 3 (ปัจจุบันเหลือหลวงปู่ผู้เดียว) พื้นเพเป็นคนบ้างโพง ต.ไพรบึง อ.ขุขันธ์ จ.ขุขันธ์ (ปัจจุบัน ต.ไพรบึง อ.ไพรบึง จ.ศรีษะเกษ)



เมื่อครั้นยังเด็กหลวงปู่เป็นลูกศิษย์อยู่ที่วัดบ้านโพรงและพี่ชายซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านโพงในสมัยนั้นเลี้ยงดู จนได้บวชเณรที่วัดบ้านโพรง ระหว่างบวชเณรได้ไปศึกษาเรียนหนังสือกับหลวงพ่อมุมวัดปราสาทเยอใต้จนจบ ป.4 และได้เรียนตำราพระเวชจากหลวงพ่อมุมทั้งภาษาขอม ภาษาธรรมบาลี ระหว่างเป็นเณรก็ได้เที่ยวไปมาระหว่างบ้านปราสาทเยอใต้และบ้านโพง จนกระทั่งอายุ 21 ปีได้เข้าอุปสมบท ระหว่างเป็นพระก็ยังคงเรียนรู้วิชากับพระอาจารย์มุมอย่างต่อเนื่อง จนกระทั้งอายุ 24 ปี ได้ลาสิขาบทออกมาเพื่อมาช่วยงานทางบ้านที่มีฐานะยากจน หลังจากสึกได้บวชเป็นหมอธรรมขณะที่เป็นคาราวาส ระหว่างว่างเว้นจากการทำเกษตรกรรม หลวงปู่ได้ชักชวนเพื่อนๆหมอธรรมเดหนทางไปเขมรเพื่อเรียนเพิ่มเติมที่จังหวัดพระตะบอง เสียมราฐ และเมืองศรีโสภณ สมัยจอมพล ป.พิบูลสงคารมเป็นนายก ได้เข้าพบพระผู้ใหญ่และอาจารย์จากทางเขมรแล้วได้ร่ำเรียนมาไม่น้อย หลวงปู่ท่านกลับเลือกเรียนวิชาที่เกี่ยวกับช่วยเหลือผู้คน รักษาคน



ต่อมาพอหมดภาระทางบ้านหลวงปู่ได้กลับเข้าใต้ร่มกาสาวพัสตร์อีกครั้ง โดยไปจำพรราที่บ้านกุดเสล่า อ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ ก็ได้ธุดงค์ในเทือกเขาพนมดงรัก เป็นนิจ และเป็นพระที่อยู่อย่างสมาถะ ไม่มักมาก ไม่ยึดติด เป็นพระนักสร้าง ชาวบ้านกุดเสล่าจึงรักและศรัทธาท่านมาก ต่อมาหลวงตาวันพระที่เป็นสหายรุ่นน้องจึงได้ไปกราบนิมนต์มาช่วยสร้างวัด โดยเจ้าคณะอำเภอกันทรลักษณ์อนุญาตให้หลวงปู่ไปอยู่ที่วัดเป็นวัดที่สมบูรณ์แล้ว หลวงปู่จึงมาจำพรรษาที่วัดอรุณสว่างวราราม(วัดบ้านกราม) แต่ด้วยมักสมาถะ ปีต่อมาจึงย้ายมาจำพรรษาที่สำนักสงฆ์โนนไทย (วัดกูไทยสามัคคีในปัจจุบัน) อยู่จำพรรษา 3 พรรษา ต่อมาได้จำพรรษาที่วัดบ้านหนองจิกเนื่องด้วยวัดจะร้างเพราะพระน้อย หลวงปู่จึงเข้ามาทำนุบำรุงวัดจนวัดมีพระเข้ามารับช่วงต่อ ท่านได้จำพรรษาที่วัดบ้านหนองจิกเป็นเวลา 4 พรรษา โยมญาติพี่น้องเก่าจึงได้เดินทางมานิมนต์ให้ไปจำพรรษาที่วัดบ้านโพง วัดครั้นสมัยบวชเณรเนื่องจากวัดจะร้างไม่มีพระจำพรรษา เนื่องจากหลวงปู่ท่านเป็นพระที่มีเมตตาแม้อายุจะย่างเข้า 93 ปีท่านได้ไปจำพรรษาที่วัดบ้านโพงโดยรักษาการตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดในช่วงนั้น ด้วยพระเดชของหลวงปู่วัดใดที่จะร้าง เมื่อท่านไปจำพรรษาวัดใด วัดนั้นก็จะเต็มไปด้วยลูกวัด ในขณะที่จำพรรษาอยู่วัดบ้านโพงก็ได้ทำนุบำรุงวัดเชกเช่นวัดอื่น จนอายุ 97 ปี ลูกหลานเป็นห่วงสุขภาพหลวงปู่จึงได้พาชาวบ้านไปนิมนต์หลวงปู่จากวัดบ้านโพงกลับมาจำพรรษาที่วัดหนองจิกจนถึงทุกวันนี้



ประวัติ ณ ปัจจุบัน

หลวงปู่แสน ปสนฺโน วัดบ้านหนองจิก อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ ได้รับการขนานามว่า “เทพเจ้าแห่งเขาภูฝ้ายใกล้ชายแดนเขมร” ปัจจุบันอายุ 10๙ ปี สุขภาพร่างกายยังแข็งแรง เดินไปไหนมาไหนได้ปกติ และทุกวันจะมีข้าราชการ ตำรวจ ทหาร เข้ากราบไหว้ไม่ขาดสาย

“แสน คุ้มครอง” เป็นชื่อและนามสกุลเดิมของหลวงปู่แสน เกิดวันศุกร์ที่ 11 กันยายน 2๔51 ระหว่างบวชเณรได้ไปศึกษาเรียนหนังสือกับหลวงพ่อมุมวัดปราสาทเยอใต้ จนจบป.๔ และได้เรียนตำราพระเวชจากหลวงพ่อมุมทั้งภาษาขอม ภาษาธรรมบาลี จนเก่งกล้าวิชา กระทั่งอายุ 21 ปี ได้เข้าบรรพชาอุปสมบทที่วัดบ้านโพง ได้นิมนต์หลวงพ่อมุม อินทปญโญ วัดปราสาทเยอ อ.ไพรบึง จ.ศรีสะเกษ เป็นพระกรรมวาจาจารย์

คาถาเมตตามหานิยมหลวงปู่แสน ที่ท่านมักบอกให้ลูกศิษย์ คือ “นะ เมตตา โม กรุณา พุทธ ปราณี ธา ยินดี ยะ ประเสริฐเลิศไกล โม จับจิตร พุทธ จับใจธารักใคร่ ยะ มนุษสาหญิงชายทั้งหลาย เหหิจิตตังปิยังมะมะ นะ ออนใจ รัก นำ ทรัพย์สิน เงินทอง มาชูกู เพ็งๆ พาๆ หาๆ ฤาๆ”

คำว่า “เพ็งๆ พาๆ หาๆ ฤาๆ” เป็นภาษาโบราณ เป็นคาถา เร่งให้มีลาภเร็วขึ้น เป็นมหาลาภ มีผลยิ่งใหญ่มาก

วัตถุมงคลของหลวงปู่แสนได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วเนื่องจากวัตถุมงคลของท่านมีประสบการณ์แคล้วคลาดปลอดภัย ผู้นำไปใช้มีโชคลาภมากมายทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะเหรียญเสมาครึ่งองค์หลวงปู่แสน รุ่นเจ้าสัวแสนนิยม ที่จัดสร้างโดย “วิทย์ เมืองตาก” เพื่อหารายได้สมทบทุนสร้างศาลา

เหรียญเสมาครึ่งองค์หลวงปู่แสน รุ่นเจ้าสัวแสนนิยม ออกแบบเหรียญเป็นสไตล์เหรียญเสมาหลวงปู่ทิมผสมผสานกับเหรียญเจริญพรบนหลวงพ่อคูณ ผสมผสานกับการแกะแบบสไตล์หลวงปู่สี โชคดีได้ทีมกราฟฟิกจากทีมงานฉะเชิงเทราท่านชอ ปรกโพธิ์ มาเป็นทีมงานออกแบบให้ และกลุ่มเพื่อนเก่าของวิทย์ เมืองตาก เป็นทีมงานที่ปรึกษา บวกกับลูกค้าเดิมที่เชื่อมั่นในฝีมืองานการดูแลงานของวิทย์ เมืองตาก จำนวนการสร้างเพียง 5,555 เหรียญ ซึ่งมีตั้งแต่เสมาเนื้อทองคำ เนื้อเงิน เนื้อนวะ เนื้อชนวน เนื้ออัลปาก้า และเนื้อทองแดง

ด้วยบารมีหลวงปู่แสน ตอนนี้ท่านดังไกลถึงต่างประเทศบวกกับความสวยของเหรียญรุ่นนี้จึงมีลูกศิษย์มากมายทั้งในและต่างประเทศมาขอเช่าบูชารุ่นเจ้าสัวแสนนิยมนี้กันอย่างมากมาย “พระออกไม่ถึงเดือนมีผู้แขวนบูชาและมีประสบการณ์ทั้งแคล้วคลาดปลอดภัยทั้งโชคลาภมากมาย มีผู้แขวนบูชากว่าหลายร้อยคน” จึงทำให้เป็นกระแสนิยมมากที่สุด
จำนวนสินค้าต่อหน้า  10 20 30
  • 1
  • 2