ประวัติ วัดธารทหาร (ห้วยด้วน)

วัดธารทหาร (ห้วยด้วน) ตั้งวัดเมื่อพ.ศ. ๒๔๘๒ วัดธารทหาร (ห้วยด้วน) มีนามเรียกตามชื่อบ้านแต่เดิมนั้นเรียกว่า“วัดห้วยด้วน” ตามชื่อหมู่บ้านเดิม เนื่องจากที่บ้านนี้มีลำคลองเล็กๆแยกมาจากห้วยน้ำสาดเหนือ 
และมาสิ้นสุดคลองลงที่นี่จึงเรียกว่าห้วยด้วนซึ่งได้เรียกเป็นชื่อบ้าน และ  เปลี่ยนมาเป็นบ้านธารทหาร และเป็นนามวัดสืบมาเท่าทุกวันนี้ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายนพ. ศ. ๒๕๓๖ 
เขตวิสุงคามสีมากว้าง ๓๐ เมตรยาว ๔๐ เมตร  การศึกษาศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ในวัดเปิดสอนเมื่อพ.ศ. ๒๕๓๗  การบริหารและการปกครอง มีเจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน คือ พระครูนิวิฐปุญญากร 
สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ที่ดินที่ตั้งวัดมีเนื้อที่ ๓๖ ไร่ ๑ งาน ๕๓ ตารางวา โฉนดที่ดินเลขที่ ๑๓๑๑๐   
อาคารเสนาสนะประกอบด้วย  อุโบสถ กว้าง ๓๐ เมตรยาว ๔๐ เมตร สร้างเมื่อพ.ศ. ๒๕๓๖ เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก  
ศาลาการเปรียญ กว้าง ๒๖ เมตรยาว ๓๔ เมตร สร้างเมื่อพ.ศ. ๒๕๐๒ เป็นอาคารไม้ทรงปั้นหยา   หอสวดมนต์ กว้าง ๘ เมตรยาว ๑๖ เมตร สร้างเมื่อพ.ศ. ๒๕๐๒ เป็นอาคารไม้  
กุฏิสงฆ์ จำนวน ๓ หลังเป็นอาคารไม้ ๓ หลัง  ศาลาอเนกประสงค์ กว้าง ๑๔ เมตรยาว ๒๕ เมตร สร้างเมื่อพ.ศ. ๒๕๕๔ เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก  ศาลาบำเพ็ญกุศล จำนวน ๑ หลัง สร้างเมื่อพ.ศ. ๒๕๔๖ เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก   
นอกจากนี้มี ฌาปนสถาน ๑ หลังหอระฆัง ๑ หลังโรงครัว ๑ หลังเรือนเก็บพัสดุ ๑ หลัง 

มีพระประธานประจำอุโบสถ ปางมารวิชัย ขนาดหน้าตักกว้าง ๖๐ นิ้วสูง ๗๙ นิ้ว สร้างเมื่อพ.ศ. ๒๕๓๕ พระประธานประจำศาลาการเปรียญ ปางสมาธิ ขนาดหน้าตักกว้าง ๔๐ นิ้วสูง ๕๖ นิ้ว สร้างเมื่อพ.ศ. ๒๕๑๖

อาณาเขต
ทิศเหนือ: จดทางสาธารณะ
ทิศใต้: จดลำคลองสาธารณะ
ทิศตะวันออก: จดที่ดินเอกชน 
ทิศตะวันตก: จดถนนหลวงสายหนองบัว-ท่าตะโก
เจ้าอาวาส วัดธารทหาร (ห้วยด้วน)
พระครูนิวิฐปุญญากร (พัฒน์ ปุญฺญกาโม)
พระครูนิวิฐปุญญากร หลวงปู่พัฒน์ ที่ปรึกษาเจ้าคณะตำบลธารทหาร เจ้าอาวาสวัดห้วยด้วน (ธารทหาร) อ.หนองบัว จ.นครสวรรค์ 
เป็นเกจิอาจารย์ผู้สืบทอดพุทธาคมจาก 
หลวงพ่อเทศ วัดสระทะเล (เป็นเหลนแท้ๆ) 
พระครูนิวาสธรรมขันธ์ (เดิม พุทฺธสโร) (วัดหนองโพ), 
หลวงพ่ออิน วัดหางน้ำสาคร,
หลวงพ่อหมึก วัดสระทะเล (เป็นหลาน) 
และหลวงพ่อโหมด วัดโคกเดื่อ

ที่อยู่ วัดธารทหาร (ห้วยด้วน)
A: ตั้งอยู่เลขที่ ๑ บ้านธารทหาร ถนนหนองบัว-ท่าตะโกหมู่ที่ ๓ ตำบลธารทหาร อำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์
T: ๐ ๕๖๒๙ ๐๐๒๕

หลวงปู่พัฒน์ ปุญญกาโม

หลวงปู่พัฒน์ ปุญญกาโม วัดห้วยด้วน (ธารทหาร) อ.หนองบัว จ.นครสวรรค์
 ผู้สืบทอดพุทธาคมจาก ...
-หลวงพ่อเทศ วัดสระทะเล (เป็นเหลนแท้ๆ)
-ผ่านหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ
-หลวงพ่ออิน วัดหางน้ำสาคร
-หลวงพ่อหมึก วัดสระทะเล (เป็นหลาน)
-หลวงพ่อโหมด วัดโคกเดื่อ
 คำทำนายของหลวงพ่อเทศ ...
หลวงพ่อเทศ วัดสระทะเล ท่านเป็นพระวิปัสสนากรรมฐานมีอภิญญาญาณแก่กล้า มีหูทิพย์ตาทิพย์ หยั่งรู้อดีตกาลและอนาคต วิชาอาคมแก่กล้าเป็นที่เลื่องลือมาช้านาน เป็นพระอาจารย์ใหญ่แห่งเมืองปากน้ำโพที่มีลูกศิษย์ลูกหามีชื่อเสียงโด่งดังมากมาย
เช่น หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ หลวงพ่ออิน วัดหางน้ำสาคร หลวงพ่อโหมด วัดโคกเดื่อ หลวงพ่อหมึกวัดสระทะเล เป็นต้น 
มีเรื่องเล่าขาลถึงตอนก่อนที่หลวงพ่อเทศจะมรณะภาพว่า หลวงพ่อเทศได้สั่งให้หลวงพ่อเดิม หลวงพ่ออินและหลวงพ่อหมึกว่า ในปีจอถัดไปจะมีลูกหลานของท่านมาเกิด มาเพื่อรับใช้พระพุทธศาสศนาไปจนตลอดอายุขัย ลูกหลานคนนี้จะมาสืบทอดกรรมฐานและพุทธาคมที่ท่านได้ถ่ายทอดเอาไว้ ขอให้ลูกศิษย์ทุกคนช่วยกันอบรมสั่งสอนถ่ายทอดวิชากรรมฐานและพุทธาคมให้ด้วย
เมื่อลูกศิษย์ทั้งหลายได้ฟังก็ตั้งตารอคอยว่าจะมีเด็กคนใดในตระกูลของหลวงพ่อเทศเกิดขึ้นมาตามที่หลวงพ่อเทศได้ทำนายไว้บ้าง
 กำเนิดเด็กชายพัฒน์
กระทั่งวันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ.2465 ครอบครัวหลานหลวงพ่อเทศที่ชื่อ นายพุฒ ก้อนจันเทศ และนางแก้ว นามสกุลเดิม(ฟุ้งสุข)
ซึ่งอยู่ที่หมู่ 7 บ้านสระทะเล ต.ย่านมัทรี อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ ได้คลอดบุตรคนหนึ่งออกมาและได้ตั้งชื่อให้ว่าเด็กชายพัฒน์
เจ้าอาวาสวัดสระทะเล(ต่อจากหลวงปู่เทศ)ผู้เป็นลุงได้ทราบข่าวจึงรู้ได้ทันทีว่าหลานชายคนนี้คือลูกหลานคนที่หลวงพ่อเทศได้สั่งไว้ เพราะเกิดในปีจอตามที่หลวงพ่อเทศบอก จึงรีบส่งข่าวไปยังหลวงพ่ออิน หลวงพ่อเดิม ทันที..!!! เมื่อพระเกจิทั้งสามรูปได้ทราบข่าวแล้ว ก็ได้แต่เฝ้ารอเวลาที่เหมาะสมจะปฏิบัติตามคำสั่งเสียของหลวงพ่อเทศผู้เป็นอาจารย์ โดยตกลงกันว่า หลวงพ่อหมึก วัดสระทะเลผู้เป็น
หลวงลุงแท้ๆของเด็กชายพัฒน์และหลวงพ่ออินซึ่งสนิดสนมกับครอบครัวของเด็กชายพัฒน์ (ครอบครัวของเด็กชายพัฒน์เป็นคนส่งปิ่นโตถวายให้หลวงพ่ออินระหว่างที่หลวงพ่ออินมาเรียนกรรมฐานและวิชาอาคมกับหลวงพ่อเทศ) จะเป็นผู้สอนกรรมฐานและวิชาอาคมพื้นฐานให้ ส่วนหลวงพ่อเดิมจะเป็นผู้ถ่ายทอดพุทธาคมชั้นสูงรวมถึงวิชามีดหมออันโด่งดังให้กับเด็กชายพัฒน์ด้วยตนเอง
 เรียนวิชา ภาษาไทย-ขอม 
 วิปัสสนากรรมฐานและอาคมเบื้องต้น
ต่อมาเมื่อเด็กชายพัฒน์เติบโตขึ้นจนอายุได้ 5 ขวบ ขณะนั้นทางบ้านสระทะเลได้เกิดภัยแล้งขึ้น ทำให้ครอบครัวของเด็กชายพัฒน์ต้องอพยพไปทำนาที่บ้านหนองเนิน อ.ท่าตะโก ซึ่งชาวบ้านแทบทั้งหมดเป็นไทยทรงดำ ครอบครัวของเด็กชายพัฒทำนาอยู่ที่นั่นได้เพียง 3 ปี อยู่ๆไม่รู้นายพุฒ(บิดาของเด็กชายพัฒน์)คิดอย่างไรจึงย้ายมาทำนาที่บ้านหนองหลวง ..หรือเป็นเพราะชะตาฟ้าลิขิต..!!! ให้เป็นดังคำกล่าวของหลวงพ่อเทศ เนื่องจากในเวลานั้นหลวงพ่อเดิมและหลวงพ่ออินได้นำช้างทั้งเจ้าคูณและนางบัวบานมาร่วมกันสร้างเสนาสนะให้วัดหนองหลวงอยู่พอดี เมื่อหลวงพ่อเดิมรู้ว่าเด็กชายพัฒน์มาอยู่ที่บ้านหนองหลวงจึงขอให้หลวงพ่ออิน (หลวงพ่ออินเป็นศิษย์ผู้น้องหลวงพ่อเดิม) ซึ่งสนิทกับครอบครัวของเด็กชายพัฒน์ ไปขอเด็กชายพัฒน์มาเป็นลูกศิษย์อยู่ที่วัดหนองหลวง เหตุนี้เองที่ทำให้เด็กชายพัฒน์ได้ใกล้ชิดกับหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ โดยหลวงพ่อเดิมมักจะเรียกเด็กชายพัฒน์ไปบีบนวดและสอนคาถาสั้นๆให้ท่องจำเสมอๆจนคุ้นเคยกัน
กระทั่งศาลาวัดหนองหลวงเสร็จหลวงพ่อเดิมจึงกลับไปยังวัดหนองโพ ปล่อยให้หลวงพ่ออินอยู่สร้างวัดหนองหลวงต่ออีกหลายปีจนเสร็จ
ระหว่างนี้เด็กชายพัฒน์ได้ร่ำเรียนเขียนอ่านภาษาไทยและภาษาขอมกับหลวงตาน้อยและหัดนั่งสมาธิกับหลวงพ่ออิน เมื่อหลวงพ่ออินสร้างวัดหนองหลวงเสร็จแล้วท่านก็ได้กลับไปอยู่ที่วัดหางน้ำสาคร ส่วนครอบครัวของเด็กชายพัฒน์ได้กลับมาอยู่ที่บ้านสระทะเลตามเดิม 
ขณะนั้นเด็กชายพัฒน์อายุได้ 12 ปี จึงได้ย้ายกลับมาเรียนหนังสือที่โรงเรียนวัดสระทะเล จนจบประถมชั้นประถม 4 ก่อนที่พ่อและแม่จะให้ออกมาช่วยทำนา แต่ถึงกระนั้นด้วยความที่ฟ้าได้ลิขิตมาให้เด็กชายพัฒน์ต้องเติบโตขึ้นมาเป็นครูบาอาจารย์ผู้สืบทอดวิชากรรมฐานและพุทธาคมของหลวงพ่อเทศ จึงทำให้เด็กชายพัฒน์มีความชื่นชอบในทางพระ ฝักใฝ่ในกรรมฐานและพุทธาคมอยู่เสมอ พอมีเวลาว่างจากการช่วยพ่อแม่ทำไรทำนา เด็กชายพัฒน์ก็มักชอบไปอยู่กับหลวงลุงหมึกเพื่อเรียนกรรมฐานและวิชาอาคมทุกครั้งไป..ทั้งๆที่เด็กหนุ่มๆในวัยนั้นทุกคนมักจะสนใจแต่สาวๆ แต่เด็กหนุ่มอย่างนายพัฒน์กลับคิดอยากจะบวชเป็นพระ ในขณะที่หลวงลุงหมึกได้ลาศิกขาจากพระมาเป็นอาจารย์ฆราวาส
 รับใช้ชาติ ...
พออายุครบเกณฑ์ทหารนายพัฒน์ได้ถูกคัดเลือกเข้าไปเป็นทหาร แต่ขณะที่จะหมดวาระปลดจากทหารเกณฑ์กลับเกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา (สงครามโลกครั้งที่2) ขึ้นเสียก่อน จึงทำให้นายพัฒน์ต้องเป็นทหารต่อไปจนอายุได้ 24 ปี ระหว่างที่เป็นทหารอยู่นั้น พลทหารพัฒน์ได้ใช้วิชาอาคมที่ร่ำเรียนมาคุ้มครองป้องกันตัวอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้พลทหารพัฒน์รอดพ้นจากภัยสงครามมาอย่างปลอดภัยครบ 32 ประการอย่างน่าพิศวง ในขณะที่เพื่อนๆทหารหลายคนที่ออกรบด้วยกัน ต่างพิการบ้าง เสียชีวิตก็เยอะ แต่พลทหารพัฒน์กลับรอดพ้นภัยมาได้ทุกครั้งไปอย่างน่าอัศจรรย์ 
 อุปสมบทเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ ...
เมื่อนายพัฒน์ปลดประจำการจากทหารออกมาในต้นปี พ.ศ.2489 นายพัฒน์ได้ขออนุญาติพ่อแม่ว่าอยากไปบวชเป็นพระ พ่อแม่ก็เห็นด้วยจึงให้ทำการอุปสมบท ณ อุโบสถวัดสระทะเล ต.ย่านมัทรี อ.พยุหะคีรี โดยมีพระธรรมไตรโลกาจารย์(หลวงพ่อยอด ศิษย์หลวงพ่อเทศอีกหนึ่งรูป )วัดเขาแก้ว เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อกัน วัดเขาแก้ว เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอธิการชั๊ว วัดสระทะเล เป็นพระอนุสาวนาจารย์
เมื่อบวชแล้วพระพัฒน์ก็ได้เริ่มเรียนนักธรรมตรีและโทไปได้สักระยะ โดยระหว่างนั้นหลวงพ่อเดิมได้ไปสร้างเสนาสนะและโบสถ์อยู่ที่วัดอินทราราม (วัดของหลวงพ่อแก้ว พระอุปัชฌาของหลวงพ่อเดิม อยู่ติดกับวัดเขาแก้วโดยมีเพียงถนนกั้น) เมื่อหลวงพ่อเดิมรู้ว่านายพัฒน์บวชเป็นพระพัฒน์แล้ว หลวงพ่อเดิมจึงให้คนมาตามพระพัฒน์ไปเรียนพุทธาคมกับท่าน เมื่อพระพัฒน์ไปพบกับหลวงพ่อเดิมที่วัดอินทรารามหลวงพ่อเดิมก็เริ่มถ่ายทอดกรรมฐานและพุทธาคมให้พระพัฒน์โดยให้พระพัฒน์ไปจำวัดอยู่ที่วัดเขาแก้วกับหลวงพ่อกัน เพราะขณะนั้นวัดอินทรารามกำลังซ่อมสร้างเสนาสนะอยู่จึงไม่สะดวกในการพัก ในช่วงเวลานี้เองที่พระพัฒน์ต้องเดินไปๆมาๆระหว่างวัดเขาแก้วกับวัดอินทรารามโดยไปเช้าเย็นกลับเพื่อไปเรียนกับหลวงพ่อเดิม บางครั้งก็พักค้างแรมกับหลวงพ่อเดิมที่วัดอินทรารามเป็นเวลาหลายๆวันก็มี 
จนเวลาร่วงเลยไปเกือบสองพรรษาพระพัฒน์จึงเรียนวิชากับหลวงพ่อเดิมจนจบ..หลังจากหลวงพ่อเดิมได้สร้างเสนาสนะให้วัดอินทรารามเสร็จแล้ว ท่านก็กลับไปยังวัดหนองโพได้ไม่นาน หลวงพ่อเดิมก็ถึงแก่มรณะภาพ
ในวันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ.2494 …
 ออกเดินธุดงค์แสวงหาสัจธรรม ...
เมื่อพระพัฒน์ได้ร่ำเรียนวิชาของหลวงพ่อเทศผ่านหลวงพ่อเดิมแล้ว ก็ได้ฝึกฝนท่องบ่นภาวนาจนช่ำชองจนปฏิบัติได้เห็นผลจริงแล้ว ก็ได้ออกเดินธุดงค์เสาะแสวงหาสถานที่สงบเพื่อฝึกฝนวิชากรรมฐานฝึกญาณสมาธิให้แก่กล้า ไปยังที่ต่างๆนาๆ ทั้งดินเดนอันลี้ลับอัศจรรย์ เช่นเมืองลับแล เมืองตาชูชก และอื่นๆ
ขณะที่หลวงพ่อพัฒน์เดินธุดงค์ไปยังเมืองลับแล ท่านได้ไปพักกับหลวงพ่อชุบ เจ้าอาวาสวัดพระบรมธาตุทุ่งยั้ง จ.อุตรดิตถ์ และหลวงพ่อชุบ ยังได้ถ่ายทอดวิชาทางเมตตามหานิยมให้หลวงพ่อพัฒน์ และขอให้ท่านเป็นพระคู่เทศน์ ปุจฉา วิสัชนา คู่กับท่าน เป็นระยะเวลาอีก 3 ปี ขณะที่หลวงพ่อพัฒน์อยู่ที่วัดบรมธาตุทุ่งยังนั้นท่านได้สนใจค้นคว้าค้นหาบ่อน้ำทิพย์เมืองลับแลที่มีกล่าวไว้ในตำราตีมีดของสำนักวัดเขาแก้ว และในที่สุดหลวงพ่อพัฒน์ก็ได้ค้นพบบ่อน้ำทิพย์ศักดิ์สิทธิ์นั้นและความลี้ลับต่างๆมากมาย เมื่อถึงเวลาอันสมควรหลวงพ่อพัฒน์จึงได้ขอลาหลวงพ่อชุบกลับวัดสระทะเล แต่หลวงพ่อชุบกลับขอให้ท่านอยู่เป็นเจ้าอาวาสวัดพระบรมธาตุทุ่งยั้งแทนท่านอีก 3 ปี เพราะหลวงพ่อชุบท่านจะย้ายไปพัฒนาวัดพระยืนพุทธบาทยุคคลก่อน หลวงพ่อพัฒน์จึงต้องอยู่ดูแลวัดพระบรมธาตุทุ่งยั้งต่อไปอีก 3 ปี รวมเป็น 6 ปี จึงได้กลับมาจำพรรษาอยู่ที่วัดสระทะเลอีก 9 พรรษา ขณะนั้นโยมพ่อโยมแม่ของท่านได้พาครอบครัวย้ายมาซื้อที่ดินทำนาอยู่แถวบ้านห้วยด้วน(ธารทหาร) ต.ธารทหาร อ.หนองบัว จ.นครสวรรค์ เมื่อกำนันผล กำนันตำบลธารทหารทราบเรื่องจึงขอให้โยมพ่อโยมแม่ของพระอาจารย์พัฒน์ช่วยกันอาราธนาพระอาจารย์พัฒน์ มาอยู่เป็นเจ้าอาวาสวัดธารทหาร เพื่อสร้างพระอุโบสถให้แล้วเสร็จ เพราะทราบกันดีว่าหลวงพ่อพัฒน์เป็นผู้สืบทอดกรรมฐานและวิชาอาคมของหลวงพ่อเทศ หลวงพ่อเดิม จึงหวังพึ่งบารมีของท่านให้มาช่วยพัฒนาวัด เมื่อกำนันผลและโยมพ่อโยมแม่ของหลวงพ่อพัฒน์ตลอดจนถึงชาวบ้านเดินทางมาอารธนาท่านแล้ว หลวงพ่อพัฒน์ก็ตอบตกลงและย้ายมาพัฒนาวัดธารทหาร(ห้วยด้วน) ตั้งแต่ปี พ.ศ.2513 เป็นต้นมา จากนั้นท่านก็ไม่ได้ย้ายไปอยู่วัดอื่นอีกเลย ตราบจนกระทั่งถึงทุกวันนี้
ขณะนี้ หลวงปู่พัฒน์ ปุญญกาโม ศิริอายุได้ 99 ปี 76 พรรษา ปัจจุบันนี้สุขภาพร่างกายท่านยังคงแข็งแรง เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้ชาวหนองบัวและชาวบ้านใกล้เคียงตลอดมา
อ้างอิงนิตยสารเปิดโลก โดย...คนเล่นของ
ขอกราบขอบพระคุณท่านด้วยครับ
เครดิต ต.เด็กวัด...เรียบเรียง

ปีชง 2564 ปีนักษัตรปีฉลู มีปีไหนชงบ้าง พร้อมวิธีแก้ปีชง

ปีชง 2564 หรือ ปีนักษัตร ปีฉลู ถือเป็นความเชื่อทางโหราศาสตร์ของจีน มีความหมายดังนี้ คำว่า "ชง" ในภาษาจีนนั้นหมายถึง "การปะทะ" ฉะนั้น คำว่า "ปีชง" หมายถึงปีที่อาจมีการปะทะเกิดขึ้น ซึ่งความเชื่อเรื่องปีชงนี้ เกี่ยวข้องกับ "องค์เทพไท้ส่วย" หรือที่รู้จักกันดีในนาม "เทพเจ้าผู้คุ้มครองดวงชะตา" เป็นเทพที่ทรงอิทธิฤทธิ์และยังมีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของผู้คนในแต่ละปีอีกด้วย ปีชงในปี 2564 มีปีอะไรบ้าง และ วิธีแก้ปีชง 2564 ควรทำอย่างไร เรามาดูรายละเอียดดังนี้
ปีชง 2564 ปีนักษัตร ปีฉลู ได้แก่
ปีชง (100%) ได้แก่ ปีนักษัตร มะแม หรือคนที่เกิดตรงกับปี พ.ศ. 2474, 2486, 2498, 2510, 2522, 2534, 2546, 2558
ปีชงร่วม ได้แก่ ปีนักษัตร ฉลู, มะโรง, จอ หรือคนที่เกิดปี พ.ศ. 2465, 2468, 2471, 2477, 2480, 2483, 2489, 2492, 2495, 2501, 2504, 2507, 2513, 2516, 2519, 2525, 2528, 2531, 2537, 2540, 2543, 2549, 2552, 2555, 2561
ความหมายสำหรับปีที่ได้รับผลไม่ดี จะมีอยู่ด้วยกัน 4 ปีได้แก่
ปีชง คือ ปีที่ได้รับผลเสียมากที่สุดหรือที่เราเรียกกันว่าชงโดยตรง (ชง 100%)  ได้แก่ ปีมะแม
ปีคัก คือ ปีที่เป็นปีนักษัตรเดียวกับปีนั้น ๆ ได้แก่ ปีฉลู
ปีเฮ้ง คือ ปีที่ได้รับผลกระทบในเรื่องเคราะห์กรรม ได้แก่ ปีมะโรง
ปีผั่ว คือ ปีที่ได้รับผลกระทบในเรื่องสุขภาพ ได้แก่ ปีจอ
โดย ปีชงตรง ๆ หรือ ชง 100% จะได้รับผลกระทบมากที่สุด ส่วน ปีคัก ปีเฮ้ง ปีผั่ว ซึ่งเรามักเรียกว่า ปีชงร่วม จะได้รับผลกระทบน้อยกว่า
วิธีแก้ปีชง 2564
ไหว้เทพเจ้าไท้ส่วย จะช่วยบรรเทาเคราะห์กรรมได้
ทำบุญช่วยชีวิตสัตว์ต่างๆ เช่นการไถ่ชีวิตโค กระบือ ปล่อยนกปล่อยปลา การบริจาคโลหิต ฯลฯ
ไหว้พระ 9 วัด ช่วยเสริมสิริมงคลให้ชีวิต
ตามความเชื่อของชาวจีน การไหว้ องค์ไท้ส่วยเอี้ย สามารถที่จะช่วยบรรเทาเคราะห์กรรมในปีชงนี้ให้เบาบางลงได้ และควรที่จะต้องไปไหว้เป็นอย่างยิ่ง เพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์และเสริมสิริมงคลให้กับตัวเอง

วัดจีนสำคัญๆ ที่สามารถเดินทางไปไหว้แก้ปีชง 2564 ได้แก่
วัดมังกรกมลาวาส (หรือที่เรียกกันว่า วัดเล่งเน่ยยี่) 
อยู่ที่ 423 ถนนเจริญกรุง แขวงป้อมปราบศัตรูพ่าย เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร 10100 โทร. 02-2223975, 02-2266533
วัดบรมราชากาญจนาภิเษกอนุสรณ์ 
คณะสงฆ์จีนนิกายรังสรรค์ (หรือวัดเล่งเน่ยยี่ 2) อยู่ที่ 75 ถนนเทศบาลสาย 9 ตำบลโสนลอย อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี 11110 ติดต่อวัดมังกรกมลาวาส โทร. 02-2223975
วัดทิพยวารีวิหาร (หรือวัดกัมโล่วยี่) 
อยู่ที่ 119 ซอยทิพยวารี ถนนตรีเพชร แขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 โทร. 02-2225988
วัดโพธิ์แมนคุณาราม (หรือวัดโพวมิ้งปออึงยี่) 
อยู่ที่ เลขที่ 323 ถนนสาธุประดิษฐ์ 19 แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร 10120 โทร. 02-2112363, 02-2117885 โทรสาร 02-2127777
ของไหว้สำหรับแก้ปีชง มีดังนี้
ส้มมงคล (ไต้กิก) 1 จาน 
ไหว้เสร็จแล้วนำกลับบ้านไปกินจะได้เป็นมงคลกับตัวเอง เฮง ๆ รวย ๆ ตลอดทั้งปี
น้ำมันเติมตะเกียง 1 ขวด 
หมายถึงชีวิตจะได้รุ่งเรืองโชติช่วงตลอดทั้งปี
กระดาษหงิ่งเตี๋ย หรือกระดาษเงินกระดาษทอง 13 แผ่น 
พร้อมเทียบแดง เขียนชื่อ-นามสกุล วันเดือนปีเกิด ถ้าเป็นการแก้ชงตัวเองให้นำกระดาษหงิ่งเตี๋ยมาปัดที่ตัวเอง 13 ครั้ง (ปออุ่ง) ปัดลงมาตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าจนสุดแขน ฝากกระดาษไว้ไม่ต้องเผา
นำซองที่บรรจุดวงชะตา ชื่อ-นามสกุล วันเดือนปีเกิด 
ฝากไว้ที่ศาลเจ้าเพื่อให้พระจีนได้สวดมนต์ (พะเก่ง) ทำพิธีเสริมดวงชะตาให้เราแคล้วคลาดปลอดภัย เป็นสิริมงคลตลอดทั้งปี
สำหรับใครที่เกิดในปีนักษัตรที่โดนปะทะ หรือเป็น ปีชงในปี พ.ศ. 2564 นี้ ให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปงานศพ หรือหากหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ก็แนะนำให้พกเอากิ่งใบทับทิมติดตัวไปด้วย เมื่อกลับมาแล้ว ก่อนเข้าบ้านให้ใช้น้ำสะอาดใส่กิ่งใบทับทิมและนำขึ้นมาปัดให้ทั่วตัว สิ่งสำคัญที่สุดของผู้ที่อยู่ในปีชง คือ ให้ละเว้นการไปส่งศพ การอยู่ในพิธีฝังศพ หรืออยู่ในพิธีที่นำหีบศพลงหลุม โดยเชื่อกันว่าใครที่ละเมิดไปร่วมงานศพ หรือร่วมในพิธีส่งศพกลับมา ดวงชะตาอาจได้รับผลกระทบทำให้ร่างกายเกิดการเจ็บป่วย กิจการการค้าที่ตัวเองกำลังทำอยู่อาจประสบปัญหาต่างๆ ได้ ซึ่งตามความเชื่อทางด้านโหราศาสตร์จีนว่ากันว่า ทุกๆ ปี องค์ไท้ส่วยเอี้ย หรือเทพเจ้าผู้คุ้มครองดวงชะตา ผู้ทำหน้าที่ดลบันดาลให้เกิดความสุขและความทุกข์แก่มนุษย์โดยตรงทั้ง 60 องค์ที่นับตามหลักจับกะจื้อ จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนลงมายังโลกมนุษย์ เพื่อทำหน้าที่ดูแลโชคชะตาและเคราะห์ของแต่ละบุคคล

ชาวจีนส่วนใหญ่เชื่อว่ากัน องค์เทพไท้ส่วยเอี้ย นั้นมีอิทธิพลต่อการดำรงชีวิตเป็นอย่างมาก การเคารพกราบไหว้บูชาเทพเจ้าผู้คุ้มครองดวงชะตาในทุกๆ ปี นับว่ามีความสำคัญและเป็นสิ่งที่ดีงาม ทั้งยังช่วยส่งเสริมดวงชะตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เกิดในปีชงเมื่อกราบไหว้แล้ว จะช่วยให้แคล้วคลาดปลอดภัย เคราะห์กรรมที่เคยมีจะเบาบางลง โดยนอกจากคนที่เกิดในปีชงจะกราบไหว้องค์ไท้ส่วยเอี้ยเพื่อเป็นการฝากดวงชะตาแล้ว คนที่ไม่ได้อยู่ในปีชงก็สามารถกราบไหว้เทพองค์นั้นๆ ในแต่ละปีได้เช่นกัน จะช่วยเสริมให้ดวงที่ดีอยู่แล้วกลับยิ่งดีขึ้นไปอีก จะช่วยเสริมให้มีโชคลาภ มีความเจริญรุ่งเรืองในเรื่องต่างๆ

9 เหตุผลที่ควรบูชา ท้าวเวสสุวรรณ

ท้าวเวสสุวรรณ (ท้าวเวสสุวัน) หรือในภาษาพราหมณ์เรียกว่า “ท้าวกุเวร” ถ้าในพระพุทธศาสนาจะเรียก “ท้าวไพสพ” เป็นอธิบดีแห่งอสูร หรือเจ้าแห่งภูตผีปีศาจทั้งหลาย โดย ท้าวเวสสุวรรณ เป็นหนึ่งในท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่ ผู้คุ้มครองดูแลโลกมนุษย์ สถิตอยู่บนสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา ประทับทางทิศเหนือมีอสูร รากษส และภูตผีปีศาจเป็นบริวาร ว่ากันว่าอาณาเขตที่ ท้าวเวสสุวรรณ ปกครองนั้นใหญ่มหาศาลมาก และ ท้าวเวสสุวรรณ ยังเป็นหัวหน้าของท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 อันประกอบไปด้วย “พระอินทร์” (ท้าวธตรฐ) ปกครองโลกด้านทิศตะวันออก , “พระยม” (ท้าววิรุฬหก) ปกครองโลกด้านทิศใต้ และ “พระวรุณ” (ท้าววิรูปักษ์) ปกครองโลกด้านทิศตะวันตก และเพราะ ท้าวเวสสุวรรณ เป็นเจ้าแห่งอสูร ทรงอิทธิฤทธิ์อานุภาพมาก
เคล็ดการบูชาท้าวเวสสุวรรณ จุดสักการะธูป 9 ดอก และถวายดอกกุหลาบ 9 ดอก แล้วตั้งนะโม 3 จบ ระลึกถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คุณบิดา มารดา แล้วท่องคาถาท้าวเวสสุวรรณดังนี้
“อิติปิ โส ภะคะวา ยมมะราชาโน ท้าวเวสสุวรรณโณ มะระณัง สุขัง อะหัง สุคะโต นะโม พุทธายะ ท้าวเวสสุวรรณโณ จาตุมะหาราชิกา ยักขะพันตาภัทภูริโต เวสสะ พุสะ พุทธัง อะระหัง พุทโธ ท้าวเวสสุวรรณโณ นะโม พุทธายะ”
…แบบย่อว่า “เวส สะ พุ สะ มหาลาโภ นะโมพุทธายะ” สวด 9 จบ…..
พุทธคุณที่จะบังเกิดกับท่าน

1. รักษาทรัพย์แด่ผู้บูชา เนื่องจากถือว่าเป็น “ธนบดี” เจ้าแห่งทรัพย์สมบัติ
2. “เวส” แปลว่าพ่อค้า “สุวรรณ” แปลว่าทอง ชื่ออันเป้นมงคลทำให้กิจการการค้ารุ่งเรือง
3. ส่งเสริมคนดี มีศีล เพราะเป็นผู้บันทึกความดี ความชั่ว ส่งบัญชีให้พญายามราช
4. ป้องกันภูติผีปีศาจ เหล่าวิญญาณร้ายเกรงกลัวเพราะเป็นใหญ่เหนือภูมิผีทั้งปวง
5. คุ้มครองเด็กแรกเกิด โบราณจะนำยันต์ติดเหนือเปลเด็ก เพื่อคุ้มครองดูแลกันภยันตรายทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็น คนมีลูกเพิ่งคลอด หรือมีเด็กเล็ก มักนิยมบูชาท้าวเวสสุวรรณ ตั้งไว้ตรงที่เด็กนอนหลับ เพราะมีความเชื่อว่าภูติผีปีศาจจะไม่กล้ามารบกวนเด็ก เพราะท้าวเวสสุวรรณเป็นผู้ปกครองแห่งภูติผีปีศาจนั่นเอง
6. อายุยืนยาว ปราศจากโรคภัยโดยเฉพาะโรคเวรโรคกรรม จะทุเลาลง เพราะท้าวเวสสุวรรณ เป็นผู้ได้พรจากพระพรหมว่าให้มีชีวิต “อมตะ”
7. สนับสนุนการปฏิบัติธรรมให้ก้าวหน้า เนื่องจาก เป็นเทวดาที่เคยถวายการดูแลพระพุทธองค์และศรัทธาในพระพุทธศาสนา
8. เหมาะกับผู้ที่ทำงานเสี่ยงภัย ไม่ว่าจะเสี่ยงทางเรื่องงาน เช่น ดับเพลิง ทหาร ตำรวจ หรือแม้ผู้ที่ต้องเดินทางไกลๆ
9. ปรับแก้ฮวงจุ้ยได้ สถานที่บ้านหากตรงกับทางสามแพร่ง อยู่ใกล้พื้นที่วัดมากเกินไป สามารถติดยันต์นี้ที่บ้านเพื่อช่วยให้ร่มเย็นเป็นสุขได้

เจ้าพ่อยี่กอฮง เทพแห่งการเสี่ยงโชคการพนัน

คนไทยส่วนใหญ่เชื่อว่าต้องเคยมีประสบการณ์เสี่ยงโชคซื้อเลขเด็ดไม่ว่าจะเป็นหวย หรือสลากกินแบ่งรัฐาลกันอย่างแน่นอน แต่ละคนก็จะมีวิธีการเสาะแสวงหาเลขเด็ดแตกต่างกันไป บางคนเชื่อเรื่องโชคชะตา การบนบานศาลกล่าว บ้างก็นิยมออกเดินทางตามหาเลขเด็ดเองจากแหล่งขอเลขเด็ดยอดฮิตทั่วประเทศ ศาลต่างๆ รวมไปถึงพระเกจิอาจารย์ชื่อดัง ก็ล้วนแล้วแต่ความเชื่อส่วนบุคคล
ขอพามากราบไหว้ "เจ้าพ่อยี่กอฮง เทพแห่งการเสี่ยงโชคการพนัน" ซึ่่งติดอับดับต้นๆ นิยมมาขอหวยหรือเลขเด็ด เป็นสถานที่สำคัญของบรรดาคอหวย
ซึ่งสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ ตั้งอยู่บนดาดฟ้าของสถานีตำรวจพลับพลาไชย ศาลเจ้าพ่อยี่กอฮงผู้ยิ่งใหญ่ เจ้าพ่อยี่กองฮงมีนามเดิมว่า นายเตี่ยง แซ่แต้่ (แซ่แต้เป็นต้นตระกูลเตชะวณิชย์) หลายคนที่ชื่นชอบในการเสี่ยงโชคเสี่ยงดวงคงจะได้ยินชื่อของ เจ้าพ่อยี่กอฮง กันมาบ้างแล้ว ซึ่งหลายคนยกให้ท่านเป็น เทพแห่งการเสี่ยงโชคเสี่ยงดวงทุกประเภทเลยก็ว่าได้ทั้งยังขนานนามว่า “เทพเจ้าหวยองค์แรกแห่งสยามประเทศ” ปัจจุบันยังมีผู้คนนิยมกราบไหว้บูชาเจ้าพ่อยี่กอฮงเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก

ไม่ว่าจะเป็นชาวไทย หรือแม้กระทั่งชาวต่างประเทศ เพราะต่างมีความเชื่อที่ว่า ถ้าอยากมีความโชคดีจากการเสี่ยงโชคเสี่ยงดวง ซื้อหวยหรือกระทั่งเล่นการพนัน หรือใครมีเรื่องทุกข์ร้อนใดๆ ก็ขอให้ท่านช่วยเหลือได้ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินกฎแห่งกรรม "ฮง" เป็นชื่อเดิมของเจ้าพ่อยี่กอฮง ท่านเป็นลูกจีนที่เกิดในเมืองไทยเมื่อปี 239 ได้ประกอบกิจการค้าหลายอย่าง แต่ที่ได้สร้างฐานะให้ท่านจนรุ่งเรืองก็คือ การเป็นเจ้าภาษี โรงต้มกลั่นสุรา โรงบ่อนเบี้ย โรงหวย กอขอ รัชกาลที่ 6 จึงโปรดเกล้าฯ พระราชทานบรรดาศักดิ์ให้เป็น “รองหัวหมื่น พระอนุวัฒน์ราชนิยม” และพระราชทานนามสกุลให้ว่า “เตชะวนิช”
เมื่อมีการออกพระราชบัญญัติเลิกอากรบ่อนเบี้ย และหวย กอขอ ท่านจึงได้หันไปประกอบกิจการค้าอื่นๆ อาทิ เรือเดินทะเลไปเมืองจีน ทำโรงสีข้าวและอื่นๆ แต่ปรากฏว่ากิจการเหล่านั้นกลับสร้างหนี้สินให้ท่านเป็นจำนวนมาก ซึ่งในที่สุดท่านก็ถูกฟ้องเป็นคนล้มละลาย และถูกยึดทรัพย์เป็นของหลวง แต่เนื่องจากท่านเป็นผู้ที่เสียสละเพื่อส่วนรวมมาโดยตลอด ทั้งการตั้งมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และมูลนิธิอื่นๆ ตั้งโรงเรียน สร้างสะพาน สร้างถนน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดให้ยี่กอฮงอาศัยอยู่ในบ้านนี้ต่อไปจนตลอดชีวิต
และสาเหตุที่ทำให้บรรดาคอหวยทั้งหลายนิยมมาขอหวยที่นี่ ส่วนหนึ่งเพราะในสมัยที่ท่านมีชีวิตอยู่ท่านเป็นเจ้าของโรงหวย และมีส่วนสำคัญในการริเริ่มให้เล่นหวยขึ้นในประเทศ ที่สำคัญท่านยังชื่นชอบการเล่นหวยมากนั่นเอง มีความเชื่อว่า เจ้าพ่อยี่กอฮง อากงของนักเสี่ยงโชค เป็นผู้มีโชคดีมีโชคทางการเสี่ยงโชค การพนัน ทุกชนิด จึงทำให้ผู้ที่ได้ยินชื่อเสียงของท่านต่างพากันหารูปเคารพมาบูชาไว้ ผู้ที่บูชาเจ้าพ่อยี่กอฮง จะไม่ผิดหวังเลย ดูของที่แก้บนต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง หรือที่สถานีตำรวจพลับพลาไชยก่อนหวยออก 1 วันจะมีผู้มาขอหวยกันเยอะที่สุด

ท่านผู้ต้องการขอหวยหรือเลขเด็ดจากเจ้าพ่อยี่กอฮง ขอจงประนมมือทำใจให้เป็นสมาธิ หลับตา บริกรรมภาวนาด้วยใจอันสงบนิ่ง 3 จบว่า  "อิจฉิตัง ปัตถิตัง ตุมหัง ขิปปะเมว สะมิชฉะตุ สัพพะลาโภ ชะโย นิจจัง สัพพะลาโภ ภะวะตุ เม"

ถ้าบนบานศาลกล่าวและถูกหวย นิยมแก้บนด้วยการนำ ข้าวขาหมู โอยั้ว น้ำชาดอกดาวเรือง หมากพลูบุหรี่ และซิการ์มาถวาย  โดยทั้งนี้การกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นที่พึ่งทางใจ เพื่อยึดเหนี่ยวจิตใจเท่านั้น (โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

มอบพระแทนความหมายดีๆในวันเกษียณอายุงาน

ของขวัญวันเกษียณถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ขาดไม่ได้ สำหรับให้เป็นของที่ระลึกมอบให้ผู้เกษียณอายุ เป็นสิ่งที่ช่วยถ่ายทอดความหมายดีๆ แทนความทรงจำดีๆ ซึ่งต้องหาของขวัญชิ้นพิเศษให้ผู้รับประทับใจในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตการทำงาน ให้ไว้เป็นความทรงจำดีๆ ของขวัญวันเกษียณที่ควรค่าแก่การจดจำให้กับผู้ใหญ่ที่เกษียณอายุ และของที่ผู้ใหญ่มอบให้กลับแก่รุ่นน้องเพื่อแทนความหมายดีๆ เพื่อสานเจตนารมณ์ดีๆ ทดแทนคุณประเทศชาติ สืบสานงานต่อไปในภายภาคหน้า

Amulet24 ขอแนะนำ พระพุทธรูป พระอริยสงฆ์ เกจิอาจารย์ เหรียญที่ระลึกพระมหากษัตริย์ไทย เทพเจ้าต่างๆ ท้าวเวสสุวรรณ พญาครุฑ ฯลฯ นับเป็นของขวัญมอบผู้เกษียณสำหรับชาวพุทธ ซึ่งนอกจากจะแทนคำอวยพรให้เจอแต่สิ่งดีๆ ขอพรให้พระคุ้มครองแล้ว ยังมอบให้เป็นที่พึ่งทางใจได้เป็นอย่างดีอีกด้วย 

1. พระพุทธรูป  การมอบ พระพุทธรูป นั่นก็คือตัวแทนของพระพุทธเจ้า องค์พระศาสดาแห่งศาสนาพุทธ ที่นิยมบูชานั้น ได้แก่ พระแก้วมรกต พระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ หลวงพ่อโสธร หลวงพ่อวัดไร่ขิง หลวงพ่อโต หลวงพ่อทอง หลวงพ่อวัดบ้านแหลม เป็นต้น เป็นการมอบที่มีที่ทรงคุณค่าต่อจิตใจผู้เกษียณอายุงานมากกว่าให้สิ่งของอื่นใด



2. พระอริยสงฆ์ เช่น หลวงปู่ทวด หลวงปู่โต เป็นต้น พระอริยสงฆ์ อาจมอบเป็นพระบูชาเพื่อให้ผู้เกษียณไว้กราบไหว้บูชาที่ห้องพระ หรืออาจมอบเป็นพระเครื่องไว้ให้สำหรับอาราธนาติดตัวไว้เป็นสิริมงคล แคล้วคลาดจากภัยอันตรายต่างๆ มีคุณค่าทางจิตใจอย่างสูง


3. เหรียญที่ระลึกพระมหากษัตริย์ไทย
ซึ่งพระมหากษัตริย์ไทย ผู้เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทย โดยเลือกให้เหมาะกับผู้เกษียณอายุงานที่เคารพบูชา อาทิ พ่อขุนรามคำแหง พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่5สมเด็จพระนเรศวรมหาราชสมเด็จเจ้าตากสินมหาราชและพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชรัชกาลที่9 พระยาลิไทเสด็จเตี่ยพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ เหรียญทรงยินดีเหรียญทรงผนวชพระกำลังแผ่นดิน



4. เทพเจ้าต่างๆ เทพเจ้าฮินดู เช่น พระพระศิวะ เจ้าแม่อุมา เจ้าแม่กาลี พระนารายณ์ พระลักษมี พระพรหม พระสุรัสวดี พระพิฆเนศ พระอินทร์ อาจมอบให้เฉพาะผู้เกษียณอายุงานบางท่านที่ศรัทธาบูชาเทพเจ้ากลุ่มนี้ สำหรับผู้ที่เคารพและศรัทธาจะถือเป็นการมอบที่วิเศษที่สุดอย่างนึงเลยทีเดียว



5. ท้าวเวสสุวรรณ (ท้าวเวสสุวัน)หรือในภาษาพราหมณ์เรียกว่า"ท้าวกุเวร"ถ้าในพระพุทธศาสนาจะเรียก"ท้าวไพสพ"เป็นอธิบดีแห่งอสูร หรือเจ้าแห่งภูตผีปีศาจทั้งหลาย โดย ท้าวเวสสุวรรณ เป็นหนึ่งในท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่ ผู้คุ้มครองดูแลโลกมนุษย์ สถิตอยู่บนสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา ประทับทางทิศเหนือมีอสูร รากษส และภูตผีปีศาจเป็นบริวาร ว่ากันว่าอาณาเขตที่ ท้าวเวสสุวรรณ ปกครองนั้นใหญ่มหาศาลมาก และ ท้าวเวสสุวรรณ ยังเป็นหัวหน้าของท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 อันประกอบไปด้วย"พระอินทร์" (ท้าวธตรฐ)ปกครองโลกด้านทิศตะวันออก ,"พระยม" (ท้าววิรุฬหก)ปกครองโลกด้านทิศใต้ และ"พระวรุณ" (ท้าววิรูปักษ์) ปกครองโลกด้านทิศตะวันตก และเพราะ ท้าวเวสสุวรรณ เป็นเจ้าแห่งอสูร ทรงอิทธิฤทธิ์อานุภาพมาก และสำหรับมอบให้ผู้เกษียณอายุงานไว้บูชา ป้องกันภูติผี ปกป้องจากสิ่งไม่ดีต่างๆ


6. พญาครุฑ
ครุฑนั้นเป็นเครื่องหมายของทางราชการอยู่แล้ว เอกสารทางราชการฉบับใด ๆ ก็ล้วนต้องมีเครื่องหมายพญาครุฑประทับอยู่ด้วยกันทั้งสิ้น แสดงให้เห็นว่าเป็นเครื่องสำคัญเป็นตราแผ่นดินเป็นตราของเจ้าฟ้ามหากษัตริย์เชื่อว่าหากข้าราชการผู้ใดให้ความเคารพนับถือในองค์พญาครุฑ และซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ของตนเอง ข้าราชการผู้นั้นจะมีความสุขความเจริญทั้งชีวิตและหน้าที่การงานสืบไป คุณไสย์อันตรายใด ๆ ก็ไม่สามารถทำอันตรายได้เพราะเครื่องหมายของพญาครุฑนี่สำคัญมากผู้ที่รู้เขาจะไม่ข้ามไม่เหยียบย่ำ ไม่นำไว้ที่ปลายเท้าเลยเพราะเป็นของสูง ของศักดิ์สิทธิ์ หากเคารพนับถือให้ดีอำนาจพญาครุฑที่มีอยู่ในเอกสารราชการจะคุ้มครองผู้นั้นไม่ให้มีวันอับจน แต่คนสมัยนี้ไม่ใคร่เชื่อถือกันเท่าใดนัก เรื่องพญาครุฑจึงดูล้าสมัยไปเสีย ไม่เหมือนในสมัยก่อนที่ไหนว่ากันว่าผีแรง ผีเฮี้ยน เอาตราพญาครุฑไปติดไว้ความอาถรรพ์ของสถานที่นั้น ๆ ก็จะหายไปในทันที เหมาะสำหรับมอบให้กับผู้เกษียณอายุราชการอย่างยิ่ง


7. พระผง (ยกลัง) แจกศิษย์ ลูกน้อง รุ่นน้อง

หลักการจัดโต๊ะหมู่บูชา

ตามหลักการจัดโต๊ะหมู่บูชา ห้องพระ ที่ใช้ในพิธีต่างๆ นั้นจะประกอบไปด้วย พระพุทธรูป พานพุ่มดอกไม้ แจกันดอกไม้ เชิงเทียน กระถางธูป แต่หากเป็นโต๊ะหมู่บูชาในบ้าน องค์ประกอบอื่นๆ จะเปลี่ยนไป บางบ้านอาจจะมีพระบูชามากกว่า 1 องค์ ทั้งพุทธรูป พระประจำวันเกิด พระอริยะสงฆ์ พระเกจิอาจารย์ พระเครื่อง รวมถึงสัตว์บูชาตามความเชื่ออย่างองค์พญานาค ครุฑ เป็นต้น ซึ่งการจัดวางตามลำดับนั้นสามารถทำได้ดังนี้

1 พระพุทธรูป
พระประธานที่อยู่ในตำแหน่งสูงสุดต้องเป็นพระพุทธรูป นั่นก็คือตัวแทนของพระพุทธเจ้า องค์พระศาสดาแห่งศาสนาพุทธ ที่นิยมบูชานั้น ได้แก่ พระแก้วมรกต พระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ หลวงพ่อโสธร หลวงพ่อวัดไร่ขิง หลวงพ่อโต หลวงพ่อทอง หลวงพ่อวัดบ้านแหลม เป็นต้น การจัดวางนั้นต้องลำดับตามบารมีขององค์พระ และระวังด้วยว่าอย่าให้พระองค์อื่นในตำแหน่งต่ำกว่าหรือช่อดอกไม้บูชาอยู่ในระดับความสูงเกินกว่าองค์พระประธานของโต๊ะหมู่บูชา



2 พระอรหันต์
ในกรณีที่บ้านบูชาองค์พระอรหันต์ โต๊ะหมู่บูชาให้วางในตำแหน่งรองลงมาจากพระพุทธรูป ส่วนใหญ่พระอรหันต์ที่นิยมบูชาในบ้านได้แก่ พระสารีบุตร พระอานนท์ พระราหุล พระสิวลี พระสังกัจจายน์ พระบัวเข็มหรือพระอุปคุต เป็นต้น



3 พระอริยสงฆ์
ลำดับรองลงมาคือพระอริยสงฆ์ ที่นิยมบูชาในบ้านเรือน โต๊ะหมู่บูชา หิ้งพระ ได้แก่ หลวงปู่ทวด หลวงปู่โต ซึ่งหากมีองค์พระพระอริยสงฆ์บูชาในบ้าน การจัดลำดับตามสมณะให้พิจารณาจากการละกายสังขาร แล้วลำดับตามความอาวุโส วางในฝั่งซ้ายขององค์พระพุทธองค์ ไล่มาฝั่งขวาตามลำดับ



4 รูปเหมือนสมมติสงฆ์
หรือพระเกจิอาจารย์ นอกจากนี้ในบางบ้าน ห้องพระ โต๊ะหมู่บูชา ยังบูชาพระสมมติสงฆ์ตามศรัทธาส่วนบุคคล อาทิเช่น หลวงตามหาบัว หลวงพ่อคูณ หลวงปู่ผาด หลวงปู่ถ้า หลวงปู่อ่อง รวมถึงหลวงปู่ต่างๆ ที่คนไทยผูกพันมาเนิ่นนาน




5 พระบรมรูปพระมหากษัตริย์ไทย
ลำดับต่อมาคือรูปเคารพ รูปปั้น ขององค์พระมหากษัตริย์ไทย ผู้เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทย อาทิ พ่อขุนรามคำแหง พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่5 สมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเด็จเจ้าตากสินมหาราช และพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชรัชกาลที่9 พระยาลิไท เสด็จเตี่ย พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ เหรียญทรงยินดี เหรียญทรงผนวช พระกำลังแผ่นดิน สามารถบูชาที่โต๊ะหมู่บูชาได้เช่นกัน



6 เทพฮินดู
โต๊ะหมู่บูชา ให้เรียงตามลำดับเช่นเดียวกัน คือ พระศิวะ เจ้าแม่อุมา เจ้าแม่กาลี พระนารายณ์ พระลักษมี พระพรหม พระสุรัสวดี พระพิฆเนศ พระอินทร์ ท้าวเวสสุวรรณ และฤาษี 




7 พระบรมสารีริกธาตุ พระธาตุ
หากที่บ้านบูชาพระบรมสารีริกธาตุ พระธาตุ ให้พิจารณาดูว่าเป็นพระบรมสารีริกธาตุของพระองค์ใด หากเป็นของพระบรมสารีริกธาตุองค์พระพุทธเจ้าให้วางในตำแหน่งรองจากพระพุทธรูป แต่หากเป็นพระธาตุของพระอรหันต์ พระอริยสงฆ์ ให้วางรองลงมาเรียงตามลำดับ โต๊ะหมู่บูชา เช่นกัน

8 อัฐิ รูปบูชาของบรรพบุรุษ
หากจำเป็นต้องอยู่บนหิ้งเดียว โต๊ะหมู่บูชา เดียวกันกับองค์พระบูชาให้วางในตำแหน่งต่ำกว่าองค์พระ แต่หากมีพื้นที่สามารถแยกบูชาต่างหากได้

9 สิ่งปลุกเสกอื่นๆ
แม้ว่าตามหลักพระพุทธศาสนาจะไม่ระบุให้มีสิ่งบูชาอื่นใด แต่ก็มีความเชื่อส่วนบุคคลที่นับถือบูชาสิ่งปลุกเสก ของขลัง เพื่อปกป้องให้ปลอดภัย ในกรณีที่บ้านบูชามีสิ่งปลุกเสกตามความเชื่อและศรัทธา อาทิ กุมารทอง รักยม นกคุ้ม วัวธนู ควายธนู เจ้าทองเรียกทรัพย์ แพะแกะ โคโน่ ตาไข่วัดเจดีย์ เสือแกะสามารถวางบูชารวมในหิ้งพระได้แต่ต้องจัดวางในพานบูชาให้เรียบร้อย แต่หากสามารถแยกหิ้งบูชา แยก โต๊ะหมู่บูชาได้จะดีกว่า



สิ่งสำคัญในการจัดวางให้เป็นระเบียบเรียบร้อย รักษาความสะอาดห้องพระ อย่าให้มีฝุ่นหรือยักไย่เกาะไม่ว่าจะเป็น หิ้งพระ หรือ โต๊ะหมู่บูชา และห้ามลืมบูชาพระเป็นอันขาด การบูชาพระแบ่งเป็น 2 ด้วยกันคืออามิสบูชา เป็นการบูชาด้วยดอกไม้ธูปเทียน และการปฏิบัติบูชา หรือการปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าคือ การให้ทาน รักษาศีล และเจริญภาวะนา หากปฏิบัติบูชาทั้งสองแบบแล้วจะเสริมบารมีให้เจ้าของบ้านเจริญรุ่งเรืองยิ่งๆขึ้นไป

ข้อควรปฏิบัติในการจัดโต๊ะหมู่บูชาพระ

  1. โต๊ะหมู่บูชาพระควรอยู่ในห้องชั้นบนสุดของบ้าน
  2. หากไม่มีชุดโต๊ะหมู่บูชาพระอย่างในข้างต้น ก็สามารถใช้โต๊ะหรือตั่งที่มีลักษณะและขนาดที่เหมาะสมแทนได้
  3. ควรจัดเครื่องสักการะบูชาให้ครบองค์ประกอบ โดยใช้วัสดุอย่างดี เช่น เครื่องแก้ว เครื่องกระเบื้อง เครื่องโลหะ รวมทั้งจัดให้เป็นระเบียบ สะอาด และสวยงาม
  4. ต้องมีพระพุทธรูปเป็นพระประธาน ซึ่งเป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้า และบูชาที่ตำแหน่งสูงสุดของโต๊ะหมู่บูชาพระ
  5. ควรจัดลำดับองค์พระอื่น ๆ ตามลำดับบารมี คือ องค์พระอรหันต์ เช่น พระสารีบุตร พระอานนท์ พระสิวลี ควรอยู่สูงกว่าองค์พระอริยสงฆ์ เช่น หลวงปู่ทวด หลวงปู่โต หากบูชาพระอริยสงฆ์หลายองค์ ควรจัดลำดับตามความอาวุโส ทั้งนี้ ให้วางองค์พระลำดับจากซ้ายมายังขวาของพระประธาน
  6. หากบูชาพระบรมสารีริกธาตุและพระธาตุ ควรจัดพระบรมสารีริกธาตุให้อยู่ถัดจากหรืออยู่ตำแหน่งรองจากพระพุทธรูป สำหรับพระธาตุนั้น ให้จัดตามลำดับบารมีเช่นกัน โดยบูชาถัดจากหรืออยู่ตำแหน่งรองจากองค์พระของพระธาตุนั้น เช่น วางพระธาตุพระสิวลีไว้ถัดจากองค์พระสิวลี
  7. ห้ามวางพานดอกไม้ พานพุ่ม เชิงเทียน และกระถางธูปสูงกว่าองค์พระ
  8. หากบ้านเป็นคอนโดหรืออพาร์ทเมนต์ ควรทำฉากหรือผ้าม่านกั้นมุมโต๊ะหมู่บูชาพระให้เป็นสัดส่วน

เคล็ดลับที่ในการจัดโต๊ะหมู่บูชาพระเพื่อเสริมมงคล

  1. ตำแหน่งของโต๊ะหมู่บูชาพระควรอยู่ทางทิศเหนือหรือตะวันออกของบ้านและหันหน้าออกหน้าบ้าน ไม่ควรอยู่ที่ตำแหน่งทิศตะวันตก
  2. พระประทานควรเป็นพระพุทธรูปปางประจำวันเกิดของเจ้าบ้าน หรือจะตั้งพระแก้วมรกต พระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ เป็นพระประทาน และตั้งพระประจำวันเกิดเป็นลำดับรองลงมาก็ได้
  3. ไม่ควรวางโต๊ะหมู่บูชาพระหันไปตรงกับประตู
  4. ห้ามวางเตียงโดยหันปลายเตียงไปทางห้องพระ
  5. ห้ามจัดห้องพระติดกับห้องน้ำ เพราะเชื่อว่าจะทำให้เงินทองรั่วไหลได้ หากจำเป็น ให้หาตู้มาพิงผนังห้องน้ำ และจัดโต๊ะหมู่บูชาพระให้หันหน้าไปทางอื่น
  6. ควรตั้งโต๊ะหมู่บูชาพระในตำแหน่งทิศมนตรีของเจ้าบ้าน เพื่อให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์มีพลังเกื้อหนุนได้เต็มที่
  7. ไม่ควรตั้งโต๊ะหมู่บูชาพระที่ทิศกาลีของเจ้าบ้าน เพราะทิศนี้เป็นทิศเสื่อมของเจ้าบ้าน




ไอ้ไข่ วัดเจดีย์ ขอได้ ไหว้รับ

ความเชื่อและความศรัทธาในแต่ละพื้นที่ แต่ละภูมิภาคในประเทศไทยนั้นมีมากมายหลายแบบแตกต่างกันไป ซึ่งความเชื่อและความศรัทธาล้วนแล้ว แต่มีประวัติความเป็นมาแทบทั้งสิ้น ดังเช่น วัดเจดีย์ไอ้ไข่ อำเภอ สิชล จังหวัด นครศรีธรรมราช จากเรื่องราวเสียงที่ร่ำลือถึงความศักดิ์สิทธิ์ ขออะไรก็ได้สมหวังทุกอย่าง รูปไม้แกะสลักของเด็กชายอายุประมาณ 9 -10 ขวบ ตั้งอยู่ในศาลาในวัดเจดีย์ ที่เชื่อกันว่าเป็นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ที่สถิตย์อยู่ ณ วัดแห่งนี้เป็นที่เคารพสักการะของชาวบ้านตั้งแต่ในละแวกใกล้วัดไปจนถึงต่างจังหวัดในแถบภาคใต้จากศรัทธาที่เชื่อกันว่า “ขอได้ไหว้รับ” โดยเฉพาะโชคลาภ และการค้าขาย

วัดเจดีย์ก็ไม่แตกต่างกับวัดทั่ว ๆ ไปในประเทศไทยแต่สิ่งที่แปลก และเป็นที่เคารพศรัทธา นับถือ ของชาวบ้านในละแวกนั้นและผู้คนทั่วสาระทิศ คือ ไอ้ไข่ มีการเล่าสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคนว่า สถานที่ตั้งวัดเจดีย์ปัจจุบันนั้นเมื่อก่อนได้มี หลวงปู่ทวดซึ่งเป็นเกจิอาจารย์ดังสายปักษ์ใต้ได้มาปักกลด เดินธุดงค์อยู่บริเวณนั้น ส่วนไอ้ไข่นั้นเป็นวิญญาณเด็กอายุประมาณ 9 – 10 ขวบเป็นลูกศิษย์ซึ่งติดตามหลวงปู่ทวด

เมื่อหลวงปู่ทวดมาถึงสถานที่ดังกล่าวกลับพบว่ามีทรัพย์สมบัติ และ ศาสนสถานที่สำคัญเป็นจำนวนมาก ซึ่งได้ให้ ไอ้ไข่ สิงสถิตเฝ้าทรัพย์สมบัติดังกล่าว วิญญาณดวงนี้จึงเฝ้าดูแลปกปักษ์รักษาทรัพย์สินของแผ่นดิน อยู่ที่วัดแห่งนี้ตั้งแต่นั้นมา และหมู่บ้านนั้นภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น “หมู่บ้านโพธิ์เสด็จ” จวบเท่าปัจจุบัน วัดเจดีย์เมื่อก่อนเป็นวัดที่รกร้างมาประมาณ 1,000 ปี แล้ว ได้บูรณะใหม่เมื่อปี พ.ศ. 2500 ซึ่งที่ ที่กำลังก่อสร้างอุโบสถอยู่นั้นเมื่อก่อนเป็นเจดีย์รกร้างชาวบ้านไม่กล้าเข้าไป  หลังจากปี พ.ศ. 2500 ผู้ใดที่เข้ามานอนพักข้างแรมภายในบริเวณวัดเจดีย์ถ้าไม่เอ่ยชื่อ หรือบอกล่าว หรือขอขมาต่อไอ้ไข่แล้ว จะนอนไม่ได้ มีการก่อกวนทั้งคืน เช่น เมื่อทำท่าจะหลับจะมีเด็กเอามือมาตีศรีษะบ้าง ดึงขา ดึงแขนบ้าง ก่อกวน ตามประสาแบบเด็ก ๆ ทั้งคืน

ประวัติของ ไอ้ไข่ วัดเจดีย์ หรือ ตาไข่ วัดเจดีย์ ทำไมถึงเรียกชื่อแตกต่างกัน? ได้รับคำตอบว่าเมื่อพิจารณาอายุของไอ้ไข่แล้วอายุหลายปีแล้ว ชาวบ้านเชื่อว่าคงไม่เหมาะสมที่ลูกหลาน เด็กรุ่นใหม่จะเรียก “ไอ้ไข่” สมควรเรียก “ตาไข่” ซึ่งน่าจะเหมาะสมกว่า คำว่าไอ้ไข่เพิ่งมาเรียกเอาตอนพ่อเที่ยงแกะสลักรูปไม้แล้ว เหตุผลว่า อาจารย์เที่ยงหรือผู้ใหญ่เที่ยงนิมิตว่ามีเด็กไปบอกให้สร้างรูปเมื่อประมาณปี พ.ศ.2523-2524 ในนิมิตเมื่อเห็นเด็กแก้ผ้า เปลือยกายกับพระจีวรสีคล้ำไปยืนให้เห็นในนิมิต และเอ่ยปากว่าแกะรูปเราให้ที เราจะได้มีที่อาศัยอยู่เป็นหลักแหล่ง ตาเที่ยงถามว่าใครหรือนี้ เด็กในนิมิตจึงบอกว่า "เราไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์" ตั้งแต่นั้นมาจึงได้รู้ว่าเด็กวัดนี้ชื่อ ไอ้ไข่

รูปไม้แกะสลักเป็นรูปเด็กอายุประมาณ 9 – 10 ขวบ สวมชุดลายพรางทหารสวมแว่นตาดำ ซึ่งมาจากสิ่งของที่ชาวบ้านที่นับถือศรัทธานำมาถวายแก้บน สังเกตบริเวณปากทางเข้าวัดจะมีรูปปั้นไก่ชนจำนนวนมากวางอยู่บริเวณใกล้กับปากทางเข้าวัดและใกล้ๆกันมีร่องรอยการจุดประทัด เศษชิ้นส่วนของประทัดกองอยู่เป็นเนินสูงและมีผู้คนเข้าออกมาไหว้พระและต่อด้วยไหว้แก้บนกับรูปแกะสลักไอ้ไข่ จุดประทัดกันอยู่เนื่อง ๆ นั้นคงแสดงถึงเหตุผล หรือความเชื่ออะไรบ้างอย่าง แต่วันดีคืนดีแม้ในปัจจุบัน ยังมีคนเห็นเด็กวิ่งเล่นในวัดหรือปรากฎร่างเด็กให้เห็น หรือมีเสียงเด็กให้ได้ยิน หรือปรากฏแก่ผู้ที่มานอนวัดเจดีย์แบบครึ่งหลับครึ่งตื่น

รูปแกะสลักด้วยไม้ดังกล่าวประดิษฐานอยู่ที่กุฏิ มีคนมากราบไหว้บูชา ขอพร บนบานศาลกล่าวขอให้มีโชคได้ลาภในการเสี่ยงดวงเล่นพนันขันต่อ หรือขอให้ช่วยเรียกคนให้มาซื้อของ หรือให้ทำยอดให้ได้ตามเป้า หรือของหายขอให้ช่วยหา หรือขอให้ช่วยปกป้องภัยนานา แล้วนำสิ่งของมาแก้บนมิได้เว้นแต่ละวัน โดยเฉพาะนักเสี่ยงโชคก็เยอะด้วยเช่นกัน

ในวัดเจดีย์ เต็มไปด้วยสิ่งของที่ผู้เลื่อมใสศรัทธาเอามาแก้บน เช่น รูปไก่ชน ชุดทหาร หนังสติ๊ก ของเล่นต่าง ๆ เป็นต้น ส่วนบริเวณที่ให้จุดประทัดก็มีเศษประทัดกองสูงเป็นเนินเขาย่อมๆ บ่งบอกถึงแรงศรัทธาที่มีต่อไอ้ไข่ และแสดงถึงผลสัมฤทธิ์จากผู้ที่มาขอแล้วได้รับจากไอ้ไข่ ทุกวันผู้คนต่างหลั่งไหลไปขอพรจากไอ้ไข่

ครั้นถึงวันสงกรานต์ 13 -17 เมษายน ของทุกปีมีการจัดงานบุญ คณะกรรมการวัดนำรูปมาประดิษฐานยังปะรำพิธี ให้คนสรงน้ำพระแล้วอาบน้ำ ไอ้ไข่ ขอพรด้วยความเชื่อมั่น ศรัทธาใน "ไอ้ไข่ เด็กวัดเจดีย์ : เทพแห่งสามัญชน" สัตย์จะเป็นเรื่องสำคัญมากเท่าที่ประสบ และเจอมาเมื่อบนบานศาลกล่าวอะไร ก็ต้องนำสิ่งของนั้นมาแก้บนด้วย “ขอให้ไหว้รับอย่างแน่นอน” วิญญาณเด็กน้อยดวงนี้เป็นที่พึ่งทางใจของทุกคนที่เลื่อมใส บารมีของเด็กน้อยที่เรียกว่าเป็นเด็กวัด ได้รวบรวมศรัทธาจากมวลชน เป็นวัดเจดีย์ที่สวยงาม มั่นคง ดำรงพระพุทธศาสนาสืบไป

การบูชา ไอ้ไข่ วัดเจดีย์
ธูป 3 ดอก บูชาบนได้ ไหว้รับ
แต่เมื่อสำเร็จให้แก้บนด้วยของที่นำมาบนและจุดธูปเพียง 1 ดอกเท่านั้น

ของที่ชอบ
ขนมเปี๊ยะ
น้ำแดง
ชุดทหาร ตำรวจ
ไก่ปูนปั้น
หนังสติ๊ก
ประทัด

บูชาได้แล้ววันนี้ เหรียญปิดทองหลังพระ อาจารย์สันติ พิเชฐชัยกุล

อาจารย์สันติ พิเชฐชัยกุล ศิลปินประติมากรระดับโลก นักปั้นแห่งจิตวิญญาณ ในครั้งนี้จะมีความพิเศษมากขึ้น ได้อันเชิญด้านหลังของพระพุทธเจ้าที่เป็นรูปปั้น อ.สันติได้ไปค้นหามาจากประวัติศาสตร์ 7 ปีกว่า นำมาออกแบบใส่ไว้ที่หน้าเหรียญ โดยเหรียญพิเศษรุ่นนี้ ใช้ชื่อว่า "ปิดทองหลังพระ"



เหรียญปิดทองหลังพระ อาจารย์สันติ พิเชฐชัยกุล
เหรียญ"ปิดทองหลังพระ"

1.เนื้อเงิน สร้าง 2,563 เหรียญ เช่าบูชา 2,563.-
2.เนื้อทองแดง สร้าง 200,000 เหรียญ เช่าบูชา 299.-

สามารถเช่าบูชาได้ที่  >>> เหรียญปิดทองหลังพระ อาจารย์สันติ พิเชฐชัยกุล

#Amulet24 พระเครื่องดี เกจิดัง พิธีขลัง มวลสารศักดิ์สิทธิ์


เหรียญ"ปิดทองหลังพระ" อ. สันติ พิเชฐชัยกุล ศิลปินประติมากรระดับโลก นักปั้นแห่งจิตวิญญาณ


    พระพุทธเจ้าเป็นผู้ที่เชื่อว่าไม่มีพระเจ้าและทรงปฏิเสธการมีอยู่ของพระเจ้า นอกจากนี้ลักษณะรูปปั้นเหนือจริงยังขัดแย้งต่อปรัชญาที่ว่าด้วยเรื่องอนิจจัง เพราะรูปปั้นเหนือจริงสื่อถึงความเป็นนิรันดร์ คือ การไม่มีวันตาย ดังนั้น การปั้นพระพุทธรูปที่มีลักษณะเสมือนจริงจะสื่อถึงช่วงสั้นๆ ของการดำรงอยู่ของมนุษย์ได้อย่างเป็นธรรมชาติและแม่นยำกว่า เพราะจะสอนให้เห็นถึงความสำคัญในการใช้ชีวิตอย่างมีความหมายและมีจริยธรรม ในฐานะที่เสมอเท่าเทียมกัน พระพุทธองค์คงอยากจะให้เราเห็นตัวเองในพระองค์และได้รับแรงบันดาลใจจากพระองค์ เราต้องหยั่งถึงความเป็นพุทธะในตัวของเราด้วย” สันติ บันทึกไว้ในหนังสือของโครงการวิจัย ตอน รหัสลับมหาบุรุษแห่งพุทธะ นอกจากนี้ รูปปั้นพระพุทธเจ้าเสมือนจริงยังทำให้ปุถุชนตระหนักได้ว่า ทุกคนสามารถเข้าถึงการหยั่งรู้และการรตรัสรู้ได้ ไม่ได้ถูกจำกัดไว้สำหรับพระภิกษุสงฆ์เพียงอย่างเดียว พระพุทธเจ้าทรงเชื่อว่าทุกคนสามารถบรรลุและหลุดพ้นจากความทุกข์ได้ด้วยหนทางแห่งธรรมะ จึงเป็นเหตุให้พระองค์ออกเผยแผ่คำสอน ผลต่อมา คือ ลดช่องวางระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ ทำให้คนรู้สึกได้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างศิษย์กับอาจารย์ ซึ่งจะทำให้ใกล้ชิดกับพระพุทธองค์มากขึ้น และสิ่งสำคัญที่สุด คือ ได้สื่อคำสอนของพระองค์โดยเฉพาะเรื่อง สัจธรรม เหรียญ"ปิดทองหลังพระ" 

     อาจารย์สันติและภรรยาตามหารูปลักษณะของพระพุทธเจ้าจากการศึกษาพระสูตร งานพุทธศิลป์โบราณ ผู้เชี่ยวชาญด้านพระพุทธศาสนา นักโบราณคดี นักประวัติศาสตร์ และคนในตระกูลศากยวงศ์ การค้นพบที่ได้ทำให้เขาแยกตำนานออกจากตัวตนและพบชีวิตที่แท้จริงของพระพุทธองค์ แตกต่างจากพระพุทธเจ้าในนิกายเถรวาทหรือมหายาน ซึ่งน่าเลื่อมใสยิ่งกว่าคำบรรยายในพระสูตรต่างๆ ถึงวันนี้เข้าสู่ปีที่ 5 ที่ครอบครัวพิเชฐชัยกุลค้นหาพระพักตร์ที่แท้จริง อันดับต่อไปสันติและภรรยาจะออกเดินทางไปอินเดียและปากีสถานเพื่อหาใบหน้าจากผู้สืบเชื้อสายศากยวงศ์ สุดท้ายเมื่อค้นพบพระพักตร์และปั้นสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าที่มีขนาดใกล้เคียงกับพระองค์จริงเป็นครั้งแรกแล้วจะนำไปประดิษฐานที่ลุมพินีวัน ประเทศเนปาล สถานที่ประสูติของพระพุทธองค์ จากนั้นสันติจะสร้างประติมากรรมชิ้นที่ 2 ขนาดความสูง 19 เมตร ทำจากโลหะที่มีความประณีตเหมือนคนจริง และมีความใกล้เคียงกับความเป็นจริงที่สุดตามประวัติศาสตร์โลกโดยจะประดิษฐานไว้ในประเทศไทย เหรียญ"ปิดทองหลังพระ" 



“คนทั่วโลกจะได้เห็นพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าเสมือนจริงที่สุดในโลก” สันติ กำลังรอวันนั้น “สถานที่ที่ผมจะสร้างประติมากรรมขนาดใหญ่ ผมจะสร้างในพื้นที่ที่รกร้างแล้วนำของไร้ค่ามาสร้างสิ่งที่มีค่ามากที่สุด เมื่อสถานที่แห่งนี้สร้างสำเร็จ จะกลายเป็นแหล่งรวบรวมหลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ที่สมบูรณ์ เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก และยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวให้ประเทศไทย” ติดตามปฐมบทของการเดินทางตามหาพระพักตร์ของพระพุทธเจ้า เหรียญปิดทองหลังพระ ร่วมค้นหาพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าตามประวัติศาสตร์โลก เหรียญ"ปิดทองหลังพระ"

อาจารย์สันติ พิเชฐชัยกุล

        เป็นศิลปินประติมากรระดับโลก นักปั้นแห่งความศักดิ์สิทธิ์และจิตวิญญาณ ผู้เชี่ยวชาญด้านการปั้นบุคคลสำคัญระดับตำนาน ซึ่งผ่านประวัติศาสตร์มาแล้วมากมาย มีความประสงค์ที่จะถ่ายทอดตัวตนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า โดยการสร้างสรรค์เป็นผลงานประติมากรรมโลหะขนาดใหญ่และขนาดเท่าคนจริง ซึ่งเป็นการย้อนกลับไปสู่ยุคสมัย ๒๖๐๐ ปีแห่งพุทธกาล ให้เสมือนจริงราวกับมีชีวิตและจิตวิญญาณ ดั่งพระองค์ท่านทรงเสด็จมาประทับและปรากฎอยู่เบื้องหน้าของพวกเราชาวพุทธ บนพิพิธภัณฑ์ธรรมสากล ซึ่งภายในจะเป็นการแสดงเรื่องราวของพุทธประวัติที่สมบูรณ์แบบที่สุดในโลกตั้งแต่พระองค์ทรงประสูติ,ตรัสรู้,ปริณิพาน และเพื่อเป็นที่ระลึกและอนุสรณ์ประจำสมัยกรุงรัตนโกสินทร์แห่งรัชกาลปัจจุบัน เหรียญ"ปิดทองหลังพระ" 
       
        ขอกราบเรียนเชิญทุกท่านพร้อมใจกันร่วมสร้างถวายเพื่อ “เป็นพุทธบูชา” และเป็นอีก”สิ่งมหัศจรรย์ของโลก”ด้านสันติภาพ เพื่อมวลมนุษยชาติทั้งในปัจจุบันและอนาคต จะได้ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ อีกทั้งยังเป็นการช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของไทยอีกทางหนึ่ง ยิ่งไปกว่านั้นพวกเราพุทธศาสนิกชนชาวไทยทั้งหลาย จะได้ภาคภูมิใจ ที่พวกเรามีโฉมหน้าหรือพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุดตามประวัติศาสตร์ของโลก ซึ่งยังไม่มีที่ใดในโลกคิดและสร้างเหมือนที่เรากำลังจะทำ ซึ่งจะประดิษฐานอยู่บนผืนแผ่นดินไทยไปตลอดกาลตราบนานเท่านานชั่วนิจนิรันดร์ จนกว่าฟ้าดินสิ้นสลาย เหรียญ"ปิดทองหลังพระ"


     ร่วมค้นหาพระพักตร์ที่แท้จริงไปกับ อ.สันติ พิเชฐชัยกุล  นักปั้นแห่งจิตวิญญาณและประติมากรไทยระดับโลกผู้นี้

เหรียญ"ปิดทองหลังพระ" อ. สันติ พิเชฐชัยกุล ศิลปินประติมากรระดับโลก นักปั้นแห่งจิตวิญญาณ


สามารถเช่าบูชาได้ที่  >>> เหรียญปิดทองหลังพระ อาจารย์สันติ พิเชฐชัยกุล

#Amulet24 พระเครื่องดี เกจิดัง พิธีขลัง มวลสารศักดิ์สิทธิ์

ปิดทองหลังพระ
การ"ปิดทองหลังพระ"นั้น เมื่อถึงคราวจำเป็น ก็ต้องปิด..
ว่าที่จริงแล้ว คนโดยมากไม่ค่อยชอบ “ ปิดทองหลังพระ”กันนัก
เพราะว่าไม่มีใครเห็น แต่ถ้าทุกคนพากันปิดทองแต่ข้างหน้า…
ไม่มีใครปิดทองหลังพระเลย พระจะเป็นพระที่งามบริบูรณ์ไม่ได้….”
( พระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๐๖ )
งานทุกอย่างมีด้านหน้าและด้านหลัง เหมือนเหรียญบาท…
งานด้านหน้านั้นมีคนทำกันเยอะแยะ และมีคนแย่งกันทำ…
เพราะมีผลเห็นได้ชัดและก็ปูนบำเหน็จกันได้เต็มที่
แต่งานด้านหลังที่ไม่ปรากฏต่อสายตาของคน…
ต้องเป็นคนที่เข้าใจงานและหน้าที่ของตัวจริงๆ ถึงจะทำได้
และต้องเสียสละด้วย… "ปิดทองหลังพระ"
เพราะ…งานด้านหลังเป็น “งานปิดทองหลังพระ”
ถ้าทำดีแล้วต้องไม่ให้เห็นปรากฏ…
และต้องยอมรับว่าไม่ได้อะไรตอบแทนเลย
นอกจากความภูมิใจในการทำงานในหน้าที่ของตน…"ปิดทองหลังพระ"

ทำดีแบบ ปิดทองหลังพระ เพื่อเป็นกำลังแผ่นดิน 
พระบรมราโชวาท ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานแก่ข้าราชบริพาร รวมถึงประชาชนทั้งประเทศมาอย่างเนิ่นนาน

พระเครื่องฉลอง๒๕พุทธศตวรรษ

พระเครื่อง 25 พุทธศตวรรษ เมื่อปี พ.ศ. 2500 ได้มีพิธีพุทธาภิเษกพระเครื่องที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองไทยและเป็นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกด้วย และนอกจากนี้ยังได้มีการสร้างพระพุทธลีลา สูง 2,500 นิ้ว (62.50 ม.) บนเนื้อที่ 2,500 ไร่ ที่ตำบลศาลายา อ.นครปฐม (พุทธมณฑลปัจจุบัน) กับได้สร้าง พระเครื่อง 25 พุทธศตวรรษ ทั้งหลายขึ้น ซึ่งมีรายละเอียดในการจัดสร้างดังต่อไปนี้

  • คณะกรรมการจัดสร้างพระเครื่องในงานฉลอง 25 พุทธศตวรรษ
  • นายพลตำนวจเอก เผ่า ศรียานนท์ ประธานกรรมการ

คณะกรรมการจัดสร้างพระเครื่องในงานฉลอง 25 พุทธศตวรรษ มีหน้าที่จัดสร้างพระเครื่องเพื่อเป็นที่ระลึกในงานฉลอง 25 พุทธศตวรรษ เพื่อแจกจ่ายและสมนาคุณ แก่ประชาชนผู้มีจิตศรัทธาบริจาคเงิน สมทบทุนในการสร้างพุทธมณฑล คณะกรรมการจัดสร้างพระเครื่องฯ ได้จัดการดำเนินงานไปแล้ว และจะจัดการต่อไปตามลำดับนี้

คณะกรรมการจัดสร้างพระเครื่องฯ ได้อนุมัติ เงินทุนในการสร้างพระเครื่องครั้งนี้ เป็นเงิน 5,000,000 บาท (ห้าล้านบาทถ้วน) เพื่อทำการสร้างพระ 2 แบบ คือ

พระเนื้อชิน

อันประกอบด้วย พลวง, ดีบุก, ตะกั่วดำผสมด้วยนวโลหะ คือ ชินหนัก 1 บาท, เจ้าน้ำเงินหนัก 2 บาท, เหล็กละลายตัวหนัก 3 บาท เหล็กบริสุทธิ์ หลัก 4 บาท, ปรอท หนัก 5 บาท, สังกะสีหนัก 6 บาท ทองแดงหนัก 7 บาท, เงินหนัก 8 บาท, ทองคำหนัก 9 บาท, ตลอดจนแผ่นทองแดง, ตะกั่ว, เงินที่พระอาจารย์ต่าง ๆ เกือบทั้งราชอาณาจักร ได้ลงเลขยันต์คาถาส่งมาให้และเศษชนวนหล่อพระในพิธีแห่งอื่น ๆ รวมหล่อผสมลงไปในคราวนี้ด้วย

พระผง (ดิน)

ผสมด้วยผงเกษรดอกไม้ 108 อย่าง ตลอดจนผสมด้วยดินหน้าพระอุโบสถ จากพระอาจารย์ต่าง ๆ ทั่วราชอาณาจักรและผงพุทธาคมต่าง ๆ ที่บรรดาพระอาจารย์ได้มอบให้มารวมทั้งพระผงต่าง ๆ แบบของโบราณและของพระอาจารย์ต่าง ๆ ที่ได้สร้างไว้แต่โบราณกาล อันได้ส่งอุทิศมาให้ผสมรวมเป็นผงในครั้งนี้ด้วยมากมายหลายแห่ง ลำดับสี การเผาดินพระเครื่อง 25 พุทธศตวรรษ จากเริ่มจนถึงสุดท้าย สีจะเข้มจนดำไปในที่สุด

จำนวนพระที่สร้างในครั้งนี้

  1. พระเนื้อชิน 2,421,250 องค์
  2. พระเนื้อดิน 2,421,250 องค์
  3. สร้างพระพุทธรูปบูชาทองคำแบบพุทธลีลา ลักษณะเดียวกับพระองค์ใหญ่ ซึ่งจะสร้างที่พุทธมณฑล สูงองค์ละ 9 ซม. 4 องค์ ทองคำหนักรวม 55 บาท พระพุทธรูปทองคำนี้ ได้ให้กองพระษาปณ์ กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง เป็นผู้จัดสร้าง

จัดการสร้างพระเครื่องทองคำ

แบบลักษณะและขนาดเดียวกับพระเนื้อชินใช้ทองคำหนักองค์ละประมาณ 6 สลึง โดยให้สร้างเป็นจำนวนเพียง 2,500 องค์การสร้างพระเครื่องทองคำ ตามข้อนี้ ได้ใช้ทุนโดยวิธีเรียกเงินล่วงหน้าจากผู้สั่งจององค์ละ 1,000 บาท ส่วนเงินสมทบทุนอันแท้จริงนั้นองค์ละ 2,500 บาท เมื่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผู้สั่งจองจะต้องส่งเงิน ส่วนที่เหลืออีก 1,500 บาท เวลามาขอรับองค์พระไป

คณะกรรมการหาทุนและรับสั่งของสมทบทุนในการสร้างพุทธมณฑลอันมีพระยาสามราชภักดี

ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานกรรมการดำเนินงานอยู่นั้น ได้แจ้งความจำนงมายังคณะกรรมการนี่ว่า
เดิมที่ได้มีมติดังต่อไปนี้

  1. ผู้ใดบริจาคเงินสมทบทุนสร้างพุทธมณฑล 10,000 บาท จะได้พระทองคำหนักประมาณ 1 บาท เป็นของสมนาคุณ 1 องค์
  2. ผู้ใดบริจาคเงินสมทบทุน 1,000 บาท จะได้พระเงินหนักประมาณ 1 บาท เป็นของสมนาคุณ 1 องค์

การสร้างพระสมนาคุณนี้คณะกรรมการจะต้องสร้างเพื่อมอบเป็นของสมนาคุณมีจำนวนดังนี้

  1. พระทองคำ 15 องค์
  2. พระนาก 30 องค์
  3. พระเงิน 300 องค์

เงินค่าสร้างพระทั้ง 3 ชนิดนี้ เป็นเงินทุนจากที่ได้รับไว้แล้ว และจะดำเนินการสร้างให้เสร็จในคราวเดียว กับที่ได้สร้างพระเครื่องชินและผง (ดิน) ดังกล่าวแล้วด้วย

เหรียญ 25 พุทธศตวรรษ เนื้อทองคำ

จุดตำหนิ ด้านหน้า

  • ดูฐานบัว มีเม็ดหนึ่งเม็ด
  • ดูรัศมีด้านซ้าย มีเส้นแตกถึงหัวไหล่

จุดตำหนิ ด้านหลัง

  • ดูปลายอุด้านขวามีเส้นเกิน
  • ดูหางตัวอุติดขอบยันต์
  • มีตัวมะ เส้นแตก 

เหรียญ 25 พุทธศตวรรษ เนื้อเงิน

จุดตำหนิ ด้านหน้า

  • ดูฐานบัว มีเม็ดหนึ่งเม็ด
  • ดูรัศมีด้านซ้าย มีเส้นแตกถึงหัวไหล่ จุดตำหนิ ด้านหลัง
  • ดูปลายอุด้านขวามีเส้นเกิน
  • ดูหางตัวอุติดขอบยันต์
  • มีตัวมะ เส้นแตก

การสร้างพระเครื่อง

ได้ลงมือทำพิธีปลุกเสกสรรพสิ่งตลอด 3 วัน 3 คืน ในพระอุโบสถวัดสุทัศน์เทพวราราม ราชวรมหาวิหาร มีสมเด็จพระราชาคณะ, เจริญพระพุทธมนต์ 25 รูป พระคณาจารย์ปลุกเสก บรรจุพุทธาคมครบ 108 รูป

  1. พระครูอาคมสุนทร อ.พระนคร วัดสุทัศน์เทพวรารามฯ จ.พระนคร
  2. พระครูสุนทรสมาธิวัตร อ.พระนคร วัดสุทัศน์เทพวรารามฯ จ.พระนคร
  3. พระญาณาภิรัต อ.พระนคร วัดสุทัศน์เทพวรารามฯ จ.พระนคร
  4. พระครูพิบูลย์บรรณวัตร อ.พระนคร วัดสุทัศน์เทพวรารามฯ จ.พระนคร
  5. พระครูสุนทรศีลาจารย์ อ.พระนคร วัดสุทัศน์เทพวรารามฯ จ.พระนคร
  6. พระครูพิศาลสรกิจ อ.พระนคร วัดสุทัศน์เทพวรารามฯ จ.พระนคร
  7. พระมหาสวน อ.พระนคร วัดสุทัศน์เทพวรารามฯ จ.พระนคร
  8. พระอำนวย อ.พระนคร วัดสุทัศน์เทพวรารามฯ จ.พระนคร
  9. พระปลัดสุพจน์ อ.พระนคร วัดสุทัศน์เทพวรารามฯ จ.พระนคร
  10. พระครูวิสิษฐ์วิหารการ อ.พระนคร วัดชนะสงคราม จ.พระนคร
  11. พระสุธรรมธีรคุณ (หลวงพ่อวงษ์) วัดสระเกศ จ.พระนคร
  12. พระอาจารย์สา อ.พระนคร วัดชนัดดาราม จ.พระนคร
  13. พระปลัดแพง อ.พระนคร วัดมหาธาตุฯ จ.พระนคร
  14. พระวิสุทธิสมโพธิ อ.พระนคร วัดพระเชตุพนฯ จ.พระนคร
  15. พระวรเวทย์คุณาจารย์ อ.พระนคร วัดพระเชตุพนฯ จ.พระนคร
  16. พระครูฐาปนกิจประสาท อ.พระนคร วัดพระเชตุพนฯ จ.พระนคร
  17. พระอินทรสมาจารย์ อ.พระนคร วัดพระเชตุพนฯ จ.พระนคร
  18. พระครูวินัยธรเฟื่อง อ.พระนคร วัดสัมพันธ์วงศ์ จ.พระนคร
  19. พระครูภักดิ์ อ.พระโขนง วัดบึงทองหลาง จ.พระนคร
  20. พระครูกัลญาณวิสุทธิ อ.ยานนาวา วัดดอนทวาย จ.พระนคร
  21. พระอาจารย์มี อ.ยานนาวา วัดสวนพลู จ.พระนคร
  22. พระอาจารย์เหมือน อ.บางเขม วัดโรงหีบ จ.พระนคร
  23. พระหลวงวิจิตร อ.ดุสิต วัดสะพานสูง จ.พระนคร
  24. พระอาจารย์หุ่น อ.มีนบุรี วัดบางขวด จ.พระนคร
  25. พระราชโมลี อ.บางกอกน้อย วัดระฆัง จ.ธนบุรี
  26. หลวงวิชิตชโสธร วัดสันติธรรมาราม จ.ธนบุรี
  27. พรครูโสภณกัลญานุวัตร วัดกัลญาณมิตร จ.ธนบุรี
  28. พระครูภาวนาภิรัต อ.บางขุนเทียน วัดหนัง จ. ธนบุรี
  29. พระครูทิวากรคุณ อ.ตลิ่งชัน วัดตลิ่งชัน จ.ธนบุรี
  30. พระครูไพโรจน์วุฒิคุณ วัดโพธินิมิตร จ.ธนบุรี
  31. พระครูญาณสิทธิ์ อ.ตลิ่งชัน วัดราชสิทธาราม จ.ธนบุรี
  32. พระอาจารย์มา อ.ตลิ่งชัน วัดราชสิทธาราม จ.ธนบุรี
  33. พระอาจารย์หวน อ.ตลิ่งชัน วัดพิกุล จ.ธนบุรี
  34. พระมหาธีวัฒน์ อ.ภาษีเจริญ วัดปากน้ำ จ.ธนบุรี
  35. พระอาจารย์จ้าย อ.ภาษีเจริญ วัดปากน้ำ จ.ธนบุรี
  36. พระอาจารย์อินทร์ อ.ภาษีเจริญ วัดปากน้ำ จ.ธนบุรี
  37. พระครูกิจจาภิรมย์ อ.บางกอกใหญ่ วัดอรุณราชวราราม จ.ธนบุรี
  38. พระครูวินัยสังวร อ.ธนบุรี วัดประยูรวงศวาส จ.ธนบุรี
  39. พระสุขุมธรรมาจารย์ อ.ธนบุรี วัดหงษ์รัตนราม จ.ธนบุรี
  40. พระครูพรหมวินิต อ.ธนบุรี วัดหงษ์รัตนาราม จ.ธนบุรี
  41. พระอาจารย์อิน อ.คลองสาน วัดสุวรรณอุบาสิการ จ.ธนบุรี
  42. พระครูวิริยกิจ อ.คลองสาน วัดประดู่ฉิมพลี จ.ธนบุรี
  43. พระปรีชานนทมุนี อ.บางบัวทอง วัดโมลี จ.นนทบุรี
  44. พระครูปลัดแฉ่ง (หลวงพ่อแฉ่ง) อ.ปากเกร็ด วัดศรีรัตนาราม จ.นนทบุรี
  45. พระปลัดยัง (หลวงพ่อยัง) อ.ปากเกร็ด วัดบางจาก จ.นนทบุรี
  46. พระอาจารย์สมจิต วัดป่ากระเหรี่ยง จ.ราชบุรี
  47. พระอาจารย์แทน อ.เมือง วัดธรรมเสน จ.ราชบุรี
  48. พระครูบิน อ.บางแพ วัดแก้ว จ.ราชบุรี
  49. พระอินทร์เขมาจารย์ อ.เมือง วัดช่องลม จ.ราชบุรี
  50. พระธรรมวาทีคณาจารย์ อ.เมือง วัดดอนยายหอม จ.นครปฐม
  51. พระครูสังฆวิชัย วัดพระปฐมเจดีย์ จ.นครปฐม
  52. พระอาจารย์สำเนียง อ.บางเลน วัดเวทุนาราม จ.นครปฐม
  53. พระอาจารย์เต๋ อ.กำแพงแสน วัดสามง่าม จ.นครปฐม
  54. พระอาจารย์แปลก อ.เมือง วัดสระบัว จ.ปทุมธานี
  55. พระครูปลัดทุ่ง อ.เมือง วัดเทียมถวาย จ.ปทุมธานี
  56. พระครูบวรธรรมกิจ อ.เมือง วัดโบสถ จ.ปทุธานี
  57. พระครูโสภณสมาจารย์ อ.เมือง วัดหนองบัว จ.กาญจนบุรี
  58. พระครูวิสุทธิรังษี อ.เมือง วัดเหนือ จ.กาญจนบุรี
  59. พระมุจจรินโมฬี อ.หนองจิก วัดมุจจริน จ.ปัตตานี
  60. พระครูรอด อ.เมือง วัดประดู่ จ.นครศรีธรรมราช
  61. พระครูวิศิษฐ์อรรถการ อ.ฉวาง วัดสวนขวัญ จ.นครศรีธรรมราช
  62. พระครูสิทธิธรรมาจารย์ (พระอาจารย์ลี) อ.เมือง วัดโศกการาม จ.สมุทรปราการ
  63. พระอาจารย์บุตร อ.เมือง วัดใหม่บางปลากด จ.สมุทรปราการ
  64. พระอาจารย์แสวง อ.พระประแกง วัดกลางสวน จ.สมุทรปราการ
  65. พระครูศิริสรคุณ อ.เมือง วัดท้ายหาด จ.สมุทรสงคราม
  66. พระครูสมุทรสุนทร อ.เมือง วัดพวงมาลัย จ.สมุทรสงคราม
  67. พระสทุธิสารวุฒาจารย์ อ.อัมพวา วัดเสด็จ จ.สมุทรสงคราม
  68. พระอาจารย์อ๊วง อ.อันพวา วัดบางคณาทอง จ.สมุทรสงคราม
  69. พระครูไพโรจน์วุฒาจารย์ (รุ่ง) อ.กระทุ่มแบน วัดท่ากระบือ จ.สมุทรสาคร
  70. พระครูวิเศษสมุทรคุณ อ.กระทุ่มแบน วัดดอนไก่ดี จ.สมุทรสาคร
  71. พระครูสักขิตวันมุนี อ.เมือง วัดป่าเลไลย์ จ.สุพรรณบุรี
  72. พระอาจาย์แต้ม อ.เมือง วัดพระลอย จ.สุพรรณบุรี
  73. พระครูโฆษิตธรรมสาร (ครื้น) อ.เมือง วัดสังโฆ จ.สุพรรณบุรี
  74. พระครูวรกิจวินิจฉัย (พริ้ง) อ.เมือง วัดวรจันทร์ จ.สุพรรณบุรี
  75. พระครูสำฤทธิ์ (เอี้ยง) อ.เมือง วัดอู่ทอง จ.สุพรรณบุรี
  76. พระวรพจน์ปัญญาจารย์ องเมือง วัดอรัญญิการาม จ.ชลบุรี
  77. พระครูธรรมาวุฒิคุณ อ.เมือง วัดเสม็ด จ.ชลบุรี
  78. พระครูธรรมธร (หลาย) อ.เมือง วัดราศฎร์บำรุง จ.ชลบุรี
  79. พระอาจารย์บุญมี อ.บางละมุง วัดโพธิ์สัมพันธ์ จ.ชลบุรี
  80. พระพรหมนคราจารย์ อ.พรหมบุรี วัดแจ้งพรหมนคร จ.สิงห์บุรี
  81. พระครูศรีพรหมโศกิต (แพ) อ.พรหมบุรี วัดพิกุลทอง จ.สิงห์บุรี
  82. พระชัยนาทมุนี อ.เมือง วัดบรมธาตุ จ.ชัยนาท
  83. พระอาจารย์หอม (หลวงพ่อหอม) อ.เมือง วัดชากหมาก จ.ระยอง
  84. พระอาจารย์เมือง อ.แม่ทา วัดท่าแพ จ.ลำปาง
  85. พระครูอุทัยธรรมธานี อ.เมือง วัดท้าวอุ่ทอง จ.ปราจีนบุรี
  86. พระครูวิมลศีลจารย์ อ.ประจันตคาม วัดศรีประจันตคาม จ.ปราจีนบุรี
  87. พระครูสนุทรธรรมประกาศ อ.ปากพลี วัดโพธิ์ปากพลี จ.นครนายก
  88. พระครูบาวัง อ.เมือง วัดบ้านเด่น จ.ตาก
  89. พระครูสวรรควิริยกิจ อ.เมือง วัดสวรรคนิเวส จ.แพร่
  90. พระครูจันทร (อ.ชุมแสง จ.นครสวรรหลวงพ่อจันทร์) วัดคลองระนง ค์
  91. พระครูสีลกิติคุณ (อั้น) วัดพระญาติฯ อ.พระนครศรีฯ จ.อยุธยา
  92. พระอาจารย์แจ่ม วัดวังแดงเหนือ อ.พระนครศรีฯ จ.อยุธยา
  93. พระครูเล็ก วัดบางนมโค อ.เสนา จ.อยุธยา
  94. พระอาจารย์มี วัดอินทราราม อ.เสนา จ.อยุธยา
  95. พระอาจารย์หวาน วัดดอกไม้ อ.บางปะหัน จ.อยุธยา
  96. พระอาจารย์หน่าย วัดบ้านแจ้ง อ.บางปะหัน จ.อยุธยา
  97. พระครูประสาทวิทยาคม (นอ) วัดกลาง อ.ท่าเรือ จ.อยุธยา
  98. พระอาจารย์จง (หลวงพ่อจง) วัดหน้าต่างนอก อ.บางไพร จ.อยุธยา
  99. พระอธิการเจาะ วัดประตูโลกเชษฐ์ อ.เสนา จ.อยุธยา
  100. พระอาจารย์ศรี วัดสระแก อ.พระนครศรีฯ จ.อยุธยา
  101. พระสุวรรณมุนี (ชิต) วัดมหาธาตุ อ.เมือง จ.อยุธยา
  102. พระครูศุข วัดดตนดหลวง อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี
  103. พระครูพิบูลย์ศีลาจารย์ วัดโพธิ์กรุ อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี
  104. พระครูทบ (หลวงพ่อทบ) วัดส่วางอรุณ อ.ชนแดน จ.เพชรบูรณ์
  105. พระสวรรคนายก วัดสุวรรคคาราม อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย
  106. พระโบราณวัตถาจารย์ วัดราชธานี จ.สุโขทัย
  107. พระครู วัดกิ่งลานหอย กิ่ง อ.บ้านด่านลานหอย จ.สุโขทัย
  108. พระครูวิบูลย์สมุทร วัดเสด็จ อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม 

25ศตวรรษ1


การสั่งจอง สร้างพระเครื่องชนิดทองคำ

การจัดสร้างพระเครื่องชนิดทองคำนี้ มีการจัดสร้างทั้งสิ้น 2500 องค์ โดยผู้ที่ปราถนาที่จะร่วมการกุศลนี้ ต้องส่งเงินร่วมการกุศล องค์ละ 2,500 บาท โดยวิธีสั่งจองดังนี้

  1. ส่งเงินพร้อมคำขอสั่งจอง 1,000 บาท ไปยังนายพลตำรวจตรีเนื่อง อาบบุตร หรือ นายสุวรรณ โชติกเสถียร ณ กรมสุลากร จะได้ออกใบรับเงินให้เป็นหลักฐาน
  2. พระเครื่องทองคำนี้นำหนัก องค์ละประมาณ 6 สลึง คณะกรรมการการจัดสร้างพระเครื่องได้สร้างเพียง 2,500 องค์ 

ก็เพื่อจะได้เป็นมิ่งขวัญในการครอบครอง 25 พุทธศตวรรษ ปี 2,500 ทั้งนี้ผู้ที่มีกุศลเจตนาร่วมการกุศลในครั้งนี้ด้วย คนละ 10 บาท ก็ได้รับพระเครื่องที่สร้างนี้คือ แบบผง (ดิน) หรือแบบเนื้อชิน 1 องค์ เป็นการสนองความศรัทธา ไมตรีจิตร่วมการกุศลของท่านจะได้รวบรวมเป็นทุนสร้างพุทธมณฑล ต่อไปจากเนื้อเรื่องไม่ว่าจะเป็นการจัดสร้าง

และวัตถุประสงค์ในการจัดสร้างคณาจารย์ที่ร่วมในพิธีปลุกเสกทั้ง 108 รูป ล้วนเป็นคณาจารย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในยุคนั้นแทบทั้งสิ้น อีกทั้งจำนวนพระเครื่องที่สร้างก็มีจำนวนมาก (เนื้อดิน, ผง) ปัจจุบันยังคงมีอยู่ทั่วไปในแผงพระเครื่องทั่วไป แต่ถ้าเป็นพระเครื่องนอกจากเนื้อดิน, เนื้อชิน และมีราคาค่อนข้างจะสูง คนที่มีไว้ก็ไม่ค่อยจะนำมาปล่อยกันจึงไม่มีมาหมุนเวียน ในตลาดพระเครื่องกันเลยนาน ๆ จึงจะมีกันสักครั้ง

แสดง  10 20 30
  • 1
  • 2
  • 8
  • 9