ภาคกลาง

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

วิชาการแพทย์ไทยแต่เดิมพัฒนาจากการใช้ยาสมุนไพรและรับการรักษาจากหมอยาตำราหลวงตามแบบแผนอย่างไทย ต่อมาเมื่อมีคณะมิชชันนารีจากต่างประเทศเข้ามาเผยแผ่ศาสนาพร้อมกับวิทยาการทางการแพทย์แผนตะวันตกในช่วงปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้เกิดรูปแบบการรักษาพยาบาลแบบใหม่ขึ้นในประเทศ ไม่นานในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชประสงค์ให้จัดตั้งโรงพยาบาลขึ้น เพื่อจัดระเบียบและยกระดับมาตรฐานการแพทย์และการสาธารณสุขในประเทศให้สมกับความรุ่งเรืองของประเทศ พระองค์ทรงจัดตั้งคณะกรรมการขึ้น เมื่อวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2429 ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 9 ท่าน คือ
  1. พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นสิริธัชสังกาศ เป็นนายก
  2. พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นดำรงราชานุภาพ
  3. พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าศรีเสาวภางค์
  4. พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าวัฒนานุวงศ์
  5. พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์
  6. พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปฤษฏางค์
  7. พระยาโชฏึกราชเศรษฐี
  8. เจ้าหมื่นสรรเพชรภักดี
  9. ดร.ปีเตอร์ เคาแวน แพทย์ประจำพระองค์
เป็นผู้ร่วมดำเนินการจัดตั้งโรงพยาบาลแห่งแรกของประเทศ คณะกรรมการได้กราบทูลขอแบ่งพื้นที่พระราชวังบวรสถานพิมุขด้านใต้อันเป็นพื้นที่หลวงร้างฝั่งธนบุรี เพื่อเป็นพื้นที่ก่อสร้างโรงพยาบาลและซื้อที่ริมข้างเหนือโรงเรียนของคณะมิชชันนารีอเมริกันเพื่อทำท่าขึ้นโรงพยาบาล และตั้งชื่อว่า “โรงพยาบาลวังหลัง”


     ในปี พ.ศ. 2430 ขณะกำลังก่อสร้างโรงพยาบาล สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ ประชวรสิ้นพระชนม์ด้วยพระโรคบิด สร้างความโศกเศร้าพระราชหฤทัยแก่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและ สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระวรราชเทวี เป็นอย่างมาก จึงมีพระราชประสงค์พระราชทานโรงพยาบาลเพื่อเป็นพระราชกุศล เมื่อเสร็จสิ้นงานพระเมรุพระราชทานเพลิงพระศพแล้ว ได้พระราชทานไม้ที่ใช้สร้างพระเมรุมาศจำนวน 15 หลังมาเป็นวัสดุสำหรับก่อสร้างโรงพยาบาลวังหลัง ทั้งยังได้พระราชทานพระราชทรัพย์ในส่วนของเจ้าฟ้าศิริราชฯ จำนวน 700 ชั่ง (56,000 บาท) เป็นค่าก่อสร้างอีกด้วย ตามพระราชปรารภของพระองค์ในพระราชหัตถเลขาถึงคณะกรรมการสร้างโรงพยาบาล ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ลงวันอังคาร เดือนอ้าย แรม 7 ค่ำ ปีชวดสัมฤทธิ์ศก จุลศักราช 1250 ใจความตอนหนึ่งว่า

     ภายหลังเกิดวิบัติเคราะห์ร้าย ลูกซึ่งเป็นที่รักตายเป็นที่สลดใจด้วยการที่รักษาเจ็บไข้ เห็นแต่ว่าลูกเราพิทักษ์รักษาเพียงนี้ ยังได้ความทุกขเวทนาแสนสาหัส ลูกราษฎรที่อนาถาทั้งปวงจะได้ความลำบากทุกข์เวทนายิ่งกว่านี้ประการใด ยิ่งทำให้มีความปรารถนาที่จะให้มีโรงพยาบาลมากยิ่งขึ้น ภายหลังกรมหมื่นดำรงราชนุภาพคิดการที่จะตั้งโรงพยาบาล ทำความเห็นมายื่น เห็นว่าเป็นทางที่จะจัดการตลอดได้ จึงได้ตั้งท่านทั้งหลายเป็นคอมมิตตีจัดการ แลได้ปรึกษากับแม่เล็กเสาวภาผ่องศรี มีความชื่นชมในการที่จะสงเคราะห์แก่คนที่ได้ความลำบากด้วยป่วยไข้นี้ด้วย ยอมยกทรัพย์สมบัติของลูกที่ตายให้เป็นส่วนในการทำโรงพยาบาลนี้ เป็นต้นทุน

ด้วยโรงพยาบาลศิริราชเป็นโรงพยาบาลที่ประชาชนจากทุกสารทิศได้เดินทางมาใช้บริการรักษาพยาบาลการเจ็บไข้ได้ป่วยมากจนสถานที่แออัดไม่สามารถบริการให้ประชาชนได้ทั่วถึง คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล จึงได้มีการจัดสร้างสถาบันการแพทย์สยามินทราธิราช

ซึ่งในการสร้างสถาบันการแพทย์สยามินทราธิราชนั้นต้องใช้ทุนทรัพย์จำนวนมาก เพราะค่าก่อสร้างรวมถึง อุปกรณ์ที่จะใช้ในการวิจัยทางการแพทย์นั้นมีราคาสูง ลำพังการสนับสนุนจากรัฐบาล และการเก็บรายได้จากผู้เข้ามารับบริการของโรงพยาบาลศิริราชคงไม่เพียงพอ และที่สำคัญปี 2554 ซึ่งได้เริ่มดำเนินโครงการฯมานั้น เป็นปีมหามงคลของปวงชนชาวไทยทุกหมู่เหล่าที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 84 พรรษา ซึ่งพระองค์ทรงมีพระราชดำริให้จัดสร้างสถาบันการแพทย์สยามินทราธิราชขึ้น

เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติด้วยมหากุศลที่ยิ่งใหญ่ ทางคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และสมาคมศิษย์เก่าแพทย์ศิริราช ในพระบรมราชูปถัมภ์ จึงได้จัดทำโครงการสมทบทุนกองทุนเพื่อสถาบันการแพทย์สยามินทราธิราช และนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ทางการแพทย์ไปสู่ชนบท โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ

1. ให้ประชาชนทุกหมู่เหล่าได้มีส่วนร่วมสืบสานพระราโชบายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงห่วงใย สุขภาพและพลานามัยของประชาชนชาวไทย ด้วยการร่วมทำบุญมหากุศล
2. สมทบทุนกองทุนเพื่อสถาบันการแพทย์สยามินทราธิราช ผ่านศิริราชมูลนิธิ
3. มอบเป็นกองทุนสมาคมศิษย์เก่าแพทย์ศิริราชในพระบรมราชูปถัมภ์ ผ่านศิริราชมูลนิธิ
4. เพิ่มศักยภาพให้กับแพทย์อยู่ในชนบททั่วประเทศ

และทั้งนี้ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และสมาคมศิษย์เก่าแพทย์ศิริราชฯ ได้รับพระบรมราชานุญาตให้จัดสร้างพระ “สมเด็จศิริราชร้อยปี” เพิ่มเติมจากที่เคยจัดสร้างเป็นพระคะแนนและพระเนื้อผงมาแล้วเมื่อปี 2531 โดยได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เชิญอักษรพระปรมาภิไธย ภ.ป.ร.ประดิษฐานไว้ด้านหลังองค์พระ รวมถึงพระราชทานผงจิตรลดา มาเป็นมวลสารด้วย นับว่าเป็นสิ่งที่ เป็นมงคลอย่างยิ่ง และในปี 2553 ที่ได้จัดสร้างเพิ่มเติมขึ้นมาใหม่นี้ เป็นพระพุทธรูปบูชา และเหรียญทองแดงรมดำ

นอกจากนั้นยังมีพระชุด “เบ็ญจภาคีมหามงคล” พระยอดขุนพลเนื้อชิน ซึ่งเป็นพระที่ควรคู่เก็บสะสมไว้บูชา โดยเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) ได้พระเมตตาถวายพระนามให้ พร้อมทั้งประทานอนุญาตให้นำนามของเจ้าประคุณสมเด็จเกี่ยวฯ ประทับด้านบนของกล่องบรรจุ รวมถึงประทานอนุญาตนำพระพุทธคุณลายนามเจ้าประคุณสมเด็จเกี่ยวฯ อ.อุ.ม. ประทับด้านหลังพระยอดขุนพลเนื้อชินทั้ง 5 องค์ นับว่าเป็นมหามงคลอย่างสูงยิ่งที่ยากจะหาโอกาสเช่นนี้ได้อีกแล้ว พระชุดนี้ได้มีการทำพิธีขออนุญาตจากวัดกรุต้นกำเนิดทั้ง 5 วัด เรียบร้อยแล้ว ใช้เวลาในการดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2551 และเสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ.2554 ซึ่งทางคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และสมาคมศิษย์เก่าแพทย์ศิริราชฯ จะได้มอบเป็นที่ระลึกมอบให้ผู้ที่ร่วมสมทบทุนกับโครงการฯในครั้งนี้

มูลนิธิพุทธคยา

1.เพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา โดยมุ่งเน้นผู้คนทุกอาชีพในสังคมเพิ่มความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา เผยแผ่ธรรมะขัดเกลาจิตใจให้บริสุทธิ์สามารถนำธรรมะมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน และ สังคมปัจจุบัน ให้ดำรงชีวิตได้อย่างมีสติส่งผลทำให้ครอบครัวและประเทศชาติเจริญยิ่งขึ้นไป
2.เพื่อบูรณะพุทธสถานที่ยังขาดปัจจัยในการดำเนินสังฆกรรมทางคณะสงฆ์ หรือ พุทธสถานที่ได้รับความเสียหายชำรุด ทรุดโทรมอันเกิดจากเหตุภัยธรรมชาติด้านต่างๆ หรือเกิดจากการเสื่อมของวัสดุที่ใช้ในการสร้างศาสนสถาน ที่มีเนิ่นนานแล้วก็ตาม เพื่อให้ได้รับการซ่อมแซมและทำนุบำรุงรักษาไว้ซึ่งพระพุทธศาสนาอันเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของคนไทยมาเนิ่นนาน คงรักษาไว้ให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ศึกษาต่อไป
3.ช่วยเหลือองค์กรพัฒนาสังคมด้านต่างๆ เช่น องค์กรของรัฐเพื่อคุณประโยชนืต่อแผ่นดิน องค์กรเด็กและสตรี ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ส่งเสริมผู้ด้อยโอกาสทางสังคมเป็นต้น
4.เพื่อดำเนินการ หรือ ร่วมมือกับองค์การการกุศล เพื่อการกุศลและองค์การสาธารณประโยชน์เพื่อสาธารณประโยชน์
5.ไม่ดำเนินการเกี่ยวข้องกับการเมืองแต่ประการใด

วัดท่าช้าง ตาก

วัดท่าช้าง ตั้งอยู่ที่บ้านไม้งาม หมู่ที่ 4 ตำบลไม้งาม อำเภอเมือง จังหวัดตาก สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ 6 ไร่ 3 งาน 36 ตารางวา อาณาเขต ทิศเหนือยาว 19 วา
ติดต่อกับที่ดินนายแดง และนายโหง ทิศใต้ยาว 19 วา ติดต่อกับทางเดิน ทิศตะวันออกยาว 32 วา ติดต่อกับคลองส่งน้ำชลประทาน ทิศตะวันตกยาว 32 วา ติดต่อกับถนนหลวง และมีที่ธรณีสงฆ์ 1 แปลง


เนื้อที่ 6 ไร่ 3 งาน พื้นที่ตั้งวัดเป็นพื้นที่ราบลุ่มอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำปิง อาคารเสนาสนะต่างๆ มีหอสวดมนต์กว้าง 8 เมตร ยาว 10 เมตร สร้าง พ.ศ. 2500 กุฎีสงฆ์จำนวน 3 หลัง เป็นอาคารครึ่งตึกครึ่งไม้ 1 หลัง อาคารไม้ 2 หลัง สำหรับปูชนียวัตถุ พระประธาน 2 องค์ วัดท่าช้าง สร้างขึ้นเป็นวัดนับตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. 2340 ประชาชนร่วมใจกันจัดสร้างวัดนี้ มีพระภิกษุจำพรรษา 10 รูป สามเณร 2 รูป เจ้าอาวาสที่ทราบมี 3 รูป คือ รูปที่ 1 หลวงพ่อสาน รูปที่ 2 หลวงพ่อคำมูล รูปที่ 3 พระครูสุนทรทุมมาภิบาล ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ พ.ศ. 2481 เป็นต้นมา

วัดนาคกลางวรวิหาร กรุงเทพมหานคร

วัดดนาคกลาง เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร มีเนื้อที่ทั้งสิ้น จำนวน 47 ไร่ 1 งาน 88 ตารางวา เป็นวัดโบราณ มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ความเป็นมาตอนหนึ่งว่า เดิมมี 3 วัด คือ
วัดนาค ปัจจุบันคือวัดพระยาทำวรวิหาร ตั้งอยู่ทางฝั่งเหนือคลองมอญ
วัดกลาง ปัจจุบันคือวัดนาคกลางวรวิหาร ตั้งอยู่ทางฝั่งใต้คลองมอญ
วัดน้อย ปัจจุบันคือที่ตั้งโรงเรียนทวีธาภิเศก และเคหสถานที่เช่าปลูกอาศัย
วัดทั้งสามนี้ มีข้อสันนิษฐานว่าน่าจะได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวงตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี ดังข้อความที่ปรากฏว่าในหนังสือเรื่อง “ตำนานวัตถุสถานที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนา” ตอนหนึ่งว่า


“ในสมัยที่กรุงธนบุรีเป็นราชธานีอยู่ 15 ปี ต้องทำศึกสงครามอยู่ทุกปีมิได้ขาด การกู้บ้านเมืองจึงมีโอกาสแต่เพียงรวบรวมราชอาณาเขตซึ่งแตกเป็นหลายก๊กกลับเป็นประเทศเดียวกันได้ดังแต่ก่อน แต่การที่จะก่อสร้างทำนุบำรุงบ้านเมืองให้กลับคืนดีดังเก่า ไม่มีโอกาสและกำลังที่จะทำได้เท่าใดนัก ด้วยเหตุนี้จึงมิใคร่ปรากฏวัตถุสถานที่สร้างในสมัยกรุงธนบุรี แม้ที่มีอยู่บ้างก็พึงสังเกตได้ว่าฝีมือช่างอยู่ข้างเลว เพราะช่างครั้งกรุงศรีอยุธยาถูกพม่ากวาดเอาไปเสีย ช่างที่มีในกรุงธนบุรีก็พึ่งฝึกหัดขึ้นใหม่ ยังมิทันที่จะเชี่ยวชาญ ถึงในการอื่น ๆ เช่น แต่งหนังสือ เป็นต้น ก็เป็นทำนองเดียวกัน ตลอดจนในฝ่ายพุทธจักรก็ต้องเป็นแต่สมมติวัดราษฎร์เป็นพระอารามหลวง และเที่ยวหาพระสงฆ์ ซึ่งเหลืออยู่ตามหัวเมือง มาเลือกสรรตั้งเป็นพระราชาคณะปกครองสังฆมณฑล...”
ถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ จึงมีกรณีรวมชื่อวัด วัดนาค ให้ชื่อใหม่ว่า วัดพระยาทำ โดยเอาชื่อเดิมมารวมเข้ากับ วัดกลางและวัดน้อย ได้ชื่อใหม่ว่า “วัดนาคกลาง” เมื่อ พ.ศ. 2323 สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ดังความในพระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา ว่า
“ขณะนั้น พระพุฒาจารย์ ซึ่งเป็นศิษย์สมเด็จพระสังฆราชไปเข้าพวกพระธรรมธีรราชมหามุนี วัดหงส์ ปรึกษาเห็นด้วยกันว่า วัดนาค กับ วัดกลาง มีอุปจารใกล้กันนักจะมีพัทธสีมาต่างกันนั้นมิควรจะมีพัทธสีมาแห่งเดียว ร่วมกระทำ อุโบสถสังฆกรรมในพัทธสีมาอันเดียวกัน จึงให้พระพุฒาจารย์ เป็นผู้เข้าถวายพระพรสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระองค์จึงดำรัสให้ประชุมพระราชาคณะปรึกษาพร้อมกัน ณ วัดบางหว้าใหญ่ ในสำนักสมเด็จพระสังฆราชว่า จะควรมิควร ประการใด และพระราชาคณะทั้งปวงมีสมเด็จพระสังฆราชเป็นประธาน ปรึกษาเห็นพร้อมกันว่า พระอารามทั้งสองนั้นมีคลองคั่นเป็นเขต ควรจะมีพัทธสีมาต่างกันได้ ด้วยมีตัวอย่างมาแต่โบราณ ครั้งกรุงเก่านั้นพระอารามใกล้ ๆ กัน มีอุโบสถ ผูกพัทธสีมาต่าง ๆ กัน มีมาแต่ก่อนเป็นอันมาก...”

วัดน่วมกานนท์ สมุทรสาคร

หลวงพ่อหาย  มีประวัติความเป็นมาคือเมื่อประมาณ พ.ศ. 2548 มีสามีภรรยาคู่หนึ่งได้นำเอาพระพระพุทธรูปยืนองค์หนึ่งเป็นไม้แกะยืนเท่าคนจริงมาฝากพระครูสาครพัฒนกิจ เจ้าอาวาสวัดน่วมกานนท์ เนื่องจากกำลังปลูกบ้าน เมื่อบ้านเสร็จก็จะมารับคืน ด้วยความคุ้นเคยกันพระครูจึงรับฝากไว้ แต่หลังจากนั้น 2 เดือนเศษ ตัวสามีได้ป่วยหนัก พระครูจึงได้แนะนำให้ถวายพระองค์ที่ฝากไว้แก่วัด เนื่องจากพระครูเห็นว่า



พระองค์นี้มีขนาดใหญ่เท่าคนจริง ประทับยืนปางเปิดโลก แกะด้วยไม้มงคลเก่าแก่อายุประมาณ 200 กว่าปีในความเห็นของพระครู ซึ่งตามโบราณว่าพระพุทธรูปเก่าแก่โบราณนั้น คนที่มีบุญบารมีวาสนาเท่านั้นถึงจะครอบครองได้และต้องเป็นในลักษณะให้คนได้กราบไหว้ได้ด้วย ด้วยเหตุนี้สามีภรรยาคู่นั้นจึงถวายพระพุทธรูปองค์นี้ให้กับทางวัด วันรุ่งขึ้นอาการป่วยหนักก็ดีขึ้นตามลำดับ
หลังจากนั้นก็เป็นที่ทราบกันปากต่อปาก ชาวบ้านมากราบไหว้ขอพร โดยเฉพาะให้หายจากป่วยไข้ เมื่อสมหวังสมปรารถนาก็จะนำของมาถวาย เช่น ไข่ต้ม กล้วย และผลไม้ต่างๆ

สมทบทุนสร้างวิหารครอบพระพุทธชัยมงคล(พระนอนใหญ๋) ณ วัดน่วมกานนท์ --->>> "วัตถุมงคลวัดน่วมกานนท์"

วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร

วัดบวรนิเวศวิหารมีสถาปัตยกรรมแบบไทยผสมจีน ภายในพระอุโบสถมีพระพุทธรูปสำคัญอยู่ 2 องค์เป็นพระประธาน คือ พระพุทธสุวรรณเขต (หลวงพ่อโต) ที่อัญเชิญมาจากวัดสระตะพาน จังหวัดเพชรบุรี และพระพุทธชินสีห์ อัญเชิญมาจากวิหารทิศเหนือ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดพิษณุโลก ใต้ฐานพุทธบัลลังก์ พระพุทธชินสีห์ พระประธานในพระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร เป็นที่บรรจุพระบรมราชสรีรางคารพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงเคยผนวช ณ วัดนี้เมื่อยังทรงดำรงพระอิสริยยศที่สยามมกุฎราชกุมาร


ถัดจากพระอุโบสถออกไปเป็นเจดีย์กลมขนาดใหญ่ สร้างรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หุ้มกระเบื้องสีทอง รอบฐานพระเจดีย์มีศาลาจีนและซุ้มจีน ถัดออกไปเป็นวิหารเก๋งจีน นอกจากนี้ก็มีจิตรกรรมฝาผนังฝีมือขรัวอินโข่ง บริเวณรอบเจดีย์มีพระพุทธรูปสำคัญองค์หนึ่ง คือ พระไพรีพินาศ

ระหว่างที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงผนวชและประทับที่วัดบวรนิเวศวิหาร โปรดเกล้าฯ ให้ประติมากรของกรมศิลปากรปั้นหุ่นและสร้างพระพุทธรูปปางห้ามสมุทร โดยเสด็จพระราชดำเนินหล่อพระพุทธรูปเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2499 สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ได้ถวายพระนามพระพุทธรูปองค์นี้ว่า "พระพุทธนาราวันตบพิตร

วัดบัวขวัญ นนทบุรี

วัดบัวขวัญเดิมเป็นเพียงสำนักสงฆ์ แต่ต่อมาเมื่อมีพระสงฆ์มาจำพรรษาและปฏิบัติสังฆกรรมมากขึ้น จึงได้รับการพัฒนาขึ้นมาเป็นวัดเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2435 มีนามว่า "วัดสะแก" โดยมีพระครูปรีชาเฉลิมจากวัดเฉลิมพระเกียรติวรวิหารเป็นผู้เริ่มสร้างวัด และเป็นเจ้าอาวาสในช่วงแรก

พ.ศ. 2491 พระอธิการพยุง จัตตมโล จากวัดกำแพง ได้รับนิมนต์จากชาวบ้านให้มาเป็นเจ้าอาวาส เนื่องจากการมรณภาพของอดีตเจ้าอาวาส จากนั้นจึงได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์เรื่อยมา กระทั่งมีผู้มีจิตศรัทธานามว่า นายบัว ฉุนเฉียว บริจาคที่ดินให้กับวัด ซึ่งในเวลาต่อมาจึงได้เปลี่ยนนามมาเป็น วัดบัวขวัญ เพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้บริจาคที่ดิน และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2506 โดยมีพระอธิการพยุง จัตตมโล เป็นเจ้าอาวาสถึงปี พ.ศ. 2520 และพระอธิการบุญช่วย ปุญญคุตโต ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสถึงปี พ.ศ. 2535

พระมหาไสว สุขวโร (ป.ธ.4) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบางแพรกเหนือ ได้มาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสเมื่อปี พ.ศ. 2537 โดยได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ "พระโสภณสุตาลังการ" ถึงปัจจุบัน และได้พัฒนาวัดบัวขวัญทั้งในด้านถาวรวัตถุ ปรับปรุงภูมิทัศน์ ตลอดทั้งให้ความสำคัญด้านการศึกษาพระธรรม กระทั่งเป็นโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกบาลีประจำจังหวัดนนทบุรี แห่งที่ 1 และยังเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมสำหรับอุบาสกอุบาสิกาในทุกวันสำคัญ และให้ความสำคัญทางการศึกษาโดยเปิดเป็นสถานที่เรียน ก.ศ.น. อีกทั้งยังมีการจัดกิจกรรมสำหรับพุทธศาสนิกชนและประชาชนทั่วไปเมื่อถึงวันสำคัญทางศาสนาและวันนักขัตฤกษ์เรื่อยมา

พระอุโบสถจตุรมุขของวัดบัวขวัญฯ ได้เริ่มก่อสร้างเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2546 โดยมี พระพุทธเมตตา (จำลองมาจากพระพุทธเมตตาที่ประดิษฐานในเจดีย์พุทธคยา ประเทศอินเดีย) เป็นพระประธานในพระอุโบสถ

วัดบัวขวัญได้รับการพระราชทานพระบรมราชานุญาตสถาปนาเป็น พระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ

วัดพิชัยญาติการาม กรุงเทพมหานคร

วัดพิชัยญาติการาม 

หรือ วัดพิชัยญาติ เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดวรวิหาร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ตั้งอยู่เชิงสะพานพุทธ

บริเวณที่เดิมเรียกว่าวงเวียนเล็ก ในแขวงสมเด็จเจ้าพระยา เขตคลองสาน ตั้งอยู่ริมคลองบ้านสมเด็จเจ้าพระยา

เขตคลองสาน เดิมเป็น วัดร้าง แต่สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิไชยญาติ (ทัต บุนนาค) ครั้งมีบรรดาศักดิ์

เป็นพระยาศรีพิพัฒน์ราชโกษาได้ปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ประมาณ พ.ศ. 2372 - 2375 ในรัชกาลที่ 3

เนื่องจากสมเด็จเจ้าพระยาองค์น้อยขณะนั้นเป็นจางวางพระคลังสินค้า มีเรือสำเภาค้าขายกับจีน จึงได้นำอับเฉาเรือ

กระเบื้องสีและหินมาจากจีน สถาปัตยกรรมวัดนี้มีลักษณะแบบไทยผสมจีนซึ่งเป็นแบบพระราชนิยม ในสมัยนั้น

เมื่อบูรณะวัดเสร็จแล้วได้น้อมเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 พระราชทานนามว่า

"วัดพระยาญาติการาม" ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเปลี่ยนชื่อวัดใหม่ เป็น "วัดพิชยญาติการาม"

หรือที่คนทั่วไปเรียกกันว่า "วัดพิชัยญาติ"

วัดยายร่ม กรุงเทพมหานคร

วัดยายร่ม เป็นวัดเก่าแก่อายุเกือบสองร้อยปีที่ นางร่ม ชาวบางมด ได้ริเริ่มสร้างขึ้นมาให้ชาวบ้านย่านบางมดได้ใช้เป็นสถานที่บำเพ็ญบุญ ปฏิบัติศาสนกิจตามวิถีชีวิตอย่างชาวพุทธ นับตั้งแต่สร้างวัดขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ.2365 จนถึงปัจจุบัน วัดแห่งนี้มีอายุกว่า 180 ปี สร้างอุโบสถมาแล้ว 3 หลัง

  พระครูโสภิตบุญญาทร เจ้าอาวาสวัดยายร่ม แขวงบางมด เขตจอมทอง กรุงเทพฯ กล่าวว่า จากคำบอกเล่าของญาติโยมผู้สูงอายุชาวบางมด ผู้ใกล้ชิดกับวัดยายร่ม เล่าให้ฟังว่าได้รับการถ่ายทอดจากปู่ย่าตายาย อุโบสถหลังแรกของวัดยายร่ม เป็นอุโบสถที่สร้างด้วยไม้ หลังไม่ใหญ่นัก มีพระพุทธรูปองค์เล็ก หน้าตักประมาณ 19 นิ้ว เป็นพระประธานในอุโบสถ

  ซึ่งปัจจุบันพระพุทธรูปองค์นี้ประดิษฐานอยู่บนฐานชุกชี แถวหน้าด้านขวาสุดของพระประธานในอุโบสถวัดยายร่ม นอกจากโบสถ์แล้วก็มีศาลาการเปรียญหนึ่งหลังและกุฏิอีกหนึ่งหลัง ซึ่งต่อมาได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาประมาณปี พ.ศ.2478 มีเอกสารอ้างอิงประวัติความเป็นมาของวัด ที่พอจะค้นหาได้คือหนังสือพระราชพิธีสิบสองเดือน พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งกรมศิลปากรจัดพิมพ์ขึ้น

  เมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ.2509 หน้า 416-417 (รุ่นใหม่ 440-441) เรื่องวิสาขบูชา มีเนื้อความว่า "แต่วัดที่ออกชื่อมาแล้ว 66 วัด วัดนี้ไม่ได้อยู่เองคงจะเพิ่มเติมขึ้นตามที่สร้างใหม่อย่างเทียนพรรษา แต่วัดจุฬามณีวัดหนึ่ง ซึ่งมีชื่อมาข้างบนไม่รู้จักว่าวัดใด ได้สอบถามทั้งพระคฤหัสถ์หลายแห่งก็ไม่ได้ความ ไล่ไปมาก็เวียนลงวัดจุฬามณีกรุงเก่าเสียบ้าง ได้เค้าแล้วเลือนหายไป ภายหลังเมื่อทำหนังสือแล้วกรมหมื่นประจักษ์ให้ปลัดวังขวาไปสืบตามเค้าที่สังเกตในบัญชีว่าเหมือนหนึ่งจะเป็นฝ่ายตะวันตก ไปได้ความจากนายเกด ตำรวจวังหน้า อายุ 78 ปี อำแดงปาน อายุ 77 ปี ซึ่งอยู่ในคลองบางมด แจ้งความว่า คือวัดที่ราษฎรเรียกชื่อว่า "วัดยายร่ม" ในคลองบางมดนั่นเอง เป็นวัดจุฬามณี ว่าเดิมทียายร่มเป็นผู้สร้าง มีโบสถ์ผ่ากระดานหลังหนึ่ง ศาลาการเปรียญหลังหนึ่ง และกุฏิหลังหนึ่ง"

  พุทธศาสนิกชนและประชาชนทั่วไปที่ได้ไปเยี่ยมชมวัดยายร่มจะต้องทึ่งกับโบสถ์ไม้สักขนาดใหญ่ แกะสลักสถาปัตยกรรมไทย เรื่องราวทางพระพุทธศาสนาและวรรณคดีให้ได้ชมและค้นคว้าศึกษาหาความรู้ ประกอบด้วย รูปพุทธประวัติ 32 รูป, รูปพระเวสสันดรชาดก 14 รูป, รูปพระเจ้า 10 ชาติ 10 รูป, รูปรามเกียรติ์ 20 รูป, สลักประตู หน้าต่าง 14 ภาพ, พระมาลัย 14 ภาพ, พาหุง พระพุทธเจ้าชนะมาร 8 ภาพ, ภาพปริศนาธรรมโดยพุทธทาสภิกขุ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ประดิษฐานอยู่หน้าพระประธานภายในอุโบสถ "หลวงพ่อพุ่ม" ซึ่งเป็นปูชนียวัตถุโบราณที่มีชื่อเสียง เป็นที่เคารพบูชาของชาวบ้าน พุทธลักษณะปางสมาธิหน้าตักกว้าง 31 นิ้ว สูง 48 นิ้ว พระพุทธรูปองค์นี้เป็นการตั้งตามนามของผู้อุปถัมภ์วัดยายร่ม แต่ไม่ใช่เป็นพระประธานในโบสถ์ เป็นองค์ที่รองมาจากพระประธาน เนื้อจะหล่อด้วยสัมฤทธิ์ มีประชาชนมาปิดทองไว้เต็มไปหมดทั้งองค์พระ จนมีความหนาเนื้อนุ่มนิ่มไปทั้งองค์พระ เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ประชาชนทั่วไปรู้จักกันดี มีผู้เคารพศรัทธาเป็นจำนวนมาก ไม่แต่เฉพาะท้องถิ่นเท่านั้น

วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร

วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร หรือ วัดระฆัง, วัดหลวงพ่อโต ตั้งอยู่เลขที่ 250 แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร เป็นพระอารามหลวงชั้นโทชนิดวรมหาวิหาร อยู่ในเขตการปกครองคณะสงฆ์มหานิกายภาค 1

วัดแห่งนี้เป็นวัดโบราณ สร้างในสมัยอยุธยา เดิมชื่อ วัดบางว้าใหญ่ (หรือบางหว้าใหญ่) ในสมัยธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงสร้างพระราชวังใกล้วัดบางว้าใหญ่ โปรดเกล้าฯ ให้ยกเป็นพระอารามหลวงและเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราช ในสมัยรัตนโกสินทร์ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช วัดบางว้าใหญ่อยู่ในพระอุปถัมภ์ของเจ้านายวังหลัง คือสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยาเทพสุดาวดี (สา) พระเชษฐภคินีของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชและเป็นพระชนนีของกรมพระราชวังบวรสถานพิมุข ทรงมีตำหนักที่ประทับอยู่ติดกับวัด ได้ทรงบูรณปฏิสังขรณ์วัดร่วมกับพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และได้ขุดพบระฆังลูกหนึ่ง ซึ่งโปรดเกล้าฯ ให้นำไปไว้ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยทรงสร้างระฆังชดเชยให้วัดบางว้าใหญ่ 5 ลูก จากนั้นได้พระราชทานนามวัดใหม่ว่า “วัดระฆังโฆสิตาราม” นอกจากเป็นเพราะขุดพบระฆังที่วัดนี้และเพื่อฟื้นฟูแบบแผนครั้งกรุงศรีอยุธยาที่มีวัดชื่อวัดระฆังเช่นกัน ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อ “วัดระฆังโฆสิตาราม” เป็น “วัดราชคัณฑิยาราม” (คัณฑิ แปลว่าระฆัง) แต่ไม่มีคนนิยมเรียกชื่อนี้ ยังคงเรียกว่าวัดระฆังต่อมา


วัดระฆังโฆสิตารามมีหอพระไตรปิฎกซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่สวยงามมาก เคยเป็นพระตำหนักและหอประทับนั่งของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชขณะทรงรับราชการในสมัยธนบุรี และโปรดเกล้าฯ ให้รื้อมาถวายวัด เมื่อเสด็จขึ้นครองราชสมบัติแล้ว มีพระราชประสงค์จะบูรณปฏิสังขรณ์ให้สวยงามเพื่อเป็นหอพระไตรปิฎก

เดิมเป็นวัดโบราณสร้างในสมัยอยุธยา เดิมชื่อ วัดบางว้าใหญ่ (หรือบางหว้าใหญ่) ในสมัยธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงสร้างพระราชวังใกล้วัดบางว้าใหญ่ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทำการบูรณปฏิสังขรณ์ และขึ้นยกเป็นพระอารามหลวง และเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราชในสมัยรัตนโกสินทร์ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นที่ประชุมสังคายนาพระไตรปิฎก ซึ่งอัญเชิญมาจากนครศรีธรรมราชขึ้นที่วัดนี้

ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ วัดบางว้าใหญ่อยู่ในพระอุปถัมภ์ของเจ้านายวังหลัง คือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยาเทพสุดาวดี (สา) พระเชษฐภคินีของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และเป็นพระชนนีของกรมพระราชวังบวรสถานพิมุข ทรงมีตำหนักที่ประทับอยู่ติดกับวัด

ได้ทรงบูรณปฏิสังขรณ์วัดร่วมกับพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และได้ขุดพบระฆังลูกหนึ่ง ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำไปไว้ ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยทรงสร้างระฆังชดเชยให้วัดบางว้าใหญ่ ๕ ลูก
จำนวนสินค้าต่อหน้า   10 20 30