ภาคกลาง

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

วิชาการแพทย์ไทยแต่เดิมพัฒนาจากการใช้ยาสมุนไพรและรับการรักษาจากหมอยาตำราหลวงตามแบบแผนอย่างไทย ต่อมาเมื่อมีคณะมิชชันนารีจากต่างประเทศเข้ามาเผยแผ่ศาสนาพร้อมกับวิทยาการทางการแพทย์แผนตะวันตกในช่วงปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้เกิดรูปแบบการรักษาพยาบาลแบบใหม่ขึ้นในประเทศ ไม่นานในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชประสงค์ให้จัดตั้งโรงพยาบาลขึ้น เพื่อจัดระเบียบและยกระดับมาตรฐานการแพทย์และการสาธารณสุขในประเทศให้สมกับความรุ่งเรืองของประเทศ พระองค์ทรงจัดตั้งคณะกรรมการขึ้น เมื่อวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2429 ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 9 ท่าน คือ
  1. พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นสิริธัชสังกาศ เป็นนายก
  2. พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นดำรงราชานุภาพ
  3. พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าศรีเสาวภางค์
  4. พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าวัฒนานุวงศ์
  5. พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์
  6. พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปฤษฏางค์
  7. พระยาโชฏึกราชเศรษฐี
  8. เจ้าหมื่นสรรเพชรภักดี
  9. ดร.ปีเตอร์ เคาแวน แพทย์ประจำพระองค์
เป็นผู้ร่วมดำเนินการจัดตั้งโรงพยาบาลแห่งแรกของประเทศ คณะกรรมการได้กราบทูลขอแบ่งพื้นที่พระราชวังบวรสถานพิมุขด้านใต้อันเป็นพื้นที่หลวงร้างฝั่งธนบุรี เพื่อเป็นพื้นที่ก่อสร้างโรงพยาบาลและซื้อที่ริมข้างเหนือโรงเรียนของคณะมิชชันนารีอเมริกันเพื่อทำท่าขึ้นโรงพยาบาล และตั้งชื่อว่า “โรงพยาบาลวังหลัง”


     ในปี พ.ศ. 2430 ขณะกำลังก่อสร้างโรงพยาบาล สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ ประชวรสิ้นพระชนม์ด้วยพระโรคบิด สร้างความโศกเศร้าพระราชหฤทัยแก่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและ สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระวรราชเทวี เป็นอย่างมาก จึงมีพระราชประสงค์พระราชทานโรงพยาบาลเพื่อเป็นพระราชกุศล เมื่อเสร็จสิ้นงานพระเมรุพระราชทานเพลิงพระศพแล้ว ได้พระราชทานไม้ที่ใช้สร้างพระเมรุมาศจำนวน 15 หลังมาเป็นวัสดุสำหรับก่อสร้างโรงพยาบาลวังหลัง ทั้งยังได้พระราชทานพระราชทรัพย์ในส่วนของเจ้าฟ้าศิริราชฯ จำนวน 700 ชั่ง (56,000 บาท) เป็นค่าก่อสร้างอีกด้วย ตามพระราชปรารภของพระองค์ในพระราชหัตถเลขาถึงคณะกรรมการสร้างโรงพยาบาล ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ลงวันอังคาร เดือนอ้าย แรม 7 ค่ำ ปีชวดสัมฤทธิ์ศก จุลศักราช 1250 ใจความตอนหนึ่งว่า

     ภายหลังเกิดวิบัติเคราะห์ร้าย ลูกซึ่งเป็นที่รักตายเป็นที่สลดใจด้วยการที่รักษาเจ็บไข้ เห็นแต่ว่าลูกเราพิทักษ์รักษาเพียงนี้ ยังได้ความทุกขเวทนาแสนสาหัส ลูกราษฎรที่อนาถาทั้งปวงจะได้ความลำบากทุกข์เวทนายิ่งกว่านี้ประการใด ยิ่งทำให้มีความปรารถนาที่จะให้มีโรงพยาบาลมากยิ่งขึ้น ภายหลังกรมหมื่นดำรงราชนุภาพคิดการที่จะตั้งโรงพยาบาล ทำความเห็นมายื่น เห็นว่าเป็นทางที่จะจัดการตลอดได้ จึงได้ตั้งท่านทั้งหลายเป็นคอมมิตตีจัดการ แลได้ปรึกษากับแม่เล็กเสาวภาผ่องศรี มีความชื่นชมในการที่จะสงเคราะห์แก่คนที่ได้ความลำบากด้วยป่วยไข้นี้ด้วย ยอมยกทรัพย์สมบัติของลูกที่ตายให้เป็นส่วนในการทำโรงพยาบาลนี้ เป็นต้นทุน

วัดท่าช้าง ตาก

วัดท่าช้าง ตั้งอยู่ที่บ้านไม้งาม หมู่ที่ 4 ตำบลไม้งาม อำเภอเมือง จังหวัดตาก สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ 6 ไร่ 3 งาน 36 ตารางวา อาณาเขต ทิศเหนือยาว 19 วา
ติดต่อกับที่ดินนายแดง และนายโหง ทิศใต้ยาว 19 วา ติดต่อกับทางเดิน ทิศตะวันออกยาว 32 วา ติดต่อกับคลองส่งน้ำชลประทาน ทิศตะวันตกยาว 32 วา ติดต่อกับถนนหลวง และมีที่ธรณีสงฆ์ 1 แปลง


เนื้อที่ 6 ไร่ 3 งาน พื้นที่ตั้งวัดเป็นพื้นที่ราบลุ่มอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำปิง อาคารเสนาสนะต่างๆ มีหอสวดมนต์กว้าง 8 เมตร ยาว 10 เมตร สร้าง พ.ศ. 2500 กุฎีสงฆ์จำนวน 3 หลัง เป็นอาคารครึ่งตึกครึ่งไม้ 1 หลัง อาคารไม้ 2 หลัง สำหรับปูชนียวัตถุ พระประธาน 2 องค์ วัดท่าช้าง สร้างขึ้นเป็นวัดนับตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. 2340 ประชาชนร่วมใจกันจัดสร้างวัดนี้ มีพระภิกษุจำพรรษา 10 รูป สามเณร 2 รูป เจ้าอาวาสที่ทราบมี 3 รูป คือ รูปที่ 1 หลวงพ่อสาน รูปที่ 2 หลวงพ่อคำมูล รูปที่ 3 พระครูสุนทรทุมมาภิบาล ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ พ.ศ. 2481 เป็นต้นมา

วัดนาคกลางวรวิหาร กรุงเทพมหานคร

วัดดนาคกลาง เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร มีเนื้อที่ทั้งสิ้น จำนวน 47 ไร่ 1 งาน 88 ตารางวา เป็นวัดโบราณ มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ความเป็นมาตอนหนึ่งว่า เดิมมี 3 วัด คือ
วัดนาค ปัจจุบันคือวัดพระยาทำวรวิหาร ตั้งอยู่ทางฝั่งเหนือคลองมอญ
วัดกลาง ปัจจุบันคือวัดนาคกลางวรวิหาร ตั้งอยู่ทางฝั่งใต้คลองมอญ
วัดน้อย ปัจจุบันคือที่ตั้งโรงเรียนทวีธาภิเศก และเคหสถานที่เช่าปลูกอาศัย
วัดทั้งสามนี้ มีข้อสันนิษฐานว่าน่าจะได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวงตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี ดังข้อความที่ปรากฏว่าในหนังสือเรื่อง “ตำนานวัตถุสถานที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนา” ตอนหนึ่งว่า


“ในสมัยที่กรุงธนบุรีเป็นราชธานีอยู่ 15 ปี ต้องทำศึกสงครามอยู่ทุกปีมิได้ขาด การกู้บ้านเมืองจึงมีโอกาสแต่เพียงรวบรวมราชอาณาเขตซึ่งแตกเป็นหลายก๊กกลับเป็นประเทศเดียวกันได้ดังแต่ก่อน แต่การที่จะก่อสร้างทำนุบำรุงบ้านเมืองให้กลับคืนดีดังเก่า ไม่มีโอกาสและกำลังที่จะทำได้เท่าใดนัก ด้วยเหตุนี้จึงมิใคร่ปรากฏวัตถุสถานที่สร้างในสมัยกรุงธนบุรี แม้ที่มีอยู่บ้างก็พึงสังเกตได้ว่าฝีมือช่างอยู่ข้างเลว เพราะช่างครั้งกรุงศรีอยุธยาถูกพม่ากวาดเอาไปเสีย ช่างที่มีในกรุงธนบุรีก็พึ่งฝึกหัดขึ้นใหม่ ยังมิทันที่จะเชี่ยวชาญ ถึงในการอื่น ๆ เช่น แต่งหนังสือ เป็นต้น ก็เป็นทำนองเดียวกัน ตลอดจนในฝ่ายพุทธจักรก็ต้องเป็นแต่สมมติวัดราษฎร์เป็นพระอารามหลวง และเที่ยวหาพระสงฆ์ ซึ่งเหลืออยู่ตามหัวเมือง มาเลือกสรรตั้งเป็นพระราชาคณะปกครองสังฆมณฑล...”
ถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ จึงมีกรณีรวมชื่อวัด วัดนาค ให้ชื่อใหม่ว่า วัดพระยาทำ โดยเอาชื่อเดิมมารวมเข้ากับ วัดกลางและวัดน้อย ได้ชื่อใหม่ว่า “วัดนาคกลาง” เมื่อ พ.ศ. 2323 สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ดังความในพระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา ว่า
“ขณะนั้น พระพุฒาจารย์ ซึ่งเป็นศิษย์สมเด็จพระสังฆราชไปเข้าพวกพระธรรมธีรราชมหามุนี วัดหงส์ ปรึกษาเห็นด้วยกันว่า วัดนาค กับ วัดกลาง มีอุปจารใกล้กันนักจะมีพัทธสีมาต่างกันนั้นมิควรจะมีพัทธสีมาแห่งเดียว ร่วมกระทำ อุโบสถสังฆกรรมในพัทธสีมาอันเดียวกัน จึงให้พระพุฒาจารย์ เป็นผู้เข้าถวายพระพรสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระองค์จึงดำรัสให้ประชุมพระราชาคณะปรึกษาพร้อมกัน ณ วัดบางหว้าใหญ่ ในสำนักสมเด็จพระสังฆราชว่า จะควรมิควร ประการใด และพระราชาคณะทั้งปวงมีสมเด็จพระสังฆราชเป็นประธาน ปรึกษาเห็นพร้อมกันว่า พระอารามทั้งสองนั้นมีคลองคั่นเป็นเขต ควรจะมีพัทธสีมาต่างกันได้ ด้วยมีตัวอย่างมาแต่โบราณ ครั้งกรุงเก่านั้นพระอารามใกล้ ๆ กัน มีอุโบสถ ผูกพัทธสีมาต่าง ๆ กัน มีมาแต่ก่อนเป็นอันมาก...”

วัดน่วมกานนท์ สมุทรสาคร

หลวงพ่อหาย มีประวัติความเป็นมาคือเมื่อประมาณ พ.ศ. 2548 มีสามีภรรยาคู่หนึ่งได้นำเอาพระพระพุทธรูปยืนองค์หนึ่งเป็นไม้แกะยืนเท่าคนจริงมาฝากพระครูสาครพัฒนกิจ เจ้าอาวาสวัดน่วมกานนท์ เนื่องจากกำลังปลูกบ้าน เมื่อบ้านเสร็จก็จะมารับคืน ด้วยความคุ้นเคยกันพระครูจึงรับฝากไว้ แต่หลังจากนั้น 2 เดือนเศษ ตัวสามีได้ป่วยหนัก พระครูจึงได้แนะนำให้ถวายพระองค์ที่ฝากไว้แก่วัด เนื่องจากพระครูเห็นว่า



พระองค์นี้มีขนาดใหญ่เท่าคนจริง ประทับยืนปางเปิดโลก แกะด้วยไม้มงคลเก่าแก่อายุประมาณ 200 กว่าปีในความเห็นของพระครู ซึ่งตามโบราณว่าพระพุทธรูปเก่าแก่โบราณนั้น คนที่มีบุญบารมีวาสนาเท่านั้นถึงจะครอบครองได้และต้องเป็นในลักษณะให้คนได้กราบไหว้ได้ด้วย ด้วยเหตุนี้สามีภรรยาคู่นั้นจึงถวายพระพุทธรูปองค์นี้ให้กับทางวัด วันรุ่งขึ้นอาการป่วยหนักก็ดีขึ้นตามลำดับ
หลังจากนั้นก็เป็นที่ทราบกันปากต่อปาก ชาวบ้านมากราบไหว้ขอพร โดยเฉพาะให้หายจากป่วยไข้ เมื่อสมหวังสมปรารถนาก็จะนำของมาถวาย เช่น ไข่ต้ม กล้วย และผลไม้ต่างๆ

วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร

วัดบวรนิเวศวิหารมีสถาปัตยกรรมแบบไทยผสมจีน ภายในพระอุโบสถมีพระพุทธรูปสำคัญอยู่ 2 องค์เป็นพระประธาน คือ พระพุทธสุวรรณเขต (หลวงพ่อโต) ที่อัญเชิญมาจากวัดสระตะพาน จังหวัดเพชรบุรี และพระพุทธชินสีห์ อัญเชิญมาจากวิหารทิศเหนือ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดพิษณุโลก ใต้ฐานพุทธบัลลังก์ พระพุทธชินสีห์ พระประธานในพระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร เป็นที่บรรจุพระบรมราชสรีรางคารพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงเคยผนวช ณ วัดนี้เมื่อยังทรงดำรงพระอิสริยยศที่สยามมกุฎราชกุมาร


ถัดจากพระอุโบสถออกไปเป็นเจดีย์กลมขนาดใหญ่ สร้างรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หุ้มกระเบื้องสีทอง รอบฐานพระเจดีย์มีศาลาจีนและซุ้มจีน ถัดออกไปเป็นวิหารเก๋งจีน นอกจากนี้ก็มีจิตรกรรมฝาผนังฝีมือขรัวอินโข่ง บริเวณรอบเจดีย์มีพระพุทธรูปสำคัญองค์หนึ่ง คือ พระไพรีพินาศ

ระหว่างที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงผนวชและประทับที่วัดบวรนิเวศวิหาร โปรดเกล้าฯ ให้ประติมากรของกรมศิลปากรปั้นหุ่นและสร้างพระพุทธรูปปางห้ามสมุทร โดยเสด็จพระราชดำเนินหล่อพระพุทธรูปเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2499 สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ได้ถวายพระนามพระพุทธรูปองค์นี้ว่า "พระพุทธนาราวันตบพิตร

วัดบางเหี้ย สมุทรปราการ

หลวงพ่อปาน ได้มาบรรพชาเป็นสามเณร ที่วัดอรุณราชวราราม(วัดแจ้ง)ฝั่งธนบุรี กรุงเทพมหานครฯ จวบจนเมื่ออายุครบ 20 ปี ท่านก็ได้อุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดอรุณราชวราราม(อารามหลวง) นั่นเอง โดยมี "ท่านเจ้าคุณศรีศากยมุนี" เป็นพระอุปัฌาย์[ต้องการอ้างอิง]

หลวงพ่อปาน ศึกษาทั้งด้านวิปัสสนากรรมฐาน รวมไปถึงไสยศาสตร์ต่างๆ โดยได้รับการถ่ายทอดจากคณาจารย์หลายองค์จนเชี่ยวชาญ ในเวลาต่อมาท่านจึงได้ย้ายมาจำพรรษาอยู่วัดบางเหี้ยนอก(วัดมงคลโคธาวาส) โดยมีพระซึ่งเป็นสหายสนิทตามมาด้วยองค์หนึ่งชื่อ หลวงพ่อเรือน[ต้องการอ้างอิง] หลังออกพรรษาท่านและหลวงพ่อเรือนก็เริ่มออกธุดงค์ไปยังสถานที่ต่างๆ(ป่าเขา) เป็นประจำ ในพรรษาต่อๆ มาจึงเริ่มมีพระผู้ติดตามมากขึ้นจนกระทั่งออกธุดงค์ครั้งละเป็นร้อยรูป



หลวงพ่อปานและหลวงพ่อเรือนได้ดั้นด้นไปจนถึง วัดอ่างศิลา จังหวัดชลบุรี เพื่อศึกษาพระธรรมและได้ฝากตัวเป็นสานุศิษย์ของ หลวงพ่อแตง เจ้าอาวาสวัดอ่างศิลา[ต้องการอ้างอิง] โดยเน้นศึกษาด้านวิปัสนาธุระและไสยเวทมนตร์ต่างๆ จนเมื่อมีความเชี่ยวชาญแล้วจึงได้อำลาพระอาจารย์กลับมาพำนักอยู่ที่วัดบ้านเกิดพร้อมด้วยพระอาจารย์เรือน ณ วัดบางเหี้ย(ปัจจุบันคือวัดมงคลโคธาวาส)
หลวงพ่อปาน เป็นพระภิกษุที่ปฏิบัติธรรมวินัยเคร่งครัดโดยปฏิบัติกิจของสงฆ์เป็นประจำทุกวัน เช่น การนำพระสงฆ์ออกบิณฑบาตทุกๆ เช้า นอกจากวันที่เจ็บป่วยจนไปไม่ไหวแล้วท่านก็ปฏิบัติเป็นประจำทุกวัน หรือการนำพระสงฆ์สวดมนต์เช้าเย็นที่หอสวดมนต์เป็นประจำทุกวันโดยสวดมนต์เป็นคัมภีร์หรือผูกเป็นเล่มเป็นวันๆ ไปกระทั่งสวดปาฏิโมกข์ ด้วยเหตุนี้ในสมัยของท่านนั้นบรรดาพระลูกวัดของท่านจึงสวดมนต์เก่งมาก

รูปหล่อหลวงพ่อปาน

ด้วยคุณความดีและคุณธรรมอันสูงส่งของหลวงพ่อปานที่ได้ประกอบขึ้นไว้แต่เมื่อครั้งท่านยังมีชีวิตอยู่ ทำให้ราษฎรทั้งในตำบลใกล้เคียงไปจนกระทั่งต่างอำเภอและต่างจังหวัดพากันเคารพนับถือและรำลึกถึงท่านอย่างไม่เสื่อมคลาย

ก่อนที่หลวงพ่อปานจะมรณภาพนั้นประชาชนที่มีความเคารพบูชาท่านได้พร้อมใจกันหล่อรูปเหมือนของท่านขึ้นมาองค์หนึ่งขนาดเท่าตัวจริง เพื่อไว้เป็นที่เคารพบูชากราบไหว้รูปหล่อแทนตัวท่าน เพราะท่านไม่ค่อยได้อยู่วัดเนื่องจากมักจะเดินธุดงค์ไปในที่ต่างๆ เป็นประจำ แต่เมื่อหล่อรูปเหมือนท่านขึ้นแล้วท่านก็ไม่ค่อยจะเข้าวัด มักจะปลีกตัวไปจำวัดที่พระปฐมเป็นประจำ

การที่หลวงพ่อปานไม่อยากเข้าวัดนั้นอาจเป็นเพราะท่านรู้ล่วงหน้าว่าถึงคราวจะหมดอายุขัยแล้วจึงต้องการความสงบในการพิจารณาธรรมก็เป็นได้ แต่ท่านก็ไม่ได้บอกกับใครๆ เมื่อญาติโยมอ้อนวอนมากๆ เข้า ท่านก็บ่ายเบี่ยงไปว่า “เข้าไปไม่ได้ อ้ายดำมันอยู่ ขืนเข้าไปอ้ายดำมันจะเอาตาย” ซึ่งคำว่า “อ้ายดำ” หมายถึงรูปหล่อของท่านนั่นเอง

ปัจจุบันนี้รูปหล่อของหลวงพ่อปานก็ยังประดิษฐานอยู่ที่วัดมงคลโคธาวาส ที่กุฏิของท่านซึ่งได้จัดสร้างขึ้นใหม่ในภายหลัง ซึ่งปรากฏความศักดิ์สิทธิ์มากมาย น้ำมนต์ที่หน้ารูปหล่อของท่านก็มีคนนำไปดื่ม ทองคำเปลวที่รูปหล่อก็มีคนนำไปปิดที่หน้าผากเพื่อรักษาโรค เป็นต้น

วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร

วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร หรือ วัดระฆัง, วัดหลวงพ่อโต ตั้งอยู่เลขที่ 250 แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร เป็นพระอารามหลวงชั้นโทชนิดวรมหาวิหาร อยู่ในเขตการปกครองคณะสงฆ์มหานิกายภาค 1

วัดแห่งนี้เป็นวัดโบราณ สร้างในสมัยอยุธยา เดิมชื่อ วัดบางว้าใหญ่ (หรือบางหว้าใหญ่) ในสมัยธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงสร้างพระราชวังใกล้วัดบางว้าใหญ่ โปรดเกล้าฯ ให้ยกเป็นพระอารามหลวงและเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราช ในสมัยรัตนโกสินทร์ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช วัดบางว้าใหญ่อยู่ในพระอุปถัมภ์ของเจ้านายวังหลัง คือสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยาเทพสุดาวดี (สา) พระเชษฐภคินีของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชและเป็นพระชนนีของกรมพระราชวังบวรสถานพิมุข ทรงมีตำหนักที่ประทับอยู่ติดกับวัด ได้ทรงบูรณปฏิสังขรณ์วัดร่วมกับพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และได้ขุดพบระฆังลูกหนึ่ง ซึ่งโปรดเกล้าฯ ให้นำไปไว้ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยทรงสร้างระฆังชดเชยให้วัดบางว้าใหญ่ 5 ลูก จากนั้นได้พระราชทานนามวัดใหม่ว่า “วัดระฆังโฆสิตาราม” นอกจากเป็นเพราะขุดพบระฆังที่วัดนี้และเพื่อฟื้นฟูแบบแผนครั้งกรุงศรีอยุธยาที่มีวัดชื่อวัดระฆังเช่นกัน ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อ “วัดระฆังโฆสิตาราม” เป็น “วัดราชคัณฑิยาราม” (คัณฑิ แปลว่าระฆัง) แต่ไม่มีคนนิยมเรียกชื่อนี้ ยังคงเรียกว่าวัดระฆังต่อมา


วัดระฆังโฆสิตารามมีหอพระไตรปิฎกซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่สวยงามมาก เคยเป็นพระตำหนักและหอประทับนั่งของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชขณะทรงรับราชการในสมัยธนบุรี และโปรดเกล้าฯ ให้รื้อมาถวายวัด เมื่อเสด็จขึ้นครองราชสมบัติแล้ว มีพระราชประสงค์จะบูรณปฏิสังขรณ์ให้สวยงามเพื่อเป็นหอพระไตรปิฎก

เดิมเป็นวัดโบราณสร้างในสมัยอยุธยา เดิมชื่อ วัดบางว้าใหญ่ (หรือบางหว้าใหญ่) ในสมัยธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงสร้างพระราชวังใกล้วัดบางว้าใหญ่ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทำการบูรณปฏิสังขรณ์ และขึ้นยกเป็นพระอารามหลวง และเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราชในสมัยรัตนโกสินทร์ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นที่ประชุมสังคายนาพระไตรปิฎก ซึ่งอัญเชิญมาจากนครศรีธรรมราชขึ้นที่วัดนี้

ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ วัดบางว้าใหญ่อยู่ในพระอุปถัมภ์ของเจ้านายวังหลัง คือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยาเทพสุดาวดี (สา) พระเชษฐภคินีของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และเป็นพระชนนีของกรมพระราชวังบวรสถานพิมุข ทรงมีตำหนักที่ประทับอยู่ติดกับวัด

ได้ทรงบูรณปฏิสังขรณ์วัดร่วมกับพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และได้ขุดพบระฆังลูกหนึ่ง ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำไปไว้ ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยทรงสร้างระฆังชดเชยให้วัดบางว้าใหญ่ ๕ ลูก

วัดศรีสุดารามวรวิหาร กรุงเทพมหานคร

วัดศรีสุดารามวรวิหารเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร ตั้งอยู่ริมคลองบางกอกน้อย เป็นวัดโบราณสร้างมานานก่อนกรุงรัตนโกสินทร์ เดิมชื่อ วัดชีปะขาว ในสมัยรัชกาลที่ ๑ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ซึ่งเป็นพระพี่นางในรัชกาลที่ ๑ ได้ทรงบูรณปฏิสังขรณ์และสถาปนาวัดขึ้นใหม่ ต่อมารัชกาลที่ ๔ โปรดให้ปฏิสังขรณ์และสร้างอุโบสถใหม่แทนหลังเก่า และพระราชทานนามใหม่ว่า พระศรีสุดาราม




สิ่งที่น่าสนใจภายในวัด
  • รูปหล่อสมเด็จพระพุทธาจารย์โต ใหญ่ที่สุดในประเทศ และเป็นที่นับถือของชาวบ้านโดยทั่วไป
  • พระวิหาร เดิมเป็นพระอุโบสถหลังเก่า ดัดแปลงเป็นวิหาร มีลักษณะเป็นแปดเหลี่ยม ต่อมาสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาชิรญาณวโรรสโปรดฯ ให้รื้อแล้วสร้างขึ้นใหม่ มีลักษณะคล้ายอุโบสถ ไม่มีช่อฟ้าใบระกา หน้าบันเป็นพานสองชั้น มีรูปปิ่นประดิษฐานไว้บนพาน หมายถึงพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ พระประธานภายในเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย และมีพระพุทธรูปทรงเครื่องอยู่รวมกันหลายองค์
  • พระปรางค์มี ๒ องค์ ทรงไทยโบราณ หน้าบันเป็นรูปเทพพนมลายก้านขดมีคันทวยรองรับ หน้าต่างเป็นรูปซุ้ม หน้าจั่ว เป็นรูปเทพพนม ช่อฟ้าใบระกานาคเอี้ยว กระจังติดประดับ
  • ศาลาการเปรียญ สร้างตั้งแต่สมัยอยุธยามีสภาพสมบูรณ์มาและยังมีภาพจิตรกรรมรูปทวารบาลจีนที่งดงามน่าชม
  • อนุสาวรีย์สุนทรภู่ ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่กวีเอกของโลก เนื่องด้วยวัดแห่งนี้เคยเป็นสถานที่ศึกษาของสุนทรภู่เมื่อครั้งยังเด็ก
  • วังมัจฉา อยู่บริเวณหน้าวัดซึ่งเป็นเขตอภัยทานเลี้ยงปลาสวายนับพันตัว ซึ่งนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติโดยเฉพาะชาวจีนนิยมมาจอดแวะให้อาหารปลา

วัดสุทธาวาส วิปัสสนา อยุธยา

แม้ไม่เก่าแก่อายุหลายร้อยปีเทียบเท่าศาสนาสถานอื่นในจังหวัด หากเดิมวัดตะพังโคลนแห่งนี้ ก้าวขึ้นมามีบทบาทในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาอย่างมากมาย จนได้ชื่อว่าเป็นพุทธมณฑลแห่งอยุธยา ก่อสร้างเมื่อพ.ศ.2465 เป็นวัดในสังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อพ.ศ.2492




โดยพระสมุห์สมรักษ์ อนาลโย หรือ หลวงพ่อรักษ์ เจ้าอาวาสวัดสุทธาวาสจัดให้มีวิปัสสนาเจริญพระพุทธมนต์ถวายเป็นพระราชกุศลทุกวันอาทิตย์เวลา16.09 น. และสอนกรรมฐานแก่ผู้มีจิตศรัทธามุ่งมั่นทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้วัดแห่งนี้ได้รับแต่งตั้งให้เป็นสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยาแห่งที่13 ตามมติที่ประชุมมหาเถรสมาคม โดยจัดให้มีการปฏิบัติธรรมแนวสติปัฏฐาน 4 เป็นประจำทุกเดือน มีผู้สนใจมาเข้าร่วมสายธรรมเป็นอันมาก จนวัดเติบโตก้าวหน้า ขยายขอบเขตวัดจากเดิม 44 ไร่เป็น 97 ไร่ และริเริ่มโครงการพัฒนาวัดสุทธาวาสฯให้กลายเป็นพุทธมณฑลของ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
สิ่งก่อสร้างที่มีผู้สนใจไปเยี่ยมชมมากมายไม่แพ้ไปปฏิบัติธรรมคือ พระบรมมหาธาตุเจดีย์ขนาดกว้าง 80 เมตร ยาว 80 เมตร สูง130 เมตร บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า 9 องค์ที่ได้รับประทานมาจากสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกเมื่อ 19 พฤษภาคม พ.ศ.2547

วัดสุทัศน์เทพวราราม กรุงเทพมหานคร

ในต้นยุคกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้มีการสร้างวัดขึ้นในพื้นที่พระนครชั้นใน ในปี พ.ศ. 2350 เดิมพระราชทานนามว่า “วัดมหาสุทธาวาส” โดยมีพื้นที่ตั้งอยู่ในดงสะแก เป็นที่ลุ่มจึงโปรดเกล้าฯ ให้ถมที่และสร้างเป็นวัด และโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระวิหารขึ้นก่อนเพื่อประดิษฐานพระศรีศากยมุนี (พระโต) ซึ่งอัญเชิญมาจากพระวิหารหลวงวัดมหาธาตุ จังหวัดสุโขทัย แต่สิ้นรัชกาลก่อนที่จะประดิษฐานเป็นสังฆาราม จึงเรียกกันว่า วัดพระโต, วัดพระใหญ่ หรือวัดเสาชิงช้าบ้าง จนกระทั่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยโปรดเกล้าฯ ให้สร้างต่อ และทรงจำหลักบานประตูพระวิหารด้วยพระองค์เอง แต่ก็สิ้นรัชกาลเสียก่อนที่การก่อสร้างจะแล้วเสร็จ การก่อสร้างวัด มาเสร็จบริบูรณ์ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ใน พ.ศ. 2390 และพระราชทานนามว่า "วัดสุทัศน์เทพวราราม" ปรากฏในจดหมายเหตุว่า "วัดสุทัศน์เทพธาราม" และในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงผูกนามพระประธานในพระวิหาร พระอุโบสถ และศาลาการเปรียญ ให้คล้องกันว่า "พระศรีศากยมุนี", "พระพุทธตรีโลกเชษฐ์" และ "พระพุทธเสรฏฐมุนี"

ภายในวัดสุทัศน์เทพวรารามเป็นที่ประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร และได้อัญเชิญ พระบรมราชสรีรางคารของพระองค์ มาบรรจุที่ผ้าทิพย์ด้านหน้าพุทธบัลลังก์พระศรีศากยมุนีเมื่อ พ.ศ. 2493 และมีพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทรในวันที่ 9 มิถุนายนของทุกปี
จำนวนสินค้าต่อหน้า   10 20 30