ภาคตะวันออก

วัดพระธาตุวาโย

วัดห้วยน้ำทรัพย์ หรือที่เรียกกันติดปากว่า "วัดพระธาตุวาโย" เป็นวัดที่มีชื่อเสียงในเขตอำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา แวะชมพระมหาเจดีย์ พระธาตุวาโย ที่มีรูปแบบเจดีย์ 3 สีไม่เหมือนที่ไหน งดงามแปลกตาราวกับช้างเผือกในป่าใหญ่ ภายในมีลวดลายวิจิตรสวยงาม กราบสักการะพระพุทธเจ้าห้าพระองค์ และขึ้นไปยังชั้นบนขององค์เจดีย์เพื่อชมวิวทิวทัศน์อ่างเก็บน้ำลาดกระทิง
วัดห้วยน้ำทรัพย์ ตั้งอยู่ริมอ่างเก็บน้ำลาดกระทิง ในอำเภอสนามชัยเขต หากเดินทางจากตัวเมืองฉะเชิงเทรา ใช้เส้นทางเข้าสู่อำเภอท่าตะเกียบ (ทางที่จะเข้าสู่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน (3259) วัดพระธาตุวาโย จะถึงก่อน
วัดห้วยน้ำทรัพย์ เดิมเป็นเพียงสำนักสงฆ์ หลังจากนั้นมีคุณแม่สุจิตรา พานทอง และคณะศิษย์ ร่วมสนับสนุนให้สร้างเป็นวัดขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2528 โดยเกิดจากนิมิตรของคุณแม่สุจิตรา เกี่ยวกับเรื่องเมืองวาโยนคร ว่าในสมัยหลังพุทธกาลสองร้อยกว่าปี ดินแดนแห่งนี้เคยเป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์ ถูกขนานนามว่า "วาโยนคร" มีท้าวแสนชัยเป็นเจ้าเมือง ที่นำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ดินแดนแห่งนี้ แต่ด้วยภัยธรรมชาติและโรคระบาดครั้งใหญ่ ทำให้ดินแดนแห่งนี้สาบสูญไป
วัดห้วยน้ำทรัพย์ เป็นวัดที่มีพื้นที่กว้างไปจรดบริเวณอ่างเก็บน้ำลาดกระทิง โดยรอบมีต้นไม้ร่มรื่น กลางวัดมีถนนตัดผ่าน จึงแบ่งพื้นที่เป็นสองส่วน ภายในวัดมีสิ่งที่น่าสนใจหลายอย่างให้ชม บางจุดอยู่ในระยะไกลกัน ต้องขับรถไปชม ส่วนที่โดดเด่นที่สุดภายในวัด คือ พระมหาเจดีย์พระธาตุวาโย
หลวงพ่อปลดหนี้ วัดพระธาตุวาโย เป็นพระพุทธรูปปางชนะมาร หรือมารวิชัย ประวัติดั้งเดิมไม่ปรากฎแน่ชัด แต่เมื่อครั้นเริ่มก่อสร้างวัดห้วยน้ำทรัพย์ พระธาตุวาโย เมื่อปี พ.ศ. 2528 หลวงพ่อปลดหนี้นี้ก็ได้ปรากฎมาแต่เดิมก่อนแล้ว ซึ่งพุทธคุณของหลวงพ่อปลดหนี้ มีดังนี้
- ปลดหนี้สิน
- ทำมาหากินคล่องตัว
- ทำมาค้าขึ้น



พระมหาเจดีย์พระธาตุวาโย หลวงพ่อปลดหนี้ วัดพระธาตุวาโย

พระมหาเจดีย์พระธาตุวาโย เป็นเจดีย์ทรงระฆังคว่ำขนาดใหญ่ สูง 39 เมตร ฐานเจดีย์มีเส้นผ่าศูนย์กลางกว้าง 20 เมตร เนื้อที่ภายในองค์เจดีย์มีประมาณ 400 ตารางวา (1 ไร่) ใช้งบประมาณทั้งสิ้นกว่า 60 ล้านบาท เริ่มวางศิลาฤกษ์ก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ.2532 แล้วเสร็จในปี พ.ศ.2536

ภายนอกของเจดีย์พระธาตุวาโย เป็นเจดีย์ที่มีรูปลักษณะคล้ายเจดีย์ทรงระฆัง แต่แตกต่างจากเจดีย์ทั่วไปคือ มีองค์ระฆังซ้อนกัน 3 ชั้น แต่ละชั้นประดับด้วยสีกระเบื้องต่างกันออกไป 3 สี ทำให้ดูโดดเด่น องค์ระฆังชั้นล่างประดับด้วยกระเบื้องสีเหลืองทอง องค์กลางมีขนาดเล็กลง ประดับด้วยกระเบื้องสีน้ำเงิน ส่วนองค์ระฆังชั้นบนประดับด้วยกระเบื้องสีขาว มีขนาดเล็กลดหลั่นกันไป ต่อจากองค์เจดีย์สีขาว เป็นปล้องไฉน ปลี และปลียอด ตามลำดับ (ไม่มีบัลลังก์ เสาหาน และก้านฉัตร เหมือนเจดีย์ทรงระฆังโดยทั่วไป) รอบองค์ระฆังแต่ละชั้นนอกจากจะต่างสีกั้นแล้ว ที่คอระฆัง และปากระฆังแต่ละองค์ ยังประดับลวดลายดอกแบบไทยๆ ดูงดงามมาก

องค์มหาเจดีย์ตั้งอยู่บนฐานทรงกระบอก ที่ทำเป็นซุ้มประตูทางเข้า 4 ทิศ แต่ละประตูมีบันไดพญานาคนำเข้าสู่ตัวเจดีย์ และโดยรอบเจาะเป็นช่องหน้าต่างเรียงรายตลอด ส่วนภายในองค์เจดีย์ เป็นโถงขนาดใหญ่ ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ และพระพุทธเจ้าห้าพระองค์ โดยแบ่งออกเป็นชั้นๆ คือ

ชั้น 1 มีลักษณะเป็นโถงทรงกลมใหญ่ มีหน้าต่างใสให้ความสว่างรอบทิศ สีภายในชั้นล่างเน้นสีเหลืองทอง ประดับด้วยลวดลายไทยสวยงาม เมื่อต้องแสงไฟยิ่งทำให้ลวดลายดูเรืองรองสวยงามยิ่งขึ้น ตรงกลางมีเสาแกนกลางเจดีย์ และเสารับคานรายล้อมอีก 8 ต้น เสาแต่ละต้นตกแต่งด้วยลวดลายแกะสลักดูอ่อนช้อยสวยงาม เสาแกนกลางประดิษฐานพระพุทธรูปปางยืน 5 องค์ เปรียบได้กับพระพุทธเจ้าห้าพระองค์* ประทับยืนหันหน้าออกจากเสา ทุกองค์มีพุทธลักษณะกำลังก้าวย่าง มีพระพุทธรูปหนึ่งองค์ที่มีพุทธลักษณะแตกต่างจากองค์อื่นคือ มีสีพระวรกายเป็นสีเทา พระหัตถ์ขวาอุ้มบาตร ส่วนพระหัตถ์ซ้ายยกขี้นระดับอก ห้องโถงชั้นล่างนี้ มีหน้าต่างโดยรอบ เหนือกรอบหน้าต่าง เป็นภาพเขียนสีน้ำมัน ที่เขียนถึงเรื่องเล่าของชาววาโยนาคนคร** จากโถงชั้นล่าง มีบันไดเวียนสำหรับขึ้นไปยังชั้นกลาง และชั้นบน เป็นบันไดเหล็กที่ค่อนข้างแคบและชัน (อาจไม่เหมาะกับผู้สูงอายุ)

* พระพุทธเจ้าห้าพระองค์ที่กล่าวถึง ได้แก่ พระกกุสันธพุทธเจ้า พระโกนาคมพุทธเจ้า พระกัสสปพุทธเจ้า พระศากยมุนีโคดมพุทธเจ้า (องค์ปัจจุบัน) และพระอริยเมตตรัยพุทธเจ้า (เป็นองค์ในอนาคตที่ยังไม่ปรากฏ)

** ภาพประวัติเรื่องเล่าชาววาโย เป็นภาพเล่าเรื่องราวในช่วงสงครามระหว่างไทยกับขอม ขณะที่ฝ่ายไทยเป็นฝ่ายเสียเปรียบขอม เจ้าขุนมูลนายท่านหนึ่งจึงได้พาไพร่พลหลบหนีออกมา ในระหว่างนั้นเอง ท่านได้เกิดนิมิตรขึ้นว่า มีเทวดาบอกให้ตั้งรกรากใหม่ที่ตรงนี้ ซึ่งเคยเป็นเมืองพญานาค จะทำให้บ้านเมืองจะมีความเจริญรุ่งเรือง ซึ่งต่อมาท่านได้สร้างเมืองวาโย จนกลายเป็นเมืองที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาก การค้าขายรุ่งเรือง ผู้คนผาสุข รักในศาสนา และตั้งอยู่ในศีลธรรม

เจ้าเมืองวาโยมีลูกสาว 3 คน ลูกสาวสองคนแรกได้ออกเรือนพร้อมกันไปแล้ว พอถึงลูกสาวคนสุดท้อง กลับได้ลูกเขยที่มีนิสัยชอบเล่นการพนัน กินเหล้าเมายา จนเชื่อกันว่าการที่มีลูกเขยที่ไม่ตั้งอยู่ในศีลในธรรมนั้น มีส่วนทำให้เมืองเกิดอาเพท เกิดภัยพิบัติผู้คนล้มตาย ทำการค้าใดก็ไม่เจริญ จนกระทั่งวันหนึ่ง มีเทวดาได้มาเข้าฝันสองตายาย ผู้ที่อยู่ในศีลธรรม มีจิตใจเมตตา เคารพในศาสนา เทวดากล่าวว่าให้สร้างวัดขึ้น เพื่อให้ชาววาโย ได้กลับมาเพื่อนำความเจริญให้กลับคืนมาอีกครั้ง

ชั้น 2 เมื่อขึ้นมาถึงชั้น 2 มีลักษณะเป็นโถงขนาดกลาง เสาแต่ละต้นประดับกระเบื้องสีน้ำเงิน ที่เสากลาง และคานรับเสา ยังคงประดับด้วยลวดลายอ่อนช้อย ชั้นนี้ประดิษฐานพระพุทธรูปปางต่างๆ มากมาย ทั้งโดยรอบเสาแกนกลาง และริมผนังด้านข้าง ชั้นนี้ยังมีหน้าต่างกระจกใสโดยรอบสูงจากพื้นขึ้นมา สามารถมองเห็นวิวอ่างเก็บน้ำลาดกระทิงได้

ชั้น 3 เป็นชั้นบนสุดของพระมหาเจดีย์ ชั้นนี้จะเปิดให้ขึ้นไปชมได้เฉพาะในวันหยุดนักขัตฤกษ์เท่านั้น ชั้นบนนี้เน้นโทนสีขาว ตัดกับลวดลายประดับ และองค์พระสีทอง เป็นชั้นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางต่างๆ มากมาย และยังมีหน้าต่างสูงจากพื้นโดยรอบ ได้เห็นทัศนียภาพอ่างเก็บน้ำลาดกระทิงในมุมกว้าง

หลวงพ่อใหญ่ประทานพร

หลวงพ่อใหญ่ประทานพร เป็นพระพุทธรูปปางประทานพรขนาดใหญ่ สร้างในปี พ.ศ.2535 - 2537 องค์พระหน้าตักกว้าง 20 เมตร มีความสูง 29 เมตร ใช้งบประมาณ 15 ล้านบาท หลวงพ่อใหญ่ประทานพร ตั้งบนฐานไพทีที่ทำเป็นห้องโถงชั้นล่าง มีลักษณะเหมือนใต้ถุนอาคาร ชั้นบนเป็นองค์พระประดิษฐานอยู่กลางแจ้ง การขึ้นไปกราบสักการะจะขึ้นทางบันไดด้านหน้า ที่ตั้งอยู่นอกอาคาร

อนุสาวรีย์สมเด็จพ่อแสนคำฟ้า

อนุสาวรีย์สมเด็จพ่อแสนคำฟ้า ตั้งอยู่ด้านหน้าของหลวงพ่อใหญ่ประทานพร เชื่อกันว่า สมเด็จพ่อแสนคำฟ้าเป็นผู้สร้างเมืองวาโยนครในอดีต ดูแลไพร่ฟ้าประชาชนให้มีความสุขสมบูรณ์กันถ้วนหน้า ต่อมาเมืองวาโยนาคนครได้ถึงกาลสลายลงด้วยภัยธรรมชาติ สมเด็จพ่อแสนคำฟ้า ได้ให้ลูกหลานสร้างเมืองขึ้นมาใหม่อีกครั้ง โดยเริ่มสร้างจากวัดพระธาตุวาโย และขยายไปเรื่อยๆ ลูกหลานวาโยจึงพร้อมใจกันสร้างอนุสาวรีย์นี้ไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์สถาน เพื่อกราบระลึกถึงพระคุณของท่าน

หลวงพ่อปลดหนี้ วัดพระธาตุวาโย



หลวงพ่อปลดหนี้ วัดพระธาตุวาโย เป็นพระพุทธรูปที่อยู่คู่กับวัดห้วยน้ำทรัพย์มาตั้งแต่มีการสร้างวัดในปี พ.ศ.2528 โดยไม่ได้มีประวัติความเป็นมาที่แน่ชัด หลวงพ่อปลดหนี้เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ประดิษฐานอยู่นอกอาคารวิหาร ภายใต้ร่มเงาของต้นโพธิ์ใหญ่ ทางด้านหลังพระมหาเจดีย์ มีผู้คนศรัทธา มากราบไหว้ ปิดทอง และขอพร ให้ช่วยเรื่องการปลดหนี้กันมาก โดยเฉพาะผู้ที่ทำธุรกิจการค้าขาย มักจะขอให้ทำมาหากินได้คล่องตัว ไม่ขัดข้อง หลวงพ่อปลดหนี้ วัดพระธาตุวาโย

พระพุทธไสยาสน์

พระพุทธไสยาสน์ สร้างในช่วงปี พ.ศ.2539 - 2541 มีความยาว 20 เมตร ประดิษฐานอยู่ภายในศาลา เป็นพระพุทธไสยาสน์ (พระนอน) ตั้งอยู่บนฐานไพทีที่มีลวดลายพระพุทธรูปโดยรอบ ใต้ฐานองค์พระบรรจุอัฐิคุณแม่สุจิตรา พานทอง ผู้มีส่วนร่วมในการก่อสร้างวัด

อ่างเก็บน้ำลาดกระทิง

เป็นอ่างเก็บน้ำในโครงการสืบเนื่องมาจากพระราชดำริของ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ใช้สำหรับการพัฒนาด้านแหล่งน้ำ เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดไม่ใหญ่มากนัก ด้านสันเขื่อนมีความกว้าง 6 เมตร ยาว 495 เมตร เขื่อนสูง 10.50 เมตร นอกจากเป็นแหล่งกักเก็บน้ำเพื่อการเกษตรแล้ว ยังเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ สามารถเดินเล่น รับลม ชมวิวทิวทัศน์

หลวงปู่ทวด

หลวงปู่ทวด (หรือ สมเด็จเจ้าพะโคะ, หลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด, สมเด็จเจ้าพระราชมุนีสามีรามคุณูปรมาจารย์) [1] เป็นที่รู้จักกันดีในประเทศไทยจากตำนานท้องถิ่นซึ่งยังไม่ปรากฏหลักฐานในทางประวัติศาสตร์ยืนยันความมีอยู่จริง ประวัติที่พิมพ์เผยแพร่กล่าวว่าท่านเป็นพระเกจิอาจารย์รูปสำคัญในสมัยกรุงศรีอยุธยา ผู้ที่ศรัทธาในหลวงปู่ทวดเชื่อกันว่าพระเครื่องที่สร้างเนื่องด้วยท่านจะมีอานุภาพสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองผู้มีพระเครื่องหลวงปู่ทวดในครอบครอง  ปัจจุบันหลวงปู่ทวดถือได้ว่าเป็นพระเกจิอาจารย์ในตำนานที่มีผู้ศรัทธาจำนวนมาก รูปสำคัญ 1 ใน 2 มหาเกจิอาจารย์ของเมืองไทย คู่กับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) (หลวงปู่โต) ที่มีตัวตนจริง

เมื่อท่านเกิดมาแล้วก็มีเหตุอัศจรรย์เกิดขึ้นกับท่านเรื่อยมา เป็นต้นว่า ขณะที่ท่านอยู่ในวัยแบเบาะในช่วงฤดูเกี่ยวข้าวบิดามารดาของท่านต้องออกไปเกี่ยวข้าวที่กลางทุ่งนาซึ่งเป็นนาของเศรษฐีปาน ซึ่งท้องนาแห่งนั้นห่างจากบ้านประมาณ 2 กิโลเมตร ที่นาแห่งนั้นมีดงตาลและมะเม่าเป็นจำนวนมากครั้งนั้นจึงเรียกว่าทุ่งเม่า ปัจจุบันตั้งเป็นสำนักสงฆ์ชื่อนาเปล ในสมัยนั้นจึงมีสัตว์ป่าชุกชุมพอสมควร บิดามารดาของท่านจึงผูกเปลของท่านซึ่งเป็นเปลผ้าไว้กับต้นมะเม่าสองต้นและก็ได้เกี่ยวข้าวอยู่ไม่ไกลจากบริเวณนั้น พอได้ระยะเวลาที่นางจันทร์ต้องให้นมลูก นางจันทร์จึงเดินมาที่ที่ปลูกเปลของลูกน้อย และก็เห็นงูจงอางตัวใหญ่หรืองูบองหลาที่ชาวภาคใต้เรียกกันพันที่รอบเปล นางจันทร์เห็นแล้วตกใจเป็นอันมากจึงเรียกนายหูซึ่งอยู่ไม่ไกลนักมาดูและช่วยไล่งูจงอางนั้น แต่งูจงอางนั้นก็ไม่ไปไหนอิ นายหูและนางจันทร์จึงตั้งสัตยาธิฐานว่าขออย่าให้งูนั้นทำร้ายลูกน้อยเลย ไม่นานนักงูจงอางนั้นก็คลายวงรัดออกและเลื้อยหายไปในป่านายหูและนางจันทร์จึงเข้าไปดูลูกน้อยเห็นว่ายังหลับอยู่และไม่เป็นอันตรายใด ๆ และปรากฏว่ามีเมือกแก้วขนาดใหญ่ที่งูจงอางคลายไว้อยู่บนอกเด็กชายปูนั้น เมือกแก้วนั้นมีแสงแวววาวและต่อมาได้แข็งตัวเป็นลูกแก้ว ปัจจุบันได้ประดิษฐานที่วัดพะโคะ เมื่อเศรษฐีปานทราบเรื่องเข้าก็บีบบังคับขอลูกแก้วเอาจากนายหูและนางจันทร์ บิดามารดาของท่านจึงจำต้องยอมให้ลูกแก้วนั้นแก่เศรษฐีปานซึ่งเป็นนายเงิน แต่ลูกแก้วนั้นเป็นของศักดิ์สิทธิประจำตัวท่าน เมื่อเศรษฐีปานเอาลูกแก้วไปแล้วก็เกิดเภทภัยในครอบครัวเกิดการเจ็บป่วยกันบ่อย และมีฐานะยากจนลง เศรษฐีปานจึงได้เอาลูกแก้วมาคืนและขอขมาเด็กชายปู และยกหนี้สินให้แก่นายหูและนางจันทร์ ทั้งสองจึงพ้นจากการเป็นทาสและต่อมาก็มีฐานะดีขึ้น ๆ ส่วนเศรษฐีปานก็มีฐานะดีขึ้นดังเดิม




เมื่อท่านมีอายุได้ประมาณ 7 ขวบ พ.ศ. 2132 บิดามารดาของท่านจึงนำท่านไปฝากไว้เป็นศิษย์วัดเพื่อเล่าเรียนหนังสือ ที่วัดกุฎ๊หลวงหรือวัดดีหลวงในปัจจุบัน ซึ่งเป็นวัดอยู่ใกล้บ้านท่าน ขณะนั้นมีท่านสมภารจวง ซึ่งมีศักดิ์เป็นลุงของท่านเป็นเจ้าอาวาสอยู่ เด็กชายปูเป็นเด็กที่หัวดีเรียนเก่งสามารถเล่าเรียนภาษาขอมและภาษาไทยได้อย่างรวดเร็ว สมภารจวงได้บวชให้ท่านเป็นสามเณรเมื่ออายุได้ 15 ปี ตอนที่ท่านบวชเป็นสามเณรนี้เองบิดาของท่านจึงถวายลูกแก้วคืนให้แก่ท่านเป็นลูกแก้วประจำตัวท่านต่อไป

ด้วยความที่เป็นคนใฝ่เรียนใฝ่รู้ตลอดเวลาของท่าน ต่อมาท่านสมภารจวงได้นำไปฝากให้เล่าเรียนหนังสือที่สูงขึ้นสมัยนั้นเรียกว่ามูลบทบรรพกิจ ปัจบันก็คือเรียนนักธรรมนั่นเอง โดยนำไปฝากเรียนไว้กับสมเด็จพระชินเสน ซึ่งเป็นพระเถระชั้นสูงที่ส่งมาจากกรุงศรีอยุธยา ให้มาครองเป็นเจ้าอาวาสวัดสีคูยังหรือวัดสีหยังในปัจจุบัน ห่างจากวัดดีหลวงไปทางเหนือประมาณ 4 กิโลเมตร ท่านได้เรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วและจบหลักสูตรที่วัดสีคูยังนั้น หลังจากนั้นท่านได้เดินทางเข้ามาศึกษาต่อที่เมืองนครศรีธรรมราชเพื่อเรียนหนังสือให้สูงขึ้น

โดยมาพำนักอยู่ที่วัดเสมาเมือง ซึ่งเป็นสำนักเรียนและมีสมเด็จพระมหาปิยะทัสสี เป็นเจ้าอาวาส และบรรพชาอุปสมบทเป็นพระสงฆ์เมื่ออายุครบกาลอุปสมบท ท่านได้ศึกษาวิชาจากครูบาอาจารย์ต่าง ๆ จนมีความรู้และเป็นผู้ทรงอภิญญามาก และได้แสดงปาฏิหาริย์หลายครั้ง ท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์จากสมเด็จพระเอกาทศรศในครั้งสุดท้ายในราชทินนามที่ สมเด็จเจ้าพระราชมุนีสามีรามคุณูปรมาจารย์ สุดท้ายเมื่อท่านมีอายุได้ 80 ปี ท่านได้กลับมาจำพรรษาที่วัดพะโคะ วัดบ้านเกิดของท่าน ต่อมาท่านได้สั่งเสียกับลูกศิษย์ว่าเมื่อท่านมรณภาพให้นำพระศพท่านไปไว้ที่ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ต่อไปสถานที่ข้างหน้าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ให้คนมาเที่ยว


หลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร่

หลวงพ่อคูณ แห่งวัดบ้านไร่ เป็นชื่อที่ติดหู และได้รับความสนใจของคนไทยมานานหลายสิบปี ด้วยความที่หลวงพ่อท่านเป็นพระที่มากด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากมาย ไม่ว่าจะเป็นท่านั่งยอง หรือการพูดจากภาษาพ่อขุนรามคำแหง แต่สิ่งที่นับว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้คนมักนึกถึงหลวงพ่อคูณ คงหนีไม่พ้นเครื่องรางของขลัง และหลักคำสอนแบบตรงไปตรงมาที่แฝงไว้ด้วยหลักธรรมอันลึกซึ้ง ให้ผู้คนนำไปยึดเป็นแนวทางดำเนินชีวิต

พระเทพวิทยาคม (คูณ ปริสุทโธ) แห่งวัดบ้านไร่ ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา พระเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งภาคอีสาน เกิดในครอบครัวชาวนา

หลวงพ่อคูณ ได้เข้าเรียนหนังสือกับ พระอาจารย์เชื่อม วิรโธ พระอาจารย์ฉาย และพระอาจารย์หลี ซึ่งได้เรียนทั้งภาษาไทยและภาษาขอม ที่วัดบ้านไร่ ซึ่งเป็นสถานการศึกษาแห่งเดียวในหมู่บ้าน ตั้งแต่อายุประมาณ 6-7 ขวบ โดยได้ศึกษาภาษาไทยและขอม นอกจากนี้พระอาจารย์ทั้ง 3 ยังเมตตา สอนวิชาคาถาอาคมป้องกันอันตรายต่าง ๆ ให้แก่หลวงพ่อคูณด้วย ด้วยเหตุนี้หลวงพ่อคูณจึงมีความเชี่ยวชาญวิชาอาคมต่าง ๆ มาตั้งแต่สมัยยังเป็นเด็ก 

เมื่ออายุครบ 21 ปีก็ได้เข้าอุปสมบท ณ พัทธสีมา วัดถนนหักใหญ่ ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2487 ตรงกับวันศุกร์ เดือน 6 ปีวอก (หนังสือบางแห่งระบุว่าเป็นปี 2486) โดยมีพระครูวิจารย์ดีกิจ อดีตเจ้าคณะอำเภอด่านขุนทด เป็นพระอุปัชฌาย์ ส่วนพระกรรมวาจาจารย์ ก็คือพระอาจารย์สุข วัดโคกรักษ์

โดยหลังจากที่อุปสมบทเป็นพระภิกษุเรียบร้อยแล้วได้รับฉายาว่า "ปริสุทโธ" และฝากตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อแดง วัดบ้านหนองโพธิ์ ต.สำนักตะคร้อ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นพระนักปฏิบัติทางด้านคันถธุระและวิปัสสนาอย่างเคร่งครัด และทั้งเป็นพระเกจิอาจารย์พระคณาจารย์ ที่เรืองวิทยาคมเป็นอย่างยิ่ง จนเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของผู้คนและมีลูกศิษย์เป็นจำนวนมาก 

จากนั้นหลวงพ่อคูณก็ได้ตั้งใจร่ำเรียนพระธรรมวินัย และอยู่ปรนนิบัติรับใช้หลวงพ่อแดงมานานพอสมควร ก่อนที่หลวงพ่อแดงจะพาหลวงพ่อคูณไปฝากตัวเป็นลูกศิษย์ "หลวงพ่อคง พุทธสโร" เนื่องจากทั้งสองรูปเป็นเพื่อนที่มักมีการพบปะแลกเปลี่ยนธรรมะ ตลอดจนวิชาอาคมต่าง ๆ แก่กันเสมอ

จากนั้นหลวงพ่อคง ผู้ทรงคุณทั้งทางธรรม และทางไสยเวทย์ ก็ได้สอนวิชาต่าง ๆ ให้กับหลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ ด้วยความรักใคร่มิได้ปิดบังอำพรางแต่อย่างใด โดยใช้วิธีการสอนโดยการศึกษาพระธรรมควบคู่กับการปฏิบัติพระกัมมัฏฐาน เน้นการมี "สติ" ระลึกรู้ พิจารณาอารมณ์ต่าง ๆ ที่มากระทบและให้เกิดความรู้เท่าทันในอารมณ์นั้น

ทั้งนี้สิ่งที่ทำให้หลวงพ่อคูณ เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของผู้คนและมีลูกศิษย์เป็นจำนวนมากนั้น คงหนีไม่พ้นเรื่องการสร้างวัตถุมงคล โดยตามประวัติพบว่าท่านเคยสร้างวัตถุมงคลรุ่นแรก ตั้งแต่สมัยบวชได้ประมาณ 7 พรรษา โดยเริ่มจากตะกรุดโทน ตะกรุดทองคำ เพื่อฝังที่ใต้ท้องแขน ณ วัดบ้านไร่ ราว พ.ศ. 2493 โดยท่านบอกกับผู้มาขอเสมอว่า "ใครขอกูก็ให้ ไม่เลือกยากดีมีจน"

ปัจจุบันพระเครื่องหลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร่ นั้นเป็นที่นิยมและต้องการของลูกศิษย์ และนักสะสมพระเครื่องอย่างมาก หลาย ๆ รุ่นมีราคาแพงมาก โดยเฉพาะเหรียญหลวงพ่อคูณรุ่นแรก ส่วนเรื่อง "เครื่องรางของขลัง" ของหลวงพ่อคูณคงต้องยกให้ ตะกรุดทองคำหลวงพ่อคูณ ซึ่งจะเป็นตะกรุดทองคำฝังแขน ซึ่งท่านจะมีข้อห้าม 2 ข้อ คือ

  1. ห้ามด่าแม่
  2. ห้ามผิดลูกเมียผู้อื่น

กระทั่งเมื่อเวลา 05.40 น. ของวันที่ 15 พฤษภาคม 2558 ท่านมีอาการหัวใจหยุดเต้น แพทย์ต้องนำตัวส่งมารักษาที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมาอีกครั้ง โดยคณะแพทย์ได้ทำการรักษาอย่างสุดความสามารถ แต่ไม่อาจยื้อชีวิตได้ ท่านได้ละสังขารไปเมื่อเวลา 11.45 น. ของวันที่ 16 พฤษภาคม 2558 สิริอายุ 92 ปี

หลวงพ่อโสธร

ประวัติหลวงพ่อโสธรนั้น ตำนานไม่ได้กล่าวไว้ว่าใครเป็นผู้สร้างหรือสร้างเมื่อใด ทราบตามที่เล่าต่อๆ กันมาแต่เพียงว่า ในจังหวัดหนึ่งทางภาคเหนือของไทย มีพระภิกษุสามองค์พี่น้อง เรียนพระธรรมวินัยแตกฉานแล้วก็จำแลงกายเป็นพระพุทธรูป


เมื่อมาถึงบริเวณหนึ่งก็ปรากฏองค์ขึ้น ชาวบ้านบริเวณนั้นพบเข้าก็พากันเอาเชือกมนิลามาฉุดขึ้น แต่ก็เอาขึ้นมาไม่ได้เพราะเชือกขาด ก่อนที่พระทั้งสามองค์จะจมหายไปบริเวณที่พระทั้งสามองค์ลอยทวนน้ำหนีนั้นเรียกว่า สามพระทวน ต่อมาได้เพี้ยนและเรียกว่า สัมปทวน อำเภอเมืองฉะเชิงเทราจนทุกวันนี้

ต่อมาได้มาผุดขึ้นที่คลองคุ้งให้ชาวบ้านแถวนั้นเห็นอีก ชาวบ้านก็พยายามชุดขึ้นฝั่งแต่ไม่สำเร็จอีก สถานที่นั้นเรียกว่า บางพระ มาจนทุกวันนี้ แต่นั้นมาพระพุทธรูปทั้งสามองค์ก็ได้สำแดงอภินิหารในคลองเล็กๆ ตรงข้ามกองพันทหารช่างที่ 2 ฉะเชิงเทรา บริเวณนั้นเรียกว่า แหลมลอยวน คลองนั้นได้นามว่า คลองสองพี่น้อง ภายหลังก็เงียบไป

จวบจนองค์หนึ่งได้ลอยไปจนถึงแม่น้ำแม่กลอง และไปปรากฏขึ้นที่สมุทรสงคราม ชาวประมงได้พร้อมใจกันอาราธนาขึ้นไปประดิษฐานไว้ที่วัดบ้านแหลมหรือวัดเพชรสมุทรวรวิหาร เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์เป็นที่นับถือของพุทธศาสนิกชนชาวสมุทรสงคราม เรียกกันว่า หลวงพ่อบ้านแหลม มาจนทุกวันนี้



องค์ที่สองได้ลอยวนไปวนมาและมาผุดขึ้นหน้า วัดหงษ์ เล่ากันว่า ที่วัดนี้เดิมมีเสาใหญ่มีหงษ์ทำด้วยทองเหลืองอยู่บนยอดเสานั้น จึงได้ชื่อว่าวัดหงษ์ ต่อมาหงษ์ที่ยอดเสาหักตกลงมาเสียชำรุด ทางวัดจึงเอาธงไปติดไว้ที่ยอดเสาแทนรูปหงษ์ จึงได้ชื่อว่าวัดเสาธง แล้วต่อมาก็เกิดมีพายุพัดเสานี้หักลงส่วนหนึ่ง จึงได้ชื่อว่าวัดเสาทอน และต่อมาชื่อนี้ได้กลายไปเป็นวัดโสธร

ประชาชนพลเมืองจำนวนมากได้พากันหลั่งไหลมาอาราธนาฉุดขึ้นฝั่งแต่ก็ไม่สำเร็จ ขณะนั้นมีอาจารย์ผู้ทรงคุณวิเศษผู้รู้คนหนึ่งสำเร็จไสยศาสตร์หรือเทพไสยรู้หลักและวิธีอาราธนา จึงได้ทำพิธีปลูกศาลเพียงตาบวงสรวง กล่าวคำอัญเชิญชุมนุมเทวดาอาราธนา และได้ใช้สายสิญจน์คล้องที่พระหัตถ์ของพระพุทธรูปก่อนจะค่อยฉุดลากขึ้นมาบนฝั่ง พระพุทธรูปจึงเสด็จขึ้นมาบนฝั่งเป็นที่ปิติยินดีเป็นอย่างยิ่งของชาวเมือง จึงได้พร้อมใจกันอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ที่ในพระวิหารวัดโสธร และเรียกนามว่า พระพุทธโสธร หรือ หลวงพ่อโสธร ตั้งแต่นั้นมา

ส่วนองค์สุดท้ายได้ลอยไปอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยาประชาชนละแวกนั้นก็หลั่งไหลมาอาราธนาขึ้นฝั่งฉุดขึ้นเป็นการใหญ่แต่ก็ฉุดขึ้นไม่ได้ เล่ากันว่ามีประชาชนพากันมาฉุดนับได้ถึงสามแสนคน จึงเรียกสถานที่นั้นว่า สามแสน ภายหลังจึงเพี้ยนมาเป็น สามเสน และเรียกกันอยู่ทุกวันนี้ จากนั้นพระพุทธรูปองค์นี้ก็ลอยไปผุดขึ้นที่คลองสำโรง จังหวัดสมุทรปราการ ประชาชนจึงได้ได้อาราธนาขึ้นไปประดิษฐานไว้ที่วัดพลับพลาชัยชนะสงครามหรือวัดบางพลีใหญ่ในตราบจนทุกวันนี้ เป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์มากอีกรูปหนึ่งของเมืองไทย คือ หลวงพ่อโต วัดบางพลีใหญ่ใน[1]

เล่ากันว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ เกิดขึ้นในสมัยกรุงธนบุรี ตรงกับประมาณปี พ.ศ. 2313 นับเป็นประวัติพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ลอยน้ำมาที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

ไอ้ไข่

ความเชื่อและความศรัทธาในแต่ละพื้นที่ แต่ละภูมิภาคในประเทศไทยนั้นมีมากมายหลายแบบแตกต่างกันไป ซึ่งความเชื่อและความศรัทธาล้วนแล้ว แต่มีประวัติความเป็นมาแทบทั้งสิ้น ดังเช่น วัดเจดีย์ไอ้ไข่ อำเภอ สิชล จังหวัด นครศรีธรรมราช จากเรื่องราวเสียงที่ร่ำลือถึงความศักดิ์สิทธิ์ ขออะไรก็ได้สมหวังทุกอย่าง รูปไม้แกะสลักของเด็กชายอายุประมาณ 9 -10 ขวบ ตั้งอยู่ในศาลาในวัดเจดีย์ ที่เชื่อกันว่าเป็นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ที่สถิตย์อยู่ ณ วัดแห่งนี้เป็นที่เคารพสักการะของชาวบ้านตั้งแต่ในละแวกใกล้วัดไปจนถึงต่างจังหวัดในแถบภาคใต้จากศรัทธาที่เชื่อกันว่า “ขอได้ไหว้รับ” โดยเฉพาะโชคลาภ และการค้าขาย

วัดเจดีย์ก็ไม่แตกต่างกับวัดทั่ว ๆ ไปในประเทศไทยแต่สิ่งที่แปลก และเป็นที่เคารพศรัทธา นับถือ ของชาวบ้านในละแวกนั้นและผู้คนทั่วสาระทิศ คือ ไอ้ไข่ มีการเล่าสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคนว่า สถานที่ตั้งวัดเจดีย์ปัจจุบันนั้นเมื่อก่อนได้มี หลวงปู่ทวดซึ่งเป็นเกจิอาจารย์ดังสายปักษ์ใต้ได้มาปักกลด เดินธุดงค์อยู่บริเวณนั้น ส่วนไอ้ไข่นั้นเป็นวิญญาณเด็กอายุประมาณ 9 – 10 ขวบเป็นลูกศิษย์ซึ่งติดตามหลวงปู่ทวด

เมื่อหลวงปู่ทวดมาถึงสถานที่ดังกล่าวกลับพบว่ามีทรัพย์สมบัติ และ ศาสนสถานที่สำคัญเป็นจำนวนมาก ซึ่งได้ให้ ไอ้ไข่ สิงสถิตเฝ้าทรัพย์สมบัติดังกล่าว วิญญาณดวงนี้จึงเฝ้าดูแลปกปักษ์รักษาทรัพย์สินของแผ่นดิน อยู่ที่วัดแห่งนี้ตั้งแต่นั้นมา และหมู่บ้านนั้นภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น “หมู่บ้านโพธิ์เสด็จ” จวบเท่าปัจจุบัน วัดเจดีย์เมื่อก่อนเป็นวัดที่รกร้างมาประมาณ 1,000 ปี แล้ว ได้บูรณะใหม่เมื่อปี พ.ศ. 2500 ซึ่งที่ ที่กำลังก่อสร้างอุโบสถอยู่นั้นเมื่อก่อนเป็นเจดีย์รกร้างชาวบ้านไม่กล้าเข้าไป  หลังจากปี พ.ศ. 2500 ผู้ใดที่เข้ามานอนพักข้างแรมภายในบริเวณวัดเจดีย์ถ้าไม่เอ่ยชื่อ หรือบอกล่าว หรือขอขมาต่อไอ้ไข่แล้ว จะนอนไม่ได้ มีการก่อกวนทั้งคืน เช่น เมื่อทำท่าจะหลับจะมีเด็กเอามือมาตีศรีษะบ้าง ดึงขา ดึงแขนบ้าง ก่อกวน ตามประสาแบบเด็ก ๆ ทั้งคืน

ประวัติของ ไอ้ไข่ วัดเจดีย์ หรือ ตาไข่ วัดเจดีย์ ทำไมถึงเรียกชื่อแตกต่างกัน? ได้รับคำตอบว่าเมื่อพิจารณาอายุของไอ้ไข่แล้วอายุหลายปีแล้ว ชาวบ้านเชื่อว่าคงไม่เหมาะสมที่ลูกหลาน เด็กรุ่นใหม่จะเรียก “ไอ้ไข่” สมควรเรียก “ตาไข่” ซึ่งน่าจะเหมาะสมกว่า คำว่าไอ้ไข่เพิ่งมาเรียกเอาตอนพ่อเที่ยงแกะสลักรูปไม้แล้ว เหตุผลว่า อาจารย์เที่ยงหรือผู้ใหญ่เที่ยงนิมิตว่ามีเด็กไปบอกให้สร้างรูปเมื่อประมาณปี พ.ศ.2523-2524 ในนิมิตเมื่อเห็นเด็กแก้ผ้า เปลือยกายกับพระจีวรสีคล้ำไปยืนให้เห็นในนิมิต และเอ่ยปากว่าแกะรูปเราให้ที เราจะได้มีที่อาศัยอยู่เป็นหลักแหล่ง ตาเที่ยงถามว่าใครหรือนี้ เด็กในนิมิตจึงบอกว่า "เราไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์" ตั้งแต่นั้นมาจึงได้รู้ว่าเด็กวัดนี้ชื่อ ไอ้ไข่

รูปไม้แกะสลักเป็นรูปเด็กอายุประมาณ 9 – 10 ขวบ สวมชุดลายพรางทหารสวมแว่นตาดำ ซึ่งมาจากสิ่งของที่ชาวบ้านที่นับถือศรัทธานำมาถวายแก้บน สังเกตบริเวณปากทางเข้าวัดจะมีรูปปั้นไก่ชนจำนนวนมากวางอยู่บริเวณใกล้กับปากทางเข้าวัดและใกล้ๆกันมีร่องรอยการจุดประทัด เศษชิ้นส่วนของประทัดกองอยู่เป็นเนินสูงและมีผู้คนเข้าออกมาไหว้พระและต่อด้วยไหว้แก้บนกับรูปแกะสลักไอ้ไข่ จุดประทัดกันอยู่เนื่อง ๆ นั้นคงแสดงถึงเหตุผล หรือความเชื่ออะไรบ้างอย่าง แต่วันดีคืนดีแม้ในปัจจุบัน ยังมีคนเห็นเด็กวิ่งเล่นในวัดหรือปรากฎร่างเด็กให้เห็น หรือมีเสียงเด็กให้ได้ยิน หรือปรากฏแก่ผู้ที่มานอนวัดเจดีย์แบบครึ่งหลับครึ่งตื่น

รูปแกะสลักด้วยไม้ดังกล่าวประดิษฐานอยู่ที่กุฏิ มีคนมากราบไหว้บูชา ขอพร บนบานศาลกล่าวขอให้มีโชคได้ลาภในการเสี่ยงดวงเล่นพนันขันต่อ หรือขอให้ช่วยเรียกคนให้มาซื้อของ หรือให้ทำยอดให้ได้ตามเป้า หรือของหายขอให้ช่วยหา หรือขอให้ช่วยปกป้องภัยนานา แล้วนำสิ่งของมาแก้บนมิได้เว้นแต่ละวัน โดยเฉพาะนักเสี่ยงโชคก็เยอะด้วยเช่นกัน

ในวัดเจดีย์ เต็มไปด้วยสิ่งของที่ผู้เลื่อมใสศรัทธาเอามาแก้บน เช่น รูปไก่ชน ชุดทหาร หนังสติ๊ก ของเล่นต่าง ๆ เป็นต้น ส่วนบริเวณที่ให้จุดประทัดก็มีเศษประทัดกองสูงเป็นเนินเขาย่อมๆ บ่งบอกถึงแรงศรัทธาที่มีต่อไอ้ไข่ และแสดงถึงผลสัมฤทธิ์จากผู้ที่มาขอแล้วได้รับจากไอ้ไข่ ทุกวันผู้คนต่างหลั่งไหลไปขอพรจากไอ้ไข่

ครั้นถึงวันสงกรานต์ 13 -17 เมษายน ของทุกปีมีการจัดงานบุญ คณะกรรมการวัดนำรูปมาประดิษฐานยังปะรำพิธี ให้คนสรงน้ำพระแล้วอาบน้ำ ไอ้ไข่ ขอพรด้วยความเชื่อมั่น ศรัทธาใน "ไอ้ไข่ เด็กวัดเจดีย์ : เทพแห่งสามัญชน" สัตย์จะเป็นเรื่องสำคัญมากเท่าที่ประสบ และเจอมาเมื่อบนบานศาลกล่าวอะไร ก็ต้องนำสิ่งของนั้นมาแก้บนด้วย “ขอให้ไหว้รับอย่างแน่นอน” วิญญาณเด็กน้อยดวงนี้เป็นที่พึ่งทางใจของทุกคนที่เลื่อมใส บารมีของเด็กน้อยที่เรียกว่าเป็นเด็กวัด ได้รวบรวมศรัทธาจากมวลชน เป็นวัดเจดีย์ที่สวยงาม มั่นคง ดำรงพระพุทธศาสนาสืบไป

การบูชา ไอ้ไข่ วัดเจดีย์
ธูป 3 ดอก บูชาบนได้ ไหว้รับ
แต่เมื่อสำเร็จให้แก้บนด้วยของที่นำมาบนและจุดธูปเพียง 1 ดอกเท่านั้น

ของที่ชอบ
ขนมเปี๊ยะ
น้ำแดง
ชุดทหาร ตำรวจ
ไก่ปูนปั้น
หนังสติ๊ก
ประทัด
แสดง   10 20 30