ภาคอีสาน

ญาท่านเขียว เขี้ยวแก้วประกาศิต

     ญาท่านเขียว ถาวรธัมโม วัดภูน้อย บ้านโนนสำราญ ต.นาหว้า อ.ปทุมราชวงศา จ.อำนาจเจริญ ญาท่านเขียวบรรพชาเป็นสามเณรตอนอายุ ๑๓ ปี กับหลวงปู่หลอด ปโมทิโต ในวันที่ ๑๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๘ ณ วัดศรีสว่าง อ.หนองบัวลำภู จ.อุดรธานี (ปัจจุบันเป็น อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู) บรรพชาได้หนึ่งพรรษา ได้จาริกออกธุดงค์ร่วมกับเพื่อนสามเณรที่อยู่อำเภอโนนสัง โดยไปด้วยกันสองรูป ธุดงค์แรมรอน ไปตามป่าเขาลำเนาไพรตามจังหวัดและอำเภอต่างๆของภาคอีสาน โดยไม่กลัวเกรงต่อภัยอันตรายที่จะเข้ามาล้วงล้ำกล้ำกลายแต่อย่างใด ท่านได้เดินทางไปกราบนมัสการและได้รับฟังธรรมเทศนาจากพ่อแม่ครูบาอาจารย์หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี และหลวงปู่สิม พุทธาจาโร เริ่มต้นศึกษาพระเวทและวิทยาคมต่างๆ

     ด้วยความที่เป็นผู้มีนิสัยชอบศึกษาวิชาอาคมมาตั้งแต่ยังเด็ก ท่านได้มีโอกาสศึกษาตำราพระเวทของพระราชครูพราหมณ์วามเทพมุนี และของท่านอาจารย์อุระคิน วิริยะบูรณะ ในขณะที่ท่านเดินธุดงค์เข้าไปในเขตจังหวัดร้อยเอ็ด ได้พบกับหลวงพ่ออยู่ สมกิตโต ลูกศิษย์พระครูวิโรจน์รัตโนบล(หลวงปู่รอด วัดทุ่งศรีเมือง จ.อุบลราชธานี) หลวงพ่ออยู่ สมกิตโต ท่านเป็นคนบ้านดงบ้านนา อ.ธวัชบุรี จ.ร้อยเอ็ด ท่านได้ถ่ายทอดวิชาสายหลวงปู่สำเร็จลุน ซึ่งได้รับการถ่ายทอดจากหลวงปู่รอด วัดทุ่งศรีเมืองให้ สามเณรเขียวอย่างไม่ปิดบังหลังจากเล่าเรียนวิชากับหลวงพ่ออยู่ สมกิตโตแล้วจึงได้กราบลาท่านออกธุดงค์ทางภาคเหนือต่อไป (บวชกับหลวงปู่หลอด ปโมทิโต)      

     เมื่อท่านอายุครบ ๒๐ ปี ได้เดินทางกลับมากราบพ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่หลอด ปโมทิโตอีกครั้ง และขอญัตติอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ในวันที่ ๑๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๓๕ เวลา ๐๙.๐๙น. ณ พัทธสีมาวัดสิริกมลาวาส(วัดใหม่เสนานิคม) เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร โดยมีหลวงปู่หลอด ปโมทิโต(พระครูปราโมทย์ธรรมธาดา)เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์อ่อนศรี ธัมมโชโต เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์สิทธิพงษ์ สิทธิวังโส เป็นพระ อนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาทางธรรมว่า “ถาวรธัมโม” แปลว่า ผู้มีธรรมอันตั้งมั่น ญาท่านเขียว ถาวรธัมโม ได้อยู่ปฏิบัติธรรมกรรมฐานกับหลวงปู่หลอด ปโมทิโต และได้อุปฐากท่านเป็นระยะเวลา ๕ ปี ในช่วงที่ท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดใหม่เสนานิคมนี้ ได้มีโอกาส      

     เดินทางไปเรียนวิชา กับคุณพ่อสาย แก้วสว่าง ไวยาวัจกรณ์วัดระหารไร่(ซึ่งคุณพ่อสาย ได้รับการถ่ายทอดมาจากหลวงปู่ทิม วัดละหารไร่)คุณพ่อสายได้ถ่ายทอดวิชาทั้งหมดที่ได้ ร่ำเรียน มาให้แก่ ญาท่านเขียวโดยไม่ปิดบังแต่อย่างใด ด้วยญาท่านเขียวท่านเป็นพระภิกษุที่มีจริยวัตรงดงาม อ่อนน้อมถ่อมตนต่อครูบาอาจารย์ พ่อสายจึงเอ็นดูและรักท่านเหมือนลูก และได้มอบ พระบูชาหลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ (ขนาดเท่าองค์จริง) ก้านชนวนพระกริ่ง ผงพรายกุมาร พระขุนแผนพรายกุมารของหลวงปู่ทิม จำนวนหนึ่งบาตรพระ และมอบสีผึ้งเขียว หลวพ่อทาบ วัดกระบกขึ้นผึ้ง 1 ตลับใหญ่ ให้กับญาท่านเขียวอีกด้วย นับได้ว่าสิ่งที่พ่อสายมอบให้กับญาท่านเขียว มานี้เป็นสิ่งที่มีค่าทางจิตใจอย่างมาก และมีมูลค่าสูงในทางโลกเป็น ที่เสาะแสวงหากันท่านก็ได้นำเอาวัตถุมงคลต่างๆที่ได้รับมอบมา ผสมเป็นมวลสารที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งในการจัดสร้างวัตถุมงคลของญาท่านเขียวเอง

หลวงปู่ขันตี วัดป่าม่วงไข่

พระภิกษุที่ได้รับการยกย่องนับถือว่าเป็นพระบุพพาจารย์ใหญ่ แห่งกองทัพธรรม พระกรรมฐานในประเทศไทย ได้แก่ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ผู้ได้บำเพ็ญความเพียรในขั้นเอกอุ จนบรรลุถึงธรรมชั้นสูงสุด ทั้งนี้ ศิษยานุศิษย์ทั้งหลาย ได้ให้สมัญญาว่า "พระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายพระกรรมฐาน" เป็นผู้มีประวัติงดงาม เป็นฐานที่พึ่งอันมั่นคงตลอดจนเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางใจตลอดเวลาในเพศบรรพชิต ได้ปฏิบัติตนจนกระทั่งเป็น แบบอย่างที่ดี อันจะหาผู้ใดเสมอเหมือนได้ยากยิ่ง

                 สำหรับพระเถระผู้มีบทบาทในการสร้างหลักปักธงชัย พระกรรมฐาน ในแผ่นดินที่ราบสูง แดนอีสาน ได้แก่ ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจันโท) วัดบรมนิวาส กรุงเทพฯ หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล วัดเลียบ อุบลราชธานี และ หลวงปู่มั่น ภูริทัตตมหาเถร ซึ่งกาลต่อมา ได้ให้การอบรม สั่งสมบารมีธรรม แก่พระภิกษุสามเณร จนมีศิษย์เป็นพระธุดงคกรรมฐาน ผู้ทรงคุณธรรม สัมมาปฏิบัติ ออกจาริกธุดงค์ เผยแผ่ธรรมนำศรัทธาสาธุชนได้ผลดีเป็นอันมาก ต่อกิจการงานพระศาสนาสร้างสำนักป่า วัดวา ศาสนสถานในพระพุทธศาสนา ตามแบบที่เรียกว่า "วัดป่า" ที่เน้นที่เน้นธรรมชาติ ความเรียบง่าย สะอาด สงบ สว่างด้วยแสงธรรม
                 ปัจจุบันนี้ยังมีพระป่าที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบหลายสิบรูป และหนึ่งในจำนวนนี้ คือ หลวงพ่อขันตี ญาณวโร เจ้าอาวาสวัดป่าม่วงไข่ ต.สานตม อ.ภูเรือ จ.เลย ท่าเกิดเมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๘๖ ตรงกับวันอังคารขึ้น ๑๔ค่ำ เดือน ๑๑ ปีมะแม เป็นชาวขอนแก่นโดยกำเนิด ปัจจุบันสิริอายุ ๗๒ ปี พรรษาที่ ๕๑ เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อ พ.ศ.๒๕๐๗ ณ พัทธสีมา วัดศรีจันทร์ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น
 
                 เมื่ออุปสมบทได้ ๑ ปี พ.ศ.๒๕๐๘ ท่านได้ติดตามมาปฏิบัติจำพรรษาอยู่กับ “หลวงปู่คำดี ปภาโส” ที่วัดถ้ำผาปู่นิมิตร ต่อมาได้ย้ายไปพำนักจำพรรษาและอุปัฏฐากดูแล “หลวงปู่ชอบ ฐานสโม” ที่วัดป่าโคกมน เนื่องจากในขณะนั้นหลวงปู่ชอบป่วยเป็นอัมพาต
                 วัดป่าสันติธรรม หรือวัดป่าห้วยเดื่อ เป็นวัดที่หลวงพ่อขันตี ญาณวโร ได้เป็นผู้นำพาสร้างวัดป่าแห่งหนึ่งอยู่ที่บ้านห้วยเดื่อ อ.วังสะพุง จ.เลย และดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาส โดยท่านพำนักอยู่จำพรรษา ณ วัดป่าห้วยเดื่อ (วัดป่าสันติธรรม) เป็นเวลายาวนานถึง ๒๕ ปี
                 หลังจากนั้น หลวงพ่อขันตี ไปพำนักจำพรรษาอยู่ที่วัดป่าหนองแซง ต.หนองบัวบาน อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี ก่อนย้ายมาอยู่จำพรรษาที่วัดหลวงปู่ขาว อนาลโย คือวัดถ้ำกองเพล ต.โนนทัน อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู สุดท้ายได้ย้ายมาอยู่จำพรรษาที่วัดป่าม่วงไข่ ต.สานตม อ.ภูเรือ จนถึงปัจจุบัน
                 หลวงพ่อขันตี ญาณวโร ได้อนุรักษ์สิ่งของอัฐบริขารและเสนาสนะต่างๆ ของหลวงปู่ชอบ ฐานสโม เอาไว้ เช่น กุฏิพักหลวงปู่ชอบ โดยเฉพาะกุฏิไม้ไผ่ที่ปลูกอยู่ติดกับต้นมะม่วงป่า มะม่วงป่านั้นมีลูกเล็กๆ สีเหลืองเท่ากับไข่ไก่พื้นบ้าน ต้นใหญ่ประมาณ ๒-๓ คนโอบ เป็นที่เดินจงกรมและนั่งปฏิบัติธรรมหลวงปู่ชอบ
                 ในส่วนของหลวงพ่อขันตี ท่านยึดถือในแนวทางปฏิบัติของหลวงปู่ชอบ ผู้เป็นพระอาจารย์ ด้วยการนั่งปฏิบัติธรรมพร้อมด้วยพระลูกวัดมาโดยตลอด นับเป็นพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบรูปหนึ่ง แม้จะไม่เปิดตัวมากนักก็ตาม เหรียญวัตถุมงคลรุ่นแรกของหลวงพ่อขันตี ญาณวโร สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๕๓๘

พระผู้สร้างวัดป่าม่วงไข่
                 วัดป่าม่วงไข่ ตั้งอยู่ที่บ้านม่วงไข่ ต.สานตม อ.ภูเรือ จ.เลย เดิมเป็นสำนักสงฆ์ โดยหลวงปู่ชอบ ฐานสโม ท่านได้มาสร้างไว้ เพื่อใช้เป็นสถานที่บำเพ็ญภาวนาปฏิบัติธรรมทุกวันนี้กระท่อมที่พำนักของหลวงปู่ชอบ ยังรักษาเอาไว้ให้คนกราบไหว้บูชา อย่างไรก็ตาม ภายหลังที่หลวงปู่ชอบมรณภาพไปแล้ว วัดป่าม่วงไข่ไม่ค่อยมีพระมาอยู่จำพรรษา ดังนั้นหลวงพ่อขันตี ญาณวโร ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่คำดี และหลวงปู่ชอบ ได้มาสืบสานต่อในการพัฒนาวัดป่าม่วงไข่ของหลวงปู่ชอบ เพื่อเป็นการรำลึกถึงครูบาอาจารย์
                 ทุกวันนี้วัดป่าม่วงไข่ ได้ขึ้นทะเบียนเป็นวัดถูกต้องตามกฎหมายแล้ว โดยตั้งอยู่บริเวณภูน้อย ติดกับหมู่บ้านม่วงไข่ ห่างจากถนนสายเลย-ด่านซ้ายที่หมู่บ้านโนนสมบูรณ์ ลึกเข้าไปประมาณ ๕ กิโลเมตร แต่เดิมการเดินทางเข้าวัดป่าม่วงไข่ ต้องเดินเท้าเข้าไป โดยเฉพาะหน้าฝนลำบากมาก แต่ปัจจุบันเส้นทางคมนาคมสะดวกสบาย การเดินทางสะดวกราบรื่น โดยรอบบริเวณวัดป่าม่วงไข่ ยังคงสภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์เอาไว้ ตั้งแต่ครั้งยุคของหลวงปู่ชอบเป็นต้นมาจนกระทั่งถึงยุคหลวงพ่อขันตี ด้วยมีทิวทัศน์บรรยากาศที่สวยงามมาก นับว่าวัดป่าม่วงไข่ยังสามารถคงสภาพป่าที่สมบูรณ์ เหลือไว้เป็นสมบัติทางธรรมชาติสืบต่อไป
 
                 วัดป่าม่วงไข่ ปัจจุบันได้มีการพัฒนาไปอย่างมากมาย ทั้งยังเป็นแหล่งปฏิบัติธรรม นอกจากนี้ได้เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์รวบรวมอัฐบริขารของหลวงปู่ชอบไว้ด้วย ส่วนหนึ่งที่ควรจะต้องพัฒนาโดยเฉพาะสิ่งแวดล้อม ตรงบริเวณพิพิธภัณฑ์และศาลาการเปรียญ ที่ยังมีต้นไม้ใหญ่ไม่มากนัก ทำให้พื้นที่ดูโล่ง ดังนั้นวัดและชุมชนจะต้องร่วมแรงร่วมใจในการพัฒนาวัดแห่งนี้ ด้วยการปลูกต้นไม้ให้ดูเป็นวัดที่เหมาะแก่การปฏิบัติธรรม ให้สมกับเป็นวัดเก่าแก่โดยแท้

ธรรมะหลวงพ่อขันตี

  
                 "ทุกขะโต ทุกขะถานัง หมายถึง ให้ทุกข์แก่ท่านทุกข์นั้นถึงตัว" เป็นคำสอนของหลวงพ่อขันตี ญาณวโร ที่นายศุภกนก์ธีร์  อนุศรี หรือที่รู้กันในนาม “เสี่ยโต่ง ขอนแก่น” นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชื่อดังแห่งภาคอีสานแล้วยึดเป็นหลักในการทำบุญ ทั้งนี้ มีคำสอนของหลวงพ่อขันตีเรื่องการทำบุญ คือ "ให้สุขแก่ท่านสุขนั้นย่อมถึงตัว หรืออยากได้สุขต้องให้สุขก่อน"
                 บุญอย่างหนึ่งที่เสี่ยโต่งทำอย่างต่อเนื่องมากว่า ๑๐ ปี คือ อุปถัมภ์วัดป่าสายกรรมฐาน (สายหลวงปู่มั่น) ๑๐ วัด ในรูปแบบของการจ่ายค่าไฟฟ้าและข้าวสาร เป็นเวลาติดต่อมากว่า ๑๔ ปี โดยจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้เสี่ยโต่งมีความเชื่ออย่างหนึ่งว่า "การให้ไฟฟ้าเหมือนการให้แสงสว่าง โดยที่ผ่านมาชีวิตผมรุ่งเรื่องสว่างไสวมาตลอด แม้นมีอุปสรรคก็มีทางออกมีผู้ชี้ทางให้

หลวงปู่คำบุ วัดกุดชมภู

ประวัติ หลวงปู่คำบุ คุตตจิตโต เป็นพระสงฆ์ที่เล่าขานกันว่าทรงคุณพุทธาคมเข้มขลัง แห่งวัดกุดชมภู ตำบลกุดชมภู อำภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี ท่านเป็นศิษย์สายตรงของพระครูวิโรจน์รัตโนบล (หลวงปู่รอด นันตโร) แห่งวัดทุ่งศรีเมือง และอดีตเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานีพระเกจิอาจารย์ผู้มี ความเข้มขลังมีพลังจิตสูง 

ชาติภูมิ
หลวงปู่คำบุ ถือกำเนิดเกิด ณ บ้านกุดชมภู เมื่อวันจันทร์ที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๔๖๕ ตรงกับ  วันจันทร์ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ ปีจอ เกิดในตระกูล คำงาม โยมบิดา-มารดา ชื่อนายสา และนางหอม คำงาม  ครอบครัวทำนาทำสวน

หลวงปู่คำบุ มีชื่อ-นามสกุลเดิมว่า คำบุ คำงาม ท่านเป็นบุตร คนสุดท้องในจำนวนพี่น้องทั้งหมด ๖ คน 

กาลต่อมาท่านเจริญวัยขึ้น มีอายุอันสมควร บิดามารดาได้ให้บรรพชาในปี พ.ศ.๒๔๘๒ ณ วัดกุดชมภู โดยมี พระครูญาณวิสุทธิคุณ (กอง) วัดตากโพธิ์ เป็นพระอุปัชฌาย์ ภายหลังบวชท่านได้มีโอกาสเดินทางไปกราบไหว้ พระครูวิโรจน์รัตโนบล (หลวงปู่รอด นันตโร) วัดทุ่งศรีเมือง เจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี และได้รับความเมตตาโอบอ้อมอารีจากหลวงปู่รอดเป็นอย่างยิ่ง 

 อุปนิสัยของสามเณรคำบุ เป็นผู้ใฝ่เรียนรู้จึงมีโอกาสได้พบกับพระอาจารย์รอด วัดบ้านม่วง ผู้เป็นศิษย์อุปัฏฐากหลวงปู่รอด นันตโร แห่งวัดทุ่งศรีเมือง ด้วยเหตุนี้พระอาจารย์รอดจึงได้อยู่รับใช้ใกล้ชิด หลวงปู่รอดจวบจนท่านได้มรณภาพลง พระอาจารย์รอดก็กลับมาพำนักพักที่วัดบ้านม่วงตามเดิม 

 ด้วยความที่สามเณรคำบุเป็นผู้มีนิสัยสงบเรียบร้อย ใจเย็น มีเหตุมีผลเหตุนี้เองพระอาจารย์รอด จึงได้ ถ่ายทอดวิทยาคมต่างๆ ที่ได้ร่ำเรียนมาแก่สามเณรคำบุตั้งแต่นั้นเรื่อยมา จวบจนถึงวัยอุปสมบทเป็น พระภิกษุ จึงอุปสมบท เมื่อปี พ.ศ.๒๔๘๖ ได้รับฉายาว่า “คุตตจิตโต” มี พระครูสาธุธรรมจารี (สา) วัดดอนจิก เป็นพระอุปัชฌาย์ ครั้นบวชเป็นพระแล้ว หลวงปู่คำบุท่านยังคงแวะเวียนไปร่ำเรียนสรรพวิชา เวทมนตร์คาถาอาคมต่างๆ กับพระอาจารย์รอด ที่วัดบ้านม่วงอยู่เป็นประจำ ได้ศึกษาศาสตร์วิชาต่างๆ จากตำรา จนมีความชำนาญแตกฉานจึงออกเดินธุดงค์เพื่อแสวงหาครูบาอาจารย์ หลวงปู่คำบุได้มีโอกาสร่ำเรียน วิชาวิปัสสนากรรมฐานและวิทยาคมจากพระอาจารย์ที่มีความชำนาญด้านพระคาถาอาคมหลายรูปจนวิชา แกร่งกล้าจึงได้กลับมาจำพรรษาอยู่ที่ วัดกุดชมพู จนถึงปัจจุบัน 

 พระภิกษุคำบุได้ศึกษาศาสตร์วิชาต่างๆ จากตำราจนมีความชำนาญแตกฉาน จึงออกเดินจารึกธุดงค์ เพื่อแสวงหาครูบาอาจารย์ได้มีโอกาสร่ำเรียนสายวิชาวิปัสสนากรรมฐานและวิทยาคมต่างๆ ในสายของท่านสำเร็จลุน แห่งวัดเวินไซ นครจำปาสัก พระผู้ทรงอภิญญา นอกจากการศึกษาวิชาทาง ด้านวิปัสสนากรรมฐานแล้ว สรรพวิชาอาคมทุกแขนง หลวงปู่คำบุท่านก็มีความช านาญและได้หมั่นศึกษาฝึกฝนอยู่เป็นประจำ ตามคำสั่งสอนของครูบาอาจารย์ 

หลวงปู่คำบุ คุตตจิตโต วัดกุดชมภู ยังคงให้ความเมตตาศิษยานุศิษย์อย่างสม่ำเสมอ ในทุก วันอังคาร เสาร์ และอาทิตย์ ท่านจะประกอบพิธีลงเหล็กจารอักขระธรรมอักษรลาว ลงบนแผ่นหลังของบรรดาลูกศิษย์ที่เดินทางมาจากสถานที่ต่างๆ ด้วยความเมตตา 

 การจารอักขระธรรมลงแผ่นหลังของหลวงปู่คำบุ ถือเป็นกุศโลบายทางธรรมเพื่อบ่งบอกถึง  “ความประมาทเป็นบ่อเกิดแห่งความตายหรือความหายนะ” ดังนั้นควรตั้งมั่นไม่ให้อยู่ในความประมาท  ที่สำคัญถ้าท่านได้จารอักขระธรรมได้ครบถึง ๗ ครั้ง ว่ากันว่าอักขระธรรมจะฝังลึกถึงกระดูก และถ้าประพฤติปฏิบัติตามคำสั่งของครูบาอาจารย์อย่างเคร่งครัดแล้ว จะอยู่ยงคงทน ต่อศาสตราวุธทั้งปวง

พระครูพิบูลนวกิจ หลวงปู่คำบุ คุตตจิตโต วัดกุดชมภู มรภาพด้วยอาการสงบ ในวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ เวลา ๑๔.๕๑ นาที ณ.โรงพยาบาลศิริราช สิริอายุได้91ปี คณะศิษยานุศิษย์จะเคลื่อนสรีระสังขารหลวงปู่ออกจากโรงพยาบาลศิริราชในวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ เวลา ๐๙.๐๐ น. ไปยังวัดวิหารเจดีย์ศรีชมพู (วัดกุดชมภู) อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี

หลวงปู่ถ้า

หลวงปู่ถ้า อนาลโย พระเกจิ ๔ แผ่นดิน เกิดปีขาล พ.ศ.๒๔๕๗ ที่บ้านงิ้ว อำเภอคำชะอี (อำเภอหนองสูง ในปัจจุบัน) จังหวัดมุกดาหาร อุปสมบท เมื่ออายุ ๒๑ ปี ในปีพ.ศ.๒๔๗๘ เคยจำพรรษาที่วัดป่าดงคำชี จังหวัดกาฬสินธุ์ ปัจจุบันจำพรรษาอยู่ที่วัดป่าทศพลมังคลาราม บ้านบุ่งเลิศ ตำบลบุ่งเลิศ อำเภอเมยวดี จังหวัดร้อยเอ็ด ได้ศึกษาเล่าเรียนธรรมะ เป็นเวลา ๑๕ พรรษา ด้วยภารกิจทางครอบครัว ที่หลวงปู่ต้องไปแก้ปัญหาด้วยตนเอง จึงได้ ลาสิขาบท เมื่อสะสางปัญหาต่างๆแล้วเสร็จ ด้วยใจที่ไฝ่การบรรพชา อุปสมบท ถือศีลบำเพ็ญเพียรในการเจริญกรรมฐานจึงเข้าสู่เพศบรรพชิตอีกครั้ง เพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนา อบรมสั่งสอนพุทธศาสนิกชน ให้เข้าถึงธรรมะขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงเข้าอุปสมบทเป็นครั้งที่ ๒ จำพรรษาที่วัดป่าดงคำชี จังหวัดกาฬสินธุ์ และวัดป่าทศพลมังคลาราม บ้านบุ่งเลิศ ตำบลบุ่งเลิศ อำเภอเมยวดี จังหวัดร้อยเอ็ด จนถึงปัจจุบัน
   
             หลังจากอุปสมบทหลวงปู่ถ้าฯได้ออกธุดงค์ ปลีกวิเวกไปตามสถานที่ต่างๆ ธุดงค์ลัดเลาะตามป่าเขาลำเนาไพรทั้งในเขตประเทศไทย และข้ามฝั่งเข้าสู่ดินแดนปราสาทขอมประเทศเขมร ได้ไปพบกับพระอาจารย์ไพร ผู้มีวิชาแก่กล้า ปราชญ์เปลื่องเลื่องลือในด้านวิชาอาคม มนต์ดำ มหาเสน่ห์ และการทำเครื่องรางของขลัง จึงได้ฝากตัวเป็นศิษย์ พระอาจารย์ไพรได้ถ่ายทอดวิชาอาคมสายต่างๆให้โดยมิได้ปิดบังใดๆ หลวงปู่ฯอยู่ร่ำเรียนวิชาด้วยเป็นระยะเวลา ๓ ปี เมื่อหลวงปู่ถ้าฯเห็นว่าการร่ำเรียนวิชาอาคมตำหรับเขมรสำเร็จลุล่วง จึงกราบลาพระอาจารย์ไพร ผู้เป็นอาจารย์ หลวงปู่ถ้าฯ เดินธุดงค์ออกจากประเทศเขมรมุ่งหน้าสู่บ้านเกิด เพื่อนำวิชาอาคมที่ได้เล่าเรียนมาจากครูบาอาจารย์ มาช่วยเหลือญาติโยม ในการทำมาค้าขาย ทำธุรกิจให้ประสบผลสำเร็จ หลวงปู่ถ้า อนาลโย กลับมาจำพรรษาที่วัดป่าดงคำชี จังหวัดกาฬสินธุ์ (หลวงปู่เคยออกธุดงค์ร่วมกับสหธรรมิกศิษย์ผู้พี่ หลวงปู่เทศ เทศรังสี หลวงปู่จาม มหาปุญโญ หลวงปู่หล้า เขมปัตโต)ไปหลายสถานที่ทั้งในประเทศไทย ลาว เขมร และประเทศพม่า การเดินธุดงค์สมัยนั้นต้องเดินลัดเลาะไปตามป่าเขาลำเนาไพร มีแต่ช้าง เสือ อสรพิษที่ดุร้ายและสิ่งลี้ลับ ล้วนแต่อันตรายทั้งสิ้น
     
            แต่ก็สามารถฝ่าฟันอุปสรรคทั้งหลายมาได้ด้วย การปฎิบัติภาวนาสมาธิ การเจริญกรรมฐาน เมตตา แก่สรรพสัตว์ทั้งหลายด้วยธรรมะ ครั้งหนึ่งคณะลูกศิษย์ ที่กรุงเทพมหานคร ทราบถึงความเก่งกล้าด้านวิชาอาคม ของหลวงปู่ฯจึงขออนุญาตสร้างเครื่องราง หนูดูดนมแมว พุทธคุณด้านเมตตามหานิยม มวลสารต่างๆที่นำมาสร้าง ประกอบไปด้วย รกแมวดำ ๙ ตัว น้ำตาปลาพะยูน ว่านดอกทอง ผงไม้รัก ไม้ขนุน ว่านนางอกแตก นำมาผสมกันเติมผงสวาทเรื่อยๆจนน้ำมันเดือดแล้วค่อยยกลง นำมากดพิมพ์ด้วยมือขึ้นรูปนำลงใส่ในไหฝังดิน พันด้วยด้ายสายสินธุ์โยงขึ้นมาให้หลวงปู่เสกเป็นเวลานานกว่า ๑ ปี จนแมวกับหนูตัวเป็นๆวิ่งมานอนเกลือกกลิ้งเล่นกัน ตรงพื้นดินบริเวณที่ฝังไหเครื่องราง ซึ่งเป็นเรื่องมหัศจรรย์ เมื่อหลวงปู่เห็นว่าเครื่องรางมีพุทธคุณเข้มขลัง จึงบอกให้ลูกศิษย์ขุดขึ้นมาใช้ เป็นที่ต้องการของพ่อค้า แม่ค้า มีไว้ติดตัวทำมาค้าขายดี คนทำงานก็เช่นกันมีไว้ติดตัวนายเมตตา เพื่อนร่วมงานที่เคยกลั่นแกล้งต่างก็มาเป็นมิตร แม้แต่คนจีนแผ่นดินใหญ่ มาเลเซีย ฮ่องกง ต่างก็แสวงหาเพื่อให้ได้มาครอบครอง เพราะมีหนูดูดนมแมวไว้ติดตัวอธิษฐานอะไรก็สำเร็จ จนเป็นที่โด่งดัง “เครื่องรางหนูดูดนมแมว” ทำให้ผู้ที่นิยมเครื่องราง ที่มีพุทคุณแรงๆทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ต่างก็รู้จัก หลวงปู่ถ้า อนาลโย พระกรรมฐานสายป่าเจ้าตำหรับวิชาเขมร

ขอขอบคุณ คุณทัช ร้อยเอ็ด ที่อนุญาตินำข้อมูลภาพถ่ายหรือประวัติหลวงปู่ถ้า เผยแพร่ต่อสาธารณะชน

หลวงปู่ผาด

หลวงปู่ผาด ฐิติปัญโญ
พระครูวิบูลย์ ปัญญาวัฒน์ พระเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งวัดบ้านกรวด ต.บ้านกรวด อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ได้มรณภาพแล้วอย่างสงบด้วยโรคชราที่วัดบ้านกรวด หลังเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลรวมแพทย์สุรินทร์ตั้งแต่ต้นเดือน ธ.ค. 2557 ที่ผ่านมา หลังอาพาธด้วยโรคชรามานานหลายปี และเมื่อเช้าวันนี้ (5 ม.ค.) พระลูกวัดและศิษยานุศิษย์ได้นิมนต์หลวงปู่ผาดกลับมาที่วัดบ้านกรวดเพื่อทำพิธีสวดมนต์ต่ออายุขัยให้หลวงปู่ผาด จนกระทั่งเวลา 11.58 น.วันเดียวกันนี้ หลวงปู่ผาดได้มรณภาพอย่างสงบ สิริอายุ 104 ปี 8 เดือน 2 วัน พรรษา 85 พรรษา นับเป็นพระสงฆ์ที่มีอายุมากที่สุดในจังหวัดบุรีรัมย์

ล่าสุดที่วัดบ้านกรวด บรรดาพระสงฆ์และชาวบ้านกำลังจัดเตรียมสถานที่เพื่อจัดพิธีศพของหลวงปู่ผาดกัน โดยบรรยากาศเป็นไปด้วยความโศกเศร้า มีพุทธศาสนิกชนได้เดินทางมากราบไหว้เป็นจำนวนมาก

นายเฉลิมพล นิรันดร์ปกรณ์ นายกเทศมนตรีตำบลบ้านกรวด อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ หนึ่งในศิษยานุศิษย์ของหลวงปู่ผาด กล่าวว่า หลวงปู่ผาดได้อาพาธด้วยโรคชรามานาน หลายปีมานี้อาการไม่ค่อยดี จนกระทั่งเมื่อต้นเดือน ธ.ค. 2557 ที่ผ่านมาได้ถูกนำตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลรวมแพทย์สุรินทร์ และกลับมาที่วัด จนกระทั่งเวลา 11.58 น. วันนี้ (5 ม.ค.) ได้มรณภาพอย่างสงบ

หลวงปู่ผาดเป็นพระผู้มีวัตรปฏิบัติเป็นไปเพื่อการดับทุกข์โดยแท้ มีความเพียรเป็นเลิศตลอดชีวิตของท่าน ตั้งแต่บวชได้พรรษาแรกก็ทุ่มเทแรงกายแรงใจมอบให้แก่ศาสนา มุ่งปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน และหลวงปู่ผาดยังเป็นพระที่รักสันโดษ ไม่ยึดติดในลาภยศสรรเสริญ พระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เป็นเนื้อนาบุญของพุทธศาสนาโดยแท้ ทุกลมหายใจเข้าออกท่านกำหนดจิตด้วยกรรมฐานมีสติอยู่เสมอ

ขณะที่ พระครูพิศาลสังฆกิจ เจ้าคณะอำเภอบ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ กล่าวว่า เนื่องจากหลวงปู่ผาดเป็นพระเกจิที่พุทธศาสนิกชนเลื่อมใสศรัทธา ทางวัดได้พระราชทานน้ำหลวงอาบศพหลวงปู่ผาด พร้อมกับตั้งคณะกรรมการดูแลการตรวจสอบทรัพย์สินของหลวงปู่ผาดที่มีทั้งวัตถุมงคลและปัจจัย ส่วนการบำเพ็ญกุศลศพของหลวงปู่ผาดจะมีพิธีสวดทุกวัน จากนั้นในวันที่ 15 ม.ค. 2558 นี้จะมีพิธีบรรจุศพหลวงปู่ผาดไว้ในโลงแก้วเพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้กราบไหว้


สำหรับประวัติ หลวงปู่ผาด ฐิติปัญโญ หรือ พระครูวิบูลย์ ปัญญาวัฒน์ เกิดเมื่อวันศุกร์ที่ 3 พ.ค. 2454 จบ ป.4 เป็นชาวบ้านดู่ ต.ปราสาท อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ บุตรนายเอี้ยง กับ นางเตียบ ดิบประโคน มีพี่น้อง 4 คน หลวงปู่ผาดเป็นคนที่ 3 ขณะหลวงปู่ผาดอายุยังไม่ถึงขวบครอบครัวได้ย้ายมาอยู่ที่ ต.ปราสาท อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ซึ่งได้บรรพชาบวชสามเณรเมื่อปี 2470 อายุ 15 ปี ที่วัดบ้านพลับ ต.ทุ่งมน อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ บวชได้ 2 พรรษาลาสิกขาบทไปช่วยบิดามารดาทำไร่ทำนา

ต่อมาปี 2476 ขณะมีอายุ 22 ปีได้อุปสมบทบวชเรียนที่วัดบ้านกรวด อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ เมื่อครั้งอดีตสมัยเป็นพระหนุ่มได้ออกจาริกแสวงบุญไปยังที่ต่างๆ เพื่อศึกษาหาความรู้ทั้งทางพระเวท วิชาแพทย์แผนโบราณต่างๆ ตามความเชื่อ และความนิยมของชาวพื้นบ้านในสมัยนั้น ได้ไปศึกษาเล่าเรียนเวทวิทยาอาคมที่จังหวัดอุดรมีชัยถึง 3 ปี (ในสมัยนั้นจังหวัดอุดรมีชัยยังเป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทย)

จากนั้นได้จาริกไปศึกษาหาความรู้จากครูบาอาจารย์ต่างๆ แทบจะทุกภาคของไทยและประเทศใกล้เคียง เคยธุดงค์ไปศึกษาวิชาอาคมที่นครวัต ที่ประเทศเขมร เป็นเวลา 8 ปี จนมีความรู้เจนจบในไสยเวททุกแขนง แตกฉานในวิปัสสนากรรมฐานอย่างแจ่มแจ้ง ต่อมาเมื่อมีอายุมากขึ้นได้รับถวายที่ดินจากชาวบ้าน จากนั้นท่านได้บูรณะจากพื้นดินที่ว่างเปล่าจนเป็น “วัดตาอี” ให้เห็นเป็นรูปธรรมในปัจจุบัน

ต่อมา หลวงปู่หริ่ง เจ้าอาวาสวัดบ้านกรวด ได้มรณภาพลง ชาวอำเภอบ้านกรวดจึงได้นิมนต์หลวงปู่ผาดมาเป็นเจ้าอาวาส แต่หลวงปู่ได้ปฏิเสธการเป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านกรวดมาโดยตลอด แต่ในที่สุดทนแรงศรัทธาของญาติโยมไม่ไหวจึงต้องยอมรับ เป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านกรวดเมื่อ พ.ศ. 2495 และได้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบ้านกรวดจนถึงปัจจุบัน

หลวงปู่ผาดได้พัฒนาวัดสาขาของท่านถึง 4 แห่ง คือ วัดตาอี, วัดบ้านปราสาท, วัดบ้านบึงเก่า และวัดบ้านกรวด เป็นรูปเป็นร่างมาจนถึงปัจจุบันนี้

หลวงปู่ผาด วัดบ้านกรวด เป็นพระที่รักสันโดษไม่ยึดติดในลาภยศสรรเสริญ ท่านได้ปฏิเสธการสร้างวัตถุมงคลมาโดยตลอด แต่บรรดาศิษยานุศิษย์ได้รบเร้าหลวงปู่ว่ามีผู้เลื่อมใสศรัทธาในตัวหลวงปู่ประสงค์อยากจะได้พระเครื่อง วัตถุมงคลของหลวงปู่ผาดไว้บูชาเพื่อเป็นสิริมงคล เป็นขวัญและกำลังใจในการดำเนินชีวิต หลวงปู่เลยอนุญาต ให้จัดสร้างวัตถุมงคลที่ออกมาภายใต้ชื่อ หลวงปู่ผาด

วัตถุมงคลหลวงปู่ผาด วัดบ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ สายตรงจากวัด เช่น พระเจ้าลิ้นทอง พระผงรูปเหมือน บูชา ล็อกเกต (ด้านหลังมีเกศา, ตะกรุดสามดอก, ผงพุทธคุณ) พระเจ้าครอบเมือง พญาครุฑ (เนื้อพิเศษ) เนื้อผงปถมังผสมไม้มงคลเก้า, ผงจินดามณี, ไม้งิ้วดำ, ไม้งิ้วดำโรยผงเกสรดอกดาวเรือง, ว่าน ขุนแผนพรายกุมาร บูชา

พระยอดขุนพล (เนื้อหัวเชื้อเนื้อผงตะไบโรยเกศพระโบราณ, ใบลานเผา) เหรียญรุ่นสร้างกุฏิ กุมารทองพรายเรียกทรัพย์ท้าวเวสสุวัณ เนื้อโลหะรมดำ หลวงปู่ผาด พญาหมูมหาเฮง เนื้อผงฝังตะกรุดโภคทรัพย์ 1 ดอก พญาหมูมหาเฮง เนื้อโลหะ ฝังตะกรุด 3 กษัตริย์ พระขุนแผนพรายกุมาร กรรมการ ตะกรุด 9 ดอก พระขุนแผนพรายกุมาร ตะกรุด 2 ดอก พระลักษณ์หน้าทอง เนื้อมหาว่านดำ พิมพ์เล็ก พระลักษณ์หน้าทอง เนื้อมหาว่านดำ พิมพ์ใหญ่ พระลักษณ์หน้าทอง เนื้อเกสร พิมพ์เล็ก พระลักษณ์หน้าทอง เนื้อเกสร พิมพ์ใหญ่ หนุมานพลิกดวงชะตา มหาอำนาจ

หลวงปู่สรวง

หลวงปู่สรวง วรสุทฺโธ
นามเดิม สรวง นามสกุล พรหมสวัสดิ์ เกิดเมื่อวันพุธที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๗๖ ขึ้น ๓ ค่ำเดือน ๓ ปีระกา บ้านน้อยนาเวิน บ้านเลขที่ ๗ หมู่ ๑๐ ตำบลโพนเมืองน้อย อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอุบลราชธานี (ปัจจุบันจังหวัดอำนาจเจริญ) บิดา นายประสาร มารดา นางสอน พรหมสวัสดิ์ มีพี่น้องทั้งหมด ๘ คน หลวงปู่สรวง วรสุทฺโธ อายุ ๗๘ ปี พรรษา ๕๔ สมถะ เรียบง่าย สงบ นิ่งบริสุทธิ์ สุขุม สาธุชนกล่าวขานถวายนามว่า “เทพเจ้าแห่งขุนเขาสาลิกา” อุปสมบทเมื่อปี 2496 เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เนื่องในวโรกาสเสด็จกลับประเทศไทย ที่วัดศรีบุรีรัตนาราม จังหวัดสระบุรี มีภิกษุอุปสมบทด้วยกันสมัยนั้นมากถึง 2,000 รูป ได้ย้ายไปจำพรรษาที่วัดสำเภาล่ม จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อขอถวายตัวเป็นศิษย์หลวงปู่ขอม วัดไผ่โรงวัว พระอมตะเถราจารย์ร่างไม่เน่า เปื่อย

หลวงปู่แขม วัดสำเภาล่ม ศิษย์เอกหลวงพ่อเนียม วัดน้อย สหธรรมิก หลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดัน ผู้เป็นอาจารย์หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค และหลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี ได้รับการถ่ายทอดวิชาเป่านะหน้าทองจากหลวงปู่อิ่ม และอาจารย์แขก วัดหัวเขา ผู้เป็นทายาทอาคมแห่งหลวงปู่สุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า ได้รับการสักยันต์ และวิชาการสักยันต์ การทำวัวธนู จากอาจารย์ผาด จอมขมังเวทย์ฆราวาสที่เรียนวิชาจากหลวงพ่อน้อย วัดศรีษะทอง หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม หลวงปู่เพิ่ม วัดกลางบางแก้ว จ.นครปฐม เมื่อครั้งธุดงค์อยู่ตามชายฝั่งแม่น้ำโขงได้ถวายตัวเป็นศิษย์หลวงปู่ตาเดียว พระกัมมัฎฐานในป่า ผู้เรียนวิชาจากสมเด็จลุน และญาท่านกรรมฐานแพง ได้เรียนวิชาตำราโบราณตะกรุดไก่แก้ว-ไก่เถื่อน สาลิกา สีผึ้งพญาหงส์ทองจาก อาจารย์ทา ฆราวาสชาวเขมรที่จังหวัดศรีษะเกษ และอาจารย์เพ็ง จังหวัดอุบลราชธานี ศิษย์ฆราวาสสมเด็จลุน



หลังจากเดินธุดงค์มาสร้างวัดที่จังหวัดลพบุรีแล้วหลวงปู่สรวง ยังได้มีโอกาสถวายตัวเป็นลูกศิษย์หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ วัดสระแก ได้รับการถ่ายทอดวิชาการสร้างพระยันต์ นะ ครอบจักรวาลกับหลวงปู่ดู่ด้วย เมื่อเข้าใจถึงแก่นแท้แห่งวิชาอาคมที่ได้ศึกษามาแล้ว กรอป์กับต้องการศึกษาในด้านกัมมัฎฐานในปีพ.ศ.2500จึงได้เดินทางกลับอุบลราชธานี และได้มีโอกาสเจอกับพระอาจารย์คำบุ ธัมมธโร ศิษย์ในหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต จากนั้นพระอาจารย์คำบุ ได้เทศนาพร่ำสอนจนเกิดความเลื่อมใสในการปฏิบัติกัมมัฏฐานและได้พาธุดงค์ขึ้นไปหาพระอาจารย์จวน กุลเชฎฺโฐ ที่สำนักสงฆ์ถ้ำจันทร์ จังหวัดหนองคาย ได้เรียนวิชายันต์เกราะเพชร และปรอทปราบหงส์สา จากพระอาจารย์จวน ซึ่งท่านได้รับถ่ายทอดมาจากหลวงปู่มั่น

ภายหลังได้ญัติเป็นพระสงฆ์ฝ่ายธรรมยุตในปีพ.ศ.2502 เพื่อศึกษาด้านจิตภาวนาวิปัสสนากัมมัฎฐานโดยมี พระครูพุฒิวราคม ศิษย์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต เป็นพระอุปัชฌาย์ ที่พระอุโบสถวัดประชานิยม ตำบลคล้อใต้ อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนครในปีนั้น หลังจากอุปสมบทแล้วได้จาริกธุดงค์ไปจำพรรษากับหลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกลองเพล หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม หลวงปู่แหวน สุจิณโณ หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี หลวงปู่จวน กุลเชฎฺโฐ หลวงปู่วัน อุตฺตโม หลวงปู่สิงห์ทอง ธัมมธโร และหลวงปู่คำบุ ธัมมธโร พ.ศ.2509 ถึง 2513

ได้จาริกธุดงค์ไปกับพระอาจารย์จวน พระอาจารย์คำบุ เพื่อสร้างสำนักสงฆ์ภูทอกดังที่ได้เห็นในปัจจุบัน พ.ศ.2518 ได้จาริกธุดงค์ไปกับพระอาจารย์คำบุ ธัมมธโร เพื่อสร้างสำนักสงฆ์สันติวนาราม จังหวัดอุบลราชธานี (ปัจจุบันเป็นจังหวัดอำนาจเจริญ) พ.ศ.2524

ได้อำลาพระอาจารย์คำบุเพื่อเดินทางไปศึกษาธรรมะกับหลวงพ่อพุธ ฐานิโย วัดป่าสาลวัน จังหวัดนครราชสีมา จากนั้นก็ได้จาริกธุดงค์ไปเรื่อยๆ ตามชายนา ป่าเขา ลำเนาไพร ได้พักจำวัดปักกลดอยู่ที่ใต้ต้นมะเดื่อต้นหนึ่ง ริมคลองน้ำในเขตอำเภอหมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี หลังจากนั่งสมาธิ จนจิตสงบแน่นิ่งแล้วหลวงปู่ได้นิมิตเห็นเทวดาสามองค์ลอยมาจากภูเขาด้านทิศตะวันออกพอถึงก็ก้มลงกราบ พร้อมกับเอ่ยวาจาอาราธนานิมนต์หลวงปู่ไปโปรดญาติที่ถ้ำภายในภูเขาอันเป็นที่ตั้งของวัดถ้ำพรหมสวัสดิ์ในปัจจุบันหลวงปู่สรวงรับอาราธนาพร้อมกับเดินทางไปยังภูเขาที่เห็นในนิมิตภายในรุ่งเช้าหลังจากฉันภัตราหารเสร็จ เมื่อถึงก็ได้พบถ้ำใหญ่ดังที่เห็นในนิมิตหลวงปู่ได้พักปักกลดและปุรณะปฏิสังขรณ์จนเป็นวัดในปัจจุบัน

หลวงปู่หมุน

หลวงปู่หมุน วัดบ้านจาน
หลวงปู่หมุน ฐิตสีโล เกิดในสกุล“ ศรีสงคราม”หรือ “ แก้วปักปิ่น” ถือกำเนิดเมื่อ วันพฤหัสบดี เดือน 5 ปีชวด พ.ศ. 2437 ณ บ้านจาน อ.กันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ บิดา ชื่อ "" ดี ""มารดาชื่อ "" อั๊ว "" มีอาชีพทำไร่ทำนา เป็นเด็กยากจน แต่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด ต่อมาบิดามารดาเห็นแววทางด้านพระพุทธศาสนา จึงให้บรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุ 14 ปี และนำไปฝากกับพระอาจารย์สีดาเจ้าอาวาสวัดบ้านจาน ซึ่งเป็นพระที่เชี่ยวชาญด้านกรรมฐานและมีวิชาอาคมที่เก่งมาก ในปี 2460 ขณะอายุได้ 23 ปีได้เข้าอุปสมบทหมู่จำนวน 9 รูป โดยหลวงปู่เป็นรูปที่ 9 โดยมีโยมลุงของท่านเป็นเจ้าภาพ โดยมีหลวงพ่อสีดา เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อเพ็งเป็นพระอนุสาวนาจารย์และหลวงพ่อผุยเป็นพระกรรมวาจาจารย์ ได้รับรับฉายาว่า "" ฐิตสีโล "" แปลว่า "" ผู้มีศีลตั้งมั่น ""จากนั้นได้ศึกษาวิชาความรู้จากครูบาอาจารย์ต่าง ๆ ในแถบนั้นเป็นเวลา 4 ปี ก่อนออกแสวงหาครูบาอาจารย์อื่นๆ เพื่อศึกษาคันธธุระและวิปัสสนาธุระในชั้นที่สูงๆ ขึ้นไป

ปี พ.ศ.2464 หลวงปู่หมุน เริ่มออกศึกษาแสวงหาประสบการณ์โดยได้ร่ำเรียนทั้งเวทย์วิทยา และสมถกรรมฐานจากครูบาอาจารย์หลายสำนัก การเดินทางในสมัยนั้นเป็นที่ลำบากยากเย็น ต้องเดินเท้าเปล่าผจญภัยจากผีป่า หรือสัตว์ร้ายนานัปการ แต่หลวงปู่มิได้ย่อท้อ ได้เดินทางไปศึกษาวิชาอาคมที่ สำนักตักศิลาแห่งบ้านจิกใหญ่ อ.พิบูลมังสาหาร จังหวัด อุบลราชธานี กระทั่งศึกษาคัมภีร์มหาพุทธาคม อันเป็นแม่บทของคัมภีร์ปถมัง คัมภีร์อิทธิเจ คัมภีร์มหาราช คัมภีร์ตรีนิสิงเห ซึ่งเป็นพื้นฐานแห่งอำนาจจิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งตำราพิชัยสงคราม เช่น คัมภีร์นิติประกาศิต คัมภีร์ธนูรเวทว่าด้วยการแต่งเครื่องครอบมนตร์ในสงคราม เป็นต้น


ในช่วงปี 2475-2482 เมื่อหลวงปู่สำเร็จการศึกษาวิชาการต่าง ๆ ก็เก็บบริขารออกธุดงค์ป่าผ่านถิ่นทุรกันดารในชนบทโดยเท้าเปล่ามายังกรุงเทพ ฯ ในระยะแรกหลวงปู่เข้าพักที่ วัดเทพธิดาราม เป็นการชั่วคราว โดยมีครูทองอินทร์ เป็นครูสอนของวัดเทพธิดาราม เป็นผู้เอื้อเฟื้อจัดหาที่พำนักให้ ท่านได้ให้หลวงปู่อยู่ที่วัดวัดอรุณราชวราราม พำนักอยู่กับพระพิมลธรรม(นาค) ศิษย์สายสมเด็จพระสังฆราชแพ โอกาสนี้หลวงปู่ได้ร่ำเรียนวิชาคัมภีร์มูลกัจจายน์สูตร ซึ่งเป็นหลักสูตรโบราณอันเก่าแก่ของคณะสงฆ์ไทยที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน เป็นตำราที่ละเอียดลึกซึ้ง แตกฉานพระบาลีว่าด้วยคัมภีร์อรรถกถายากยิ่งที่จะมีผู้เรียนได้สำเร็จ ปัจจุบันวิชานี้ได้ยกเลิกไปแล้ว
หลวงปู่หมุนได้เข้าสอบวิชามูลกัจจายน์ นั้น ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งการสอบในสมัยนั้นมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประธาน และสมเด็จพระสังฆราช(แพ) เป็นประธานกรรมการฝ่ายสงฆ์ และพระเถราจารย์เป็นผู้ทดสอบด้วย โดยมีการถามตอบแบบมุขปาฐะ (ปากเปล่า) ถ้าถามตอบบาลีผิดเกิน 3 คำ ให้ปรับเป็นตกทันที ด้วยความรู้ความสามารถที่แตกฉานในคัมภีร์หลวงปู่สามารถสอบได้เปรียญธรรมถึง 5 ประโยคในคราวเดียวเท่านั้น หลังจากนั้นหลวงปู่ได้ใช้วิชาความรู้อย่าง คุ้มค่า โดยได้เป็นครูสอนมูลกัจจายน์อยู่ที่วัดหงส์รัตนาราม(ฝั่งธนบุรี) เป็นเวลานานหลายปี มีลูกศิษย์มากมาย นอกจากนี้ในช่วงหนึ่งหลวงปู่มาพักกับสมเด็จพระสังฆราชแพ ที่วัดสุทัศน์ฯ และได้ศึกษาวิชาบางอย่างกับสมเด็จพระสังฆราชแพอีกด้วย

จากนั้นก็เก็บบริขารเดินธุดงค์ติดตามพระอาจารย์ทองดี ที่มาจาก อ.บึงกาฬ จ.หนองคาย ธุดงค์ ไปทางภาคเหนือเข้าเขตพม่าเป็นเวลา 1 ปี จากนั้นก็เดินเท้าเปล่าลงภาคใต้ไปพำนักกับพระอาจารย์ทิม วัดช้างไห้ เพื่อปฎิบัติกรรมฐานและแลกเปลี่ยนวิชาอาถรรพณ์เวทมนต์กับพระอาจารย์ทิมอยู่ ประมาณปีกว่า ๆ ก่อนธุดงค์เข้าเขตประเทศมาเลเซีย เพื่อจะเรียนวิชากับพ่อท่านครน วัดบางแซะ ใช้เวลาธุดงค์อยู่ถึง 7 วัน แต่ไม่พบจึงตัดสินใจกลับวัดช้างให้ ต่อจากนั้นก็ได้เรียนวิชาจากพ่อท่านคล้ายวาจาสิทธิ์ วัดสวนขัน จ.นครศรีธรรมราช โดยได้ของที่ระลึกจากพ่อท่านคล้ายคือ ชานหมากเม็ดใหญ่เป็นที่ระลึก จากนั้นก็เดินธุดงค์เรื่อยมาจนกลับสู่เขตอีสานอีกครั้งและได้พบกับหลวงปู่สี ฉันทสิริ ในป่าแถบ จังหวัดหนองคาย และได้วิชาลบผงสีจากหลวงปู่สี ซึ่งได้รับสืบทอดมาจากสมเด็จพุฒาจารย์โต วัดระฆังโฆษิตาราม
ช่วงที่ท่านธุดงค์แถบอุบลราชธานีได้พบกับหลวงปู่มั่น และขอเรียนข้อวัตรปฏิบัติในพระกรรมฐาน แต่ไม่ได้ร่วมคณะธุดงค์ เพราะท่านอยู่นิกายมหายาน หลวงปู่เคยเล่าประวัติในช่วงธุดงค์ให้กับพระภิกษุที่เป็นหลานของท่านว่า เคยได้เป็นศิษย์หลวงปู่มั่นอยู่พักหนึ่ง ในช่วงที่หลวงปู่ต้องการเจริญสมณธรรม เป็นธรรมอันล้ำลึกยากยิ่งที่ผู้ที่ยังเข้าไม่ถึงจะล่วงรู้ถึงอารมณ์ของ วิปัสสนานี้ได้ หลวงปู่หมุนได้อยู่ปรนนิบัติรับใช้พระอาจารย์มั่นอยู่ระยะหนึ่งแล้วก็แสวงหา ความวิเวก เพื่อประพฤติปฏิบัติต่อไป จนกระทั่งหลวงปู่แตกฉาน เชี่ยวชาญ ครั้งนั้นหลวงปู่หมุนได้ศึกษาธรรมจนที่สหธรรมมิกที่เป็นศิษย์ของหลวงปู่มั่น รู้จักสนิทสนมกับหลวงปู่ทุกองค์ เช่น หลวงปู่แหวน สุจิณโณ เป็นต้น ..ในตอนที่หลวงปู่หมุนไปกราบนมัสการ หลวงปู่มั่น ท่ามกลางศิษย์สายกองทัพธรรม ในขณะสนทนาธรรมหลวงปู่มั่นได้ปรารภกับหลวงปู่หมุนว่า "" ท่านหมุน ท่านเก่งพอตัวอยู่แล้ว หากไม่เจอกันหรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับปริยัติ ปฏิบัติ และ

ปฎิเวธให้สอบถามท่านแหวนได้ เพราะเขาเก่งมาก "" หลวงปู่มั่นได้มอบของที่ระลึกให้หลวงปู่หมุน 2 อย่าง คือ แผ่นจารอักขระใบลาน ม้วนเป็นลูกอมกลม ๆ เขียนเป็นภาษาขอมว่า เย ธมมา เหตุปภวา ฯลฯ เป็นต้น และธนบัตรรัชกาลที่ 8 พร้อมลายเซ็นหลวงปู่มั่น ภายหลังหลวงปู่ได้มอบให้โยมแม่ท่านไป ต่อมาหลวงปู่มีความกังขาสงสัยในกัมมัฏฐานในเรื่องของ จตุธาตุวัฏฐาน ซึ่งเป็นเรื่องของการปฏิบัติในธาตุทั้ง 4 เป็นมูลฐานของอิทธิปาฏิหาริย์ต่าง ๆ จึงได้เดินทางไปกราบของความรู้เพิ่มเติมจาก หลวงปู่แหวน สุจิณโณ ก็ได้รับความกระจ่าง จากนั้นก็ธุดงค์ต่อไป ท่านยังได้ร่ำเรียนวิชาจาก พระอาจารย์สิงห์ วัดป่าสาลวัน หลวงพ่อจาด วัดบางกระเบาต่อมาไม่นานก็ได้ร่ำเรียนวิชามีดหมอมหาปราบจากหลวงพ่อขำ วัดเขาแก้ว และหลวงพ่อเงิน วัดมะปรางค์หลวง ซึ่งวิชานี้หลวงพ่อเดิม พุทธสโร วัดหนองโพ จ.นครสวรรค์ก็เรียนจากหลวงพ่อขำและหลวงพ่อเงิน เช่นกัน นอกจากนี้ในช่วงที่หลวงปู่ธุดงค์มาสู่ภาคตะวันออกแถบจันทบุรี ท่านได้พำนักอยู่กับ หลวงพ่อสอน วัดเสิงสาง กระทั่งหลวงพ่อสอนไว้ใจให้วิชาอาคมและครอบครูให้กับหลวงปู่

หลวงปู่หมุนนับเป็นหนึ่งในทายาทผู้สืบสายเวทวิทยาพุทธาคมในสายสมเด็จลุนแห่งนครจำปา ศักดิ์ราชอาณาจักรลาวที่ยังดำรงขันธ์อยู่ในปัจจุบัน โดยสมเด็จลุนเป็นที่เลื่องลือในคุณธรรมและอภิญญาอภินิหารอาทิ สามารถเดินบนน้ำได้ ย่นระยะทางได้ แปลงร่างได้ เดินทะลุภูเขาได้กล่าวกันว่าภิกษุสงฆ์ยุคก่อนโน้นต่างดั้นด้นสืบเสาะหาสม เด็จลุน เพื่อฝากตัวเป็นศิษย์ศึกษามหาวิทยาคม ตลอดจนวิปัสสนากรรมฐาน หลวงปู่หมุนเองก็ดั้นด้นธุดงค์ผ่านอุบลราชธานีเข้าประเทศลาวเพื่อสืบเสาะสม เด็จลุน แต่ไม่พบ แล้วมาพักอยู่กับหลายพ่อมหาเพ็ง วัดลำดวน ในช่วงนั้นหลวงปู่ได้ใช้เวลาค้นคว้าศึกษาพระไตรปิฏก ในเรื่องพระวินัยปิฏก และพระอภิธรรม ซึ่งเป็นพระคัมภีร์ที่กล่าวถึงการเจริญกัมฏฐานล้วน ๆ ประมาณ 2 เดือนกว่า แล้วก็ออกธุดงค์กลับสู่ประเทศไทยเข้ากรุงเทพฯ มาพักนักที่วัดหงส์รัตนาราม ต่อมาธุดงค์ไปทางอีสานเข้าสู่ประเทศลาวอีก หลายครั้ง จนกระทั่งท่านมีอายุ 30 ปีกว่าแล้ว คราวนั้นหลวงปู่ได้พบกับฆราวาสชื่ออาจารย์ฉันท์ ซึ่งมีศักดิ์เป็นเหลนของสมเด็จลุน ที่จังหวัดนครพนม โดยเรียนวิชาจากอาจารย์ฉันท์จนหมดภูมิแล้ว อาจารย์ท่านจึงได้แนะนำฝากตัวเป็นศิษย์หลวงปู่ดำเหลนของสมเด็จลุนปรมาจารย์ ใหญ่ที่สืบสายเวทวิทยาพุทธาคมในสายสมเด็จลุน

ในการฝากตัวเป็นศิษย์ของหลวงปู่ดำนั้น มีกฎเกณฑ์รายละเอียดมากทั้งยังต้องทดสอบภูมิปัญญา และอำนาจของกระแสจิตที่ต้องเข้มแข็งพอที่จะเรียนวิชาของท่านได้ ในรุ่นที่หลวงปู่ฝากตัวเป็นศิษย์นั้นมีมากกว่า 50 รูป แต่หลวงปู่ดำท่านทดสอบวิชา แล้วคัดออกจนเหลือแค่ 3 รูป มีหลวงปู่หมุน หลวงพ่อสงฆ์ (วัดม่วง ลพบุรี) และอีกรูปหลวงปู่ลืมชื่อไปแล้ว สำหรับพิธี ครอบครูของหลวงปู่ดำนั้นมีของยกครูที่หลวงปู่จำได้อย่างแม่นยำคือ 1.ผ้าไตรจีวร 2.บาตร 3.ทองคำหนัก 10 บาท (สำหรับทองคำ จะคืนให้เมื่อเรียนจบ) และมีข้อห้ามประการสำคัญอีกคือ ห้ามสึกตลอดชีวิต ถ้าสึกไปชีวิตก็จะหาไม่
ในการครอบวิชานี้ถือว่าเป็นสุดยอดเคล็ดวิชา วิทยาคม ในสายของสมเด็จลุน แห่งนครจำปาศักดิ์ ซึ่งกว่าจะเรียนจบต้องใช้ความวิริยะอุตสาหะบำเพ็ญเพียรอย่างมาก ได้จำวัดพักผ่อนวันละ 4 ชั่วโมงเท่านั้น อาหารต้องฉันมื้อเดียว และขั้นตอนสุดท้ายที่จะสำเร็จวิชานี้จะมีการทดสอบอย่างพิสดารอย่างไรก็ตาม เป็นที่เชื่อกันว่าหลวงปู่หมุนท่านสำเร็จวิชาสำเร็จธาตุ 4 มาจากสายสมเด็จลุน ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าวิชาสายนี้ลึกลับเกินปุถุชนคนธรรมดาจะเรียนได้สำเร็จ ผู้ที่จะเข้าถึงได้ต้องเป็นผู้ที่มีบารมีมาแล้วนับชาติไม่ถ้วน เพราะการควบคุมธาตุ 4 ได้นั้นผู้ที่จะสามารถทำการนี้ได้ต้องสำเร็จจตุตฌานเป็นบาทฐานในการทำ และยังต้องมีความเชี่ยวชาญในเรื่องของกสิณจตุธาตุทั้ง 4 ได้แก่ ดิน น้ำ ลม และไฟอีกด้วย

หลังจากนั้น หลวงปู่ก็กลับมาจำพรรษา ที่วัดบ้านจาน จนได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส และพระอุปัชฌาย์ รับสมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นประทวน ที่"" พระครูหมุน ฐิตสีโล"" หลวงปู่ได้ปฎิบัติศาสนกิจตามที่ได้รับมอบหมายเป็นเวลาถึง 20 ปี จึงลาออกจากทุกตำแหน่ง ต้องการใช้ชีวิตที่เหลือบำเพ็ญสมณธรรมปฏิบัติพระวิปัสสนาธุระ อย่างเดียว ประมาณปี 2487 ในช่วงที่หลวงปู่อายุ 50 ปี ท่านเก็บบริวารออกธุดงค์บำเพ็ญเพียรอยู่ในป่าดงดิบ โดยลำพังแต่ผู้เดียว และในช่วงนี้เองที่หลวงปู่ได้พบกับอาจารย์จ่อยและอาจารย์ขวัญ วัดป่าหนองหล่ม ในระหว่างที่หลวงปู่ธุดงค์โดยบังเอิญ อาจารย์ทั้ง 2 จึงได้นิมนต์หลวงปู่โปรดญาติโยมที่วัดป่าหนองหล่ม หลังจากที่หลวงปู่หมุนเดินธุดงค์แสวงหาธรรม อยู่หลายสิบปี ประมาณปี 2520 ท่านจึงกลับมายังวัดบ้านจาน ซึ่งวัดบ้านจานในยามนั้น มีอายุกว่า 200 ปี อยู่ในสภาพทรุดโทรม ท่านจึงได้พัฒนาวัด สร้างอุโบสถขึ้นมา ด้วยหยาดเหงื่อและแรงจิต ทำให้อุโบสถเสร็จสมบูรณ์ในเวลาอันสั้นนอกจากนี้ท่านยังได้ช่วยเหลือลูกศิษย์และสหธรรมิก อีกหลายวัดเช่น วัดป่าหนองหล่ม, วัดโนนผึ้ง ,วัดซับลำใย, และคณะศิษย์วัดสุทัศน์ฯ ในการสร้างถาวรวัตถุของวัด จนเป็นที่มาของ วัตถุมงคลที่ได้รับความนิยมในหลายรุ่นต่อมา ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกเมื่อวัตถุมงคลและเครื่องรางของขลังแทบทุกรุ่น ที่ท่านจัดสร้างขึ้น จึงเป็นที่นิยมในหมู่ศิษยานุศิษย์ ด้วยเชื่อในพลังแห่งบุญฤทธิ์จิตตานุภาพของท่าน
จนกระทั่งเมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 11 มี.ค.2546 หลวงปู่หมุน ฐิตสีโล พระอมตะเถระ 5 แผ่นดิน แห่งวัดบ้านจาน อ. กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ มรณภาพลงอย่างสงบบนกุฎี สิริอายุ 109 ปี 86 พรรษา"

หลวงปู่อ่อง

ประวัติหลวงปู่อ่อง


               พระครูสถิตธรรมมงคล (หลวงปู่อ่อง ฐิตธัมโม) เป็นชาวบ้านสะพือโดยกำเนิด เป็นหลานพระกรรมฐานแพง จันทสาโร หลวงปู่อ่อง ฐิตธัมโม เกิดเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2471 โยมพ่อชื่อ พ่อคูณ โยมแม่ชื่อ แม่กอง ในสกุล อัจฉฤกษ์ มีพี่น้องร่วมท้องเดียวกัน 9 คน เด็กชายอ่อง อัจฉฤกษ์ ไม่สนใจเรื่องโลกทั้งปวง ศรัทธาเลื่อมใสในศีลาจารวัตรพระกรรมฐานแพง เรียนรู้ธรรมะตั้งแต่ยังเล็ก ครั้นอายุได้ 6 ขวบก็ขออนุญาตโยมพ่อ โยมแม่ เข้าเป็นศิษย์วัด อายุ 12 ปี บวชเป็นสามเณร โดยท่านพระครูพิศาลสังฆกิจ (หลวงปู่โทน กันตสีโล) เป็นผู้บวชให้ ต่อมาอายุครบ 20 ปี พ.ศ. 2491 ก็อุปสมบทเป็นพระโดยมีท่านพระครูพิริยกิจปัญญา “หลวงปู่ฤทธิ์ วัดสระกุศกร” เป็นพระอุปฒาย์ ได้นามว่า พระอ่อง ฐิตธัมโม

               หลวงปู่อ่อง ฐิตธัมโม เริ่มออกธุดงค์ตั้งแต่เป็นสามเณร 3-4 ปีจะกลับมาครั้งหนึ่ง หลังจากพระกรรมฐานแพง มรณภาพเมื่อปี พ.ศ. 2509 เมื่อทำพิธีเกี่ยวกับเรื่องศพของพระกรรมฐานแพงเรียบร้อยแล้ว หลวงปู่อ่อง ก็ออกจากวัดเทพสิงหาญเพื่อธุดงค์ตลอดมา

              วัดสิงหาญ เป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่ง มีหลักฐานที่สามารถประมาณได้ว่าเคยมีพระท่านใดเป็นเจ้าอาวาสบ้าง ก็อาศัยหลักฐานอัฐิที่มีรายชื่อจารึกอยู่รอบพระเจดีย์ ดังนี้ ญาถ่านพู เป็นเจ้าอาวาส พ.ศ. 2350 – 2360 หลวงปู่อตมะ เป็นเจ้าอาวาส พ.ศ. 2365 – 2395 เจ้าปู่สมเด็จตัน เป็นเจ้าอาวาส พ.ศ. 2480 – 2494 หลวงปู่แพง พระกรรมฐานแพง เป็นเจ้าอาวาส พ.ศ. 24.. – 2509 มีหลายช่วงที่ขาดรายนามเจ้าอาวาส ในระหว่างนั้น มีพระครูพิศาลสังฆกิจ “หลวงปู่โทน กันตสีโล” ก็เป็นเจ้าอาวาสอยู่หลายปี สำหรับท่านพระครูสถิตธรรมมงคล “หลวงปู่อ่อง ฐิตธัมโม” เป็นเจ้าอาวาส มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 จนถึงปัจจุบัน

              พระครูสถิตธรรมมงคล “หลวงปู่อ่อง ฐิตธัมโม” ไม่ได้แสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ใดๆ แต่เมื่อปี สองปีนี้ ในขณะทีหลวงปู่อ่อง นั่งรับแขกญาติโยมอยู่ที่วัดเทพสิงหาญ แต่ร่างหนึ่งนั่งสวดอภิธรรมศพอยู่ที่วัดทุ่งศรี เป็น 1 ใน 4 วัด ของบ้านสะพือ อีกเรื่องหนึ่งก็คือ เสกมวลสารวัตถุในถ้ำภูมะโรง ประเทศลาว เป็นแร่เหล็กไหลกายสิทธิ์ และขณะนั่งประกอบพิธีที่วัดแห่งหนึ่งใน อ.พิบูลมังสาหาร ทั่วร่างกายเป็นประกายหลากสีเปล่งปลั่งอย่างน่าอัศจรรย์  แม้จะเป็นหนึ่งเดียวในสายพระอาจารย์ใหญ่ เจ้าปู่สมเด็จลุน ผู้มากด้วยอิทธิปาฏิหาริย์ แต่ไม่เคยแสดงฤทธิ์เดชให้ใครเห็น ยกเว้นสิ่งนั้นจะเกิดขึ้นเองในคราวจำเป็น หรือมีใครทดลอง เพราะได้รับคำแนะนำจากพระกรรมฐานแพง จันทสาโร ศิษย์ผู้ใกล้ชิดเจ้าปู่สมเด็จลุนที่จำได้ทุกตัวอักษร ว่า “หากไม่มีเหตุจำเป็นอย่าแสดงแผงฤทธิ์เดชใดๆ”

หลวงปู่แสน

หลวงปู่แสน ปสนฺโน วัดบ้านหนองจิก อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ ได้รับการขนานามว่า “เทพเจ้าแห่งเขาภูฝ้ายใกล้ชายแดนเขมร” ปัจจุบันอายุ 10๙ ปี สุขภาพร่างกายยังแข็งแรง เดินไปไหนมาไหนได้ปกติ และทุกวันจะมีข้าราชการ ตำรวจ ทหาร เข้ากราบไหว้ไม่ขาดสาย

“แสน คุ้มครอง” เป็นชื่อและนามสกุลเดิมของหลวงปู่แสน เกิดวันศุกร์ที่ 11 กันยายน 2๔51 ระหว่างบวชเณรได้ไปศึกษาเรียนหนังสือกับหลวงพ่อมุมวัดปราสาทเยอใต้ จนจบป.๔ และได้เรียนตำราพระเวชจากหลวงพ่อมุมทั้งภาษาขอม ภาษาธรรมบาลี จนเก่งกล้าวิชา กระทั่งอายุ 21 ปี ได้เข้าบรรพชาอุปสมบทที่วัดบ้านโพง ได้นิมนต์หลวงพ่อมุม อินทปญโญ วัดปราสาทเยอ อ.ไพรบึง จ.ศรีสะเกษ เป็นพระกรรมวาจาจารย์



คาถาเมตตามหานิยมหลวงปู่แสน ที่ท่านมักบอกให้ลูกศิษย์ คือ “นะ เมตตา โม กรุณา พุทธ ปราณี ธา ยินดี ยะ ประเสริฐเลิศไกล โม จับจิตร พุทธ จับใจธารักใคร่ ยะ มนุษสาหญิงชายทั้งหลาย เหหิจิตตังปิยังมะมะ นะ ออนใจ รัก นำ ทรัพย์สิน เงินทอง มาชูกู เพ็งๆ พาๆ หาๆ ฤาๆ”

คำว่า “เพ็งๆ พาๆ หาๆ ฤาๆ” เป็นภาษาโบราณ เป็นคาถา เร่งให้มีลาภเร็วขึ้น เป็นมหาลาภ มีผลยิ่งใหญ่มาก

วัตถุมงคลของหลวงปู่แสนได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วเนื่องจากวัตถุมงคลของท่านมีประสบการณ์แคล้วคลาดปลอดภัย ผู้นำไปใช้มีโชคลาภมากมายทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะเหรียญเสมาครึ่งองค์หลวงปู่แสน รุ่นเจ้าสัวแสนนิยม ที่จัดสร้างโดย “วิทย์ เมืองตาก” เพื่อหารายได้สมทบทุนสร้างศาลา

เหรียญเสมาครึ่งองค์หลวงปู่แสน รุ่นเจ้าสัวแสนนิยม ออกแบบเหรียญเป็นสไตล์เหรียญเสมาหลวงปู่ทิมผสมผสานกับเหรียญเจริญพรบนหลวงพ่อคูณ ผสมผสานกับการแกะแบบสไตล์หลวงปู่สี โชคดีได้ทีมกราฟฟิกจากทีมงานฉะเชิงเทราท่านชอ ปรกโพธิ์ มาเป็นทีมงานออกแบบให้ และกลุ่มเพื่อนเก่าของวิทย์ เมืองตาก เป็นทีมงานที่ปรึกษา บวกกับลูกค้าเดิมที่เชื่อมั่นในฝีมืองานการดูแลงานของวิทย์ เมืองตาก จำนวนการสร้างเพียง 5,555 เหรียญ ซึ่งมีตั้งแต่เสมาเนื้อทองคำ เนื้อเงิน เนื้อนวะ เนื้อชนวน เนื้ออัลปาก้า และเนื้อทองแดง

ด้วยบารมีหลวงปู่แสน ตอนนี้ท่านดังไกลถึงต่างประเทศบวกกับความสวยของเหรียญรุ่นนี้จึงมีลูกศิษย์มากมายทั้งในและต่างประเทศมาขอเช่าบูชารุ่นเจ้าสัวแสนนิยมนี้กันอย่างมากมาย “พระออกไม่ถึงเดือนมีผู้แขวนบูชาและมีประสบการณ์ทั้งแคล้วคลาดปลอดภัยทั้งโชคลาภมากมาย มีผู้แขวนบูชากว่าหลายร้อยคน” จึงทำให้เป็นกระแสนิยมมากที่สุด


แสดง   10 20 30