ภาคอีสาน

ญาท่านเขียว เขี้ยวแก้วประกาศิต

     ญาท่านเขียว ถาวรธัมโม วัดภูน้อย บ้านโนนสำราญ ต.นาหว้า อ.ปทุมราชวงศา จ.อำนาจเจริญ ญาท่านเขียวบรรพชาเป็นสามเณรตอนอายุ ๑๓ ปี กับหลวงปู่หลอด ปโมทิโต ในวันที่ ๑๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๘ ณ วัดศรีสว่าง อ.หนองบัวลำภู จ.อุดรธานี (ปัจจุบันเป็น อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู) บรรพชาได้หนึ่งพรรษา ได้จาริกออกธุดงค์ร่วมกับเพื่อนสามเณรที่อยู่อำเภอโนนสัง โดยไปด้วยกันสองรูป ธุดงค์แรมรอน ไปตามป่าเขาลำเนาไพรตามจังหวัดและอำเภอต่างๆของภาคอีสาน โดยไม่กลัวเกรงต่อภัยอันตรายที่จะเข้ามาล้วงล้ำกล้ำกลายแต่อย่างใด ท่านได้เดินทางไปกราบนมัสการและได้รับฟังธรรมเทศนาจากพ่อแม่ครูบาอาจารย์หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี และหลวงปู่สิม พุทธาจาโร เริ่มต้นศึกษาพระเวทและวิทยาคมต่างๆ

     ด้วยความที่เป็นผู้มีนิสัยชอบศึกษาวิชาอาคมมาตั้งแต่ยังเด็ก ท่านได้มีโอกาสศึกษาตำราพระเวทของพระราชครูพราหมณ์วามเทพมุนี และของท่านอาจารย์อุระคิน วิริยะบูรณะ ในขณะที่ท่านเดินธุดงค์เข้าไปในเขตจังหวัดร้อยเอ็ด ได้พบกับหลวงพ่ออยู่ สมกิตโต ลูกศิษย์พระครูวิโรจน์รัตโนบล(หลวงปู่รอด วัดทุ่งศรีเมือง จ.อุบลราชธานี) หลวงพ่ออยู่ สมกิตโต ท่านเป็นคนบ้านดงบ้านนา อ.ธวัชบุรี จ.ร้อยเอ็ด ท่านได้ถ่ายทอดวิชาสายหลวงปู่สำเร็จลุน ซึ่งได้รับการถ่ายทอดจากหลวงปู่รอด วัดทุ่งศรีเมืองให้ สามเณรเขียวอย่างไม่ปิดบังหลังจากเล่าเรียนวิชากับหลวงพ่ออยู่ สมกิตโตแล้วจึงได้กราบลาท่านออกธุดงค์ทางภาคเหนือต่อไป (บวชกับหลวงปู่หลอด ปโมทิโต)      

     เมื่อท่านอายุครบ ๒๐ ปี ได้เดินทางกลับมากราบพ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่หลอด ปโมทิโตอีกครั้ง และขอญัตติอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ในวันที่ ๑๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๓๕ เวลา ๐๙.๐๙น. ณ พัทธสีมาวัดสิริกมลาวาส(วัดใหม่เสนานิคม) เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร โดยมีหลวงปู่หลอด ปโมทิโต(พระครูปราโมทย์ธรรมธาดา)เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์อ่อนศรี ธัมมโชโต เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์สิทธิพงษ์ สิทธิวังโส เป็นพระ อนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาทางธรรมว่า “ถาวรธัมโม” แปลว่า ผู้มีธรรมอันตั้งมั่น ญาท่านเขียว ถาวรธัมโม ได้อยู่ปฏิบัติธรรมกรรมฐานกับหลวงปู่หลอด ปโมทิโต และได้อุปฐากท่านเป็นระยะเวลา ๕ ปี ในช่วงที่ท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดใหม่เสนานิคมนี้ ได้มีโอกาส      

     เดินทางไปเรียนวิชา กับคุณพ่อสาย แก้วสว่าง ไวยาวัจกรณ์วัดระหารไร่(ซึ่งคุณพ่อสาย ได้รับการถ่ายทอดมาจากหลวงปู่ทิม วัดละหารไร่)คุณพ่อสายได้ถ่ายทอดวิชาทั้งหมดที่ได้ ร่ำเรียน มาให้แก่ ญาท่านเขียวโดยไม่ปิดบังแต่อย่างใด ด้วยญาท่านเขียวท่านเป็นพระภิกษุที่มีจริยวัตรงดงาม อ่อนน้อมถ่อมตนต่อครูบาอาจารย์ พ่อสายจึงเอ็นดูและรักท่านเหมือนลูก และได้มอบ พระบูชาหลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ (ขนาดเท่าองค์จริง) ก้านชนวนพระกริ่ง ผงพรายกุมาร พระขุนแผนพรายกุมารของหลวงปู่ทิม จำนวนหนึ่งบาตรพระ และมอบสีผึ้งเขียว หลวพ่อทาบ วัดกระบกขึ้นผึ้ง 1 ตลับใหญ่ ให้กับญาท่านเขียวอีกด้วย นับได้ว่าสิ่งที่พ่อสายมอบให้กับญาท่านเขียว มานี้เป็นสิ่งที่มีค่าทางจิตใจอย่างมาก และมีมูลค่าสูงในทางโลกเป็น ที่เสาะแสวงหากันท่านก็ได้นำเอาวัตถุมงคลต่างๆที่ได้รับมอบมา ผสมเป็นมวลสารที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งในการจัดสร้างวัตถุมงคลของญาท่านเขียวเอง

วัดเจ้าอาม กรุงเทพมหานคร

วัดเจ้าอาม มีเนื้อที่ตั้งวัด 12 ไร่ หน้าวัดด้านทิศตะวันออก มีถนนบางขุนนนท์ตัดผ่านหน้าวัด ตามพระราชพงศาวดารกล่าวว่า วัดนี้สร้างขึ้นเมื่อ พุทธศักราช 2322 สมัยกรุงธนบุรีเป็นราชธานี พระบาทสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี พระเจ้าตากสินมหาราช พระองค์ทรงสร้าง วัดเจ้าอามขึ้น ในท้องที่บ้านลุ่มเชิงเลน เขตชานเมืองธนบุรี เพื่ออุทิศพระราชกุศลให้กับพระสนมอาม หรือเจ้าอาม ซึ่งเป็นพระมเหสี
ต่อมาภายหลังพระองค์ ได้มีพระราชดำริสร้างวัดขึ้น จึงทรงแสวงหาพื้นที่เขตชานเมืองธนบุรี เพื่อทรงสร้างวัดขึ้น และในพระราชพงศาวดาร ยังกล่าวอีกว่าได้ทรงสร้างปรางค์ใหญ่ไว้องค์หนึ่ง เพื่อนำอัฐิของมเหสีอามมาบรรจุไว้เพื่อเป็นพระราชอนุสรณ์ด้วย
การก่อสร้างวัดเจ้าอามนี้ยังทรงสร้างไม่สมบูรณ์ เนื่องจากพระองค์ได้เสด็จไปปราบปรามชุมนุมข้าศึกต่างๆ เป็นระยะเวลายาวนานถึง 3 ปี ตลอดจนผู้ที่ก่อความไม่สงบสุขภายในประเทศ เกือบจะไม่มีเวลาเพียงพอ เพราะฉะนั้นการก่อสร้างเสนาสนะต่างๆ ภายในวัดเจ้าอาม จึงขาดช่วง ขาดการต่อเนื่องไม่สำเร็จลุล่วงไปดังพระราชหฤทัยที่พระองค์ได้ทรงตั้งปณิธานไว้ การก่อสร้างวัดเจ้าอามนี้ จึงได้ร้างมาเป็นเวลานานปี
ต่อมาในระยะหลังชาวบ้านในระแวกบ้านลุ่มเชิงเลน จึงได้ช่วยกันก่อสร้างขึ้นมาอีก ศิลปวัตถุเดิมของวัดเจ้าอามนี้ เป็นที่น่าเสียดายเพราะสิ่งก่อสร้างเหล่านั้น ได้ก่อสร้างมาเป็นเวลานานปี ขาดการบูรณปฏิสังขรณ์ จึงได้ชำรุดทรุดโทรมผุพังไปตามสภาพ ทั้งนี้ถาวรวัตถุบางอย่างก็ยังคงมีสภาพเหลืออยู่บ้าง แต่ก็เป็นส่วนน้อย วัดเจ้าอามเดิมทีเป็นวัดที่ตั้งอยู่กลางสวน ทางคมนาคมไม่มีผ่านการสัญจรไปมาลำบาก จึงไม่ค่อยมีผู้ที่รู้จัก พระภิกษุสามเณร ไม่ค่อยมาจำพรรษาอยู่เพราะการสัญจรไปมาลำบาก
ต่อมาจอมพลประภาส จารุเสถียร ในสมัยที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้อำนายการรักษาความมั่นคงแห่งชาติ พร้อมด้วยท่านผู้หญิงไสว จารุเสถียร และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ฝ่ายพลเรือน, ทหารและตำรวจ ได้มีจิตศรัทธานำกลองขนาดใหญ่มาถวายที่วัดเจ้าอาม พร้อมทั้งนำต้นศรีมหาโพธิ์, ต้นสาระ ที่เอกอัครราชทูตแห่งอินเดีย นำมาจากพุทธคยาประเทศอินเดีย มาปลูกที่วัดเจ้าอามนี้ เมื่อวันเสาร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2512 ซึ่งจอมพลประภาส จารุเสถียร ได้บอกว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี พระเจ้าตากสินมหาราช พระองค์ท่านได้ทรงสร้างวัดเจ้าอามนี้ขึ้น เพื่ออุทิศพระราชกุศลให้กับพระสนมอาม หรือเจ้าอาม
ทั้งนี้ จอมพลประภาส จารุเสถียร ได้มีกุศลจิตศรัทธายิ่งรับเป็นเจ้าภาพบริจาคทรัพย์บูรณปฏิสังขรณ์พระปรางค์ วัดเจ้าอาม ที่ชำรุดทรุดโทรมมาเป็นระยะเวลานานปี ให้มีสภาพที่มั่นคงสวยงามโดยรักษาทรวดทรงของเก่าไว้ทุกประการ ซึ่งเดิมทีมีความประสงค์จะประดับโมเสกสีทองทั้งองค์ที่จะสั่งมาจากประเทศอิ ตาลี่ แต่ทางคณะกรรมการวัดเกรงว่าต่อไปภายหน้า ถ้าเกิดการชำรุดทรุดโทรมขึ้นก็จะยากในการบูรณปฏิสังขรณ์ จึงขอเพียงแต่ทาสีขาวทั้งองค์ ในวันสมโภชพระปรางค์ จอมพลประภาส จารุเสถียร ได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาบรรจุไว้ที่ยอดพระปรางค์ด้วย พร้อมกับมีจิตดำริที่จะรับปฏิสังขรณ์เสนาสนะต่างๆ ของวัดที่ชำรุดทรุดโทรม ให้มีสภาพที่สวยงามมั่นคงอีกด้วย ต่อมาภายหลังเหตุการณ์ต่างๆ ทางการเมืองได้เปลี่ยนแปลงไป การก่อสร้างบูรณปฏิสังขรณ์วัดเจ้าอาม ของจอมพลประภาส จารุเสถียร จึงได้ล้มเลิกไป
วัดเจ้าอามได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมามาแต่เดิม พร้อมกับการสร้างวัดประมาณ พ.ศ. 2322 ทิศเหนือยาว 118 เมตร ติดกับลำกระโดง และคลองวัดเจ้าอาม ทิศใต้ยาว 114 เมตร ติดกับลำกระโดงและที่ดินของเอกชน ทิศตะวันออกยาว 160 เมตรติดกับถนนบางขุนนนท์ ทิศตะวันตกยาว 212 เมตรติดกับลำกระโดงและที่ดินของเอกชน ที่ธรณีสงฆ์จำนวน 1 แปลง เนื้อที่ 1 ไร่ 97 ตารางวา โฉนดเลขที่ 146 บริเวณที่ตั้งวัด เป็นที่ราบลุ่มอยู่ในสวนมีคูคลองโดยรอบ ขณะนี้ได้กลายเป็นที่จัดสรรมีหมู่บ้านประชาชนเพิ่มมากขึ้น การคมนาคมมีถนนบางขุนนนท์ ผ่านหน้าวัดทางทิศตะวันออก อาคารเสนาสนะ ประกอบไปด้วยอุโบสถ 1 หลัง วิหาร 1 หลัง ศาลาการเปรียญ 1 หลัง สร้างใน พ.ศ. 2520และกุฏิสงฆ์จำนวน 16 หลัง
มีพระประธานในอุโบสถปางมารวิชัยหน้าตัก 3 ศอกเศษ หล่อด้วยโลหะ เป็นพระพุทธรูปสมัยอู่ทอง, หลวงพ่อโตในวิหารเป็นศิลาแลงปางมารวิชัย หน้าตัก 3 ศอกเศษ, ปรางค์ใหญ่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ที่สวยยอดซุ้มปรางค์ได้ประดิษฐานพระ พุทธรูปยืนสูงประมาณ 3 ศอกทั้งสี่ทิศ มีพัทธเสมารอบอุโบสถเป็นพัทธเสมาคู่ ซึ่งตามปกติแล้วจะมีเฉพาะพระอารามหลวงเท่านั้น, โคมระย้าและโคมหวดแก้วในอุโบสถแขวนอยู่ที่เพดานก็เป็นของเก่าแก่ฯ
ทางวัดได้เปิดสอนพระปริยัติธรรมเริ่มมาตั้งแต่ พ.ศ. 2512 จนถึงปัจจุบันนี้มีพระภิกษุสามเณรที่สอบได้นักธรรม-บาลี เป็นมหาเปรียญจำนวนมาก และมีพระภิกษุที่สามารถสอบได้เปรียญธรรม 9 ประโยค อันเป็นชั้นสูงสุดของการศึกษาของคณะสงฆ์ ในสังกัดวัดเจ้าอาม จำนวน 4 รูป คือ
1. พระมหาสามิตร เตชปญฺโญ สอบได้ในปี พ.ศ. 2539
2. พระมหาชินพัฒน์ จกฺกเมธี สอบได้ในปี พ.ศ. 2542
3. พระมหาธนสิทธิ์ สิทฺธิญาโณ สอบได้ในปี พ.ศ. 2544
4. พระมหายุทธนา ขนฺติพโล สอบได้ในปี พ.ศ. 2545
นอกจากนี้ยังมีโรงเรียนระดับประถมศึกษาสังกัดกรุงเทพมหานคร และศูนย์สาธารณสุขตั้งอยู่ในที่วัดอีกด้วย
วัดเจ้าอามมีพระภิกษุที่ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันตามลำดับดังนี้
1.พระอธิการเฉย (ดำรงตำแหน่งอยู่กี่ปีไม่ปรากฏหลักฐาน)
2.พระอธิการเทศ (ดำรงตำแหน่งอยู่กี่ปีไม่ปรากฏหลักฐาน)
3.พระอธิการยัง (ดำรงตำแหน่งอยู่กี่ปีไม่ปรากฏหลักฐาน)
4.พระอธิการไปล่ ดำรงตำแหน่งถึง พ.ศ. 2511
5.พระครูนิวิฐสาธุวัตร (ทองล่ำ ยโสธโร ป.ธ.5) ดำรงตำแหน่งมาตั้งแต่ พ.ศ. 2512 จนถึงปัจจุบัน
วัด เจ้าอาม แขวงบางขุนนนท์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ระยะหลังได้เจริญรุ่งเรืองมาโดยตลอด ปัจจุบันทางคมนาคมสะดวกมาก ท่านพระครูนิวิฐสาธุวัตร เจ้าอาวาสวัดเจ้าอาม เจ้าคณะแขวงบางขุนนนท์ พร้อมด้วยพระภิกษุสามเณร, คณะกรรมการวัดเจ้าอาม ทายกทายิกา และพุทธศาสนิกชน ได้พยายามเร่งพัฒนาวัดเจ้าอาม โดยการก่อสร้างบูรณปฏิสังขรณ์เสนาสนะต่างๆ ภายในวัดที่ชำรุดทรุดโทรมไปตามสภาพขึ้นมาใหม่ เพื่อเป็นการเทิดทูนพระเกียรติเป็นพระราชอนุสรณ์แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้ากรุง ธนบุรี พระเจ้าตากสินมหาราช ที่พระองค์ได้ทรงสร้างวัดเจ้าอามนี้ขึ้น และเพื่อเป็นการเชิดชูพระพุทธศาสนาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสืบต่อไป.


โพสท์ใน ประวัติวัดเจ้าอาม

หลวงปู่ขันตี วัดป่าม่วงไข่

พระภิกษุที่ได้รับการยกย่องนับถือว่าเป็นพระบุพพาจารย์ใหญ่ แห่งกองทัพธรรม พระกรรมฐานในประเทศไทย ได้แก่ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ผู้ได้บำเพ็ญความเพียรในขั้นเอกอุ จนบรรลุถึงธรรมชั้นสูงสุด ทั้งนี้ ศิษยานุศิษย์ทั้งหลาย ได้ให้สมัญญาว่า "พระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายพระกรรมฐาน" เป็นผู้มีประวัติงดงาม เป็นฐานที่พึ่งอันมั่นคงตลอดจนเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางใจตลอดเวลาในเพศบรรพชิต ได้ปฏิบัติตนจนกระทั่งเป็น แบบอย่างที่ดี อันจะหาผู้ใดเสมอเหมือนได้ยากยิ่ง

                 สำหรับพระเถระผู้มีบทบาทในการสร้างหลักปักธงชัย พระกรรมฐาน ในแผ่นดินที่ราบสูง แดนอีสาน ได้แก่ ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจันโท) วัดบรมนิวาส กรุงเทพฯ หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล วัดเลียบ อุบลราชธานี และ หลวงปู่มั่น ภูริทัตตมหาเถร ซึ่งกาลต่อมา ได้ให้การอบรม สั่งสมบารมีธรรม แก่พระภิกษุสามเณร จนมีศิษย์เป็นพระธุดงคกรรมฐาน ผู้ทรงคุณธรรม สัมมาปฏิบัติ ออกจาริกธุดงค์ เผยแผ่ธรรมนำศรัทธาสาธุชนได้ผลดีเป็นอันมาก ต่อกิจการงานพระศาสนาสร้างสำนักป่า วัดวา ศาสนสถานในพระพุทธศาสนา ตามแบบที่เรียกว่า "วัดป่า" ที่เน้นที่เน้นธรรมชาติ ความเรียบง่าย สะอาด สงบ สว่างด้วยแสงธรรม
                 ปัจจุบันนี้ยังมีพระป่าที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบหลายสิบรูป และหนึ่งในจำนวนนี้ คือ หลวงพ่อขันตี ญาณวโร เจ้าอาวาสวัดป่าม่วงไข่ ต.สานตม อ.ภูเรือ จ.เลย ท่าเกิดเมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๘๖ ตรงกับวันอังคารขึ้น ๑๔ค่ำ เดือน ๑๑ ปีมะแม เป็นชาวขอนแก่นโดยกำเนิด ปัจจุบันสิริอายุ ๗๒ ปี พรรษาที่ ๕๑ เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อ พ.ศ.๒๕๐๗ ณ พัทธสีมา วัดศรีจันทร์ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น
 
                 เมื่ออุปสมบทได้ ๑ ปี พ.ศ.๒๕๐๘ ท่านได้ติดตามมาปฏิบัติจำพรรษาอยู่กับ “หลวงปู่คำดี ปภาโส” ที่วัดถ้ำผาปู่นิมิตร ต่อมาได้ย้ายไปพำนักจำพรรษาและอุปัฏฐากดูแล “หลวงปู่ชอบ ฐานสโม” ที่วัดป่าโคกมน เนื่องจากในขณะนั้นหลวงปู่ชอบป่วยเป็นอัมพาต
                 วัดป่าสันติธรรม หรือวัดป่าห้วยเดื่อ เป็นวัดที่หลวงพ่อขันตี ญาณวโร ได้เป็นผู้นำพาสร้างวัดป่าแห่งหนึ่งอยู่ที่บ้านห้วยเดื่อ อ.วังสะพุง จ.เลย และดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาส โดยท่านพำนักอยู่จำพรรษา ณ วัดป่าห้วยเดื่อ (วัดป่าสันติธรรม) เป็นเวลายาวนานถึง ๒๕ ปี
                 หลังจากนั้น หลวงพ่อขันตี ไปพำนักจำพรรษาอยู่ที่วัดป่าหนองแซง ต.หนองบัวบาน อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี ก่อนย้ายมาอยู่จำพรรษาที่วัดหลวงปู่ขาว อนาลโย คือวัดถ้ำกองเพล ต.โนนทัน อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู สุดท้ายได้ย้ายมาอยู่จำพรรษาที่วัดป่าม่วงไข่ ต.สานตม อ.ภูเรือ จนถึงปัจจุบัน
                 หลวงพ่อขันตี ญาณวโร ได้อนุรักษ์สิ่งของอัฐบริขารและเสนาสนะต่างๆ ของหลวงปู่ชอบ ฐานสโม เอาไว้ เช่น กุฏิพักหลวงปู่ชอบ โดยเฉพาะกุฏิไม้ไผ่ที่ปลูกอยู่ติดกับต้นมะม่วงป่า มะม่วงป่านั้นมีลูกเล็กๆ สีเหลืองเท่ากับไข่ไก่พื้นบ้าน ต้นใหญ่ประมาณ ๒-๓ คนโอบ เป็นที่เดินจงกรมและนั่งปฏิบัติธรรมหลวงปู่ชอบ
                 ในส่วนของหลวงพ่อขันตี ท่านยึดถือในแนวทางปฏิบัติของหลวงปู่ชอบ ผู้เป็นพระอาจารย์ ด้วยการนั่งปฏิบัติธรรมพร้อมด้วยพระลูกวัดมาโดยตลอด นับเป็นพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบรูปหนึ่ง แม้จะไม่เปิดตัวมากนักก็ตาม เหรียญวัตถุมงคลรุ่นแรกของหลวงพ่อขันตี ญาณวโร สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๕๓๘

พระผู้สร้างวัดป่าม่วงไข่
                 วัดป่าม่วงไข่ ตั้งอยู่ที่บ้านม่วงไข่ ต.สานตม อ.ภูเรือ จ.เลย เดิมเป็นสำนักสงฆ์ โดยหลวงปู่ชอบ ฐานสโม ท่านได้มาสร้างไว้ เพื่อใช้เป็นสถานที่บำเพ็ญภาวนาปฏิบัติธรรมทุกวันนี้กระท่อมที่พำนักของหลวงปู่ชอบ ยังรักษาเอาไว้ให้คนกราบไหว้บูชา อย่างไรก็ตาม ภายหลังที่หลวงปู่ชอบมรณภาพไปแล้ว วัดป่าม่วงไข่ไม่ค่อยมีพระมาอยู่จำพรรษา ดังนั้นหลวงพ่อขันตี ญาณวโร ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่คำดี และหลวงปู่ชอบ ได้มาสืบสานต่อในการพัฒนาวัดป่าม่วงไข่ของหลวงปู่ชอบ เพื่อเป็นการรำลึกถึงครูบาอาจารย์
                 ทุกวันนี้วัดป่าม่วงไข่ ได้ขึ้นทะเบียนเป็นวัดถูกต้องตามกฎหมายแล้ว โดยตั้งอยู่บริเวณภูน้อย ติดกับหมู่บ้านม่วงไข่ ห่างจากถนนสายเลย-ด่านซ้ายที่หมู่บ้านโนนสมบูรณ์ ลึกเข้าไปประมาณ ๕ กิโลเมตร แต่เดิมการเดินทางเข้าวัดป่าม่วงไข่ ต้องเดินเท้าเข้าไป โดยเฉพาะหน้าฝนลำบากมาก แต่ปัจจุบันเส้นทางคมนาคมสะดวกสบาย การเดินทางสะดวกราบรื่น โดยรอบบริเวณวัดป่าม่วงไข่ ยังคงสภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์เอาไว้ ตั้งแต่ครั้งยุคของหลวงปู่ชอบเป็นต้นมาจนกระทั่งถึงยุคหลวงพ่อขันตี ด้วยมีทิวทัศน์บรรยากาศที่สวยงามมาก นับว่าวัดป่าม่วงไข่ยังสามารถคงสภาพป่าที่สมบูรณ์ เหลือไว้เป็นสมบัติทางธรรมชาติสืบต่อไป
 
                 วัดป่าม่วงไข่ ปัจจุบันได้มีการพัฒนาไปอย่างมากมาย ทั้งยังเป็นแหล่งปฏิบัติธรรม นอกจากนี้ได้เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์รวบรวมอัฐบริขารของหลวงปู่ชอบไว้ด้วย ส่วนหนึ่งที่ควรจะต้องพัฒนาโดยเฉพาะสิ่งแวดล้อม ตรงบริเวณพิพิธภัณฑ์และศาลาการเปรียญ ที่ยังมีต้นไม้ใหญ่ไม่มากนัก ทำให้พื้นที่ดูโล่ง ดังนั้นวัดและชุมชนจะต้องร่วมแรงร่วมใจในการพัฒนาวัดแห่งนี้ ด้วยการปลูกต้นไม้ให้ดูเป็นวัดที่เหมาะแก่การปฏิบัติธรรม ให้สมกับเป็นวัดเก่าแก่โดยแท้

ธรรมะหลวงพ่อขันตี

  
                 "ทุกขะโต ทุกขะถานัง หมายถึง ให้ทุกข์แก่ท่านทุกข์นั้นถึงตัว" เป็นคำสอนของหลวงพ่อขันตี ญาณวโร ที่นายศุภกนก์ธีร์  อนุศรี หรือที่รู้กันในนาม “เสี่ยโต่ง ขอนแก่น” นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชื่อดังแห่งภาคอีสานแล้วยึดเป็นหลักในการทำบุญ ทั้งนี้ มีคำสอนของหลวงพ่อขันตีเรื่องการทำบุญ คือ "ให้สุขแก่ท่านสุขนั้นย่อมถึงตัว หรืออยากได้สุขต้องให้สุขก่อน"
                 บุญอย่างหนึ่งที่เสี่ยโต่งทำอย่างต่อเนื่องมากว่า ๑๐ ปี คือ อุปถัมภ์วัดป่าสายกรรมฐาน (สายหลวงปู่มั่น) ๑๐ วัด ในรูปแบบของการจ่ายค่าไฟฟ้าและข้าวสาร เป็นเวลาติดต่อมากว่า ๑๔ ปี โดยจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้เสี่ยโต่งมีความเชื่ออย่างหนึ่งว่า "การให้ไฟฟ้าเหมือนการให้แสงสว่าง โดยที่ผ่านมาชีวิตผมรุ่งเรื่องสว่างไสวมาตลอด แม้นมีอุปสรรคก็มีทางออกมีผู้ชี้ทางให้

หลวงปู่คำบุ วัดกุดชมภู

ประวัติ หลวงปู่คำบุ คุตตจิตโต เป็นพระสงฆ์ที่เล่าขานกันว่าทรงคุณพุทธาคมเข้มขลัง แห่งวัดกุดชมภู ตำบลกุดชมภู อำภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี ท่านเป็นศิษย์สายตรงของพระครูวิโรจน์รัตโนบล (หลวงปู่รอด นันตโร) แห่งวัดทุ่งศรีเมือง และอดีตเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานีพระเกจิอาจารย์ผู้มี ความเข้มขลังมีพลังจิตสูง 

ชาติภูมิ
หลวงปู่คำบุ ถือกำเนิดเกิด ณ บ้านกุดชมภู เมื่อวันจันทร์ที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๔๖๕ ตรงกับ  วันจันทร์ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ ปีจอ เกิดในตระกูล คำงาม โยมบิดา-มารดา ชื่อนายสา และนางหอม คำงาม  ครอบครัวทำนาทำสวน

หลวงปู่คำบุ มีชื่อ-นามสกุลเดิมว่า คำบุ คำงาม ท่านเป็นบุตร คนสุดท้องในจำนวนพี่น้องทั้งหมด ๖ คน 

กาลต่อมาท่านเจริญวัยขึ้น มีอายุอันสมควร บิดามารดาได้ให้บรรพชาในปี พ.ศ.๒๔๘๒ ณ วัดกุดชมภู โดยมี พระครูญาณวิสุทธิคุณ (กอง) วัดตากโพธิ์ เป็นพระอุปัชฌาย์ ภายหลังบวชท่านได้มีโอกาสเดินทางไปกราบไหว้ พระครูวิโรจน์รัตโนบล (หลวงปู่รอด นันตโร) วัดทุ่งศรีเมือง เจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี และได้รับความเมตตาโอบอ้อมอารีจากหลวงปู่รอดเป็นอย่างยิ่ง 

 อุปนิสัยของสามเณรคำบุ เป็นผู้ใฝ่เรียนรู้จึงมีโอกาสได้พบกับพระอาจารย์รอด วัดบ้านม่วง ผู้เป็นศิษย์อุปัฏฐากหลวงปู่รอด นันตโร แห่งวัดทุ่งศรีเมือง ด้วยเหตุนี้พระอาจารย์รอดจึงได้อยู่รับใช้ใกล้ชิด หลวงปู่รอดจวบจนท่านได้มรณภาพลง พระอาจารย์รอดก็กลับมาพำนักพักที่วัดบ้านม่วงตามเดิม 

 ด้วยความที่สามเณรคำบุเป็นผู้มีนิสัยสงบเรียบร้อย ใจเย็น มีเหตุมีผลเหตุนี้เองพระอาจารย์รอด จึงได้ ถ่ายทอดวิทยาคมต่างๆ ที่ได้ร่ำเรียนมาแก่สามเณรคำบุตั้งแต่นั้นเรื่อยมา จวบจนถึงวัยอุปสมบทเป็น พระภิกษุ จึงอุปสมบท เมื่อปี พ.ศ.๒๔๘๖ ได้รับฉายาว่า “คุตตจิตโต” มี พระครูสาธุธรรมจารี (สา) วัดดอนจิก เป็นพระอุปัชฌาย์ ครั้นบวชเป็นพระแล้ว หลวงปู่คำบุท่านยังคงแวะเวียนไปร่ำเรียนสรรพวิชา เวทมนตร์คาถาอาคมต่างๆ กับพระอาจารย์รอด ที่วัดบ้านม่วงอยู่เป็นประจำ ได้ศึกษาศาสตร์วิชาต่างๆ จากตำรา จนมีความชำนาญแตกฉานจึงออกเดินธุดงค์เพื่อแสวงหาครูบาอาจารย์ หลวงปู่คำบุได้มีโอกาสร่ำเรียน วิชาวิปัสสนากรรมฐานและวิทยาคมจากพระอาจารย์ที่มีความชำนาญด้านพระคาถาอาคมหลายรูปจนวิชา แกร่งกล้าจึงได้กลับมาจำพรรษาอยู่ที่ วัดกุดชมพู จนถึงปัจจุบัน 

 พระภิกษุคำบุได้ศึกษาศาสตร์วิชาต่างๆ จากตำราจนมีความชำนาญแตกฉาน จึงออกเดินจารึกธุดงค์ เพื่อแสวงหาครูบาอาจารย์ได้มีโอกาสร่ำเรียนสายวิชาวิปัสสนากรรมฐานและวิทยาคมต่างๆ ในสายของท่านสำเร็จลุน แห่งวัดเวินไซ นครจำปาสัก พระผู้ทรงอภิญญา นอกจากการศึกษาวิชาทาง ด้านวิปัสสนากรรมฐานแล้ว สรรพวิชาอาคมทุกแขนง หลวงปู่คำบุท่านก็มีความช านาญและได้หมั่นศึกษาฝึกฝนอยู่เป็นประจำ ตามคำสั่งสอนของครูบาอาจารย์ 

หลวงปู่คำบุ คุตตจิตโต วัดกุดชมภู ยังคงให้ความเมตตาศิษยานุศิษย์อย่างสม่ำเสมอ ในทุก วันอังคาร เสาร์ และอาทิตย์ ท่านจะประกอบพิธีลงเหล็กจารอักขระธรรมอักษรลาว ลงบนแผ่นหลังของบรรดาลูกศิษย์ที่เดินทางมาจากสถานที่ต่างๆ ด้วยความเมตตา 

 การจารอักขระธรรมลงแผ่นหลังของหลวงปู่คำบุ ถือเป็นกุศโลบายทางธรรมเพื่อบ่งบอกถึง  “ความประมาทเป็นบ่อเกิดแห่งความตายหรือความหายนะ” ดังนั้นควรตั้งมั่นไม่ให้อยู่ในความประมาท  ที่สำคัญถ้าท่านได้จารอักขระธรรมได้ครบถึง ๗ ครั้ง ว่ากันว่าอักขระธรรมจะฝังลึกถึงกระดูก และถ้าประพฤติปฏิบัติตามคำสั่งของครูบาอาจารย์อย่างเคร่งครัดแล้ว จะอยู่ยงคงทน ต่อศาสตราวุธทั้งปวง

พระครูพิบูลนวกิจ หลวงปู่คำบุ คุตตจิตโต วัดกุดชมภู มรภาพด้วยอาการสงบ ในวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ เวลา ๑๔.๕๑ นาที ณ.โรงพยาบาลศิริราช สิริอายุได้91ปี คณะศิษยานุศิษย์จะเคลื่อนสรีระสังขารหลวงปู่ออกจากโรงพยาบาลศิริราชในวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ เวลา ๐๙.๐๐ น. ไปยังวัดวิหารเจดีย์ศรีชมพู (วัดกุดชมภู) อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี

หลวงปู่ถ้า

หลวงปู่ถ้า อนาลโย พระเกจิ ๔ แผ่นดิน เกิดปีขาล พ.ศ.๒๔๕๗ ที่บ้านงิ้ว อำเภอคำชะอี (อำเภอหนองสูง ในปัจจุบัน) จังหวัดมุกดาหาร อุปสมบท เมื่ออายุ ๒๑ ปี ในปีพ.ศ.๒๔๗๘ เคยจำพรรษาที่วัดป่าดงคำชี จังหวัดกาฬสินธุ์ ปัจจุบันจำพรรษาอยู่ที่วัดป่าทศพลมังคลาราม บ้านบุ่งเลิศ ตำบลบุ่งเลิศ อำเภอเมยวดี จังหวัดร้อยเอ็ด ได้ศึกษาเล่าเรียนธรรมะ เป็นเวลา ๑๕ พรรษา ด้วยภารกิจทางครอบครัว ที่หลวงปู่ต้องไปแก้ปัญหาด้วยตนเอง จึงได้ ลาสิขาบท เมื่อสะสางปัญหาต่างๆแล้วเสร็จ ด้วยใจที่ไฝ่การบรรพชา อุปสมบท ถือศีลบำเพ็ญเพียรในการเจริญกรรมฐานจึงเข้าสู่เพศบรรพชิตอีกครั้ง เพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนา อบรมสั่งสอนพุทธศาสนิกชน ให้เข้าถึงธรรมะขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงเข้าอุปสมบทเป็นครั้งที่ ๒ จำพรรษาที่วัดป่าดงคำชี จังหวัดกาฬสินธุ์ และวัดป่าทศพลมังคลาราม บ้านบุ่งเลิศ ตำบลบุ่งเลิศ อำเภอเมยวดี จังหวัดร้อยเอ็ด จนถึงปัจจุบัน
   
             หลังจากอุปสมบทหลวงปู่ถ้าฯได้ออกธุดงค์ ปลีกวิเวกไปตามสถานที่ต่างๆ ธุดงค์ลัดเลาะตามป่าเขาลำเนาไพรทั้งในเขตประเทศไทย และข้ามฝั่งเข้าสู่ดินแดนปราสาทขอมประเทศเขมร ได้ไปพบกับพระอาจารย์ไพร ผู้มีวิชาแก่กล้า ปราชญ์เปลื่องเลื่องลือในด้านวิชาอาคม มนต์ดำ มหาเสน่ห์ และการทำเครื่องรางของขลัง จึงได้ฝากตัวเป็นศิษย์ พระอาจารย์ไพรได้ถ่ายทอดวิชาอาคมสายต่างๆให้โดยมิได้ปิดบังใดๆ หลวงปู่ฯอยู่ร่ำเรียนวิชาด้วยเป็นระยะเวลา ๓ ปี เมื่อหลวงปู่ถ้าฯเห็นว่าการร่ำเรียนวิชาอาคมตำหรับเขมรสำเร็จลุล่วง จึงกราบลาพระอาจารย์ไพร ผู้เป็นอาจารย์ หลวงปู่ถ้าฯ เดินธุดงค์ออกจากประเทศเขมรมุ่งหน้าสู่บ้านเกิด เพื่อนำวิชาอาคมที่ได้เล่าเรียนมาจากครูบาอาจารย์ มาช่วยเหลือญาติโยม ในการทำมาค้าขาย ทำธุรกิจให้ประสบผลสำเร็จ หลวงปู่ถ้า อนาลโย กลับมาจำพรรษาที่วัดป่าดงคำชี จังหวัดกาฬสินธุ์ (หลวงปู่เคยออกธุดงค์ร่วมกับสหธรรมิกศิษย์ผู้พี่ หลวงปู่เทศ เทศรังสี หลวงปู่จาม มหาปุญโญ หลวงปู่หล้า เขมปัตโต)ไปหลายสถานที่ทั้งในประเทศไทย ลาว เขมร และประเทศพม่า การเดินธุดงค์สมัยนั้นต้องเดินลัดเลาะไปตามป่าเขาลำเนาไพร มีแต่ช้าง เสือ อสรพิษที่ดุร้ายและสิ่งลี้ลับ ล้วนแต่อันตรายทั้งสิ้น
     
            แต่ก็สามารถฝ่าฟันอุปสรรคทั้งหลายมาได้ด้วย การปฎิบัติภาวนาสมาธิ การเจริญกรรมฐาน เมตตา แก่สรรพสัตว์ทั้งหลายด้วยธรรมะ ครั้งหนึ่งคณะลูกศิษย์ ที่กรุงเทพมหานคร ทราบถึงความเก่งกล้าด้านวิชาอาคม ของหลวงปู่ฯจึงขออนุญาตสร้างเครื่องราง หนูดูดนมแมว พุทธคุณด้านเมตตามหานิยม มวลสารต่างๆที่นำมาสร้าง ประกอบไปด้วย รกแมวดำ ๙ ตัว น้ำตาปลาพะยูน ว่านดอกทอง ผงไม้รัก ไม้ขนุน ว่านนางอกแตก นำมาผสมกันเติมผงสวาทเรื่อยๆจนน้ำมันเดือดแล้วค่อยยกลง นำมากดพิมพ์ด้วยมือขึ้นรูปนำลงใส่ในไหฝังดิน พันด้วยด้ายสายสินธุ์โยงขึ้นมาให้หลวงปู่เสกเป็นเวลานานกว่า ๑ ปี จนแมวกับหนูตัวเป็นๆวิ่งมานอนเกลือกกลิ้งเล่นกัน ตรงพื้นดินบริเวณที่ฝังไหเครื่องราง ซึ่งเป็นเรื่องมหัศจรรย์ เมื่อหลวงปู่เห็นว่าเครื่องรางมีพุทธคุณเข้มขลัง จึงบอกให้ลูกศิษย์ขุดขึ้นมาใช้ เป็นที่ต้องการของพ่อค้า แม่ค้า มีไว้ติดตัวทำมาค้าขายดี คนทำงานก็เช่นกันมีไว้ติดตัวนายเมตตา เพื่อนร่วมงานที่เคยกลั่นแกล้งต่างก็มาเป็นมิตร แม้แต่คนจีนแผ่นดินใหญ่ มาเลเซีย ฮ่องกง ต่างก็แสวงหาเพื่อให้ได้มาครอบครอง เพราะมีหนูดูดนมแมวไว้ติดตัวอธิษฐานอะไรก็สำเร็จ จนเป็นที่โด่งดัง “เครื่องรางหนูดูดนมแมว” ทำให้ผู้ที่นิยมเครื่องราง ที่มีพุทคุณแรงๆทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ต่างก็รู้จัก หลวงปู่ถ้า อนาลโย พระกรรมฐานสายป่าเจ้าตำหรับวิชาเขมร

ขอขอบคุณ คุณทัช ร้อยเอ็ด ที่อนุญาตินำข้อมูลภาพถ่ายหรือประวัติหลวงปู่ถ้า เผยแพร่ต่อสาธารณะชน

หลวงปู่ทิม

หลวงปู่ทิม เป็นชาวระยองโดยกำเนิด เกิดเมื่อปี พ.ศ.2422 ที่บ้านหัวทุ่ง ต.ละหารไร่ อ.บ้านค่าย ท่านเป็นหลานของหลวงปู่สังข์ (พระเกจิผู้ทรงวิทยาอาคมสูงในสมัยนั้นและเป็นผู้ก่อตั้งวัดละหารไร่ แต่ตัวท่านได้รับนิมนต์ไปอยู่วัดเก๋งจีน ส่วนตำรับตำราของท่านยังคงสะสมไว้ที่วัดละหารไร่) วัยเด็กบิดาได้พาไปฝากเป็นศิษย์พระอาจารย์สิงห์ วัดละหารไร่ เพื่อศึกษาเล่าเรียนหนังสือไทย จากนั้นกลับมาช่วยบิดามารดาทำงานจนอายุ 19 ปี ได้รับคัดเลือกเป็นทหารประจำการอยู่ที่กรุงเทพฯ 4 ปีกว่า จึงกลับบ้านเกิดและอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดละหารไร่ ในปี พ.ศ.2449 โดยมี พระคุณเจ้าท่านพระครูขาว วัดทับ เป็นพระอุปัชฌาย์, พระอาจารย์สิงห์ เป็นพระอนุกรรมวาจา และ พระอาจารย์เกตุ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ได้รับฉายา “อิสริโก” จำพรรษาอยู่ที่วัดเพื่อศึกษาพระปริยัติธรรมอยู่ 1 พรรษา จึงลาพระอาจารย์ออกธุดงค์ไปตามจังหวัดต่างๆ ถึง 3 ปี เมื่อกลับมาท่านก็มาจำพรรษาที่วัดนามะตูม จ.ชลบุรี อยู่ 2 พรรษา ในช่วงดังกล่าวท่านได้ศึกษาร่ำเรียนวิทยาการต่างๆ จากพระคณาจารย์ผู้มีชื่อเสียงหลายรูปจนแตกฉาน จากนั้นกลับมาจำพรรษาที่วัดละหารไร่ ได้ร่ำเรียนฝึกฝนกับพระอาจารย์ที่วัดอีกหลายรูป รวมทั้งศึกษาตำราของหลวงปู่สังข์ จนต่อมาได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดละหารไร่
หลวงปู่ทิมเป็นพระเกจิที่เคร่งครัดในวัตรปฏิบัติและตั้งมั่นในเมตตาธรรมสูง




ท่านยังเป็นพระนักพัฒนา บูรณะซ่อมแซมศาสนสถานและเสนาสนะต่างๆ สร้างพระอุโบสถภายในวัด สร้างโรงเรียนประชาบาลเพื่อให้การศึกษาแก่กุลบุตรกุลธิดา สร้างสะพานข้ามคลอง ฯลฯ จึงเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของชาวบ้าน อ.บ้านค่าย และใกล้เคียงอย่างสูง ท่านมีความสมถะ วางเฉย สันโดษ ไม่ฝักใฝ่ในลาภ เกียรติยศ ชื่อเสียง จึงไม่สนใจในยศฐาบรรดาศักดิ์และไม่สนใจที่จะสร้างวัตถุมงคลใดๆ จนเมื่อครั้งที่คณะสงฆ์ได้เลื่อนสมณศักดิ์ นายสาย แก้วสว่าง ไวยาวัจกรวัด ได้นำเรื่องไปบอกชาวบ้านและจัดขบวนแห่มารับหลวงปู่ทิมและอาราธนานิมนต์มารับเป็น ‘พระครูภาวนาภิรัติ’ ในปี พ.ศ.2507 และยังได้จัดประชุมเพื่อจัดงานฉลองสมณศักดิ์และหารายได้สมทบทุนก่อสร้างกุฏิและบูรณะเสนาสนะที่ชำรุดทรุดโทรมต่างๆ โดยขออนุญาตหลวงปู่ทิมในการจัดสร้างเหรียญรูปเหมือนและวัตถุมงคลต่างๆ ขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อแจกจ่ายแก่ญาติโยมที่ร่วมงานและบริจาคทรัพย์ไว้เป็นที่ระลึก ประกอบด้วย เหรียญรูปเหมือน ผ้ายันต์ และตะกรุด จากนั้นก็มีการจัดสร้างวัตถุมงคลต่างๆ เรื่อยมา เพื่อใช้ในการบูรณปฏิสังขรณ์ศาสนสถานและเสนาสนะภายในวัด รวมถึงสาธารณประโยชน์ต่างๆ

ด้วยหลวงปู่ทิมท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ที่เรืองวิทยาอาคมสูงและมากด้วยบารมีธรรมชั้นสูง ได้สร้างปาฏิหาริย์มากมายปรากฏต่อหน้าลูกศิษย์ลูกหาและชาวบ้านเป็นเนืองนิจ วัตถุมงคลของท่านก็เช่นกัน สร้างปาฏิหาริย์และพุทธาคมเป็นที่ปรากฏ ทำให้ วัตถุมงคลและเครื่องรางของขลังของหลวงปู่ทิม ไม่ว่าจะสร้างออกมากี่รุ่น กี่แบบ ก็ล้วนได้รับความนิยมและเป็นที่ต้องการของบรรดาลูกศิษย์ลูกหาและพุทธศาสนิกชนผู้เคารพศรัทธาเลื่อมใสหลวงปู่ทิม และได้ประจักษ์ในอานุภาพพุทธคุณของวัตถุมงคลของท่านทั้งสิ้น

หลวงปู่ผาด

หลวงปู่ผาด ฐิติปัญโญ
พระครูวิบูลย์ ปัญญาวัฒน์ พระเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งวัดบ้านกรวด ต.บ้านกรวด อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ได้มรณภาพแล้วอย่างสงบด้วยโรคชราที่วัดบ้านกรวด หลังเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลรวมแพทย์สุรินทร์ตั้งแต่ต้นเดือน ธ.ค. 2557 ที่ผ่านมา หลังอาพาธด้วยโรคชรามานานหลายปี และเมื่อเช้าวันนี้ (5 ม.ค.) พระลูกวัดและศิษยานุศิษย์ได้นิมนต์หลวงปู่ผาดกลับมาที่วัดบ้านกรวดเพื่อทำพิธีสวดมนต์ต่ออายุขัยให้หลวงปู่ผาด จนกระทั่งเวลา 11.58 น.วันเดียวกันนี้ หลวงปู่ผาดได้มรณภาพอย่างสงบ สิริอายุ 104 ปี 8 เดือน 2 วัน พรรษา 85 พรรษา นับเป็นพระสงฆ์ที่มีอายุมากที่สุดในจังหวัดบุรีรัมย์

ล่าสุดที่วัดบ้านกรวด บรรดาพระสงฆ์และชาวบ้านกำลังจัดเตรียมสถานที่เพื่อจัดพิธีศพของหลวงปู่ผาดกัน โดยบรรยากาศเป็นไปด้วยความโศกเศร้า มีพุทธศาสนิกชนได้เดินทางมากราบไหว้เป็นจำนวนมาก

นายเฉลิมพล นิรันดร์ปกรณ์ นายกเทศมนตรีตำบลบ้านกรวด อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ หนึ่งในศิษยานุศิษย์ของหลวงปู่ผาด กล่าวว่า หลวงปู่ผาดได้อาพาธด้วยโรคชรามานาน หลายปีมานี้อาการไม่ค่อยดี จนกระทั่งเมื่อต้นเดือน ธ.ค. 2557 ที่ผ่านมาได้ถูกนำตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลรวมแพทย์สุรินทร์ และกลับมาที่วัด จนกระทั่งเวลา 11.58 น. วันนี้ (5 ม.ค.) ได้มรณภาพอย่างสงบ

หลวงปู่ผาดเป็นพระผู้มีวัตรปฏิบัติเป็นไปเพื่อการดับทุกข์โดยแท้ มีความเพียรเป็นเลิศตลอดชีวิตของท่าน ตั้งแต่บวชได้พรรษาแรกก็ทุ่มเทแรงกายแรงใจมอบให้แก่ศาสนา มุ่งปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน และหลวงปู่ผาดยังเป็นพระที่รักสันโดษ ไม่ยึดติดในลาภยศสรรเสริญ พระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เป็นเนื้อนาบุญของพุทธศาสนาโดยแท้ ทุกลมหายใจเข้าออกท่านกำหนดจิตด้วยกรรมฐานมีสติอยู่เสมอ

ขณะที่ พระครูพิศาลสังฆกิจ เจ้าคณะอำเภอบ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ กล่าวว่า เนื่องจากหลวงปู่ผาดเป็นพระเกจิที่พุทธศาสนิกชนเลื่อมใสศรัทธา ทางวัดได้พระราชทานน้ำหลวงอาบศพหลวงปู่ผาด พร้อมกับตั้งคณะกรรมการดูแลการตรวจสอบทรัพย์สินของหลวงปู่ผาดที่มีทั้งวัตถุมงคลและปัจจัย ส่วนการบำเพ็ญกุศลศพของหลวงปู่ผาดจะมีพิธีสวดทุกวัน จากนั้นในวันที่ 15 ม.ค. 2558 นี้จะมีพิธีบรรจุศพหลวงปู่ผาดไว้ในโลงแก้วเพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้กราบไหว้


สำหรับประวัติ หลวงปู่ผาด ฐิติปัญโญ หรือ พระครูวิบูลย์ ปัญญาวัฒน์ เกิดเมื่อวันศุกร์ที่ 3 พ.ค. 2454 จบ ป.4 เป็นชาวบ้านดู่ ต.ปราสาท อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ บุตรนายเอี้ยง กับ นางเตียบ ดิบประโคน มีพี่น้อง 4 คน หลวงปู่ผาดเป็นคนที่ 3 ขณะหลวงปู่ผาดอายุยังไม่ถึงขวบครอบครัวได้ย้ายมาอยู่ที่ ต.ปราสาท อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ซึ่งได้บรรพชาบวชสามเณรเมื่อปี 2470 อายุ 15 ปี ที่วัดบ้านพลับ ต.ทุ่งมน อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ บวชได้ 2 พรรษาลาสิกขาบทไปช่วยบิดามารดาทำไร่ทำนา

ต่อมาปี 2476 ขณะมีอายุ 22 ปีได้อุปสมบทบวชเรียนที่วัดบ้านกรวด อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ เมื่อครั้งอดีตสมัยเป็นพระหนุ่มได้ออกจาริกแสวงบุญไปยังที่ต่างๆ เพื่อศึกษาหาความรู้ทั้งทางพระเวท วิชาแพทย์แผนโบราณต่างๆ ตามความเชื่อ และความนิยมของชาวพื้นบ้านในสมัยนั้น ได้ไปศึกษาเล่าเรียนเวทวิทยาอาคมที่จังหวัดอุดรมีชัยถึง 3 ปี (ในสมัยนั้นจังหวัดอุดรมีชัยยังเป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทย)

จากนั้นได้จาริกไปศึกษาหาความรู้จากครูบาอาจารย์ต่างๆ แทบจะทุกภาคของไทยและประเทศใกล้เคียง เคยธุดงค์ไปศึกษาวิชาอาคมที่นครวัต ที่ประเทศเขมร เป็นเวลา 8 ปี จนมีความรู้เจนจบในไสยเวททุกแขนง แตกฉานในวิปัสสนากรรมฐานอย่างแจ่มแจ้ง ต่อมาเมื่อมีอายุมากขึ้นได้รับถวายที่ดินจากชาวบ้าน จากนั้นท่านได้บูรณะจากพื้นดินที่ว่างเปล่าจนเป็น “วัดตาอี” ให้เห็นเป็นรูปธรรมในปัจจุบัน

ต่อมา หลวงปู่หริ่ง เจ้าอาวาสวัดบ้านกรวด ได้มรณภาพลง ชาวอำเภอบ้านกรวดจึงได้นิมนต์หลวงปู่ผาดมาเป็นเจ้าอาวาส แต่หลวงปู่ได้ปฏิเสธการเป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านกรวดมาโดยตลอด แต่ในที่สุดทนแรงศรัทธาของญาติโยมไม่ไหวจึงต้องยอมรับ เป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านกรวดเมื่อ พ.ศ. 2495 และได้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบ้านกรวดจนถึงปัจจุบัน

หลวงปู่ผาดได้พัฒนาวัดสาขาของท่านถึง 4 แห่ง คือ วัดตาอี, วัดบ้านปราสาท, วัดบ้านบึงเก่า และวัดบ้านกรวด เป็นรูปเป็นร่างมาจนถึงปัจจุบันนี้

หลวงปู่ผาด วัดบ้านกรวด เป็นพระที่รักสันโดษไม่ยึดติดในลาภยศสรรเสริญ ท่านได้ปฏิเสธการสร้างวัตถุมงคลมาโดยตลอด แต่บรรดาศิษยานุศิษย์ได้รบเร้าหลวงปู่ว่ามีผู้เลื่อมใสศรัทธาในตัวหลวงปู่ประสงค์อยากจะได้พระเครื่อง วัตถุมงคลของหลวงปู่ผาดไว้บูชาเพื่อเป็นสิริมงคล เป็นขวัญและกำลังใจในการดำเนินชีวิต หลวงปู่เลยอนุญาต ให้จัดสร้างวัตถุมงคลที่ออกมาภายใต้ชื่อ หลวงปู่ผาด

วัตถุมงคลหลวงปู่ผาด วัดบ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ สายตรงจากวัด เช่น พระเจ้าลิ้นทอง พระผงรูปเหมือน บูชา ล็อกเกต (ด้านหลังมีเกศา, ตะกรุดสามดอก, ผงพุทธคุณ) พระเจ้าครอบเมือง พญาครุฑ (เนื้อพิเศษ) เนื้อผงปถมังผสมไม้มงคลเก้า, ผงจินดามณี, ไม้งิ้วดำ, ไม้งิ้วดำโรยผงเกสรดอกดาวเรือง, ว่าน ขุนแผนพรายกุมาร บูชา

พระยอดขุนพล (เนื้อหัวเชื้อเนื้อผงตะไบโรยเกศพระโบราณ, ใบลานเผา) เหรียญรุ่นสร้างกุฏิ กุมารทองพรายเรียกทรัพย์ท้าวเวสสุวัณ เนื้อโลหะรมดำ หลวงปู่ผาด พญาหมูมหาเฮง เนื้อผงฝังตะกรุดโภคทรัพย์ 1 ดอก พญาหมูมหาเฮง เนื้อโลหะ ฝังตะกรุด 3 กษัตริย์ พระขุนแผนพรายกุมาร กรรมการ ตะกรุด 9 ดอก พระขุนแผนพรายกุมาร ตะกรุด 2 ดอก พระลักษณ์หน้าทอง เนื้อมหาว่านดำ พิมพ์เล็ก พระลักษณ์หน้าทอง เนื้อมหาว่านดำ พิมพ์ใหญ่ พระลักษณ์หน้าทอง เนื้อเกสร พิมพ์เล็ก พระลักษณ์หน้าทอง เนื้อเกสร พิมพ์ใหญ่ หนุมานพลิกดวงชะตา มหาอำนาจ

หลวงปู่พระมหาศิลา สิริจันโท

“หลวงปู่พระมหาศิลา สิริจันโท”

หลวงปู่พระมหาศิลา สิริจันโท พระอริยะสงฆ์เหนือโลก แห่งสวนสงฆ์แกแปะ วัดโพธิ์ศรีสะอาด ต.เชียงเครือ อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ พระเกจิเรืองวิทยาคมอีกรูปหนึ่งแห่งภาคอีสาน มีวัตรปฏิบัติดี สมถะ เรียบง่าย เสมอต้นเสมอปลาย ได้รับความเลื่อมใสศรัทธาจากญาติโยมจำนวนมาก
มีชื่อเดิม “ศิลา นิลจันทร์” เกิดเมื่อวันที่ 14 ต.ค.2488 ที่ อ.ธวัชบุรี จ.ร้อยเอ็ด เป็นบุตรของ นายแก่น และ นางน้อย นิลจันทร์ ครอบครัวประกอบอาชีพทำไร่ทำนา หลังจบชั้นประถมศึกษาจากโรงเรียนในหมู่บ้าน ออกมาช่วยงานครอบครัวทำไร่ทำนา แต่ด้วยความเป็นผู้มีจิตใจใฝ่ทางธรรม อายุ 15 ปี บรรพชาเป็นสามเณร ที่วัดธาตุประทับ และจนเมื่ออายุครบบวช พ.ศ.2509 เข้าพิธีอุปสมบท ที่พระอุโบสถวัดบูรพาภิราม จ.ร้อยเอ็ด โดยพระสิริวุฒิเมธี เจ้าคณะจังหวัดร้อยเอ็ดในขณะนั้น เป็นพระอุปัชฌาย์มุมานะศึกษาพระปริยัติธรรม สามารถสอบได้นักธรรมชั้นตรี-โท-เอก ตามลำดับ และสอบได้เปรียญธรรม 6 ประโยค ด้วยความที่เป็นพระที่มีความรู้ จึงได้รับหน้าที่เป็นครูพระอาจารย์สอนที่ ร.ร.วัดนิคมคณาราม จ.ร้อยเอ็ด อีกทั้งยังรับหน้าที่เป็นพระที่สวดปาฏิโมกข์ในการลงอุโบสถของคณะสงฆ์ตลอดมา นอกจากมีความแตกฉานด้านพระปริยัติ ยามว่างจากวัตรปฏิบัติประจำ ยังออกธุดงค์ปลีกวิเวกไปตามป่าเขาในหลายจังหวัด และในปี พ.ศ.2517 เดินธุดงค์ข้ามแม่น้ำโขง ไปยังภูเขาควาย ประเทศ สปป.ลาว พบกับครูบาอาจารย์พระเกจิอาจารย์ชื่อดังภาคอีสานหลายรูป อาทิ หลวงปู่ทองมา ถาวโร, หลวงพ่อมหาบุญมี สิรินธโร, หลวงปู่ลี กุสลธโร เป็นต้น ยังร่ำเรียนวิปัสสนากัมมัฏฐาน อักษรธรรมลาว และอ่านหนังสือจากใบลานอีสาน รวมทั้งศึกษาคัมภีร์ใบลานสายสำเร็จลุน อดีตพระเกจิอาจารย์ชื่อดัง สปป.ลาว จนแตกฉาน

ช่วงราวปี พ.ศ.2525 หลวงปู่จำพรรษาที่วัดสันติวิหาร อ.ธวัชบุรี จ.ร้อยเอ็ด ร่วมกับหลวงพ่อสมาน ธัมมรักขิโต พัฒนาศาสนสถานวัดจนเจริญรุ่งเรืองตราบจนทุกวันนี้
แต่ด้วยความที่ท่านเป็นผู้มีนิสัยสันโดษ เรียบง่าย สมถะ จึงได้ออกมาปฏิบัติภาวนารูปเดียวที่ถ้ำบ้านโดนเดื่อ อ.ธวัชบุรี จ.ร้อยเอ็ด จนถึงปี พ.ศ.2539 ย้ายมาจำพรรษาอยู่ที่วัดธาตุประทับ จ.ร้อยเอ็ด ด้วยอุปนิสัยมีเมตตา ไม่เฉพาะต่อมนุษย์เท่านั้น แม้แต่สัตว์เดรัจฉาน อย่างแมวที่อาศัยอยู่บนกุฏิท่านหลายตัว เวลาท่านไปกิจนิมนต์ไม่อยู่วัด จะให้ลูกศิษย์ดูแลให้อาหารไม่ให้แมวเหล่านั้นอดอยาก จากการที่เป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ มีพุทธาคมจึงได้รับนิมนต์ไปเข้าร่วมพิธีพุทธาภิเษกงานทั่วภาคอีสาน รวมทั้งงานใหญ่ระดับประเทศ อาทิ งานพุทธาภิเษกพระกริ่งวัดสุทัศน์ เป็นต้น ด้วยความที่ชมชอบความสันโดษจึงธุดงค์ไปจำพรรษาปฏิบัติธรรมอยู่ตามป่าเขาซึ่งเป็นสถานที่เงียบสงบหลายแห่ง อาทิ ป่าภูเขียว จ.ชัยภูมิ ป่าช้าในพื้นที่ อ.ภูเวียง จ.ขอนแก่น ป่าช้าร้างบ้านม่วงมา อ.ดอนจาน จ.กาฬสินธุ์ เป็นต้น

พ.ศ.2560 เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ศรีสะอาด บ้านแกแปะ ต.เชียงเครือ อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ กราบนิมนต์ท่านมาจำพรรษาที่วัด เนื่องจากเห็นว่าอายุมาก คณะศิษย์ร่วมกันสร้างกุฏิถวาย และจำพรรษาปฏิบัติศาสนกิจอยู่ที่สวนสงฆ์แห่งนี้ ตราบจนปัจจุบัน ด้วยความที่เป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเสมอต้นเสมอปลาย ทำให้ชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของพุทธศาสนิกชนทั้งในและนอกพื้นที่ อย่างรวดเร็ว ในแต่ละวันจึงมีญาติโยมจำนวนมากเดินทางมากราบนมัสการ รับฟังธรรม และประพรมน้ำพุทธมนต์เสริมสิริมงคลอย่างไม่ขาดสาย สำหรับปัจจัยที่ได้จากการบริจาค นำไปบริจาคพัฒนาให้กับวัดต่างๆ หลายแห่ง ให้ความสำคัญทางด้านการศึกษาของชาติ ให้การอุปถัมภ์โรงเรียนในพื้นที่หลายแห่ง อาทิ ร.ร.บ้านธาตุประทับ จ.ร้อยเอ็ด, ร.ร.เหล่านาแกวิทยา และร.ร.แกเปะราชนิยม จ.กาฬสินธุ์ เป็นต้น ส่วนหลักธรรมคำสอนที่พร่ำสอนญาติโยม เพื่อใช้เป็นแนวทางการดำเนินชีวิต คือมีความกตัญญูกตเวทิตาต่อบุพการี ไม่เบียดเบียนสรรพสัตว์ร่วมโลก และให้ยึดศีล 5 ไว้เป็นหลักชีวิต เพียงเท่านี้จะทำให้ชีวิตพานพบแต่ความสุขความเจริญ 

วัตถุมงคลของท่านที่ออกมาล้วนมีเจตนาในการสร้างที่ดีทุกรุ่น และนำไปพัฒนาวัดหรือช่วยเหลือชุมชน ซึ่งวัตถุมงคลของท่านผ่านการปลุกเสกอย่างตั้งใจทุกรุ่น เมื่อมีผู้บูชานำไปใช้จึงได้เกิดประสบการณ์เป็นเรื่องเล่าขานอย่างมากมาย เป็นที่ศรัทธากับลูกศิษย์ลูกหาเป็นจำนวนไม่น้อย

แสดง   10 20 30