ภาคใต้

พ่อท่านคล้าย

พระครูพิศิษฐ์อรรถการ (คล้าย จนฺทสุวณฺโณ) อดีตเจ้าอาวาสวัดสวนขันและวัดพระธาตุน้อย เดิมชื่อ คล้าย สีนิล เกิดวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2417 ตรงกับวันอังคาร ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 ปีชวด จ.ศ.1238 ร.ศ.95 ที่บ้านโคกทือ ตำบลช้างกลาง กิ่งอำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นบุตรของนายอินทร์ นางเหนี่ยว สีนิล มีพี่สาว 1 คน ชื่อนางเพ็ง มรณภาพด้วยโรคหืด เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2513 รวมอายุได้ 96 ปี เมื่อบำเพ็ญกุศลครบ 100 วัน จึงได้บรรจุสรีระของท่านไว้ในโลงแก้ว ประดิษฐานอยู่ในองค์พระเจดีย์ในวัดพระธาตุน้อยจนถึงปัจจุบัน

ลักษณะนิสัย เป็นคนมีมานะอดทน ขยันหมั่นเพียร อยู่ในโอวาทคำสั่งสอนของบิดามารดาและครูอาจารย์อย่างเคร่งครัด สุภาพ เรียบร้อย ว่านอนสอนง่าย นิสัยอ่อนโยนละมุนละไม จึงเป็นที่รักของบิดามารดา ครูอาจารย์และญาติมิตรเป็นอันมาก

เมื่ออายุ 15 ปี ประสบอุบัติเหตุในการถางป่าทำไร่กระดูกปลายเท้า สามนิ้วแตกละเอียด รักษาไม่หาย ด้วยกำลังใจที่เด็ดเดี่ยว พระครูพิศิษฐ์อรรถการได้ใช้มีดตัดปลายเท้าออกด้วยตัวเอง และใช้ยาพอกจนหายเป็นปกติ


ขาของพระครูพิศิษฐ์อรรถการนั้นเสียข้างหนึ่ง คือ ขาด้านซ้ายขาดตั้งแต่ตาตุ่มลงไป (เสียตั้งแต่สมัยเด็กๆ โดนต้นไม้ทับที่บ้านญาติของท่านที่ จ.กระบี่ ขาเป็นหนองเลยต้องตัดทิ้ง โดยท่านใช้มีดปาดตาลตัดเอง) ท่านเลยต้องใส่กระบอกไม้ไผ่แทน

พระครูพิศิษฐ์อรรถการได้บรรพชาเป็นสามเณร เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2438 (อายุ 19 ปี) บรรพชาที่วัดจันดี ต.หลักช้าง บรรพชาโดยอาจารย์ พระอธิการจัน เจ้าอาวาสวัดจันดี (ทุ่งปอน) และพระครูพิศิษฐ์อรรถการสามารถท่องจำพระปาฏิโมกข์จนได้แม่นยำ

เมื่ออายุครบ 20 ปี จึงอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ อุทกุกเขปสีมา หรือศาลาน้ำ ได้รับฉายาว่า จนฺทสุวณฺโณ ณ วัดวังม่วง อ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช โดยมี พระครูกราย คงคสุวณฺโณ เจ้าอาวาสวัดหาดสูง เป็นพระอุปัชฌาย์ แล้วได้ไปจำพรรษา อยู่ที่วัดทุ่งปอน หรือวัดจันดี

ตามประวัติ พระครูพิศิษฐ์อรรถการ ท่านมีความเคารพนับถือ พระเกจิอาจารย์ท่านหนึ่ง ซึ่งแม้จะไม่เคยพบเห็นหน้าตากันมาก่อนเลยก็ตาม พระเกจิอาจารย์ท่านนั้นคือ หลวงพ่อเฟื่อง วัดคงคาเลียบ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ตอนที่ หลวงพ่อเฟื่อง มรณภาพ ก็ได้ พระครูพิศิษฐ์อรรถการ นี้แหละ เป็นผู้นำอัฐิของ หลวงพ่อเฟื่อง ขึ้นไปบรรจุไว้บน เจดีย์วัดคงคาเลียบ ที่ตั้งตระหง่านสูงเด่นอย่างสวยงามอยู่ริมถนนสายเอเซีย หาดใหญ่-พัทลุง ตราบเท่าทุกวันนี้

วัดถลุงทอง นครศรีธรรมราช

ตั้งอยู่ที่ บ้านถลุงทอง ต.วัดถลุงทอง อ.ร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช เป็นวัดที่มีความเงียบสงบ ร่มเย็น เพราะตั้งอยู่ห่างจากถนสายหลักกว่า ๙ กิโลเมตร ระหว่างการเดินทางไปที่วัดถลุงทอง จึงเต็มไปด้วยสวนผลไม้ของชาวบ้าน ขณะเดียวกันชาวบ้านในละแวกนั้นจะให้ความเคารพนับถือพ่อท่านคลิ้งมาก เนื่องจากท่านเป็นพระที่มีเมตตาสูง และมีความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย

สิ่งสำคัญภายในวัด

เจดีย์วัดถลุงทอง เป็นเจดีย์ที่สร้างขึ้นได้อย่างสวยงาม เริ่มก่อสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๐ แล้วเสร็จในปี พ.ศ.๒๕๓๒ โดยการสร้างเจดีย์วัดถลุงทองในครั้งนั้น เป็นความตั้งใจของพ่อท่านคลิ้ง ที่อยากให้มีการสร้างเจดีย์ขึ้นมาไว้เป็นที่เคารพบูชาของพุทธศาสนิกชน และเพื่อเป็นการสืบทอดอายุพระพุทธศาสนา อีกทั้งเจดีย์แห่งนี้ยังเป็นอนุสรณ์ของสานุศิษย์ในรุ่นหลังที่จะทำให้ระลึกถึงคุณความดีของพ่อท่านคลิ้ง ที่ได้ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนามาโดยตลอด ขณะเดียวกัน เจดีย์วัดถลุงทอง ยังเป็นสถานที่เก็บรักษาสรีระสังขารของพ่อท่านคลิ้งที่ไม่เน่าเปื่อย ซึ่งบรรจุอยู่ในโลงแก้ว บริเวณชั้นสองของพระเจดีย์

รูปปั้นพ่อท่านคลิ้ง ประดิษฐานอยู่ในศาลาพระพิฆเนศภายในวัดถลุงทอง ซึ่งประชาชนสามารถเข้าไปกราบไหว้ได้ทุกวัน สำหรับวัดถลุงทองนั้น ในปัจจุบัน มี “พระครูพิทักษ์เจติยานุการ” เป็น เจ้าอาวาส

หลวงปู่ทวด

หลวงปู่ทวด (หรือ สมเด็จเจ้าพะโคะ, หลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด, สมเด็จเจ้าพระราชมุนีสามีรามคุณูปรมาจารย์) [1] เป็นที่รู้จักกันดีในประเทศไทยจากตำนานท้องถิ่นซึ่งยังไม่ปรากฏหลักฐานในทางประวัติศาสตร์ยืนยันความมีอยู่จริง ประวัติที่พิมพ์เผยแพร่กล่าวว่าท่านเป็นพระเกจิอาจารย์รูปสำคัญในสมัยกรุงศรีอยุธยา ผู้ที่ศรัทธาในหลวงปู่ทวดเชื่อกันว่าพระเครื่องที่สร้างเนื่องด้วยท่านจะมีอานุภาพสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองผู้มีพระเครื่องหลวงปู่ทวดในครอบครอง  ปัจจุบันหลวงปู่ทวดถือได้ว่าเป็นพระเกจิอาจารย์ในตำนานที่มีผู้ศรัทธาจำนวนมาก รูปสำคัญ 1 ใน 2 มหาเกจิอาจารย์ของเมืองไทย คู่กับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) (หลวงปู่โต) ที่มีตัวตนจริง

เมื่อท่านเกิดมาแล้วก็มีเหตุอัศจรรย์เกิดขึ้นกับท่านเรื่อยมา เป็นต้นว่า ขณะที่ท่านอยู่ในวัยแบเบาะในช่วงฤดูเกี่ยวข้าวบิดามารดาของท่านต้องออกไปเกี่ยวข้าวที่กลางทุ่งนาซึ่งเป็นนาของเศรษฐีปาน ซึ่งท้องนาแห่งนั้นห่างจากบ้านประมาณ 2 กิโลเมตร ที่นาแห่งนั้นมีดงตาลและมะเม่าเป็นจำนวนมากครั้งนั้นจึงเรียกว่าทุ่งเม่า ปัจจุบันตั้งเป็นสำนักสงฆ์ชื่อนาเปล ในสมัยนั้นจึงมีสัตว์ป่าชุกชุมพอสมควร บิดามารดาของท่านจึงผูกเปลของท่านซึ่งเป็นเปลผ้าไว้กับต้นมะเม่าสองต้นและก็ได้เกี่ยวข้าวอยู่ไม่ไกลจากบริเวณนั้น พอได้ระยะเวลาที่นางจันทร์ต้องให้นมลูก นางจันทร์จึงเดินมาที่ที่ปลูกเปลของลูกน้อย และก็เห็นงูจงอางตัวใหญ่หรืองูบองหลาที่ชาวภาคใต้เรียกกันพันที่รอบเปล นางจันทร์เห็นแล้วตกใจเป็นอันมากจึงเรียกนายหูซึ่งอยู่ไม่ไกลนักมาดูและช่วยไล่งูจงอางนั้น แต่งูจงอางนั้นก็ไม่ไปไหนอิ นายหูและนางจันทร์จึงตั้งสัตยาธิฐานว่าขออย่าให้งูนั้นทำร้ายลูกน้อยเลย ไม่นานนักงูจงอางนั้นก็คลายวงรัดออกและเลื้อยหายไปในป่านายหูและนางจันทร์จึงเข้าไปดูลูกน้อยเห็นว่ายังหลับอยู่และไม่เป็นอันตรายใด ๆ และปรากฏว่ามีเมือกแก้วขนาดใหญ่ที่งูจงอางคลายไว้อยู่บนอกเด็กชายปูนั้น เมือกแก้วนั้นมีแสงแวววาวและต่อมาได้แข็งตัวเป็นลูกแก้ว ปัจจุบันได้ประดิษฐานที่วัดพะโคะ เมื่อเศรษฐีปานทราบเรื่องเข้าก็บีบบังคับขอลูกแก้วเอาจากนายหูและนางจันทร์ บิดามารดาของท่านจึงจำต้องยอมให้ลูกแก้วนั้นแก่เศรษฐีปานซึ่งเป็นนายเงิน แต่ลูกแก้วนั้นเป็นของศักดิ์สิทธิประจำตัวท่าน เมื่อเศรษฐีปานเอาลูกแก้วไปแล้วก็เกิดเภทภัยในครอบครัวเกิดการเจ็บป่วยกันบ่อย และมีฐานะยากจนลง เศรษฐีปานจึงได้เอาลูกแก้วมาคืนและขอขมาเด็กชายปู และยกหนี้สินให้แก่นายหูและนางจันทร์ ทั้งสองจึงพ้นจากการเป็นทาสและต่อมาก็มีฐานะดีขึ้น ๆ ส่วนเศรษฐีปานก็มีฐานะดีขึ้นดังเดิม




เมื่อท่านมีอายุได้ประมาณ 7 ขวบ พ.ศ. 2132 บิดามารดาของท่านจึงนำท่านไปฝากไว้เป็นศิษย์วัดเพื่อเล่าเรียนหนังสือ ที่วัดกุฎ๊หลวงหรือวัดดีหลวงในปัจจุบัน ซึ่งเป็นวัดอยู่ใกล้บ้านท่าน ขณะนั้นมีท่านสมภารจวง ซึ่งมีศักดิ์เป็นลุงของท่านเป็นเจ้าอาวาสอยู่ เด็กชายปูเป็นเด็กที่หัวดีเรียนเก่งสามารถเล่าเรียนภาษาขอมและภาษาไทยได้อย่างรวดเร็ว สมภารจวงได้บวชให้ท่านเป็นสามเณรเมื่ออายุได้ 15 ปี ตอนที่ท่านบวชเป็นสามเณรนี้เองบิดาของท่านจึงถวายลูกแก้วคืนให้แก่ท่านเป็นลูกแก้วประจำตัวท่านต่อไป

ด้วยความที่เป็นคนใฝ่เรียนใฝ่รู้ตลอดเวลาของท่าน ต่อมาท่านสมภารจวงได้นำไปฝากให้เล่าเรียนหนังสือที่สูงขึ้นสมัยนั้นเรียกว่ามูลบทบรรพกิจ ปัจบันก็คือเรียนนักธรรมนั่นเอง โดยนำไปฝากเรียนไว้กับสมเด็จพระชินเสน ซึ่งเป็นพระเถระชั้นสูงที่ส่งมาจากกรุงศรีอยุธยา ให้มาครองเป็นเจ้าอาวาสวัดสีคูยังหรือวัดสีหยังในปัจจุบัน ห่างจากวัดดีหลวงไปทางเหนือประมาณ 4 กิโลเมตร ท่านได้เรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วและจบหลักสูตรที่วัดสีคูยังนั้น หลังจากนั้นท่านได้เดินทางเข้ามาศึกษาต่อที่เมืองนครศรีธรรมราชเพื่อเรียนหนังสือให้สูงขึ้น

โดยมาพำนักอยู่ที่วัดเสมาเมือง ซึ่งเป็นสำนักเรียนและมีสมเด็จพระมหาปิยะทัสสี เป็นเจ้าอาวาส และบรรพชาอุปสมบทเป็นพระสงฆ์เมื่ออายุครบกาลอุปสมบท ท่านได้ศึกษาวิชาจากครูบาอาจารย์ต่าง ๆ จนมีความรู้และเป็นผู้ทรงอภิญญามาก และได้แสดงปาฏิหาริย์หลายครั้ง ท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์จากสมเด็จพระเอกาทศรศในครั้งสุดท้ายในราชทินนามที่ สมเด็จเจ้าพระราชมุนีสามีรามคุณูปรมาจารย์ สุดท้ายเมื่อท่านมีอายุได้ 80 ปี ท่านได้กลับมาจำพรรษาที่วัดพะโคะ วัดบ้านเกิดของท่าน ต่อมาท่านได้สั่งเสียกับลูกศิษย์ว่าเมื่อท่านมรณภาพให้นำพระศพท่านไปไว้ที่ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ต่อไปสถานที่ข้างหน้าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ให้คนมาเที่ยว

หลวงปู่นนท์ 

หลวงปู่นน เป็นน้องชายแท้ๆ ของหลวงพ่อยิด แห่งวัดหนองจอก อ.กุยบุรี จ.ประจวบฯ ผู้ปลุกเสกปลัดขิกอันลือลั่น ในการปลุกเสกปลัดขิกและวัตถุมงคล มีผู้เคยถามหลวงปู่นนว่า “ปลุกเสกปลัดขิกต้องมีคาถาหรือไม่” หลวงปู่นนบอกว่ามี คาถาเป็นบาลีตัวเดียวกันกับคาถาของหลวงพ่อยิดวัดหนองจอก โดยใช้เพียงสามตัวเท่านั้น ได้แก่ “กันหะเนหะ, นะมะพะธะ, จะพะกะสะ”

หลวงปู่นนยังบอกด้วยว่า คาถาซึ่งเป็นหัวใจเพียงสามตัวนี้ก็คือหัวใจล้วนๆ ทุกคนปลุกได้เพียงแค่ลงหัวใจเสียก่อน แล้วจึงไล่ธาตุ แต่ก็ไม่เห็นมีใครทำได้ หลวงปู่บอกซ้ำอีกว่า ที่สำคัญของการทำไม่ได้คือวิชามีแล้วแต่การปฏิบัติและการเพียรภาวนาให้ได้ถึงเท่านั้นเอง อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๘ พระราชภัทรญานฯ มอบตราตั้งฐานานุกรมและพัดยศเป็น “พระครูสังฆรักษ์” ให้แก่หลวงปู่นน จนฺทวิโร เจ้าสำนักสงฆ์เขาพรานธูป ให้เป็น “พระครูสังฆรักษ์นน จนฺทวิโร” โดยมีพิธีมอบขึ้นภายในอุโบสถของสำนักสงฆ์เขาพรานธูป

ตำนานแห่ง “เขาพรานธูป”
สำนักสงฆ์เขาพรานธูป เดิมที่มีพื้นที่ประมาณ ๑๐ ไร่ โดยเมื่อ ๓๐-๔๐ ปีก่อนชาวบ้านที่มาทำไร่มีพลังศรัทธาในพุทธศาสนาถวายเพื่อสร้างที่พักสงฆ์ และเมื่อสร้างเป็นวัดพื้นที่เล็กเกินไปจึงทยอยซื้อปัจจุบันมีพื้นที่ ๓๕ ไร่ ขณะนี้กำลังดำเนินการยื่นเรื่องขอตั้งเป็นวัด

หลวงปู่นนเล่าให้ฟังว่า ตอนที่มาอยู่นั้น สำนักสงฆ์แห่งนี้ปลูกเป็นเพิงหมาแหงน พอหลบแดดหลบฝนได้เท่านั้น เหมือนกระท่อมชาวบ้านที่มาทำสวนทำไร่ ส่วนเครื่องใช้อื่นๆ ไม่ต้องพูดถึง มีเหมือนไม่มี คือ ใช้ได้ไม่สมบูรณ์แต่ก็ต้องใช้

ตอนที่มาอยู่สำนักสงฆ์แห่งนี้ มีเพียงแค่ย่ามกับบาตรเท่านั้น ครั้งแรกตั้งใจมาพักภาวนาไม่กี่วันก็จะไป แต่ระหว่างภาวนานั้นเกิดนิมิตว่า มีโบสถ์ มีศาลา มีกุฏิอยู่อย่างสมบูรณ์ จึงตั้งใจอยู่ต่อเพื่อสร้างเป็นวัด เริ่มจากพิมพ์ซองบอกบุญ ๑,๐๐๐ ใบ แจกชาวบ้านแจกไปเรื่อยๆ ไม่ได้ออกวัตถุมงคลใดๆ เมื่อลูกศิษย์รู้ข่าวก็มาช่วยกันคนละเล็กคนละน้อยตามกำลังศรัทธา มีน้อยสร้างน้อย มีมากสร้างมาก สร้างไปสร้างมาสุดท้ายเกือบจะสมบูรณ์กลายเป็นวัดในระยะเวลา ๖ ปี

ส่วนที่มาของชื่อเขาพรานธูป ซึ่งเป็นชื่อเดียวกับสำนักสงฆ์นั้น ในอดีตพื้นที่นี้เป็นอุดมสมบูรณ์เต็มไปด้วยสัตว์ป่านานาชนิด มีนายพรานมาหาสัตว์ป่าจำนวนมาก เมื่อได้แล้วก็จะบรรทุกเกวียนออกไป แต่ด้วยเหตุใดไม่ทราบเมื่อผ่านช่วงเขาบริเวณนี้ ธูปซึ่งเป็นส่วนประกอบของเกวียน จะต้องหลุดต้องหัก พรานต้องขึ้นไปตัดไม้มาทำธูปเกือบทุกครั้ง บ่อยครั้งเข้าจึงเรียกว่า “เขาพรานธูป” ไม่ได้เกี่ยวกับธูปเทียนที่บูชาพระแต่อย่างใด
จำนวนสินค้าต่อหน้า   10 20 30