ภาคตะวันออก

หลวงปู่แสน

หลวงปู่แสน ปสนฺโน วัดบ้านหนองจิก อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ ได้รับการขนานามว่า “เทพเจ้าแห่งเขาภูฝ้ายใกล้ชายแดนเขมร” ปัจจุบันอายุ 10๙ ปี สุขภาพร่างกายยังแข็งแรง เดินไปไหนมาไหนได้ปกติ และทุกวันจะมีข้าราชการ ตำรวจ ทหาร เข้ากราบไหว้ไม่ขาดสาย

“แสน คุ้มครอง” เป็นชื่อและนามสกุลเดิมของหลวงปู่แสน เกิดวันศุกร์ที่ 11 กันยายน 2๔51 ระหว่างบวชเณรได้ไปศึกษาเรียนหนังสือกับหลวงพ่อมุมวัดปราสาทเยอใต้ จนจบป.๔ และได้เรียนตำราพระเวชจากหลวงพ่อมุมทั้งภาษาขอม ภาษาธรรมบาลี จนเก่งกล้าวิชา กระทั่งอายุ 21 ปี ได้เข้าบรรพชาอุปสมบทที่วัดบ้านโพง ได้นิมนต์หลวงพ่อมุม อินทปญโญ วัดปราสาทเยอ อ.ไพรบึง จ.ศรีสะเกษ เป็นพระกรรมวาจาจารย์



คาถาเมตตามหานิยมหลวงปู่แสน ที่ท่านมักบอกให้ลูกศิษย์ คือ “นะ เมตตา โม กรุณา พุทธ ปราณี ธา ยินดี ยะ ประเสริฐเลิศไกล โม จับจิตร พุทธ จับใจธารักใคร่ ยะ มนุษสาหญิงชายทั้งหลาย เหหิจิตตังปิยังมะมะ นะ ออนใจ รัก นำ ทรัพย์สิน เงินทอง มาชูกู เพ็งๆ พาๆ หาๆ ฤาๆ”

คำว่า “เพ็งๆ พาๆ หาๆ ฤาๆ” เป็นภาษาโบราณ เป็นคาถา เร่งให้มีลาภเร็วขึ้น เป็นมหาลาภ มีผลยิ่งใหญ่มาก

วัตถุมงคลของหลวงปู่แสนได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วเนื่องจากวัตถุมงคลของท่านมีประสบการณ์แคล้วคลาดปลอดภัย ผู้นำไปใช้มีโชคลาภมากมายทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะเหรียญเสมาครึ่งองค์หลวงปู่แสน รุ่นเจ้าสัวแสนนิยม ที่จัดสร้างโดย “วิทย์ เมืองตาก” เพื่อหารายได้สมทบทุนสร้างศาลา

เหรียญเสมาครึ่งองค์หลวงปู่แสน รุ่นเจ้าสัวแสนนิยม ออกแบบเหรียญเป็นสไตล์เหรียญเสมาหลวงปู่ทิมผสมผสานกับเหรียญเจริญพรบนหลวงพ่อคูณ ผสมผสานกับการแกะแบบสไตล์หลวงปู่สี โชคดีได้ทีมกราฟฟิกจากทีมงานฉะเชิงเทราท่านชอ ปรกโพธิ์ มาเป็นทีมงานออกแบบให้ และกลุ่มเพื่อนเก่าของวิทย์ เมืองตาก เป็นทีมงานที่ปรึกษา บวกกับลูกค้าเดิมที่เชื่อมั่นในฝีมืองานการดูแลงานของวิทย์ เมืองตาก จำนวนการสร้างเพียง 5,555 เหรียญ ซึ่งมีตั้งแต่เสมาเนื้อทองคำ เนื้อเงิน เนื้อนวะ เนื้อชนวน เนื้ออัลปาก้า และเนื้อทองแดง

ด้วยบารมีหลวงปู่แสน ตอนนี้ท่านดังไกลถึงต่างประเทศบวกกับความสวยของเหรียญรุ่นนี้จึงมีลูกศิษย์มากมายทั้งในและต่างประเทศมาขอเช่าบูชารุ่นเจ้าสัวแสนนิยมนี้กันอย่างมากมาย “พระออกไม่ถึงเดือนมีผู้แขวนบูชาและมีประสบการณ์ทั้งแคล้วคลาดปลอดภัยทั้งโชคลาภมากมาย มีผู้แขวนบูชากว่าหลายร้อยคน” จึงทำให้เป็นกระแสนิยมมากที่สุด

หลวงพ่อรักษ์


หลวงพ่อรักษ์ อนาลโย ท่านเจ้าคุณ พระภาวนาธรรมภิรักษ์ วิ. เจ้าอาวาสวัดสุทธาวาสวิปัสสนา ต.ลาดบัวหลวง อ.ลาดบัวหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา พระเกจิอาจารย์ดังผู้สร้างพุทธมณฑล จังหวัดอยุธยา สืบสายตำราวิชาอาคม อดีตเกจิดังมากมาย อาทิ ตำรา วิชาสายวัดประดู่โรงธรรม จ.อยุธยา หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ หลวงพ่อเต๋ คงทอง เป็นต้น

โดยศึกษาเรียนวิชาอาคมจากครูบาอาจารย์กว่า 20 รูป มีหลวงปู่ทิม วัดพระขาว หลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร่ หลวงพ่อเอียด วัดไผ่ล้อม หลวงพ่อรวย วัดตะโก หลวงพ่อสาคร วัดหนองกลับ ท่านพ่อเขียน วัดกะทิง และหลวงปู่เจือ วัดกลางบางแก้ว เป็นต้น เป็นผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้กับหลวงพ่อรักษ์มาโดยตรง

สำหรับด้านการพัฒนาวัด มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ สร้างวัด สร้างพุทธมณฑลจังหวัดอยุธยา เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมของสาธุชน โดยจัดให้มีการถือศีลปฏิบัติธรรม สอนกรรมฐานเป้นประจำตลอดทุกวัน เสาร์-อาทิตย์ ทุกเดือนตลอดทั้งปี มีผลงานมากมายตลอดถึงช่วยเหลือ สาธารณะสงเคราะห์ และมอบทุนการศึกษาของพระภิกษุขสามเณร และเด็กเยาวชน ตามถิ่นทุรกันดารมากมายทุกภูมิภาค

หลวงพ่อโสธร

ประวัติหลวงพ่อโสธรนั้น ตำนานไม่ได้กล่าวไว้ว่าใครเป็นผู้สร้างหรือสร้างเมื่อใด ทราบตามที่เล่าต่อๆ กันมาแต่เพียงว่า ในจังหวัดหนึ่งทางภาคเหนือของไทย มีพระภิกษุสามองค์พี่น้อง เรียนพระธรรมวินัยแตกฉานแล้วก็จำแลงกายเป็นพระพุทธรูป


เมื่อมาถึงบริเวณหนึ่งก็ปรากฏองค์ขึ้น ชาวบ้านบริเวณนั้นพบเข้าก็พากันเอาเชือกมนิลามาฉุดขึ้น แต่ก็เอาขึ้นมาไม่ได้เพราะเชือกขาด ก่อนที่พระทั้งสามองค์จะจมหายไปบริเวณที่พระทั้งสามองค์ลอยทวนน้ำหนีนั้นเรียกว่า สามพระทวน ต่อมาได้เพี้ยนและเรียกว่า สัมปทวน อำเภอเมืองฉะเชิงเทราจนทุกวันนี้

ต่อมาได้มาผุดขึ้นที่คลองคุ้งให้ชาวบ้านแถวนั้นเห็นอีก ชาวบ้านก็พยายามชุดขึ้นฝั่งแต่ไม่สำเร็จอีก สถานที่นั้นเรียกว่า บางพระ มาจนทุกวันนี้ แต่นั้นมาพระพุทธรูปทั้งสามองค์ก็ได้สำแดงอภินิหารในคลองเล็กๆ ตรงข้ามกองพันทหารช่างที่ 2 ฉะเชิงเทรา บริเวณนั้นเรียกว่า แหลมลอยวน คลองนั้นได้นามว่า คลองสองพี่น้อง ภายหลังก็เงียบไป

จวบจนองค์หนึ่งได้ลอยไปจนถึงแม่น้ำแม่กลอง และไปปรากฏขึ้นที่สมุทรสงคราม ชาวประมงได้พร้อมใจกันอาราธนาขึ้นไปประดิษฐานไว้ที่วัดบ้านแหลมหรือวัดเพชรสมุทรวรวิหาร เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์เป็นที่นับถือของพุทธศาสนิกชนชาวสมุทรสงคราม เรียกกันว่า หลวงพ่อบ้านแหลม มาจนทุกวันนี้



องค์ที่สองได้ลอยวนไปวนมาและมาผุดขึ้นหน้า วัดหงษ์ เล่ากันว่า ที่วัดนี้เดิมมีเสาใหญ่มีหงษ์ทำด้วยทองเหลืองอยู่บนยอดเสานั้น จึงได้ชื่อว่าวัดหงษ์ ต่อมาหงษ์ที่ยอดเสาหักตกลงมาเสียชำรุด ทางวัดจึงเอาธงไปติดไว้ที่ยอดเสาแทนรูปหงษ์ จึงได้ชื่อว่าวัดเสาธง แล้วต่อมาก็เกิดมีพายุพัดเสานี้หักลงส่วนหนึ่ง จึงได้ชื่อว่าวัดเสาทอน และต่อมาชื่อนี้ได้กลายไปเป็นวัดโสธร

ประชาชนพลเมืองจำนวนมากได้พากันหลั่งไหลมาอาราธนาฉุดขึ้นฝั่งแต่ก็ไม่สำเร็จ ขณะนั้นมีอาจารย์ผู้ทรงคุณวิเศษผู้รู้คนหนึ่งสำเร็จไสยศาสตร์หรือเทพไสยรู้หลักและวิธีอาราธนา จึงได้ทำพิธีปลูกศาลเพียงตาบวงสรวง กล่าวคำอัญเชิญชุมนุมเทวดาอาราธนา และได้ใช้สายสิญจน์คล้องที่พระหัตถ์ของพระพุทธรูปก่อนจะค่อยฉุดลากขึ้นมาบนฝั่ง พระพุทธรูปจึงเสด็จขึ้นมาบนฝั่งเป็นที่ปิติยินดีเป็นอย่างยิ่งของชาวเมือง จึงได้พร้อมใจกันอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ที่ในพระวิหารวัดโสธร และเรียกนามว่า พระพุทธโสธร หรือ หลวงพ่อโสธร ตั้งแต่นั้นมา

ส่วนองค์สุดท้ายได้ลอยไปอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยาประชาชนละแวกนั้นก็หลั่งไหลมาอาราธนาขึ้นฝั่งฉุดขึ้นเป็นการใหญ่แต่ก็ฉุดขึ้นไม่ได้ เล่ากันว่ามีประชาชนพากันมาฉุดนับได้ถึงสามแสนคน จึงเรียกสถานที่นั้นว่า สามแสน ภายหลังจึงเพี้ยนมาเป็น สามเสน และเรียกกันอยู่ทุกวันนี้ จากนั้นพระพุทธรูปองค์นี้ก็ลอยไปผุดขึ้นที่คลองสำโรง จังหวัดสมุทรปราการ ประชาชนจึงได้ได้อาราธนาขึ้นไปประดิษฐานไว้ที่วัดพลับพลาชัยชนะสงครามหรือวัดบางพลีใหญ่ในตราบจนทุกวันนี้ เป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์มากอีกรูปหนึ่งของเมืองไทย คือ หลวงพ่อโต วัดบางพลีใหญ่ใน[1]

เล่ากันว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ เกิดขึ้นในสมัยกรุงธนบุรี ตรงกับประมาณปี พ.ศ. 2313 นับเป็นประวัติพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ลอยน้ำมาที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
จำนวนสินค้าต่อหน้า   10 20 30