ภาคอีสาน

ญาท่านเขียว เขี้ยวแก้วประกาศิต

     ญาท่านเขียว ถาวรธัมโม วัดภูน้อย บ้านโนนสำราญ ต.นาหว้า อ.ปทุมราชวงศา จ.อำนาจเจริญ ญาท่านเขียวบรรพชาเป็นสามเณรตอนอายุ ๑๓ ปี กับหลวงปู่หลอด ปโมทิโต ในวันที่ ๑๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๘ ณ วัดศรีสว่าง อ.หนองบัวลำภู จ.อุดรธานี (ปัจจุบันเป็น อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู) บรรพชาได้หนึ่งพรรษา ได้จาริกออกธุดงค์ร่วมกับเพื่อนสามเณรที่อยู่อำเภอโนนสัง โดยไปด้วยกันสองรูป ธุดงค์แรมรอน ไปตามป่าเขาลำเนาไพรตามจังหวัดและอำเภอต่างๆของภาคอีสาน โดยไม่กลัวเกรงต่อภัยอันตรายที่จะเข้ามาล้วงล้ำกล้ำกลายแต่อย่างใด ท่านได้เดินทางไปกราบนมัสการและได้รับฟังธรรมเทศนาจากพ่อแม่ครูบาอาจารย์หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี และหลวงปู่สิม พุทธาจาโร เริ่มต้นศึกษาพระเวทและวิทยาคมต่างๆ

     ด้วยความที่เป็นผู้มีนิสัยชอบศึกษาวิชาอาคมมาตั้งแต่ยังเด็ก ท่านได้มีโอกาสศึกษาตำราพระเวทของพระราชครูพราหมณ์วามเทพมุนี และของท่านอาจารย์อุระคิน วิริยะบูรณะ ในขณะที่ท่านเดินธุดงค์เข้าไปในเขตจังหวัดร้อยเอ็ด ได้พบกับหลวงพ่ออยู่ สมกิตโต ลูกศิษย์พระครูวิโรจน์รัตโนบล(หลวงปู่รอด วัดทุ่งศรีเมือง จ.อุบลราชธานี) หลวงพ่ออยู่ สมกิตโต ท่านเป็นคนบ้านดงบ้านนา อ.ธวัชบุรี จ.ร้อยเอ็ด ท่านได้ถ่ายทอดวิชาสายหลวงปู่สำเร็จลุน ซึ่งได้รับการถ่ายทอดจากหลวงปู่รอด วัดทุ่งศรีเมืองให้ สามเณรเขียวอย่างไม่ปิดบังหลังจากเล่าเรียนวิชากับหลวงพ่ออยู่ สมกิตโตแล้วจึงได้กราบลาท่านออกธุดงค์ทางภาคเหนือต่อไป (บวชกับหลวงปู่หลอด ปโมทิโต)      

     เมื่อท่านอายุครบ ๒๐ ปี ได้เดินทางกลับมากราบพ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่หลอด ปโมทิโตอีกครั้ง และขอญัตติอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ในวันที่ ๑๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๓๕ เวลา ๐๙.๐๙น. ณ พัทธสีมาวัดสิริกมลาวาส(วัดใหม่เสนานิคม) เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร โดยมีหลวงปู่หลอด ปโมทิโต(พระครูปราโมทย์ธรรมธาดา)เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์อ่อนศรี ธัมมโชโต เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์สิทธิพงษ์ สิทธิวังโส เป็นพระ อนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาทางธรรมว่า “ถาวรธัมโม” แปลว่า ผู้มีธรรมอันตั้งมั่น ญาท่านเขียว ถาวรธัมโม ได้อยู่ปฏิบัติธรรมกรรมฐานกับหลวงปู่หลอด ปโมทิโต และได้อุปฐากท่านเป็นระยะเวลา ๕ ปี ในช่วงที่ท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดใหม่เสนานิคมนี้ ได้มีโอกาส      

     เดินทางไปเรียนวิชา กับคุณพ่อสาย แก้วสว่าง ไวยาวัจกรณ์วัดระหารไร่(ซึ่งคุณพ่อสาย ได้รับการถ่ายทอดมาจากหลวงปู่ทิม วัดละหารไร่)คุณพ่อสายได้ถ่ายทอดวิชาทั้งหมดที่ได้ ร่ำเรียน มาให้แก่ ญาท่านเขียวโดยไม่ปิดบังแต่อย่างใด ด้วยญาท่านเขียวท่านเป็นพระภิกษุที่มีจริยวัตรงดงาม อ่อนน้อมถ่อมตนต่อครูบาอาจารย์ พ่อสายจึงเอ็นดูและรักท่านเหมือนลูก และได้มอบ พระบูชาหลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ (ขนาดเท่าองค์จริง) ก้านชนวนพระกริ่ง ผงพรายกุมาร พระขุนแผนพรายกุมารของหลวงปู่ทิม จำนวนหนึ่งบาตรพระ และมอบสีผึ้งเขียว หลวพ่อทาบ วัดกระบกขึ้นผึ้ง 1 ตลับใหญ่ ให้กับญาท่านเขียวอีกด้วย นับได้ว่าสิ่งที่พ่อสายมอบให้กับญาท่านเขียว มานี้เป็นสิ่งที่มีค่าทางจิตใจอย่างมาก และมีมูลค่าสูงในทางโลกเป็น ที่เสาะแสวงหากันท่านก็ได้นำเอาวัตถุมงคลต่างๆที่ได้รับมอบมา ผสมเป็นมวลสารที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งในการจัดสร้างวัตถุมงคลของญาท่านเขียวเอง

มาฮาล่า

     แป้งพัฟมาฮาล่า ทุกตลับผ่านพลังมนต์พิธี จะทำให้ท่านผู้ใช้มีเสน่ห์ ส่งเสริมเรื่องความรัก เรียกทรัพย์รับโชค ค้าขายรุ่งเรือง สามารถใช้ได้ทุกเพศทุกวัย แป้งมาฮาล่า Mahala แป้งพัฟมาฮาล่าให้พลังบวกด้านเมตตามหานิยม สมปรารถณาเรื่องความรัก เสริมสร้างบารมี เปิดทางขุมทรัพย์ให้กับผู้ใช้ กิจการค้าขายรุ่งเรือง เรียกมิตรที่ดีและสามารถทำให้ผู้คิดร้ายกับกลายเป็นคิดดีได้

วิธีใช้
1.เปิดใช้ครั้งแรกให้ระลึกถึงบารมีองค์พระพิฆเนศ โดยกล่าวคาถา โอม ศรี คเณศายะ นะมะฮา ท่องคาถา 9 จบ และอธิฐานจิต ขอบารมีองค์พระพิฆเนศประทานพรให้ลูกได้สัมฤทธิ์ สำเร็จ สมปรารถณา
2.ก่อนจะทำกิจการ หรือ เจรจา งานใดๆ ให้นำแป้งขึ้นมาอธิฐาน ด้วยคาถาบูชาองค์พระพิฆเนศ 9 จบหลังจากนั้นขอพรจากพระองค์ 1 ข้อ ในนณะทาแป้งนั้นให้ระลึกจิตถึงสิ่งที่ต้องการจนกระทั้งทาแป้งเสร็จ และทุกอย่างจะสำเร็จสมปรารถณาทุกประการ

ข้อห้าม
1.หลังจากได้บูชา แป้งพัฟมาฮาล่า Mahala แล้วนั้น ต้องห้ามใช้คำพูด ความคิด ไม่ดีต่อบุพการี และ ผุ้มีพระคุณเด็ดขาด
2.ห้ามโกหกเพื่อให้เกิดความเข้าใจผิด และทะเลาะวิวาท 3.ห้ามผิดศีลธรรมทุกกรณี

วัดพญาวัด น่าน

วัดพญาวัดเป็นวัดโบราณทางพุทธศาสนสถาน ผ่านกาลเวลาหลายยุคหลายสมัยจนถึงปัจจุบันพื้นที่ของวัดอยู่ภายในเขต “เวียงวัดพญาวัด” อันเป็นเวียงโบราณริมแม่น้ำน่านที่คงสร้างขึ้นก่อนการสร้างเมืองน่าน เมืองน่านสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 1911 (ปีสุดท้ายของรัชกาลพระเจ้าอู่ทองแห่งกรุงศรีอยุธยา) โดยย้ายเมืองมาจากบริเวณภูเวียงแช่แห้ง (บริเวณวัดพระธาตุแช่แห้งในปัจจุบัน) มาสร้างเมืองใหม่ ณ ริมฝั้งแม่น้ำน่านทางทิศตะวันตก วัดพญาวัดคงสร้างพร้อมกันกับเวียงพญาวัดเมื่อกว่า 600 ปีมาแล้ว ชื่อวัดพญาวัดปรากฏในเอกสารประวัติศาสตร์บางฉบับ เช่น พงศาวดารล้านนาและพงศาวดารเมืองน่าน เป็นต้น แสดงถึงสถานภาพในความเป็นวัดและบทบาทของวัดต่อเนื่องโดยตลอด
สิ่งศักดิ์สิทธ์ภายในวัด พระธาตุจามเทวี เป็นเจติยสถานรูปสี่เหลี่ยม ก่อด้วยอิฐสอดิน ลักษณะสำคัญของเจดีย์องค์นี้คือ มีเรือนธาตะเป็นขั้นลดหลั่นขึ้นไป 5 ชั้น แต่ละชั้นแต่ละด้านก่อเป็นซุ้ม 3 ซุ้ม ภายในซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูปยืน ส่วนยอดมีลักษณะคล้ายคลึงกับยอดเจดีย์ในศิลปะล้านช้างมีคุณค่ายิ่งต่อการศึกษาด้านศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมภาคเหนือ
พระเจ้าในโขง เป็นพระประธานในอุโบสถวัดพญาวัดมาแต่โบราณ เมื่อองค์พระชำรุดจึงได้มีการพอกปูนทับ จึงมีลักษณะดังเช่นปัจจุบัน คำว่า “โขง” หมายถึง ซุ้ม ดังนั้น “พระเจ้าในโขง” จึงหมายถึง พระพุทธรูปที่ประดิษฐานอยู่ในซุ้มนั่นเอง



พระเจ้าฟ้า (พระเจ้าฝนแสนห่า) เป็นพระพุทธรูปไม้แกะสลักที่อยู่คู่กับวัดพญาวัดมาแต่โบราณ เมี่อปีใดฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ชาวเมืองน่านจะอันเชิญไปสรงน้ำที่แม่น้ำน่านเพื่อให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล จึงได้พระนามว่า “พระเจ้าฟ้า” ซึ่ง “ฟ้า” ในภาษาเหนือ แปลว่า ท้องฟ้า คือ ผู้ที่สามารถบันดาลให้ฝนตกหรือไม่ตก ก็ได้

ศาลเจ้าแม่จามเทวี สร้างขึ้นเพื่อให้เข้ากับพระธาตุจามเทวี เป็นอนุสรณ์ระลึกถึงพระนางจามเทวี ให้ผู้ศรัทธามาสัการะได้โดยไม่ต้องเดินทางไปถึงลำพูน

วัดศรีสุดารามวรวิหาร กรุงเทพมหานคร

วัดศรีสุดารามวรวิหารเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร ตั้งอยู่ริมคลองบางกอกน้อย เป็นวัดโบราณสร้างมานานก่อนกรุงรัตนโกสินทร์ เดิมชื่อ วัดชีปะขาว ในสมัยรัชกาลที่ ๑ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ซึ่งเป็นพระพี่นางในรัชกาลที่ ๑ ได้ทรงบูรณปฏิสังขรณ์และสถาปนาวัดขึ้นใหม่ ต่อมารัชกาลที่ ๔ โปรดให้ปฏิสังขรณ์และสร้างอุโบสถใหม่แทนหลังเก่า และพระราชทานนามใหม่ว่า พระศรีสุดาราม




สิ่งที่น่าสนใจภายในวัด
  • รูปหล่อสมเด็จพระพุทธาจารย์โต ใหญ่ที่สุดในประเทศ และเป็นที่นับถือของชาวบ้านโดยทั่วไป
  • พระวิหาร เดิมเป็นพระอุโบสถหลังเก่า ดัดแปลงเป็นวิหาร มีลักษณะเป็นแปดเหลี่ยม ต่อมาสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาชิรญาณวโรรสโปรดฯ ให้รื้อแล้วสร้างขึ้นใหม่ มีลักษณะคล้ายอุโบสถ ไม่มีช่อฟ้าใบระกา หน้าบันเป็นพานสองชั้น มีรูปปิ่นประดิษฐานไว้บนพาน หมายถึงพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ พระประธานภายในเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย และมีพระพุทธรูปทรงเครื่องอยู่รวมกันหลายองค์
  • พระปรางค์มี ๒ องค์ ทรงไทยโบราณ หน้าบันเป็นรูปเทพพนมลายก้านขดมีคันทวยรองรับ หน้าต่างเป็นรูปซุ้ม หน้าจั่ว เป็นรูปเทพพนม ช่อฟ้าใบระกานาคเอี้ยว กระจังติดประดับ
  • ศาลาการเปรียญ สร้างตั้งแต่สมัยอยุธยามีสภาพสมบูรณ์มาและยังมีภาพจิตรกรรมรูปทวารบาลจีนที่งดงามน่าชม
  • อนุสาวรีย์สุนทรภู่ ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่กวีเอกของโลก เนื่องด้วยวัดแห่งนี้เคยเป็นสถานที่ศึกษาของสุนทรภู่เมื่อครั้งยังเด็ก
  • วังมัจฉา อยู่บริเวณหน้าวัดซึ่งเป็นเขตอภัยทานเลี้ยงปลาสวายนับพันตัว ซึ่งนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติโดยเฉพาะชาวจีนนิยมมาจอดแวะให้อาหารปลา

หลวงปู่ถ้า

หลวงปู่ถ้า อนาลโย พระเกจิ ๔ แผ่นดิน เกิดปีขาล พ.ศ.๒๔๕๗ ที่บ้านงิ้ว อำเภอคำชะอี (อำเภอหนองสูง ในปัจจุบัน) จังหวัดมุกดาหาร อุปสมบท เมื่ออายุ ๒๑ ปี ในปีพ.ศ.๒๔๗๘ เคยจำพรรษาที่วัดป่าดงคำชี จังหวัดกาฬสินธุ์ ปัจจุบันจำพรรษาอยู่ที่วัดป่าทศพลมังคลาราม บ้านบุ่งเลิศ ตำบลบุ่งเลิศ อำเภอเมยวดี จังหวัดร้อยเอ็ด ได้ศึกษาเล่าเรียนธรรมะ เป็นเวลา ๑๕ พรรษา ด้วยภารกิจทางครอบครัว ที่หลวงปู่ต้องไปแก้ปัญหาด้วยตนเอง จึงได้ ลาสิขาบท เมื่อสะสางปัญหาต่างๆแล้วเสร็จ ด้วยใจที่ไฝ่การบรรพชา อุปสมบท ถือศีลบำเพ็ญเพียรในการเจริญกรรมฐานจึงเข้าสู่เพศบรรพชิตอีกครั้ง เพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนา อบรมสั่งสอนพุทธศาสนิกชน ให้เข้าถึงธรรมะขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงเข้าอุปสมบทเป็นครั้งที่ ๒ จำพรรษาที่วัดป่าดงคำชี จังหวัดกาฬสินธุ์ และวัดป่าทศพลมังคลาราม บ้านบุ่งเลิศ ตำบลบุ่งเลิศ อำเภอเมยวดี จังหวัดร้อยเอ็ด จนถึงปัจจุบัน
   
             หลังจากอุปสมบทหลวงปู่ถ้าฯได้ออกธุดงค์ ปลีกวิเวกไปตามสถานที่ต่างๆ ธุดงค์ลัดเลาะตามป่าเขาลำเนาไพรทั้งในเขตประเทศไทย และข้ามฝั่งเข้าสู่ดินแดนปราสาทขอมประเทศเขมร ได้ไปพบกับพระอาจารย์ไพร ผู้มีวิชาแก่กล้า ปราชญ์เปลื่องเลื่องลือในด้านวิชาอาคม มนต์ดำ มหาเสน่ห์ และการทำเครื่องรางของขลัง จึงได้ฝากตัวเป็นศิษย์ พระอาจารย์ไพรได้ถ่ายทอดวิชาอาคมสายต่างๆให้โดยมิได้ปิดบังใดๆ หลวงปู่ฯอยู่ร่ำเรียนวิชาด้วยเป็นระยะเวลา ๓ ปี เมื่อหลวงปู่ถ้าฯเห็นว่าการร่ำเรียนวิชาอาคมตำหรับเขมรสำเร็จลุล่วง จึงกราบลาพระอาจารย์ไพร ผู้เป็นอาจารย์ หลวงปู่ถ้าฯ เดินธุดงค์ออกจากประเทศเขมรมุ่งหน้าสู่บ้านเกิด เพื่อนำวิชาอาคมที่ได้เล่าเรียนมาจากครูบาอาจารย์ มาช่วยเหลือญาติโยม ในการทำมาค้าขาย ทำธุรกิจให้ประสบผลสำเร็จ หลวงปู่ถ้า อนาลโย กลับมาจำพรรษาที่วัดป่าดงคำชี จังหวัดกาฬสินธุ์ (หลวงปู่เคยออกธุดงค์ร่วมกับสหธรรมิกศิษย์ผู้พี่ หลวงปู่เทศ เทศรังสี หลวงปู่จาม มหาปุญโญ หลวงปู่หล้า เขมปัตโต)ไปหลายสถานที่ทั้งในประเทศไทย ลาว เขมร และประเทศพม่า การเดินธุดงค์สมัยนั้นต้องเดินลัดเลาะไปตามป่าเขาลำเนาไพร มีแต่ช้าง เสือ อสรพิษที่ดุร้ายและสิ่งลี้ลับ ล้วนแต่อันตรายทั้งสิ้น
     
            แต่ก็สามารถฝ่าฟันอุปสรรคทั้งหลายมาได้ด้วย การปฎิบัติภาวนาสมาธิ การเจริญกรรมฐาน เมตตา แก่สรรพสัตว์ทั้งหลายด้วยธรรมะ ครั้งหนึ่งคณะลูกศิษย์ ที่กรุงเทพมหานคร ทราบถึงความเก่งกล้าด้านวิชาอาคม ของหลวงปู่ฯจึงขออนุญาตสร้างเครื่องราง หนูดูดนมแมว พุทธคุณด้านเมตตามหานิยม มวลสารต่างๆที่นำมาสร้าง ประกอบไปด้วย รกแมวดำ ๙ ตัว น้ำตาปลาพะยูน ว่านดอกทอง ผงไม้รัก ไม้ขนุน ว่านนางอกแตก นำมาผสมกันเติมผงสวาทเรื่อยๆจนน้ำมันเดือดแล้วค่อยยกลง นำมากดพิมพ์ด้วยมือขึ้นรูปนำลงใส่ในไหฝังดิน พันด้วยด้ายสายสินธุ์โยงขึ้นมาให้หลวงปู่เสกเป็นเวลานานกว่า ๑ ปี จนแมวกับหนูตัวเป็นๆวิ่งมานอนเกลือกกลิ้งเล่นกัน ตรงพื้นดินบริเวณที่ฝังไหเครื่องราง ซึ่งเป็นเรื่องมหัศจรรย์ เมื่อหลวงปู่เห็นว่าเครื่องรางมีพุทธคุณเข้มขลัง จึงบอกให้ลูกศิษย์ขุดขึ้นมาใช้ เป็นที่ต้องการของพ่อค้า แม่ค้า มีไว้ติดตัวทำมาค้าขายดี คนทำงานก็เช่นกันมีไว้ติดตัวนายเมตตา เพื่อนร่วมงานที่เคยกลั่นแกล้งต่างก็มาเป็นมิตร แม้แต่คนจีนแผ่นดินใหญ่ มาเลเซีย ฮ่องกง ต่างก็แสวงหาเพื่อให้ได้มาครอบครอง เพราะมีหนูดูดนมแมวไว้ติดตัวอธิษฐานอะไรก็สำเร็จ จนเป็นที่โด่งดัง “เครื่องรางหนูดูดนมแมว” ทำให้ผู้ที่นิยมเครื่องราง ที่มีพุทคุณแรงๆทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ต่างก็รู้จัก หลวงปู่ถ้า อนาลโย พระกรรมฐานสายป่าเจ้าตำหรับวิชาเขมร

ขอขอบคุณ คุณทัช ร้อยเอ็ด ที่อนุญาตินำข้อมูลภาพถ่ายหรือประวัติหลวงปู่ถ้า เผยแพร่ต่อสาธารณะชน

หลวงปู่ทิม

หลวงปู่ทิม เป็นชาวระยองโดยกำเนิด เกิดเมื่อปี พ.ศ.2422 ที่บ้านหัวทุ่ง ต.ละหารไร่ อ.บ้านค่าย ท่านเป็นหลานของหลวงปู่สังข์ (พระเกจิผู้ทรงวิทยาอาคมสูงในสมัยนั้นและเป็นผู้ก่อตั้งวัดละหารไร่ แต่ตัวท่านได้รับนิมนต์ไปอยู่วัดเก๋งจีน ส่วนตำรับตำราของท่านยังคงสะสมไว้ที่วัดละหารไร่) วัยเด็กบิดาได้พาไปฝากเป็นศิษย์พระอาจารย์สิงห์ วัดละหารไร่ เพื่อศึกษาเล่าเรียนหนังสือไทย จากนั้นกลับมาช่วยบิดามารดาทำงานจนอายุ 19 ปี ได้รับคัดเลือกเป็นทหารประจำการอยู่ที่กรุงเทพฯ 4 ปีกว่า จึงกลับบ้านเกิดและอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดละหารไร่ ในปี พ.ศ.2449 โดยมี พระคุณเจ้าท่านพระครูขาว วัดทับ เป็นพระอุปัชฌาย์, พระอาจารย์สิงห์ เป็นพระอนุกรรมวาจา และ พระอาจารย์เกตุ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ได้รับฉายา “อิสริโก” จำพรรษาอยู่ที่วัดเพื่อศึกษาพระปริยัติธรรมอยู่ 1 พรรษา จึงลาพระอาจารย์ออกธุดงค์ไปตามจังหวัดต่างๆ ถึง 3 ปี เมื่อกลับมาท่านก็มาจำพรรษาที่วัดนามะตูม จ.ชลบุรี อยู่ 2 พรรษา ในช่วงดังกล่าวท่านได้ศึกษาร่ำเรียนวิทยาการต่างๆ จากพระคณาจารย์ผู้มีชื่อเสียงหลายรูปจนแตกฉาน จากนั้นกลับมาจำพรรษาที่วัดละหารไร่ ได้ร่ำเรียนฝึกฝนกับพระอาจารย์ที่วัดอีกหลายรูป รวมทั้งศึกษาตำราของหลวงปู่สังข์ จนต่อมาได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดละหารไร่
หลวงปู่ทิมเป็นพระเกจิที่เคร่งครัดในวัตรปฏิบัติและตั้งมั่นในเมตตาธรรมสูง




ท่านยังเป็นพระนักพัฒนา บูรณะซ่อมแซมศาสนสถานและเสนาสนะต่างๆ สร้างพระอุโบสถภายในวัด สร้างโรงเรียนประชาบาลเพื่อให้การศึกษาแก่กุลบุตรกุลธิดา สร้างสะพานข้ามคลอง ฯลฯ จึงเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของชาวบ้าน อ.บ้านค่าย และใกล้เคียงอย่างสูง ท่านมีความสมถะ วางเฉย สันโดษ ไม่ฝักใฝ่ในลาภ เกียรติยศ ชื่อเสียง จึงไม่สนใจในยศฐาบรรดาศักดิ์และไม่สนใจที่จะสร้างวัตถุมงคลใดๆ จนเมื่อครั้งที่คณะสงฆ์ได้เลื่อนสมณศักดิ์ นายสาย แก้วสว่าง ไวยาวัจกรวัด ได้นำเรื่องไปบอกชาวบ้านและจัดขบวนแห่มารับหลวงปู่ทิมและอาราธนานิมนต์มารับเป็น ‘พระครูภาวนาภิรัติ’ ในปี พ.ศ.2507 และยังได้จัดประชุมเพื่อจัดงานฉลองสมณศักดิ์และหารายได้สมทบทุนก่อสร้างกุฏิและบูรณะเสนาสนะที่ชำรุดทรุดโทรมต่างๆ โดยขออนุญาตหลวงปู่ทิมในการจัดสร้างเหรียญรูปเหมือนและวัตถุมงคลต่างๆ ขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อแจกจ่ายแก่ญาติโยมที่ร่วมงานและบริจาคทรัพย์ไว้เป็นที่ระลึก ประกอบด้วย เหรียญรูปเหมือน ผ้ายันต์ และตะกรุด จากนั้นก็มีการจัดสร้างวัตถุมงคลต่างๆ เรื่อยมา เพื่อใช้ในการบูรณปฏิสังขรณ์ศาสนสถานและเสนาสนะภายในวัด รวมถึงสาธารณประโยชน์ต่างๆ

ด้วยหลวงปู่ทิมท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ที่เรืองวิทยาอาคมสูงและมากด้วยบารมีธรรมชั้นสูง ได้สร้างปาฏิหาริย์มากมายปรากฏต่อหน้าลูกศิษย์ลูกหาและชาวบ้านเป็นเนืองนิจ วัตถุมงคลของท่านก็เช่นกัน สร้างปาฏิหาริย์และพุทธาคมเป็นที่ปรากฏ ทำให้ วัตถุมงคลและเครื่องรางของขลังของหลวงปู่ทิม ไม่ว่าจะสร้างออกมากี่รุ่น กี่แบบ ก็ล้วนได้รับความนิยมและเป็นที่ต้องการของบรรดาลูกศิษย์ลูกหาและพุทธศาสนิกชนผู้เคารพศรัทธาเลื่อมใสหลวงปู่ทิม และได้ประจักษ์ในอานุภาพพุทธคุณของวัตถุมงคลของท่านทั้งสิ้น

หลวงปู่ผาด

หลวงปู่ผาด ฐิติปัญโญ
พระครูวิบูลย์ ปัญญาวัฒน์ พระเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งวัดบ้านกรวด ต.บ้านกรวด อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ได้มรณภาพแล้วอย่างสงบด้วยโรคชราที่วัดบ้านกรวด หลังเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลรวมแพทย์สุรินทร์ตั้งแต่ต้นเดือน ธ.ค. 2557 ที่ผ่านมา หลังอาพาธด้วยโรคชรามานานหลายปี และเมื่อเช้าวันนี้ (5 ม.ค.) พระลูกวัดและศิษยานุศิษย์ได้นิมนต์หลวงปู่ผาดกลับมาที่วัดบ้านกรวดเพื่อทำพิธีสวดมนต์ต่ออายุขัยให้หลวงปู่ผาด จนกระทั่งเวลา 11.58 น.วันเดียวกันนี้ หลวงปู่ผาดได้มรณภาพอย่างสงบ สิริอายุ 104 ปี 8 เดือน 2 วัน พรรษา 85 พรรษา นับเป็นพระสงฆ์ที่มีอายุมากที่สุดในจังหวัดบุรีรัมย์

ล่าสุดที่วัดบ้านกรวด บรรดาพระสงฆ์และชาวบ้านกำลังจัดเตรียมสถานที่เพื่อจัดพิธีศพของหลวงปู่ผาดกัน โดยบรรยากาศเป็นไปด้วยความโศกเศร้า มีพุทธศาสนิกชนได้เดินทางมากราบไหว้เป็นจำนวนมาก

นายเฉลิมพล นิรันดร์ปกรณ์ นายกเทศมนตรีตำบลบ้านกรวด อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ หนึ่งในศิษยานุศิษย์ของหลวงปู่ผาด กล่าวว่า หลวงปู่ผาดได้อาพาธด้วยโรคชรามานาน หลายปีมานี้อาการไม่ค่อยดี จนกระทั่งเมื่อต้นเดือน ธ.ค. 2557 ที่ผ่านมาได้ถูกนำตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลรวมแพทย์สุรินทร์ และกลับมาที่วัด จนกระทั่งเวลา 11.58 น. วันนี้ (5 ม.ค.) ได้มรณภาพอย่างสงบ

หลวงปู่ผาดเป็นพระผู้มีวัตรปฏิบัติเป็นไปเพื่อการดับทุกข์โดยแท้ มีความเพียรเป็นเลิศตลอดชีวิตของท่าน ตั้งแต่บวชได้พรรษาแรกก็ทุ่มเทแรงกายแรงใจมอบให้แก่ศาสนา มุ่งปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน และหลวงปู่ผาดยังเป็นพระที่รักสันโดษ ไม่ยึดติดในลาภยศสรรเสริญ พระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เป็นเนื้อนาบุญของพุทธศาสนาโดยแท้ ทุกลมหายใจเข้าออกท่านกำหนดจิตด้วยกรรมฐานมีสติอยู่เสมอ

ขณะที่ พระครูพิศาลสังฆกิจ เจ้าคณะอำเภอบ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ กล่าวว่า เนื่องจากหลวงปู่ผาดเป็นพระเกจิที่พุทธศาสนิกชนเลื่อมใสศรัทธา ทางวัดได้พระราชทานน้ำหลวงอาบศพหลวงปู่ผาด พร้อมกับตั้งคณะกรรมการดูแลการตรวจสอบทรัพย์สินของหลวงปู่ผาดที่มีทั้งวัตถุมงคลและปัจจัย ส่วนการบำเพ็ญกุศลศพของหลวงปู่ผาดจะมีพิธีสวดทุกวัน จากนั้นในวันที่ 15 ม.ค. 2558 นี้จะมีพิธีบรรจุศพหลวงปู่ผาดไว้ในโลงแก้วเพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้กราบไหว้


สำหรับประวัติ หลวงปู่ผาด ฐิติปัญโญ หรือ พระครูวิบูลย์ ปัญญาวัฒน์ เกิดเมื่อวันศุกร์ที่ 3 พ.ค. 2454 จบ ป.4 เป็นชาวบ้านดู่ ต.ปราสาท อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ บุตรนายเอี้ยง กับ นางเตียบ ดิบประโคน มีพี่น้อง 4 คน หลวงปู่ผาดเป็นคนที่ 3 ขณะหลวงปู่ผาดอายุยังไม่ถึงขวบครอบครัวได้ย้ายมาอยู่ที่ ต.ปราสาท อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ซึ่งได้บรรพชาบวชสามเณรเมื่อปี 2470 อายุ 15 ปี ที่วัดบ้านพลับ ต.ทุ่งมน อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ บวชได้ 2 พรรษาลาสิกขาบทไปช่วยบิดามารดาทำไร่ทำนา

ต่อมาปี 2476 ขณะมีอายุ 22 ปีได้อุปสมบทบวชเรียนที่วัดบ้านกรวด อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ เมื่อครั้งอดีตสมัยเป็นพระหนุ่มได้ออกจาริกแสวงบุญไปยังที่ต่างๆ เพื่อศึกษาหาความรู้ทั้งทางพระเวท วิชาแพทย์แผนโบราณต่างๆ ตามความเชื่อ และความนิยมของชาวพื้นบ้านในสมัยนั้น ได้ไปศึกษาเล่าเรียนเวทวิทยาอาคมที่จังหวัดอุดรมีชัยถึง 3 ปี (ในสมัยนั้นจังหวัดอุดรมีชัยยังเป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทย)

จากนั้นได้จาริกไปศึกษาหาความรู้จากครูบาอาจารย์ต่างๆ แทบจะทุกภาคของไทยและประเทศใกล้เคียง เคยธุดงค์ไปศึกษาวิชาอาคมที่นครวัต ที่ประเทศเขมร เป็นเวลา 8 ปี จนมีความรู้เจนจบในไสยเวททุกแขนง แตกฉานในวิปัสสนากรรมฐานอย่างแจ่มแจ้ง ต่อมาเมื่อมีอายุมากขึ้นได้รับถวายที่ดินจากชาวบ้าน จากนั้นท่านได้บูรณะจากพื้นดินที่ว่างเปล่าจนเป็น “วัดตาอี” ให้เห็นเป็นรูปธรรมในปัจจุบัน

ต่อมา หลวงปู่หริ่ง เจ้าอาวาสวัดบ้านกรวด ได้มรณภาพลง ชาวอำเภอบ้านกรวดจึงได้นิมนต์หลวงปู่ผาดมาเป็นเจ้าอาวาส แต่หลวงปู่ได้ปฏิเสธการเป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านกรวดมาโดยตลอด แต่ในที่สุดทนแรงศรัทธาของญาติโยมไม่ไหวจึงต้องยอมรับ เป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านกรวดเมื่อ พ.ศ. 2495 และได้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบ้านกรวดจนถึงปัจจุบัน

หลวงปู่ผาดได้พัฒนาวัดสาขาของท่านถึง 4 แห่ง คือ วัดตาอี, วัดบ้านปราสาท, วัดบ้านบึงเก่า และวัดบ้านกรวด เป็นรูปเป็นร่างมาจนถึงปัจจุบันนี้

หลวงปู่ผาด วัดบ้านกรวด เป็นพระที่รักสันโดษไม่ยึดติดในลาภยศสรรเสริญ ท่านได้ปฏิเสธการสร้างวัตถุมงคลมาโดยตลอด แต่บรรดาศิษยานุศิษย์ได้รบเร้าหลวงปู่ว่ามีผู้เลื่อมใสศรัทธาในตัวหลวงปู่ประสงค์อยากจะได้พระเครื่อง วัตถุมงคลของหลวงปู่ผาดไว้บูชาเพื่อเป็นสิริมงคล เป็นขวัญและกำลังใจในการดำเนินชีวิต หลวงปู่เลยอนุญาต ให้จัดสร้างวัตถุมงคลที่ออกมาภายใต้ชื่อ หลวงปู่ผาด

วัตถุมงคลหลวงปู่ผาด วัดบ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ สายตรงจากวัด เช่น พระเจ้าลิ้นทอง พระผงรูปเหมือน บูชา ล็อกเกต (ด้านหลังมีเกศา, ตะกรุดสามดอก, ผงพุทธคุณ) พระเจ้าครอบเมือง พญาครุฑ (เนื้อพิเศษ) เนื้อผงปถมังผสมไม้มงคลเก้า, ผงจินดามณี, ไม้งิ้วดำ, ไม้งิ้วดำโรยผงเกสรดอกดาวเรือง, ว่าน ขุนแผนพรายกุมาร บูชา

พระยอดขุนพล (เนื้อหัวเชื้อเนื้อผงตะไบโรยเกศพระโบราณ, ใบลานเผา) เหรียญรุ่นสร้างกุฏิ กุมารทองพรายเรียกทรัพย์ท้าวเวสสุวัณ เนื้อโลหะรมดำ หลวงปู่ผาด พญาหมูมหาเฮง เนื้อผงฝังตะกรุดโภคทรัพย์ 1 ดอก พญาหมูมหาเฮง เนื้อโลหะ ฝังตะกรุด 3 กษัตริย์ พระขุนแผนพรายกุมาร กรรมการ ตะกรุด 9 ดอก พระขุนแผนพรายกุมาร ตะกรุด 2 ดอก พระลักษณ์หน้าทอง เนื้อมหาว่านดำ พิมพ์เล็ก พระลักษณ์หน้าทอง เนื้อมหาว่านดำ พิมพ์ใหญ่ พระลักษณ์หน้าทอง เนื้อเกสร พิมพ์เล็ก พระลักษณ์หน้าทอง เนื้อเกสร พิมพ์ใหญ่ หนุมานพลิกดวงชะตา มหาอำนาจ

หลวงปู่สรวง

หลวงปู่สรวง วรสุทฺโธ
นามเดิม สรวง นามสกุล พรหมสวัสดิ์ เกิดเมื่อวันพุธที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๗๖ ขึ้น ๓ ค่ำเดือน ๓ ปีระกา บ้านน้อยนาเวิน บ้านเลขที่ ๗ หมู่ ๑๐ ตำบลโพนเมืองน้อย อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอุบลราชธานี (ปัจจุบันจังหวัดอำนาจเจริญ) บิดา นายประสาร มารดา นางสอน พรหมสวัสดิ์ มีพี่น้องทั้งหมด ๘ คน หลวงปู่สรวง วรสุทฺโธ อายุ ๗๘ ปี พรรษา ๕๔ สมถะ เรียบง่าย สงบ นิ่งบริสุทธิ์ สุขุม สาธุชนกล่าวขานถวายนามว่า “เทพเจ้าแห่งขุนเขาสาลิกา” อุปสมบทเมื่อปี 2496 เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เนื่องในวโรกาสเสด็จกลับประเทศไทย ที่วัดศรีบุรีรัตนาราม จังหวัดสระบุรี มีภิกษุอุปสมบทด้วยกันสมัยนั้นมากถึง 2,000 รูป ได้ย้ายไปจำพรรษาที่วัดสำเภาล่ม จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อขอถวายตัวเป็นศิษย์หลวงปู่ขอม วัดไผ่โรงวัว พระอมตะเถราจารย์ร่างไม่เน่า เปื่อย

หลวงปู่แขม วัดสำเภาล่ม ศิษย์เอกหลวงพ่อเนียม วัดน้อย สหธรรมิก หลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดัน ผู้เป็นอาจารย์หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค และหลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี ได้รับการถ่ายทอดวิชาเป่านะหน้าทองจากหลวงปู่อิ่ม และอาจารย์แขก วัดหัวเขา ผู้เป็นทายาทอาคมแห่งหลวงปู่สุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า ได้รับการสักยันต์ และวิชาการสักยันต์ การทำวัวธนู จากอาจารย์ผาด จอมขมังเวทย์ฆราวาสที่เรียนวิชาจากหลวงพ่อน้อย วัดศรีษะทอง หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม หลวงปู่เพิ่ม วัดกลางบางแก้ว จ.นครปฐม เมื่อครั้งธุดงค์อยู่ตามชายฝั่งแม่น้ำโขงได้ถวายตัวเป็นศิษย์หลวงปู่ตาเดียว พระกัมมัฎฐานในป่า ผู้เรียนวิชาจากสมเด็จลุน และญาท่านกรรมฐานแพง ได้เรียนวิชาตำราโบราณตะกรุดไก่แก้ว-ไก่เถื่อน สาลิกา สีผึ้งพญาหงส์ทองจาก อาจารย์ทา ฆราวาสชาวเขมรที่จังหวัดศรีษะเกษ และอาจารย์เพ็ง จังหวัดอุบลราชธานี ศิษย์ฆราวาสสมเด็จลุน



หลังจากเดินธุดงค์มาสร้างวัดที่จังหวัดลพบุรีแล้วหลวงปู่สรวง ยังได้มีโอกาสถวายตัวเป็นลูกศิษย์หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ วัดสระแก ได้รับการถ่ายทอดวิชาการสร้างพระยันต์ นะ ครอบจักรวาลกับหลวงปู่ดู่ด้วย เมื่อเข้าใจถึงแก่นแท้แห่งวิชาอาคมที่ได้ศึกษามาแล้ว กรอป์กับต้องการศึกษาในด้านกัมมัฎฐานในปีพ.ศ.2500จึงได้เดินทางกลับอุบลราชธานี และได้มีโอกาสเจอกับพระอาจารย์คำบุ ธัมมธโร ศิษย์ในหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต จากนั้นพระอาจารย์คำบุ ได้เทศนาพร่ำสอนจนเกิดความเลื่อมใสในการปฏิบัติกัมมัฏฐานและได้พาธุดงค์ขึ้นไปหาพระอาจารย์จวน กุลเชฎฺโฐ ที่สำนักสงฆ์ถ้ำจันทร์ จังหวัดหนองคาย ได้เรียนวิชายันต์เกราะเพชร และปรอทปราบหงส์สา จากพระอาจารย์จวน ซึ่งท่านได้รับถ่ายทอดมาจากหลวงปู่มั่น

ภายหลังได้ญัติเป็นพระสงฆ์ฝ่ายธรรมยุตในปีพ.ศ.2502 เพื่อศึกษาด้านจิตภาวนาวิปัสสนากัมมัฎฐานโดยมี พระครูพุฒิวราคม ศิษย์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต เป็นพระอุปัชฌาย์ ที่พระอุโบสถวัดประชานิยม ตำบลคล้อใต้ อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนครในปีนั้น หลังจากอุปสมบทแล้วได้จาริกธุดงค์ไปจำพรรษากับหลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกลองเพล หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม หลวงปู่แหวน สุจิณโณ หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี หลวงปู่จวน กุลเชฎฺโฐ หลวงปู่วัน อุตฺตโม หลวงปู่สิงห์ทอง ธัมมธโร และหลวงปู่คำบุ ธัมมธโร พ.ศ.2509 ถึง 2513

ได้จาริกธุดงค์ไปกับพระอาจารย์จวน พระอาจารย์คำบุ เพื่อสร้างสำนักสงฆ์ภูทอกดังที่ได้เห็นในปัจจุบัน พ.ศ.2518 ได้จาริกธุดงค์ไปกับพระอาจารย์คำบุ ธัมมธโร เพื่อสร้างสำนักสงฆ์สันติวนาราม จังหวัดอุบลราชธานี (ปัจจุบันเป็นจังหวัดอำนาจเจริญ) พ.ศ.2524

ได้อำลาพระอาจารย์คำบุเพื่อเดินทางไปศึกษาธรรมะกับหลวงพ่อพุธ ฐานิโย วัดป่าสาลวัน จังหวัดนครราชสีมา จากนั้นก็ได้จาริกธุดงค์ไปเรื่อยๆ ตามชายนา ป่าเขา ลำเนาไพร ได้พักจำวัดปักกลดอยู่ที่ใต้ต้นมะเดื่อต้นหนึ่ง ริมคลองน้ำในเขตอำเภอหมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี หลังจากนั่งสมาธิ จนจิตสงบแน่นิ่งแล้วหลวงปู่ได้นิมิตเห็นเทวดาสามองค์ลอยมาจากภูเขาด้านทิศตะวันออกพอถึงก็ก้มลงกราบ พร้อมกับเอ่ยวาจาอาราธนานิมนต์หลวงปู่ไปโปรดญาติที่ถ้ำภายในภูเขาอันเป็นที่ตั้งของวัดถ้ำพรหมสวัสดิ์ในปัจจุบันหลวงปู่สรวงรับอาราธนาพร้อมกับเดินทางไปยังภูเขาที่เห็นในนิมิตภายในรุ่งเช้าหลังจากฉันภัตราหารเสร็จ เมื่อถึงก็ได้พบถ้ำใหญ่ดังที่เห็นในนิมิตหลวงปู่ได้พักปักกลดและปุรณะปฏิสังขรณ์จนเป็นวัดในปัจจุบัน
จำนวนสินค้าต่อหน้า   10 20 30