ภาคกลาง

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

วิชาการแพทย์ไทยแต่เดิมพัฒนาจากการใช้ยาสมุนไพรและรับการรักษาจากหมอยาตำราหลวงตามแบบแผนอย่างไทย ต่อมาเมื่อมีคณะมิชชันนารีจากต่างประเทศเข้ามาเผยแผ่ศาสนาพร้อมกับวิทยาการทางการแพทย์แผนตะวันตกในช่วงปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้เกิดรูปแบบการรักษาพยาบาลแบบใหม่ขึ้นในประเทศ ไม่นานในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชประสงค์ให้จัดตั้งโรงพยาบาลขึ้น เพื่อจัดระเบียบและยกระดับมาตรฐานการแพทย์และการสาธารณสุขในประเทศให้สมกับความรุ่งเรืองของประเทศ พระองค์ทรงจัดตั้งคณะกรรมการขึ้น เมื่อวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2429 ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 9 ท่าน คือ
  1. พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นสิริธัชสังกาศ เป็นนายก
  2. พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นดำรงราชานุภาพ
  3. พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าศรีเสาวภางค์
  4. พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าวัฒนานุวงศ์
  5. พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์
  6. พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปฤษฏางค์
  7. พระยาโชฏึกราชเศรษฐี
  8. เจ้าหมื่นสรรเพชรภักดี
  9. ดร.ปีเตอร์ เคาแวน แพทย์ประจำพระองค์
เป็นผู้ร่วมดำเนินการจัดตั้งโรงพยาบาลแห่งแรกของประเทศ คณะกรรมการได้กราบทูลขอแบ่งพื้นที่พระราชวังบวรสถานพิมุขด้านใต้อันเป็นพื้นที่หลวงร้างฝั่งธนบุรี เพื่อเป็นพื้นที่ก่อสร้างโรงพยาบาลและซื้อที่ริมข้างเหนือโรงเรียนของคณะมิชชันนารีอเมริกันเพื่อทำท่าขึ้นโรงพยาบาล และตั้งชื่อว่า “โรงพยาบาลวังหลัง”


     ในปี พ.ศ. 2430 ขณะกำลังก่อสร้างโรงพยาบาล สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ ประชวรสิ้นพระชนม์ด้วยพระโรคบิด สร้างความโศกเศร้าพระราชหฤทัยแก่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและ สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระวรราชเทวี เป็นอย่างมาก จึงมีพระราชประสงค์พระราชทานโรงพยาบาลเพื่อเป็นพระราชกุศล เมื่อเสร็จสิ้นงานพระเมรุพระราชทานเพลิงพระศพแล้ว ได้พระราชทานไม้ที่ใช้สร้างพระเมรุมาศจำนวน 15 หลังมาเป็นวัสดุสำหรับก่อสร้างโรงพยาบาลวังหลัง ทั้งยังได้พระราชทานพระราชทรัพย์ในส่วนของเจ้าฟ้าศิริราชฯ จำนวน 700 ชั่ง (56,000 บาท) เป็นค่าก่อสร้างอีกด้วย ตามพระราชปรารภของพระองค์ในพระราชหัตถเลขาถึงคณะกรรมการสร้างโรงพยาบาล ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ลงวันอังคาร เดือนอ้าย แรม 7 ค่ำ ปีชวดสัมฤทธิ์ศก จุลศักราช 1250 ใจความตอนหนึ่งว่า

     ภายหลังเกิดวิบัติเคราะห์ร้าย ลูกซึ่งเป็นที่รักตายเป็นที่สลดใจด้วยการที่รักษาเจ็บไข้ เห็นแต่ว่าลูกเราพิทักษ์รักษาเพียงนี้ ยังได้ความทุกขเวทนาแสนสาหัส ลูกราษฎรที่อนาถาทั้งปวงจะได้ความลำบากทุกข์เวทนายิ่งกว่านี้ประการใด ยิ่งทำให้มีความปรารถนาที่จะให้มีโรงพยาบาลมากยิ่งขึ้น ภายหลังกรมหมื่นดำรงราชนุภาพคิดการที่จะตั้งโรงพยาบาล ทำความเห็นมายื่น เห็นว่าเป็นทางที่จะจัดการตลอดได้ จึงได้ตั้งท่านทั้งหลายเป็นคอมมิตตีจัดการ แลได้ปรึกษากับแม่เล็กเสาวภาผ่องศรี มีความชื่นชมในการที่จะสงเคราะห์แก่คนที่ได้ความลำบากด้วยป่วยไข้นี้ด้วย ยอมยกทรัพย์สมบัติของลูกที่ตายให้เป็นส่วนในการทำโรงพยาบาลนี้ เป็นต้นทุน

ด้วยโรงพยาบาลศิริราชเป็นโรงพยาบาลที่ประชาชนจากทุกสารทิศได้เดินทางมาใช้บริการรักษาพยาบาลการเจ็บไข้ได้ป่วยมากจนสถานที่แออัดไม่สามารถบริการให้ประชาชนได้ทั่วถึง คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล จึงได้มีการจัดสร้างสถาบันการแพทย์สยามินทราธิราช

ซึ่งในการสร้างสถาบันการแพทย์สยามินทราธิราชนั้นต้องใช้ทุนทรัพย์จำนวนมาก เพราะค่าก่อสร้างรวมถึง อุปกรณ์ที่จะใช้ในการวิจัยทางการแพทย์นั้นมีราคาสูง ลำพังการสนับสนุนจากรัฐบาล และการเก็บรายได้จากผู้เข้ามารับบริการของโรงพยาบาลศิริราชคงไม่เพียงพอ และที่สำคัญปี 2554 ซึ่งได้เริ่มดำเนินโครงการฯมานั้น เป็นปีมหามงคลของปวงชนชาวไทยทุกหมู่เหล่าที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 84 พรรษา ซึ่งพระองค์ทรงมีพระราชดำริให้จัดสร้างสถาบันการแพทย์สยามินทราธิราชขึ้น

เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติด้วยมหากุศลที่ยิ่งใหญ่ ทางคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และสมาคมศิษย์เก่าแพทย์ศิริราช ในพระบรมราชูปถัมภ์ จึงได้จัดทำโครงการสมทบทุนกองทุนเพื่อสถาบันการแพทย์สยามินทราธิราช และนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ทางการแพทย์ไปสู่ชนบท โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ

1. ให้ประชาชนทุกหมู่เหล่าได้มีส่วนร่วมสืบสานพระราโชบายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงห่วงใย สุขภาพและพลานามัยของประชาชนชาวไทย ด้วยการร่วมทำบุญมหากุศล
2. สมทบทุนกองทุนเพื่อสถาบันการแพทย์สยามินทราธิราช ผ่านศิริราชมูลนิธิ
3. มอบเป็นกองทุนสมาคมศิษย์เก่าแพทย์ศิริราชในพระบรมราชูปถัมภ์ ผ่านศิริราชมูลนิธิ
4. เพิ่มศักยภาพให้กับแพทย์อยู่ในชนบททั่วประเทศ

และทั้งนี้ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และสมาคมศิษย์เก่าแพทย์ศิริราชฯ ได้รับพระบรมราชานุญาตให้จัดสร้างพระ “สมเด็จศิริราชร้อยปี” เพิ่มเติมจากที่เคยจัดสร้างเป็นพระคะแนนและพระเนื้อผงมาแล้วเมื่อปี 2531 โดยได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เชิญอักษรพระปรมาภิไธย ภ.ป.ร.ประดิษฐานไว้ด้านหลังองค์พระ รวมถึงพระราชทานผงจิตรลดา มาเป็นมวลสารด้วย นับว่าเป็นสิ่งที่ เป็นมงคลอย่างยิ่ง และในปี 2553 ที่ได้จัดสร้างเพิ่มเติมขึ้นมาใหม่นี้ เป็นพระพุทธรูปบูชา และเหรียญทองแดงรมดำ

นอกจากนั้นยังมีพระชุด “เบ็ญจภาคีมหามงคล” พระยอดขุนพลเนื้อชิน ซึ่งเป็นพระที่ควรคู่เก็บสะสมไว้บูชา โดยเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) ได้พระเมตตาถวายพระนามให้ พร้อมทั้งประทานอนุญาตให้นำนามของเจ้าประคุณสมเด็จเกี่ยวฯ ประทับด้านบนของกล่องบรรจุ รวมถึงประทานอนุญาตนำพระพุทธคุณลายนามเจ้าประคุณสมเด็จเกี่ยวฯ อ.อุ.ม. ประทับด้านหลังพระยอดขุนพลเนื้อชินทั้ง 5 องค์ นับว่าเป็นมหามงคลอย่างสูงยิ่งที่ยากจะหาโอกาสเช่นนี้ได้อีกแล้ว พระชุดนี้ได้มีการทำพิธีขออนุญาตจากวัดกรุต้นกำเนิดทั้ง 5 วัด เรียบร้อยแล้ว ใช้เวลาในการดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2551 และเสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ.2554 ซึ่งทางคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และสมาคมศิษย์เก่าแพทย์ศิริราชฯ จะได้มอบเป็นที่ระลึกมอบให้ผู้ที่ร่วมสมทบทุนกับโครงการฯในครั้งนี้

พระร่วงโรจนฤทธิ์

เมื่อ พ.ศ. 2451 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้งยังทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้เสด็จประพาสหัวเมืองเหนือ ได้ทอดพระเนตรพระพุทธรูปเก่าแก่หลายองค์ โดยเฉพาะองค์หนึ่งที่เมืองศรีสัชนาลัย มีพุทธลักษณะงดงามต้องพระราชหฤทัย แต่องค์พระชำรุดเสียหายมาก ยังคงเหลืออยู่แต่พระเศียรกับพระหัตถ์ข้างหนึ่งและพระบาท พอสันนิษฐานได้ว่าเป็นปางห้ามญาติ จึงโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญลงมากรุงเทพฯ แล้วใช้ช่างปั้นขึ้นให้เต็มองค์ ครั้นเมื่อพระองค์ได้เสด็จเถลิงถวัลราชสมบัติแล้ว ต่อมาในปี พ.ศ. 2454 จึงโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากฤษดาภินิหาร กรมพระนเรศร์วรฤทธิ์ เสนาบดีกระทรวงโยธาธิการ จัดทำประมาณการค่าใช้จ่ายในการหล่อปฏิสังขรณ์ และดำเนินการจัดหาช่างทำการปั้นหุ่นสถาปนาขึ้นให้บริบูรณ์เต็มองค์พระพุทธรูป เมื่อการปั้นพระพุทธรูปนั้นบริบูรณ์เสร็จ เป็นอันจะเททองหล่อได้แล้ว จึงโปรดเกล้าฯ ให้จัดการพระราชพิธีสถาปนาพระพุทธรูปพระองค์นั้นที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร ในวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2456 ซึ่งเป็นกับวันเฉลิมพระชนมพรรษา หล่อเสร็จได้องค์พระสูงแต่พระบาทถึงพระเกศ 12 ศอก 4 นิ้ว แล้วโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญออกจากกรุงเทพฯ ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2457 เพื่อไปประดิษฐานยังพระวิหารพระปฐมเจดีย์ เจ้าพนักงานจัดการตกแต่งต่อมาจนแล้วเสร็จในวันที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2458 ต่อมาวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2466 ระหว่างประทับแรม ณ พลับพลาเจ้าเจ็ด อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้ทรงพระอนุสรณ์คำนึงถึงพระพุทธรูปองค์นี้ว่ายังไม่ได้สถาปนาพระนาม จึงประกาศกระแสพระบรมราชโองการเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2466 ถวายพระนามพระพุทธรูปองค์นี้ว่า พระร่วงโรจน์ฤทธิ์ ศรีอินทราทิตย์ธรรโมภาส มหาวชิราวุธราชบูชนิยบพิตร์

มูลนิธิส่งเสริมยุวเกษตรกรไทย ในพระราชูปถัมภ์

พุทธลักษณะ : ปางมารวิชัยขัดสมาธิราบ ศิลปกรรม : พระพุทธรูปศิลปะรัตนโกสินทร์ ทรงเครื่องประทับบนอาสนะบัลลังค์

ประกอบด้วยผ้าทิพย์ประดับลวดลาย พระเกจิที่ร่วมปลุกเสกในพิธี

1.พระภาวนาวิสุทธิโสภณ (พระมหาสุรศักดิ์) วัดประดู่ พระอารามหลวง จังหวัดสมุทรสงคราม

2.พระครูสมุห์คำนวณ ปริสุทโธ วัดแก้งเจริญ จังหวัดสมุทรสงคราม

3.พระครูมนูญสีลสังวร (หลวง่พอแถม) วัดช้างแทงกระจาด จังหวัดเพชรบุรี

4.พระอาจารย์เทพ กนตสีโล วัดละมุด จังหวัดสมุทรสงคราม

วัดคลองเตยใน กรุงเทพมหานคร

ประวัติความเป็นมา
วัดคลองเตยใน ถูกสร้างขึ้นเมื่อประมาณปีพุทธศักราช 2350 โดยราษฎรเป็นผู้จัดสร้าง อยู่ในเขตอำเภอพระโขนง จังหวัดพระนครในสมัยนั้น ทิศตะวันออกจรดคลองเตย (ที่เรียกว่าคอลงเตย เพราะเดิมสองฟากฝั่งคลอง เต็มไปด้วยต้นเตย ชาวบ้านจึงนิยมพายเรือมาเก็บใบเตยนำไปใช้ประกอบในส่วนของขนมไทย ปัจจุบันถูกถมทับเป็นบ้านเรือนประชาชนเกือบทั้งหมด) ทิศเหนือ ทิศตะวันตก และทิศใต้จรดคลังน้ำมันเชลล์ มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 12 ไร่ เคยเป็นที่ตั้งของสโมสรไลออนส์ดุสิต กรุงเทพฯ และเป็นที่ตั้งฝ่ายสาธารณสุข เทศบาลนครกรุงเทพ ปัจจุบันเหลือเพียงโรงเรียนวัดคลองเตยตั้งอยู่ในบริเวญข้างวัดเท่านั้น

วัดนาคกลางวรวิหาร กรุงเทพมหานคร

วัดดนาคกลาง เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร มีเนื้อที่ทั้งสิ้น จำนวน 47 ไร่ 1 งาน 88 ตารางวา เป็นวัดโบราณ มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ความเป็นมาตอนหนึ่งว่า เดิมมี 3 วัด คือ
วัดนาค ปัจจุบันคือวัดพระยาทำวรวิหาร ตั้งอยู่ทางฝั่งเหนือคลองมอญ
วัดกลาง ปัจจุบันคือวัดนาคกลางวรวิหาร ตั้งอยู่ทางฝั่งใต้คลองมอญ
วัดน้อย ปัจจุบันคือที่ตั้งโรงเรียนทวีธาภิเศก และเคหสถานที่เช่าปลูกอาศัย
วัดทั้งสามนี้ มีข้อสันนิษฐานว่าน่าจะได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวงตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี ดังข้อความที่ปรากฏว่าในหนังสือเรื่อง “ตำนานวัตถุสถานที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนา” ตอนหนึ่งว่า


“ในสมัยที่กรุงธนบุรีเป็นราชธานีอยู่ 15 ปี ต้องทำศึกสงครามอยู่ทุกปีมิได้ขาด การกู้บ้านเมืองจึงมีโอกาสแต่เพียงรวบรวมราชอาณาเขตซึ่งแตกเป็นหลายก๊กกลับเป็นประเทศเดียวกันได้ดังแต่ก่อน แต่การที่จะก่อสร้างทำนุบำรุงบ้านเมืองให้กลับคืนดีดังเก่า ไม่มีโอกาสและกำลังที่จะทำได้เท่าใดนัก ด้วยเหตุนี้จึงมิใคร่ปรากฏวัตถุสถานที่สร้างในสมัยกรุงธนบุรี แม้ที่มีอยู่บ้างก็พึงสังเกตได้ว่าฝีมือช่างอยู่ข้างเลว เพราะช่างครั้งกรุงศรีอยุธยาถูกพม่ากวาดเอาไปเสีย ช่างที่มีในกรุงธนบุรีก็พึ่งฝึกหัดขึ้นใหม่ ยังมิทันที่จะเชี่ยวชาญ ถึงในการอื่น ๆ เช่น แต่งหนังสือ เป็นต้น ก็เป็นทำนองเดียวกัน ตลอดจนในฝ่ายพุทธจักรก็ต้องเป็นแต่สมมติวัดราษฎร์เป็นพระอารามหลวง และเที่ยวหาพระสงฆ์ ซึ่งเหลืออยู่ตามหัวเมือง มาเลือกสรรตั้งเป็นพระราชาคณะปกครองสังฆมณฑล...”
ถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ จึงมีกรณีรวมชื่อวัด วัดนาค ให้ชื่อใหม่ว่า วัดพระยาทำ โดยเอาชื่อเดิมมารวมเข้ากับ วัดกลางและวัดน้อย ได้ชื่อใหม่ว่า “วัดนาคกลาง” เมื่อ พ.ศ. 2323 สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ดังความในพระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา ว่า
“ขณะนั้น พระพุฒาจารย์ ซึ่งเป็นศิษย์สมเด็จพระสังฆราชไปเข้าพวกพระธรรมธีรราชมหามุนี วัดหงส์ ปรึกษาเห็นด้วยกันว่า วัดนาค กับ วัดกลาง มีอุปจารใกล้กันนักจะมีพัทธสีมาต่างกันนั้นมิควรจะมีพัทธสีมาแห่งเดียว ร่วมกระทำ อุโบสถสังฆกรรมในพัทธสีมาอันเดียวกัน จึงให้พระพุฒาจารย์ เป็นผู้เข้าถวายพระพรสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระองค์จึงดำรัสให้ประชุมพระราชาคณะปรึกษาพร้อมกัน ณ วัดบางหว้าใหญ่ ในสำนักสมเด็จพระสังฆราชว่า จะควรมิควร ประการใด และพระราชาคณะทั้งปวงมีสมเด็จพระสังฆราชเป็นประธาน ปรึกษาเห็นพร้อมกันว่า พระอารามทั้งสองนั้นมีคลองคั่นเป็นเขต ควรจะมีพัทธสีมาต่างกันได้ ด้วยมีตัวอย่างมาแต่โบราณ ครั้งกรุงเก่านั้นพระอารามใกล้ ๆ กัน มีอุโบสถ ผูกพัทธสีมาต่าง ๆ กัน มีมาแต่ก่อนเป็นอันมาก...”

วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร

วัดบวรนิเวศวิหารมีสถาปัตยกรรมแบบไทยผสมจีน ภายในพระอุโบสถมีพระพุทธรูปสำคัญอยู่ 2 องค์เป็นพระประธาน คือ พระพุทธสุวรรณเขต (หลวงพ่อโต) ที่อัญเชิญมาจากวัดสระตะพาน จังหวัดเพชรบุรี และพระพุทธชินสีห์ อัญเชิญมาจากวิหารทิศเหนือ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดพิษณุโลก ใต้ฐานพุทธบัลลังก์ พระพุทธชินสีห์ พระประธานในพระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร เป็นที่บรรจุพระบรมราชสรีรางคารพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงเคยผนวช ณ วัดนี้เมื่อยังทรงดำรงพระอิสริยยศที่สยามมกุฎราชกุมาร


ถัดจากพระอุโบสถออกไปเป็นเจดีย์กลมขนาดใหญ่ สร้างรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หุ้มกระเบื้องสีทอง รอบฐานพระเจดีย์มีศาลาจีนและซุ้มจีน ถัดออกไปเป็นวิหารเก๋งจีน นอกจากนี้ก็มีจิตรกรรมฝาผนังฝีมือขรัวอินโข่ง บริเวณรอบเจดีย์มีพระพุทธรูปสำคัญองค์หนึ่ง คือ พระไพรีพินาศ

ระหว่างที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงผนวชและประทับที่วัดบวรนิเวศวิหาร โปรดเกล้าฯ ให้ประติมากรของกรมศิลปากรปั้นหุ่นและสร้างพระพุทธรูปปางห้ามสมุทร โดยเสด็จพระราชดำเนินหล่อพระพุทธรูปเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2499 สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ได้ถวายพระนามพระพุทธรูปองค์นี้ว่า "พระพุทธนาราวันตบพิตร

วัดยายร่ม กรุงเทพมหานคร

วัดยายร่ม เป็นวัดเก่าแก่อายุเกือบสองร้อยปีที่ นางร่ม ชาวบางมด ได้ริเริ่มสร้างขึ้นมาให้ชาวบ้านย่านบางมดได้ใช้เป็นสถานที่บำเพ็ญบุญ ปฏิบัติศาสนกิจตามวิถีชีวิตอย่างชาวพุทธ นับตั้งแต่สร้างวัดขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ.2365 จนถึงปัจจุบัน วัดแห่งนี้มีอายุกว่า 180 ปี สร้างอุโบสถมาแล้ว 3 หลัง

  พระครูโสภิตบุญญาทร เจ้าอาวาสวัดยายร่ม แขวงบางมด เขตจอมทอง กรุงเทพฯ กล่าวว่า จากคำบอกเล่าของญาติโยมผู้สูงอายุชาวบางมด ผู้ใกล้ชิดกับวัดยายร่ม เล่าให้ฟังว่าได้รับการถ่ายทอดจากปู่ย่าตายาย อุโบสถหลังแรกของวัดยายร่ม เป็นอุโบสถที่สร้างด้วยไม้ หลังไม่ใหญ่นัก มีพระพุทธรูปองค์เล็ก หน้าตักประมาณ 19 นิ้ว เป็นพระประธานในอุโบสถ

  ซึ่งปัจจุบันพระพุทธรูปองค์นี้ประดิษฐานอยู่บนฐานชุกชี แถวหน้าด้านขวาสุดของพระประธานในอุโบสถวัดยายร่ม นอกจากโบสถ์แล้วก็มีศาลาการเปรียญหนึ่งหลังและกุฏิอีกหนึ่งหลัง ซึ่งต่อมาได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาประมาณปี พ.ศ.2478 มีเอกสารอ้างอิงประวัติความเป็นมาของวัด ที่พอจะค้นหาได้คือหนังสือพระราชพิธีสิบสองเดือน พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งกรมศิลปากรจัดพิมพ์ขึ้น





  เมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ.2509 หน้า 416-417 (รุ่นใหม่ 440-441) เรื่องวิสาขบูชา มีเนื้อความว่า "แต่วัดที่ออกชื่อมาแล้ว 66 วัด วัดนี้ไม่ได้อยู่เองคงจะเพิ่มเติมขึ้นตามที่สร้างใหม่อย่างเทียนพรรษา แต่วัดจุฬามณีวัดหนึ่ง ซึ่งมีชื่อมาข้างบนไม่รู้จักว่าวัดใด ได้สอบถามทั้งพระคฤหัสถ์หลายแห่งก็ไม่ได้ความ ไล่ไปมาก็เวียนลงวัดจุฬามณีกรุงเก่าเสียบ้าง ได้เค้าแล้วเลือนหายไป ภายหลังเมื่อทำหนังสือแล้วกรมหมื่นประจักษ์ให้ปลัดวังขวาไปสืบตามเค้าที่สังเกตในบัญชีว่าเหมือนหนึ่งจะเป็นฝ่ายตะวันตก ไปได้ความจากนายเกด ตำรวจวังหน้า อายุ 78 ปี อำแดงปาน อายุ 77 ปี ซึ่งอยู่ในคลองบางมด แจ้งความว่า คือวัดที่ราษฎรเรียกชื่อว่า "วัดยายร่ม" ในคลองบางมดนั่นเอง เป็นวัดจุฬามณี ว่าเดิมทียายร่มเป็นผู้สร้าง มีโบสถ์ผ่ากระดานหลังหนึ่ง ศาลาการเปรียญหลังหนึ่ง และกุฏิหลังหนึ่ง"

  พุทธศาสนิกชนและประชาชนทั่วไปที่ได้ไปเยี่ยมชมวัดยายร่มจะต้องทึ่งกับโบสถ์ไม้สักขนาดใหญ่ แกะสลักสถาปัตยกรรมไทย เรื่องราวทางพระพุทธศาสนาและวรรณคดีให้ได้ชมและค้นคว้าศึกษาหาความรู้ ประกอบด้วย รูปพุทธประวัติ 32 รูป, รูปพระเวสสันดรชาดก 14 รูป, รูปพระเจ้า 10 ชาติ 10 รูป, รูปรามเกียรติ์ 20 รูป, สลักประตู หน้าต่าง 14 ภาพ, พระมาลัย 14 ภาพ, พาหุง พระพุทธเจ้าชนะมาร 8 ภาพ, ภาพปริศนาธรรมโดยพุทธทาสภิกขุ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ประดิษฐานอยู่หน้าพระประธานภายในอุโบสถ "หลวงพ่อพุ่ม" ซึ่งเป็นปูชนียวัตถุโบราณที่มีชื่อเสียง เป็นที่เคารพบูชาของชาวบ้าน พุทธลักษณะปางสมาธิหน้าตักกว้าง 31 นิ้ว สูง 48 นิ้ว พระพุทธรูปองค์นี้เป็นการตั้งตามนามของผู้อุปถัมภ์วัดยายร่ม แต่ไม่ใช่เป็นพระประธานในโบสถ์ เป็นองค์ที่รองมาจากพระประธาน เนื้อจะหล่อด้วยสัมฤทธิ์ มีประชาชนมาปิดทองไว้เต็มไปหมดทั้งองค์พระ จนมีความหนาเนื้อนุ่มนิ่มไปทั้งองค์พระ เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ประชาชนทั่วไปรู้จักกันดี มีผู้เคารพศรัทธาเป็นจำนวนมาก ไม่แต่เฉพาะท้องถิ่นเท่านั้น

วัดอาวุธวิกสิตาราม กรุงเทพมหานคร

     ในบรรดาแม่ชีผู้ปฏิบัติธรรมที่ได้รับการยอมรับว่า ท่านมีจิตอันบริสุทธิ์และเปี่ยมด้วยเมตตาจนสำเร็จถึงขั้น จตุตถฌาน หรือ ฌาน4 ก็คือท่านแม่ชีบุญเรือน โตงบุญเติม ซึ่งนอกเหนือจากการสำเร็จในฌาน ทั้ง 4 แล้ว แม่ชีบุญเรือน ท่านยังได้เพียรพยายามฝึกจิต และสมาธิอย่างแรงกล้า ทั้งได้ประกอบการบุญอันเป็นอานิสงส์แห่งชีวิตอย่างสูงส่ง จนท่านสำเร็จในอภิญญา 6 กล่าวคือ

1.อิทธิวิธี คือแสดงฤทธิ์ได้ ปรากฏว่าแม่ชีบุญเรือนได้กระทำมาแล้วหลายวิธี เช่น อธิษฐานต้นมะม่วงต้นเล็กๆ ให้ออกดอกได้ภายในคืนเดียว เดินกลางฝนไม่เปียก เรียกฝนให้ตกได้ ขอให้ฝนหยุดตกได้ ฯลฯ

2. ทิพโสต หรือที่เรียกว่าหูทิพย์ แม่ชีบุญเรือนสามารถบอกเล่าเรื่องราวที่คนอยู่ไกลๆ พูดกัน ให้คนใกล้ชิดท่านฟังได้อย่างถูกต้อง ฯลฯ

3. เจโตปริยญาณ อันได้แก่การกำหนดจิตให้แก่ผู้อื่น ในเวลาที่แม่ชีบุญเรือนสนทนากับใคร ไม่ว่าใครจะคิดหรือจะพูดอะไรกับแม่ชี ท่านก็สามารถทราบได้ด้วยฌานวิเศษของท่าน ฯลฯ

4. บุพเพนิวาสานุสสติญาณ ได้แก่การระลึกชาติได้ แม่ชีบุญเรือนได้เคยเล่าเรื่องราว ชาติภพก่อน ให้ลูกๆ และคณะศิษย์ ได้ฟัง รวม 3 ชาติ แม้ว่าเรื่องระลึกชาติ เป็นเรื่องที่พิสูจน์ยาก แต่แม่ชีบุญเรือนเป็นผู้ยึดมั่น

ในศีล 5 ก็ทำให้เชื่ออย่างมั่นคงว่าสิ่งที่ท่านพูดนั้นเป็นความจริง

5. ทิพจักษุ หรือตาทิพย์ การมองเห็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่พึงประสงค์ แม้ว่าสิ่งนั้นจะอยู่ห่างไกล ต่างบ้านต่างเมืองก็ตาม แต่เรื่องตาทิพย์นี้ ท่านได้เคยบอกเล่าให้คณะศิษย์ฟัง ฯลฯ

6. อาสวักขยญาณ คือ ทำให้พ้นจากทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ท่านได้สำเร็จในข้อนี้ ผู้ที่เดินทางมาหาท่านไม่ว่าจะใกล้หรือไกล จะยากดีมีหรือจน ก็จะได้รับความเมตตาเท่าเทียมกัน

     จากการที่ท่านได้อภิญญาทั้งหมด ทำให้แรงอธิษฐานธรรมประจุพระพุทธรูป และพระเครื่องสำคัญ รวมไปถึงสิ่งของต่างๆ มีความเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์อย่างมาก รวมไปถึงพระเครื่องชุดสำคัญ คือ พระพุทโธองค์ใหญ่ ซึ่งได้จัดทำพิธีหล่อสร้างที่วัดสัมพันธวงศ์ เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2496 แล้วสมโภชครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 4 ถึง 13 มีนาคม 2499 ก่อนจะอัญเชิญไปวัดสารนารถธรรมาราม อ.แกลง จ.ระยอง เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2499 และประดิษฐานอยู่ในอุโบสถวัดสารนาถธรรมารามจนถึงปัจจุบัน ท่านอธิษฐานจิตให้ตลอดการดำเนินงาน


วัดอินทรวิหาร กรุงเทพมหานคร

วัดอินทรวิหาร ( วัดอินทร์ ) อยู่บนถนนวิสุทธิกษัตริย์ ใกล้สี่แยกบางขุนพรหม คนละฝั่งกับธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นวัดที่มีมาก่อนสมัยรัตนโกสินทร์ เดิมเรียกว่า วัดบางขุนพรหมนอก การบูรณะครั้งสำคัญซึ่งทำให้ได้ชื่อว่าวัดอินทาราม คือ เมื่อรัชกาลที่๑ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานที่ดินในตำบลบางขุนพรหม ให้เป็นที่ตั้งบ้านเรือนของครอบครัวเชลยชาวเวียงจันทร์ เจ้าอินทร์ผู้เป็นน้าชายของเจ้าน้อยเขียวค่อมพระสนมเอก ได้บูรณะพระอารามขึ้นและนิมนต์เจ้าคุณพระอริญญิก พระสงฆ์ชาวเวียงจันทร์ที่อพยพมาด้วยกันขึ้นปกครองวัด

ต่อมามีการบูรณะอีกครั้งหนึ่ง ผู้บูรณะคือ เจ้าอินทวงศ์ พระราชโอรสในสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิ์พลเสพ
เจ้าคุณพระอรัญญิก เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านวิปัสนาธุระ เคยเป็นพระอาจารย์ของสมเด็จพระพุฒาจารย์ ( โต ) วัดระฆังโฆสิตาราม ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มสร้างหลวงพ่อโต พระพุทธรูปยืนขนาดใหญ่ประจำวัดขึ้น แต่สร้างได้สูงเพียงพระนาภี สมเด็จพุฒาจารย์ ( โต ) ก็ถึงแก่มรณภาพ การก่อสร้างเสร็จสิ้นในสมัยรัชกาลที่ ๗

หลวงพ่อโต เป็นพระพุทธรูปปางอุ้มบาตร เมื่อสร้างเสร็จทางวัดได้จัดงานสมโภช ๓ วัน ระหว่างวันที่ ๔ - ๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๑ นับแต่นั้นมาก็มีการจัดงานนมัสการหลวงพ่อโตเป็นประจำทุกปี
รัชกาลที่ ๖ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อเป็น วัดอินทรวิหาร ด้วยทรงเห็นว่าชื่อไปพ้องกับ วัดอินทาราม ( วัดบางยี่เรือใต้ ) ทางฝั่งธนบุรี ส่วนชาวบ้านนิยมเรียกว่า วัดอินทร์ วัดอินทร์บางขุนพรหม หรือ วัดหลวงพ่อโต

วัดไตรมิตรวิทยาราม

วัดไตรมิตรวิทยาราม ตั้งอยู่ที่ถนนตรีมิตร แขวงตลาดน้อย เขตสัมพันธวงศ์ เป็นวัดโบราณอยู่ในที่ลุ่มพระอารามเป็นเรือนไม้ มีชื่อเดิมว่า "วัดสามจีน" เข้าใจกันว่า ชาวจีน 3 คนร่วมกันสร้างพระอารามเพื่อเป็นวิหารทานการบุญ ในปี พ.ศ. 2477 พระมหากิ๊ม สุวรรณชาต ผู้รักษาการในหน้าที่เจ้าอาวาสเป็นผู้ริเริ่มปรับปรุงวัด ต่อมาในปี พ.ศ. 2480 ได้รับอนุมัติจากมหาเถรสมาคมให้ปรับปรุงสภาพวัดให้ดีขึ้น ปี พ.ศ. 2482 พ่อค้าประชาชน คณะครูและนักเรียน ได้ร่วมกันปฏิสังขรณ์และเปลี่ยนนามใหม่ เป็นชื่อ "วัดไตรมิตรวิทยาราม" ซึ่งมีความหมายว่า เพื่อน 3 คนร่วมกันสร้างวัดนี้ ประกอบกับวัดเป็นที่ตั้งโรงเรียนปริยัติธรรมและโรงเรียนไตรมิตรวิทยาลัยของรัฐบาลอยู่ภายในบริเวณวัด
ตั้งอยู่ถนนเจริญกรุง แขวงตลาดน้อย เขตสัมพันธวงศ์ เป็นวัดโบราณเก่าแก่ที่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างในยุดใด เมื่อก่อนนั้น จะมีชื่อว่า วัดสามจีน เพราะมีเรื่องเล่าว่ามีชาวจีน 3 คน ช่วยกันก่อสร้างวัดนี้ขึ้นมา แต่อีกสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของวัด ก็คือ พระมหามณฑป ซึ่งพระมหามณฑปนี้ เป็นที่ประดิษฐานองค์ พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร หรือ หลวงพ่อทองคำ ที่วิจิตรงดงามอย่างมาก และยังเป็นการเฉลิมพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 9 อีกด้วยค่ะ โดยภายในพระมหามณฑป จะมีทั้ง ศูนย์ประวัติศาสตร์เยาวราช ประวัติความเป็นมาของย่านจีนสำเพ็ง-เยาวราช นิทรรศการพระพุทธรูปทองคำ ที่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการกำเนิดพระพุทธรูปต่างๆ จนมาถึง หลวงพ่อทองคำนั่น
ภายใน “พระมหามณฑป” ประกอบด้วย
ชั้น 2 “ศูนย์ประวัติศาสตร์เยาวราช” ทำความรู้จักกับชุมชนชาวจีนสำเพ็ง – เยาวราช อันเป็นย่านการค้าเก่าแก่ที่สำคัญของกรุงเทพฯ ซึ่งเติบโตขึ้นจากการก่อร่างสร้างตัวของชาวจีนที่เข้ามาทำมาหากินในเมืองไทย
ชั้น 3 “นิทรรศการพระพุทธรูปทองคำ” ภายในจะมีห้อง Multimedia Theatre ที่จัดแสดงสื่อผสม แสง เสียง และภาพ Animation ประกอบกับโมเดลวัดมหาธาตุกลางเมืองสุโขทัย เล่าเรื่องราวตั้งแต่เริ่มกำเนิดพระพุทธรูปขึ้นในโลก และพัฒนาการมาสู่พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร
ชั้น 4 ประดิษฐาน “พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร” หรือ “พระพุทธรูปทองคำสุโขทัยไตรมิตร” หรือจะเรียกสั้นๆ ภาษาชาวบ้านว่า “หลวงพ่อทองคำ” พระพุทธรูปปางมารวิชัย ที่สร้างจากเนื้อทองคำบริสุทธิ์ จนได้รับการจดบันทึกลง “กินเนสบุ๊ค” ว่าเป็น “พระพุทธรูปทองคำบริสุทธิ์ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก”
หลวงพ่อทองคำ นี้ ถือได้ว่าเป็นพระพุทธรูปสำคัญคู่บ้านคู่เมืองมาตั้งแต่ในอดีตเลย ด้วยความประณีตของพุทธศิลปะ และทำจากเนื้อทองคำบริสุทธิ์นี้ เป็นสิ่งที่หาได้ยากมากๆ นอกจากนั้นหลวงพ่อทองค้ำนี้ ยังได้รับการจดบันทึกลงกินเนสบุ๊ค ว่าเป็น พระพุทธรูปทองคำบริสุทธิ์ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก อีกด้วย
นอกจากนี้ก็ยังมีสิ่งก่อสร้างอื่นๆ ภายใน วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร ทั้ง พระอุโบสถ ที่ประดิษฐานพระพุทธรูปนามว่า พระพุทธทศพลญาณ หรือ หลวงพ่อโตวัดสามจีน หรือ หลวงพ่อวัดสามจีน ค่ะ รวมไปถึง พระวิหาร และ ธรรมาสน์ลายทองเท้าสิงห์
แสดง   10 20 30