ภาคกลาง

วัดจุฬามณี สมุทรสงคราม

    ประวัติวัดจุฬามณี ตำบลบางช้าง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม วัดจุฬามณี ตำบลบางช้าง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม วัดจุฬามณี ตั้งอยู่ที่เลขที่ ๙๓ หมู่ ๙ ตำบลบางช้าง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม อยู่ติดถนนสายสมุทรสงคราม-บางแพ ด้านหน้าติดกับคลองอัมพวา เชื่อมติดต่อกับคลองบางผีหลอก ห่างจากตัวจังหวัดสมุทรสงครามราวประมาณ ๗ กิโลเมตรเศษ และห่างจากที่ตั้งที่ว่าการอำเภออัมพวาประมาณ ๒ กิโลเมตร ด้านทิศเหนือติดกับถนนสายสมุทรสงคราม-บางแพ ทิศใต้ติดกับคลองอัมพวา

     วัดจุฬามณี เป็นวัด เก่าแก่โบราณ มีความสำคัญในประวัติศาสตร์เกี่ยวกับ ราชวงศ์จักรี ฝ่ายราชนิกุล(ตระกูลบางช้าง) วัดจุฬามณี เดิมมีชื่อเรียกว่า วัดแม่เจ้าทิพย์ ตามประวัติสืบมาได้ว่า วัดนี้สร้างมาแต่รัชสมัยพระเจ้าปราสาททอง มีกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ตามประวัติว่าท่านท้าวแก้วผลึก(น้อย) ธิดาคน หนึ่งของท่านพลาย ซึ่งเป็นนายตลาดบางช้าง มีหน้าที่เก็บภาษีอากรขนอนตลาด จึงมีทรัพย์และรายได้มากชั้นเศรษฐีผู้หนึ่ง จึงได้สร้างวัดจุฬามณี ขึ้นมาใหม่วัดจุฬามณีได้รับความอุปถัมป์ทำนุบำรุงจากมหาอุบาสก และมหาอุบาสิกาสำคัญ ซึ่งต่อมาภายหลังเป็นต้นราชวงศ์จักรี โดย ภูมิประเทศแห่งนี้เป็นที่ประสูติของเจ้าผู้ครองประเทศไทยสืบต่อกันมา

     วัดจุฬามณี อำเภออัมพวา จ.สมุทรสงคราม ตั้งอยู่บนทางหลวงหมายเลข 325 (สมุทรสงคราม-บางแพ) กิโลเมตร 34–35 ตำบลบางช้าง เป็น วัดโบราณริมฝั่งคลองอัมพวาต่อเนื่องกับคลองผีหลอก วัดนี้สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายรัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง สันนิษฐานว่า ท้าวแก้วผลึก (น้อย) นายตลาดบางช้าง ต้นวงศ์ราชินิกุลบางช้างเป็นผู้สร้างขึ้น บริเวณหลังวัดเดิมเป็นนิวาสสถานของคุณนาค (สมเด็จพระอมรินทรามาตย์พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 1) และคุณบุญรอด (สมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์ พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 2)

ลำดับจ้าอาวาส วัดจุฬามณี ที่สืบได้มีดังนี้
๑.พระอธิการอิน มรณภาพ
๒.พระอธิการเนียม มรณภาพ
๓.พระอาจารย์แป๊ะ ลาสิกขาบท
๔.พระอาจารย์ปาน ลาสิกขาบท
๕.หลวงพ่ออ่วม มรณภาพ
๖.พระอาจารย์นุ่ม มรณภาพ
๗.หลวงพ่อแช่ม มรณภาพ
๘.หลวงพ่อเนื่อง (พระครูโกวิทสมุทรคุณ เนื่อง โกวิโท)เถาสุวรรณ มรณภาพ
๙.พระอาจารย์อิฏฐ์ (พระครูโสภิตวิริยาภรณ์ อิฏฐ์ ภทฺทจาโร) น้อยมา องค์ปัจจุบัน

สามสิ่งที่อยู่คู่วัด ซึ่งเป็นไฮไลต์ที่นักท่องเที่ยวทุกคนไม่ควรพลาดเมื่อมาเยือนวัดนี้ ได้แก่

1. สังขารไม่เน่าเปื่อยของหลวงพ่อเนื่อง โกวิท อดีตเจ้าอาวาส
2. อุโบสถจตุรมุขหินอ่อนที่มีความสวยงาม โดยอุโบสถหลังนี้มีขนาดกว้าง 40 เมตร ยาว 80 เมตร ปูพื้นด้วยหินหยกสีเขียวจากเมืองการาจี ประเทศปากีสถาน ภายประดิษฐานพระประธานบนฐานสูง บานหน้าต่างด้านนอกลงรักฝังมุกเป็นภาพตราพระราชลัญจกร ตั้งแต่รัชกาลที่ 1 ถึง รัชกาลปัจจุบัน พระนามาภิไธยของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ ตลอดจนภาพเครื่องอิสริยาภรณ์ชั้นต่างๆ นอกจากนี้บริเวณฝาผนังโดยรอบพระอุโบสถ ยังมีภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธประวัติและนิทานชาดกที่ประณีต ฝีมือของจิตรกร หญิงนิตยา ศักดิ์เจริญ ซึ่งใช้เวลาในการวาดนานถึง 6 ปี
3. องค์ท่านพ่อท้าวเวสสุวรรณ หรือท้าวเวสสุวัณ ตามความเชื่อของพระพุทธศาสนาที่มีสี่ภาค รวมทั้งคาถาขอพร ร้านขายขนมทองม้วนสูตรโบราณที่สืบทอดวิธีการทำมาแต่ดั้งเดิม ตั้งอยู่บริเวณถนนทางเข้าวัด

     ท้าวเวสสุวรรณวัดจุฬามณี ในความเชื่อแต่โบราณนั้น เขาว่ากันว่า มีภพภูมิทั้งชั้นมนุษย์ ชั้นสวรรค์เทวดา และชั้นนรกภูมิ โดยจะมีภพภูมิหนึ่งที่ทับซ้อนแล้วอยู่ใกล้เคียงกับชั้นมนุษย์มากที่สุด นั่นคือสวรรค์ชั้น จตุมหาราช โดยมี เทพราชาสี่องค์ คอยปกปักรักษาอยู่ตามทิศต่างๆ ราชาแห่งยักษ์ละเหล่าภูติผี มีลักษณ์เป็นยักษ์ร่างใหญ่ แลดูน่ายำเกรง แต่ถือว่าเป็นจอมยักษ์ที่ให้คุณ โดยจะปกป้องคุ้มครองคนที่ประพฤติดี ให้ปลอดภัยจากอันตราย การรบการของพลังร้าย ผีและมนต์ดำ และบ่อยครั้งก็มักจะมีสำนักวิชาหลายสำนัก สถาปณาวัตถุมงคลที่ เป็นรูปยักษ์ที่เรียกว่าท้าวเวสสุวรรณ สำหรับใส่คล้องคอเพื่อป้องกันอันตราย

พุทธคุณ เน้นไปในการสร้างท้าวเวสสุวรรณ ที่สามารถเช่าบูชาได้จากวัดนี้ การไหว้ท้าวเวสสุวรรณคือ ธูป 9 ดอก กุหลาบแดง 9 ดอก แล้วตั้งนะโนสามจบ แล้วท่องคาถาว่า

     อิติปิ โส ภะคะวา ยมมะราชาโน ท้าวเวสสุวรรณโณ
มะระณัง สุขัง อะหัง สุคะโต นะโม พุทธายะ
ท้าวเวสสุวรรณโณ
จาตุมะหาราชิกา ยักขะพันตาภัทภูริโต
เวสสะ พุสะ พุทธัง อะระหัง พุทโธ ท้าวเวสสุวรรณโณ นะโม พุทธายะ


สนใจเช่าบูชา วัตถุมงคล >>>> วัดจุฬามณี สมุทรสงคราม


วัดท่าช้าง ตาก

วัดท่าช้าง ตั้งอยู่ที่บ้านไม้งาม หมู่ที่ 4 ตำบลไม้งาม อำเภอเมือง จังหวัดตาก สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ 6 ไร่ 3 งาน 36 ตารางวา อาณาเขต ทิศเหนือยาว 19 วา
ติดต่อกับที่ดินนายแดง และนายโหง ทิศใต้ยาว 19 วา ติดต่อกับทางเดิน ทิศตะวันออกยาว 32 วา ติดต่อกับคลองส่งน้ำชลประทาน ทิศตะวันตกยาว 32 วา ติดต่อกับถนนหลวง และมีที่ธรณีสงฆ์ 1 แปลง


เนื้อที่ 6 ไร่ 3 งาน พื้นที่ตั้งวัดเป็นพื้นที่ราบลุ่มอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำปิง อาคารเสนาสนะต่างๆ มีหอสวดมนต์กว้าง 8 เมตร ยาว 10 เมตร สร้าง พ.ศ. 2500 กุฎีสงฆ์จำนวน 3 หลัง เป็นอาคารครึ่งตึกครึ่งไม้ 1 หลัง อาคารไม้ 2 หลัง สำหรับปูชนียวัตถุ พระประธาน 2 องค์ วัดท่าช้าง สร้างขึ้นเป็นวัดนับตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. 2340 ประชาชนร่วมใจกันจัดสร้างวัดนี้ มีพระภิกษุจำพรรษา 10 รูป สามเณร 2 รูป เจ้าอาวาสที่ทราบมี 3 รูป คือ รูปที่ 1 หลวงพ่อสาน รูปที่ 2 หลวงพ่อคำมูล รูปที่ 3 พระครูสุนทรทุมมาภิบาล ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ พ.ศ. 2481 เป็นต้นมา

วัดนาคกลางวรวิหาร กรุงเทพมหานคร

วัดดนาคกลาง เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร มีเนื้อที่ทั้งสิ้น จำนวน 47 ไร่ 1 งาน 88 ตารางวา เป็นวัดโบราณ มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ความเป็นมาตอนหนึ่งว่า เดิมมี 3 วัด คือ
วัดนาค ปัจจุบันคือวัดพระยาทำวรวิหาร ตั้งอยู่ทางฝั่งเหนือคลองมอญ
วัดกลาง ปัจจุบันคือวัดนาคกลางวรวิหาร ตั้งอยู่ทางฝั่งใต้คลองมอญ
วัดน้อย ปัจจุบันคือที่ตั้งโรงเรียนทวีธาภิเศก และเคหสถานที่เช่าปลูกอาศัย
วัดทั้งสามนี้ มีข้อสันนิษฐานว่าน่าจะได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวงตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี ดังข้อความที่ปรากฏว่าในหนังสือเรื่อง “ตำนานวัตถุสถานที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนา” ตอนหนึ่งว่า


“ในสมัยที่กรุงธนบุรีเป็นราชธานีอยู่ 15 ปี ต้องทำศึกสงครามอยู่ทุกปีมิได้ขาด การกู้บ้านเมืองจึงมีโอกาสแต่เพียงรวบรวมราชอาณาเขตซึ่งแตกเป็นหลายก๊กกลับเป็นประเทศเดียวกันได้ดังแต่ก่อน แต่การที่จะก่อสร้างทำนุบำรุงบ้านเมืองให้กลับคืนดีดังเก่า ไม่มีโอกาสและกำลังที่จะทำได้เท่าใดนัก ด้วยเหตุนี้จึงมิใคร่ปรากฏวัตถุสถานที่สร้างในสมัยกรุงธนบุรี แม้ที่มีอยู่บ้างก็พึงสังเกตได้ว่าฝีมือช่างอยู่ข้างเลว เพราะช่างครั้งกรุงศรีอยุธยาถูกพม่ากวาดเอาไปเสีย ช่างที่มีในกรุงธนบุรีก็พึ่งฝึกหัดขึ้นใหม่ ยังมิทันที่จะเชี่ยวชาญ ถึงในการอื่น ๆ เช่น แต่งหนังสือ เป็นต้น ก็เป็นทำนองเดียวกัน ตลอดจนในฝ่ายพุทธจักรก็ต้องเป็นแต่สมมติวัดราษฎร์เป็นพระอารามหลวง และเที่ยวหาพระสงฆ์ ซึ่งเหลืออยู่ตามหัวเมือง มาเลือกสรรตั้งเป็นพระราชาคณะปกครองสังฆมณฑล...”
ถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ จึงมีกรณีรวมชื่อวัด วัดนาค ให้ชื่อใหม่ว่า วัดพระยาทำ โดยเอาชื่อเดิมมารวมเข้ากับ วัดกลางและวัดน้อย ได้ชื่อใหม่ว่า “วัดนาคกลาง” เมื่อ พ.ศ. 2323 สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ดังความในพระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา ว่า
“ขณะนั้น พระพุฒาจารย์ ซึ่งเป็นศิษย์สมเด็จพระสังฆราชไปเข้าพวกพระธรรมธีรราชมหามุนี วัดหงส์ ปรึกษาเห็นด้วยกันว่า วัดนาค กับ วัดกลาง มีอุปจารใกล้กันนักจะมีพัทธสีมาต่างกันนั้นมิควรจะมีพัทธสีมาแห่งเดียว ร่วมกระทำ อุโบสถสังฆกรรมในพัทธสีมาอันเดียวกัน จึงให้พระพุฒาจารย์ เป็นผู้เข้าถวายพระพรสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระองค์จึงดำรัสให้ประชุมพระราชาคณะปรึกษาพร้อมกัน ณ วัดบางหว้าใหญ่ ในสำนักสมเด็จพระสังฆราชว่า จะควรมิควร ประการใด และพระราชาคณะทั้งปวงมีสมเด็จพระสังฆราชเป็นประธาน ปรึกษาเห็นพร้อมกันว่า พระอารามทั้งสองนั้นมีคลองคั่นเป็นเขต ควรจะมีพัทธสีมาต่างกันได้ ด้วยมีตัวอย่างมาแต่โบราณ ครั้งกรุงเก่านั้นพระอารามใกล้ ๆ กัน มีอุโบสถ ผูกพัทธสีมาต่าง ๆ กัน มีมาแต่ก่อนเป็นอันมาก...”

วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร

วัดบวรนิเวศวิหารมีสถาปัตยกรรมแบบไทยผสมจีน ภายในพระอุโบสถมีพระพุทธรูปสำคัญอยู่ 2 องค์เป็นพระประธาน คือ พระพุทธสุวรรณเขต (หลวงพ่อโต) ที่อัญเชิญมาจากวัดสระตะพาน จังหวัดเพชรบุรี และพระพุทธชินสีห์ อัญเชิญมาจากวิหารทิศเหนือ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดพิษณุโลก ใต้ฐานพุทธบัลลังก์ พระพุทธชินสีห์ พระประธานในพระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร เป็นที่บรรจุพระบรมราชสรีรางคารพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงเคยผนวช ณ วัดนี้เมื่อยังทรงดำรงพระอิสริยยศที่สยามมกุฎราชกุมาร


ถัดจากพระอุโบสถออกไปเป็นเจดีย์กลมขนาดใหญ่ สร้างรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หุ้มกระเบื้องสีทอง รอบฐานพระเจดีย์มีศาลาจีนและซุ้มจีน ถัดออกไปเป็นวิหารเก๋งจีน นอกจากนี้ก็มีจิตรกรรมฝาผนังฝีมือขรัวอินโข่ง บริเวณรอบเจดีย์มีพระพุทธรูปสำคัญองค์หนึ่ง คือ พระไพรีพินาศ

ระหว่างที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงผนวชและประทับที่วัดบวรนิเวศวิหาร โปรดเกล้าฯ ให้ประติมากรของกรมศิลปากรปั้นหุ่นและสร้างพระพุทธรูปปางห้ามสมุทร โดยเสด็จพระราชดำเนินหล่อพระพุทธรูปเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2499 สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ได้ถวายพระนามพระพุทธรูปองค์นี้ว่า "พระพุทธนาราวันตบพิตร

วัดบัวขวัญ นนทบุรี

วัดบัวขวัญเดิมเป็นเพียงสำนักสงฆ์ แต่ต่อมาเมื่อมีพระสงฆ์มาจำพรรษาและปฏิบัติสังฆกรรมมากขึ้น จึงได้รับการพัฒนาขึ้นมาเป็นวัดเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2435 มีนามว่า "วัดสะแก" โดยมีพระครูปรีชาเฉลิมจากวัดเฉลิมพระเกียรติวรวิหารเป็นผู้เริ่มสร้างวัด และเป็นเจ้าอาวาสในช่วงแรก

พ.ศ. 2491 พระอธิการพยุง จัตตมโล จากวัดกำแพง ได้รับนิมนต์จากชาวบ้านให้มาเป็นเจ้าอาวาส เนื่องจากการมรณภาพของอดีตเจ้าอาวาส จากนั้นจึงได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์เรื่อยมา กระทั่งมีผู้มีจิตศรัทธานามว่า นายบัว ฉุนเฉียว บริจาคที่ดินให้กับวัด ซึ่งในเวลาต่อมาจึงได้เปลี่ยนนามมาเป็น วัดบัวขวัญ เพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้บริจาคที่ดิน และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2506 โดยมีพระอธิการพยุง จัตตมโล เป็นเจ้าอาวาสถึงปี พ.ศ. 2520 และพระอธิการบุญช่วย ปุญญคุตโต ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสถึงปี พ.ศ. 2535



พระมหาไสว สุขวโร (ป.ธ.4) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบางแพรกเหนือ ได้มาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสเมื่อปี พ.ศ. 2537 โดยได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ "พระโสภณสุตาลังการ" ถึงปัจจุบัน และได้พัฒนาวัดบัวขวัญทั้งในด้านถาวรวัตถุ ปรับปรุงภูมิทัศน์ ตลอดทั้งให้ความสำคัญด้านการศึกษาพระธรรม กระทั่งเป็นโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกบาลีประจำจังหวัดนนทบุรี แห่งที่ 1 และยังเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมสำหรับอุบาสกอุบาสิกาในทุกวันสำคัญ และให้ความสำคัญทางการศึกษาโดยเปิดเป็นสถานที่เรียน ก.ศ.น. อีกทั้งยังมีการจัดกิจกรรมสำหรับพุทธศาสนิกชนและประชาชนทั่วไปเมื่อถึงวันสำคัญทางศาสนาและวันนักขัตฤกษ์เรื่อยมา

พระอุโบสถจตุรมุขของวัดบัวขวัญฯ ได้เริ่มก่อสร้างเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2546 โดยมี พระพุทธเมตตา (จำลองมาจากพระพุทธเมตตาที่ประดิษฐานในเจดีย์พุทธคยา ประเทศอินเดีย) เป็นพระประธานในพระอุโบสถ

วัดบัวขวัญได้รับการพระราชทานพระบรมราชานุญาตสถาปนาเป็น พระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ

วัดยายร่ม กรุงเทพมหานคร

วัดยายร่ม เป็นวัดเก่าแก่อายุเกือบสองร้อยปีที่ นางร่ม ชาวบางมด ได้ริเริ่มสร้างขึ้นมาให้ชาวบ้านย่านบางมดได้ใช้เป็นสถานที่บำเพ็ญบุญ ปฏิบัติศาสนกิจตามวิถีชีวิตอย่างชาวพุทธ นับตั้งแต่สร้างวัดขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ.2365 จนถึงปัจจุบัน วัดแห่งนี้มีอายุกว่า 180 ปี สร้างอุโบสถมาแล้ว 3 หลัง

  พระครูโสภิตบุญญาทร เจ้าอาวาสวัดยายร่ม แขวงบางมด เขตจอมทอง กรุงเทพฯ กล่าวว่า จากคำบอกเล่าของญาติโยมผู้สูงอายุชาวบางมด ผู้ใกล้ชิดกับวัดยายร่ม เล่าให้ฟังว่าได้รับการถ่ายทอดจากปู่ย่าตายาย อุโบสถหลังแรกของวัดยายร่ม เป็นอุโบสถที่สร้างด้วยไม้ หลังไม่ใหญ่นัก มีพระพุทธรูปองค์เล็ก หน้าตักประมาณ 19 นิ้ว เป็นพระประธานในอุโบสถ

  ซึ่งปัจจุบันพระพุทธรูปองค์นี้ประดิษฐานอยู่บนฐานชุกชี แถวหน้าด้านขวาสุดของพระประธานในอุโบสถวัดยายร่ม นอกจากโบสถ์แล้วก็มีศาลาการเปรียญหนึ่งหลังและกุฏิอีกหนึ่งหลัง ซึ่งต่อมาได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาประมาณปี พ.ศ.2478 มีเอกสารอ้างอิงประวัติความเป็นมาของวัด ที่พอจะค้นหาได้คือหนังสือพระราชพิธีสิบสองเดือน พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งกรมศิลปากรจัดพิมพ์ขึ้น





  เมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ.2509 หน้า 416-417 (รุ่นใหม่ 440-441) เรื่องวิสาขบูชา มีเนื้อความว่า "แต่วัดที่ออกชื่อมาแล้ว 66 วัด วัดนี้ไม่ได้อยู่เองคงจะเพิ่มเติมขึ้นตามที่สร้างใหม่อย่างเทียนพรรษา แต่วัดจุฬามณีวัดหนึ่ง ซึ่งมีชื่อมาข้างบนไม่รู้จักว่าวัดใด ได้สอบถามทั้งพระคฤหัสถ์หลายแห่งก็ไม่ได้ความ ไล่ไปมาก็เวียนลงวัดจุฬามณีกรุงเก่าเสียบ้าง ได้เค้าแล้วเลือนหายไป ภายหลังเมื่อทำหนังสือแล้วกรมหมื่นประจักษ์ให้ปลัดวังขวาไปสืบตามเค้าที่สังเกตในบัญชีว่าเหมือนหนึ่งจะเป็นฝ่ายตะวันตก ไปได้ความจากนายเกด ตำรวจวังหน้า อายุ 78 ปี อำแดงปาน อายุ 77 ปี ซึ่งอยู่ในคลองบางมด แจ้งความว่า คือวัดที่ราษฎรเรียกชื่อว่า "วัดยายร่ม" ในคลองบางมดนั่นเอง เป็นวัดจุฬามณี ว่าเดิมทียายร่มเป็นผู้สร้าง มีโบสถ์ผ่ากระดานหลังหนึ่ง ศาลาการเปรียญหลังหนึ่ง และกุฏิหลังหนึ่ง"

  พุทธศาสนิกชนและประชาชนทั่วไปที่ได้ไปเยี่ยมชมวัดยายร่มจะต้องทึ่งกับโบสถ์ไม้สักขนาดใหญ่ แกะสลักสถาปัตยกรรมไทย เรื่องราวทางพระพุทธศาสนาและวรรณคดีให้ได้ชมและค้นคว้าศึกษาหาความรู้ ประกอบด้วย รูปพุทธประวัติ 32 รูป, รูปพระเวสสันดรชาดก 14 รูป, รูปพระเจ้า 10 ชาติ 10 รูป, รูปรามเกียรติ์ 20 รูป, สลักประตู หน้าต่าง 14 ภาพ, พระมาลัย 14 ภาพ, พาหุง พระพุทธเจ้าชนะมาร 8 ภาพ, ภาพปริศนาธรรมโดยพุทธทาสภิกขุ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ประดิษฐานอยู่หน้าพระประธานภายในอุโบสถ "หลวงพ่อพุ่ม" ซึ่งเป็นปูชนียวัตถุโบราณที่มีชื่อเสียง เป็นที่เคารพบูชาของชาวบ้าน พุทธลักษณะปางสมาธิหน้าตักกว้าง 31 นิ้ว สูง 48 นิ้ว พระพุทธรูปองค์นี้เป็นการตั้งตามนามของผู้อุปถัมภ์วัดยายร่ม แต่ไม่ใช่เป็นพระประธานในโบสถ์ เป็นองค์ที่รองมาจากพระประธาน เนื้อจะหล่อด้วยสัมฤทธิ์ มีประชาชนมาปิดทองไว้เต็มไปหมดทั้งองค์พระ จนมีความหนาเนื้อนุ่มนิ่มไปทั้งองค์พระ เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ประชาชนทั่วไปรู้จักกันดี มีผู้เคารพศรัทธาเป็นจำนวนมาก ไม่แต่เฉพาะท้องถิ่นเท่านั้น

วัดศีรษะทอง นครปฐม

ประวัติวัดศีรษะทอง

           วัดศีรษะทอง จังหวัดนครปฐมเป็นวัดที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย เพราะในแต่ละวันจะมีประชาชนนิยมมาสักการบูชาพระราหูเพื่อความเป็นสิริมงคลที่วัดนี้เป็นจำนวนมาก ตามประวัติกล่าวว่าวัดศีรษะทอง สร้างขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ตอน ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชรัชกาลที่ 1 นั้นได้ อัญเชิญพระแก้วมรกตจากเวียงจันทน์มาประดิษฐานที่กรุงเทพมหานครและได้อพยพชาวเวียงจันทน์มาตั้งหลักแหล่งอยู่หลายที่ด้วยกัน เช่น ในบริเวณเลยแม่น้ำท่าจีนออกไปบริเวณตำบลห้วยตะโกปัจจุบัน และได้ตั้งเป็นหมู่บ้านขึ้นเรียกว่าหมู่บ้านหัวทอง เนื่องจากขุดพบเศียรพระเป็นทอง ซึ่งเป็นนิมิตหมายที่ดี เมื่ออยู่เป็นชุมชนใหญ่จึงได้คิดสร้างวัดขึ้น

            เวลาต่อมา ทางการได้ทำการขุดคลองจากแม่น้ำท่าจีน (แม่น้ำนครชัยศรี) ที่ตลาดต้นสน เพื่อเป็นทางเสด็จพระราชดำเนินไปนมัสการองค์พระปฐมเจดีย์ ประชาชนจึงได้ย้ายมาอยู่ริมคลองเจดีย์บูชาและได้ยกฐานะขึ้นเป็นตำบลศีรษะทอง ในการนี้ได้ย้ายวัดมาด้วยเพื่อสะดวกต่อการสัญจร และเปลี่ยนชื่อเป็นวัดศีรษะทอง จนถึงปัจจุบัน วัดศีรษะทอง นับว่าเป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่งของอำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม มีทั้งโบราณวัตถุ โบราณสถาน เป็นวัดที่ ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องราวของดาราศาสตร์ โหราศาสตร์ และสมุนไพรมาตั้งแต่อดีต

เจ้าอาวาสรูปแรก คือ หลวงพ่อไต ซึ่งเป็นชาวลาวเวียงจันทน์ที่อพยพมาตั้งต้นจากวัดเล็กจนกลายเป็นวัดใหญ่ที่มีเจ้าอาวาส สืบต่อกันหลายรูป จนถึงหลวงพ่อน้อย นาวารัตน์ ซึ่งเป็นพระที่เป็นที่รู้จักเพราะเป็นต้นตำรับของการสร้างพระราหูอมจันทร์จากกะลาตาเดียว เครื่องรางที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง และได้สร้างชื่อเสียงให้วัดศีรษะทองเป็นที่รู้จักมาจนถึงทุกวันนี้ และต่อมาหลวงพ่อน้อย นาวารัตน์ ก็เปลี่ยนชื่อวัดหัวทองมาเป็นวัดศีรษะทอง และต่อมาก็ยกฐานะขึ้นเป็นตำบลตามชื่อวัด เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน คือ พระครูวินัยธรมานิตย์ ติสาโร

ปัจจุบัน วัดศีรษะทองได้จัดสร้างพระราหูขนาดใหญ่ไว้ให้ประชาชนได้มาสักการบูชาตามความเชื่อ และความศรัทธาส่วนบุคคลแต่ผู้บูชาพระราหูจะต้องมีศีล มีธรรม ทำคุณความดี และหมั่นทำบุญกุศลอยู่เสมอ ความร่ำรวยและโชคลาภนั้นจึงจะเกิดขึ้นได้


วัดอาวุธวิกสิตาราม กรุงเทพมหานคร

     ในบรรดาแม่ชีผู้ปฏิบัติธรรมที่ได้รับการยอมรับว่า ท่านมีจิตอันบริสุทธิ์และเปี่ยมด้วยเมตตาจนสำเร็จถึงขั้น จตุตถฌาน หรือ ฌาน4 ก็คือท่านแม่ชีบุญเรือน โตงบุญเติม ซึ่งนอกเหนือจากการสำเร็จในฌาน ทั้ง 4 แล้ว แม่ชีบุญเรือน ท่านยังได้เพียรพยายามฝึกจิต และสมาธิอย่างแรงกล้า ทั้งได้ประกอบการบุญอันเป็นอานิสงส์แห่งชีวิตอย่างสูงส่ง จนท่านสำเร็จในอภิญญา 6 กล่าวคือ

1.อิทธิวิธี คือแสดงฤทธิ์ได้ ปรากฏว่าแม่ชีบุญเรือนได้กระทำมาแล้วหลายวิธี เช่น อธิษฐานต้นมะม่วงต้นเล็กๆ ให้ออกดอกได้ภายในคืนเดียว เดินกลางฝนไม่เปียก เรียกฝนให้ตกได้ ขอให้ฝนหยุดตกได้ ฯลฯ

2. ทิพโสต หรือที่เรียกว่าหูทิพย์ แม่ชีบุญเรือนสามารถบอกเล่าเรื่องราวที่คนอยู่ไกลๆ พูดกัน ให้คนใกล้ชิดท่านฟังได้อย่างถูกต้อง ฯลฯ

3. เจโตปริยญาณ อันได้แก่การกำหนดจิตให้แก่ผู้อื่น ในเวลาที่แม่ชีบุญเรือนสนทนากับใคร ไม่ว่าใครจะคิดหรือจะพูดอะไรกับแม่ชี ท่านก็สามารถทราบได้ด้วยฌานวิเศษของท่าน ฯลฯ

4. บุพเพนิวาสานุสสติญาณ ได้แก่การระลึกชาติได้ แม่ชีบุญเรือนได้เคยเล่าเรื่องราว ชาติภพก่อน ให้ลูกๆ และคณะศิษย์ ได้ฟัง รวม 3 ชาติ แม้ว่าเรื่องระลึกชาติ เป็นเรื่องที่พิสูจน์ยาก แต่แม่ชีบุญเรือนเป็นผู้ยึดมั่น

ในศีล 5 ก็ทำให้เชื่ออย่างมั่นคงว่าสิ่งที่ท่านพูดนั้นเป็นความจริง

5. ทิพจักษุ หรือตาทิพย์ การมองเห็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่พึงประสงค์ แม้ว่าสิ่งนั้นจะอยู่ห่างไกล ต่างบ้านต่างเมืองก็ตาม แต่เรื่องตาทิพย์นี้ ท่านได้เคยบอกเล่าให้คณะศิษย์ฟัง ฯลฯ

6. อาสวักขยญาณ คือ ทำให้พ้นจากทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ท่านได้สำเร็จในข้อนี้ ผู้ที่เดินทางมาหาท่านไม่ว่าจะใกล้หรือไกล จะยากดีมีหรือจน ก็จะได้รับความเมตตาเท่าเทียมกัน

     จากการที่ท่านได้อภิญญาทั้งหมด ทำให้แรงอธิษฐานธรรมประจุพระพุทธรูป และพระเครื่องสำคัญ รวมไปถึงสิ่งของต่างๆ มีความเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์อย่างมาก รวมไปถึงพระเครื่องชุดสำคัญ คือ พระพุทโธองค์ใหญ่ ซึ่งได้จัดทำพิธีหล่อสร้างที่วัดสัมพันธวงศ์ เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2496 แล้วสมโภชครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 4 ถึง 13 มีนาคม 2499 ก่อนจะอัญเชิญไปวัดสารนารถธรรมาราม อ.แกลง จ.ระยอง เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2499 และประดิษฐานอยู่ในอุโบสถวัดสารนาถธรรมารามจนถึงปัจจุบัน ท่านอธิษฐานจิตให้ตลอดการดำเนินงาน


วัดอินทรวิหาร กรุงเทพมหานคร

วัดอินทรวิหาร ( วัดอินทร์ ) อยู่บนถนนวิสุทธิกษัตริย์ ใกล้สี่แยกบางขุนพรหม คนละฝั่งกับธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นวัดที่มีมาก่อนสมัยรัตนโกสินทร์ เดิมเรียกว่า วัดบางขุนพรหมนอก การบูรณะครั้งสำคัญซึ่งทำให้ได้ชื่อว่าวัดอินทาราม คือ เมื่อรัชกาลที่๑ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานที่ดินในตำบลบางขุนพรหม ให้เป็นที่ตั้งบ้านเรือนของครอบครัวเชลยชาวเวียงจันทร์ เจ้าอินทร์ผู้เป็นน้าชายของเจ้าน้อยเขียวค่อมพระสนมเอก ได้บูรณะพระอารามขึ้นและนิมนต์เจ้าคุณพระอริญญิก พระสงฆ์ชาวเวียงจันทร์ที่อพยพมาด้วยกันขึ้นปกครองวัด

ต่อมามีการบูรณะอีกครั้งหนึ่ง ผู้บูรณะคือ เจ้าอินทวงศ์ พระราชโอรสในสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิ์พลเสพ
เจ้าคุณพระอรัญญิก เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านวิปัสนาธุระ เคยเป็นพระอาจารย์ของสมเด็จพระพุฒาจารย์ ( โต ) วัดระฆังโฆสิตาราม ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มสร้างหลวงพ่อโต พระพุทธรูปยืนขนาดใหญ่ประจำวัดขึ้น แต่สร้างได้สูงเพียงพระนาภี สมเด็จพุฒาจารย์ ( โต ) ก็ถึงแก่มรณภาพ การก่อสร้างเสร็จสิ้นในสมัยรัชกาลที่ ๗

หลวงพ่อโต เป็นพระพุทธรูปปางอุ้มบาตร เมื่อสร้างเสร็จทางวัดได้จัดงานสมโภช ๓ วัน ระหว่างวันที่ ๔ - ๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๑ นับแต่นั้นมาก็มีการจัดงานนมัสการหลวงพ่อโตเป็นประจำทุกปี
รัชกาลที่ ๖ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อเป็น วัดอินทรวิหาร ด้วยทรงเห็นว่าชื่อไปพ้องกับ วัดอินทาราม ( วัดบางยี่เรือใต้ ) ทางฝั่งธนบุรี ส่วนชาวบ้านนิยมเรียกว่า วัดอินทร์ วัดอินทร์บางขุนพรหม หรือ วัดหลวงพ่อโต
แสดง   10 20 30