ภาคเหนือ

ครูบาธรรมชัย สำนักสงฆ์ธรรมชัย

     ครูบาธรรมชัย ท่านเพิ่งเริ่มให้การอุปถัมภ์โรงพยาบาลจังหวัดน่าน และเช่นเดียวกันกับการที่มีญาติโยม มาถวายปัจจัยเพื่อร่วม สมทบทุนในการสร้างอาคารโรงพยาบาลหลังต่างๆ รวมไปถึงจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ เพื่อมอบแก่โรงพยาบาลจังหวัดน่าน อีกหลายต่อหลายเครื่อง เรื่อยมา และจนปัจจุบันครูบาธรรมชัย ท่านยังคงสานต่อเจตนารมของหลวงปู่ขันต์ผู้เป็นอาจารย์ และยังต่อยอดด้วยการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆให้กับโรงพยาบาลจังหวัดน่าน มากมาย ในวันที่ผู้เขียนเดินทางมาสัมภาษณ์

     ครูบาธรรมชัยนั้น ท่านเอ่ยถามผู้เขียนว่า “โยม ตั้งแต่โยมมาพบ อาตมา มีสักครั้งบ้างหรือไม่ที่อาตมาชวนโยมบริจาคปัจจัย ทำบุญสร้างวัด”..จากนั้นผู้เขียนตอบท่านไปว่า”หลวงพ่อ ยังไม่เคย เอ่ยปากชวนผมทำบุญสร้างวัดของหลวงพ่อแม้แต่ครั้งเดียว ครับหลวงพ่อ ” หลังจากตอบท่านไป พลางผู้เขียนก็พิจารณาไปพร้อมๆกันว่า ท่านครูบาหาได้เคยชักชวนให้ทำบุญ อะไรเพิ่มเติม ท่านเพียงเล่าให้ผู้เขียนฟังถึง สิ่งที่ท่านได้ลงมือทำ และกำลังทำอยู่ เพียงเท่านั้นเอง ครูบาธรรมชัยท่านกล่าวต่ออีกว่า ถ้าฉันสร้างวัดใหญ่โต ระโหฐาน บางครั้ง โยมเขาอาจจะคิดไปในทางเสื่อมได้ว่า วัดหลวงพ่อ บ้านหลวงพ่อใหญ่โตราวกับวัง

     หลวงพ่อท่านคงมีปัจจัยเยอะ หรือบางคนอาจจะคิดว่า หลวงพ่อท่านไปเอาปัจจัยมาจากไหน จริงอยู่คนเราต่างความคิด คนรักเท่าผืนหนัง คนชังเท่าผืนเสื่อ สุภาษิตคำนี้ยังใช้ได้อยู่จนปัจจุบัน ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันคำครหา จากญาติโยม ครูบาธรรมชัยเลือกที่จะอยู่อย่าง สมถะ เรียบง่าย แต่สิ่งที่ท่านทำอย่างต่อเนื่องคือการอุปถัมภ์ โรงพยาบาลจังหวัดน่าน และช่วยเหลือในส่วนของการรวบรวมปัจจัยบริจาคเพื่อสมทบทุนซื้อเครื่องมือแพทย์ หลายรายการมากมาย ถ้าเป็นเมื่อสมัยหลวงปู่ขันต์ยังมีชีวิตอยู่ ท่านมักจะพาเณรน้อยธรรมชัย ติดตามท่าน มาโปรดญาติโยม

     ที่โรงพยาบาลจังหวัดน่าน อยู่เป็นประจำ ตัวอย่างดีๆ จากหลวงปู่ขันต์ คือสิ่งที่เพาะบ่มให้เณรน้อยธรรมชัย เป็นครูบาธรรมชัยผู้เปี่ยมด้วยความเมตตาในปัจจุบัน และในครั้งนี้ก็เป็นอีกหนึ่งครั้งสำคัญที่ครูบาธรรมชัย จะได้นำปัจจัยซึ่งรวบรวมจากศรัทธา ของญาติโยม ที่เคย ถวายให้ท่าน เมื่อหลายปีที่ผ่านมา เป็นปัจจัยก้อนใหญ่เพื่อมอบให้กับทางโรงพยาบาลจังหวัดน่าน ในการนำไปจัดหาเครื่องมือแพทย์ เพื่อช่วยพลิกชีวิต ให้กับผู้ป่วยที่ยากไร้ และขาดที่พึ่ง

วัดท่าช้าง ตาก

วัดท่าช้าง ตั้งอยู่ที่บ้านไม้งาม หมู่ที่ 4 ตำบลไม้งาม อำเภอเมือง จังหวัดตาก สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ 6 ไร่ 3 งาน 36 ตารางวา อาณาเขต ทิศเหนือยาว 19 วา
ติดต่อกับที่ดินนายแดง และนายโหง ทิศใต้ยาว 19 วา ติดต่อกับทางเดิน ทิศตะวันออกยาว 32 วา ติดต่อกับคลองส่งน้ำชลประทาน ทิศตะวันตกยาว 32 วา ติดต่อกับถนนหลวง และมีที่ธรณีสงฆ์ 1 แปลง


เนื้อที่ 6 ไร่ 3 งาน พื้นที่ตั้งวัดเป็นพื้นที่ราบลุ่มอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำปิง อาคารเสนาสนะต่างๆ มีหอสวดมนต์กว้าง 8 เมตร ยาว 10 เมตร สร้าง พ.ศ. 2500 กุฎีสงฆ์จำนวน 3 หลัง เป็นอาคารครึ่งตึกครึ่งไม้ 1 หลัง อาคารไม้ 2 หลัง สำหรับปูชนียวัตถุ พระประธาน 2 องค์ วัดท่าช้าง สร้างขึ้นเป็นวัดนับตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. 2340 ประชาชนร่วมใจกันจัดสร้างวัดนี้ มีพระภิกษุจำพรรษา 10 รูป สามเณร 2 รูป เจ้าอาวาสที่ทราบมี 3 รูป คือ รูปที่ 1 หลวงพ่อสาน รูปที่ 2 หลวงพ่อคำมูล รูปที่ 3 พระครูสุนทรทุมมาภิบาล ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ พ.ศ. 2481 เป็นต้นมา

วัดนางพญา พิษณุโลก

วัดนางพญา ตั้งอยู่ถนนจ่าการบุญ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก สังกัดคณะสงฆ์มหานิกายพื้นที่ตั้งวัดเป็นที่ราบลุ่มอยู่ถนนมิตรภาพและอยู่ใกลชิดแม่น้ำน่าน การคมนาคมสะดวก อาคารเสนาสนะต่างๆ มี อุโบสถกว้าง ๑๐.๕๐ เมตร ยาว ๒๐ เมตร สำหรับปูชนียวัตถุมี พระประธานในอุโบสถเรียกพระสมเด็จนางพญาเรือนแก้ว นอกจากนี้มีพระเครื่องพิมพ์นางพญา เป็นต้นตระกูลในสมัยนั้น ๓ ขนาด และมีเจดีย์เก่า ๒ องค์ มีมาคู่กับวิหารวัดนางพญา สร้างขึ้นเป็นวัดนับตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. ๒๑๒๐ เป็นที่ทราบกันว่าสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช ท่านสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติ์พระนางวิสุทธิกษัตริย์ พระราชชนนีสมเด็จพระนเรศวรมหาราช วีรกษัตริย์ไทย วัดนี้เป็นวัดต้นตระกูลของพระเครื่องสมเด็จนางพญา

แต่เดิมนั้นยังไม่มีอุโบสถ แต่มีวิหารสมเด็จนางพญาเรือนแก้ว ต่อมาวิหารชำรุดทรุดโทรม ทางวัดจึงได้ทำการบูรณะของเก่าทำให้เป็นอุโบสถ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบันพระราชทานพระฤกษ์การสร้างอุโบสถ ณ วันพุธที่ ๑๙ มกราคม พ.ศ.๒๕๒๑ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาวันที่ ๒๔ มกราคม พ.ศ.๒๕๐๖ เกี่ยวกับการศึกษา ทางวัดได้เปิดสอนพระปริยัติธรรม พ.ศ.๒๕๐๕



พระพิมพ์นางพญา ได้ถูกบรรจุไว้บนหอระฆังของเจดีย์ ซึ่งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกของวัด ต่อมาเมื่อเจดีย์หักพังลงมา พระนางพญาจึงตกลงมาปะปนกับซากเจดีย์ และกระจายทั่วไปในบริเวณวัด ได้มีการพบกรุพระนางพญาครั้งแรกเมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๔๔๔ และได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และให้บรรดาข้าราชบริพาร ครั้งหลังเมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๔๘๕ ในสมัยสงครามมหาเอเซียบูรพา เมื่อมีการขุดหลุมหลบภัยจึงไปพบพระนางพญาเป็นจำนวนมาก กระจายอยู่ทั่วไปในบริเวณวัด พระพิมพ์นางพญา เป็นพระพิมพ์ปางมารวิชัย องค์พระอยู่ในกรอบสามเหลี่ยมหน้าจั่ว มีเหลี่ยมรอยตัดด้วยเส้นตอกตัดเรียบร้อย สวยงามปราณีต เป็นพระพิมพ์เนื้อดินเผาเนื้อแกร่ง และเนื้อหยาบ เนื้อมีส่วนผสมของดินว่านต่างๆ แร่ธาตุ กรวดและทราย เนื้อที่มีสีเขียวและสีดำจะมีความแกร่งมากกว่าสีอื่น เนื่องจากถูกเผาด้วยอุณหภูมิสูง สีโดยทั่วไปจะเป็นสีแดงคล้ำน้ำตาลแก่ เขียวตะไคร่แกมดำสีเม็ดพิกุลแห้ง สีกระเบื้อง หรือสีหม้อไหม้ สีสวาทหรือสีเทา และสีแดงคล้ำมีควาบกรุ ที่เรียกว่าเนื้อมันปู และสีขาวอมชมพู

รูปแบบของพิมพ์มีอยู่ ๖ พิมพ์ด้วยกันคือ พิมพ์ใหญ่เข่าตรง พิมพ์ใหญ่เข่าโค้ง พิมพ์ใหญ่อกนูน พิมพ์เล็กอกนูน พิมพ์สังฆาฏิ และพิมพ์เทวดา เชื่อกันว่าพระพิพม์นางพญามีอานุภาพศักดิ์สิทธิ์ด้านเมตตามหานิยมให้ลาภยศ แคล้วคลาดจากอันตราย และภัยพิบัติทั้งปวง อยู่ยงคงกระพันไม่ว่าอาวุธใด ๆ ไม่อาจทำอันตรายได้พระวิหาร เป็นอาคารทรงโรงก่ออิฐถือปูนมี ๖ ห้อง สถาปัตยกรรมสมัยสุโขทัย พระประธานเป็นพระพุทธรูปปูนปั้น ศิลปะสุโขทัย ฝาผนังด้านหลังเขียนภาพไตรภูมิ ฝาผนังด้านหน้าเขียนภาพพุทธประวัติ ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๕ ได้มีการดัดแปลงพระวิหารให้เป็นพระอุโบสถ โดยการก่อสร้างขึ้นใหม่หมดทั้งหลัง

วัดป่าตึงงาม ลำพูน

พระรอด เป็นนามที่ผู้สันทัดรุ่นก่อนเชื่อกันว่า เรียกตามนามพระฤาษีผู้สร้างคือ พระฤาษี “นารทะ” หรือพระฤาษี “นารอด” พระรอดคงเรียกตามนามพุทธรูป ศิลา องค์ที่ประดิษฐ์อยู่ในวิหาร วัดมหาวันที่ชาวบ้านเรียกว่า “แม่พระรอด” หรือ พระ “รอดหลวง” ในตำนานว่า คือ พระพุทธ สิขีปฏิมา ที่พระนามจามเทวี อันเชิญมาจากกรุงละโว้ พระนามนี้เรียกกันมาก่อนที่จะพบพระรอดพระพุทธรูปองค์นี้ ที่พื้นผนังมีกลุ่มโพธิ์ใบคล้ายรัศมี ปรากฏด้านข้างทั้งสองด้าน

     พระรอด มีการขุดพบครั้งแรกราวต้นรัชกาลที่ 5 แต่ที่สืบทราบมาได้จากการบันทึกไว้ ของท่านอธิการทา เจ้าอาวาสวัดพระคงฤาษีในขณะนั้น และอาจารย์บุญธรรม วัดพระมหาธาตุหริภุญไชย ว่าในปี พ.ศ. 2435 พระเจดีย์วัดมหาวันได้ชำรุดและพังทลายลงบางส่วน ในสมัยเจ้าหลวงเหมพินทุไพจิตร ทางวัดได้มีการปฏิสังขรณ์องค์พระเจดีย์ขึ้นใหม่ ในครั้งนั้นได้พบพระรอดภายในกรุเจดีย์มากที่สุด

     พระรอดมีลักษณะของผนังใบโพธิ์คล้ายพระศิลา ในพระวิหารวัดมหาวัน ผู้พบพระรอด ในครั้งนั้นคงเรียกตามนามพระรอดหลวง แต่นั้นมาก็ได้นำพระรอดส่วนหนึ่งที่พบในครั้งนี้ นำเข้าบรรจุไว้ในองค์พระเจดีย์ตามเดิม อีกประมาณหนึ่งบาตร พระรอด ขุดค้นพบในปี พ.ศ. 2451 ในครั้งนั้นฐานพระเจดีย์ใหญ่วัดมหาวันชำรุด ทางวัดได้รื้อออกเสียและปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ ได้พบพระรอดที่บรรจุไว้ใน พ.ศ. 2435 ได้นำออกมาทั้งหมด และนำออกแจกจ่ายแก่ข้าราชการและผู้ร่วมงานในขณะนั้น เป็นการพบพระรอดจำนวนมาก

    พระรอด กรุนี้ถือเป็นพระกรุเก่าและตกทอดมาจนบัดนี้ และทางวัดมหาวันได้จัดพิธีสร้างพระรอดรุ่นใหม่บรรจุไว้แทน เข้าใจว่าคงเป็นรุ่นพี่พระครูบากองแก้วเป็นผู้สร้างไว้เพราะมีบางส่วนนำออกแจกให้ประชาชนในขณะนั้น เรียกว่า พระรอด ครูบากองแก้ว จากนั้นช่วงเวลาผ่านมาจนถึง ปี พ.ศ. 2498 ได้ขุดพบพระรอดด้านหน้าวัด และใต้ถุนกุฏิพระ ได้พบพระรอดจำนวนเกือบ 300 องค์ มีทุกพิมพ์ทรง กรุนี้ถือว่าเป็นกรุพระรอดกรุใหม่ ที่หมุนเวียนอยู่ในปัจจุบันนี้ถึงปี พ.ศ. 2506 ทางวัดมหาวันได้รื้อพื้นพระอุโบสถ เพื่อปฏิสังขรณ์ใหม่ ได้พบพระรอดครั้งสุดท้ายที่มีจำนวนมากถึง 300 องค์เศษ




    พระรอดรุ่นนี้มีผู้นำมาให้เช่า ในกรุงเทพจำนวนมาก พระรอดส่วนใหญ่จะคมชัด และงดงามมากเป็นพระรอดกรุใหม่รุ่นสอง หลังจากนั้นต่อมาก็มีผู้ขุดหาพระรอด ในบริเวณลานวัด แทบทุกซอกทุกมุมทั่วพื้นที่ในวัด นานๆ ถึงจะได้พบพระรอดขึ้นมาองค์หนึ่ง เป็นเวลาผ่านมาจนถึงปัจจุบัน จนกระทั่งทางวัด ได้ระงับการขุดพระรอด นอกจากพระรอดแล้ว วัดมหาวัน ยังขุดพบพระเครื่องสกุลลำพูน เกือบทุกพิมพ์ ที่พิเศษคือ ได้พบพระแผ่นดุนทองคำเงิน แบบเทริดขนนกมากที่สุดในลำพูนด้วย

    พระรอดได้ขุดค้นพบที่วัดมหาวันเพียงแห่งเดียวเท่านั้นเนื้อดินเผาละเอียดหนักนุ่มมาก องค์พระประทับนั่งขัดเพ็ชรปางมารวิชัยประกอบด้วยพื้นผนังใบโพธิ์ทั้งสองด้าน มีศิลปะโดยรวมแบบทวาราวดี ศรีวิชัย เป็นรูปแบบเฉพาะของสกุลช่วงสมัยหริภุญไชย

     ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 17 แบ่งลักษณะ แบบได้ 5 พิมพ์ทรง คือ

พิมพ์ใหญ่
พิมพ์กลาง
พิมพ์เล็ก
พิมพ์ต้อ
พิมพ์ตื้น

     มีลักษณะจุดตำหนิโดยรวมที่เป็นสัญลักษณ์ปรากฏทุกพิมพ์ ในพิมพ์ใหญ่ กลาง เล็ก เริ่มจากด้านบนของทั้งสามพิมพ์มีจุดโพธิ์ติ่ง ทั้งสามพิมพ์นี้มี 3 ใบ ปรากฏที่เหนือปลายเกศ และด้านข้างพระเศียร 2 ใบ กลุ่มใบโพธิ์แถวนอกจะใหญ่กว่าแถวใน และโพธิ์คู่ทั้ง 3 พิมพ์นี้มีระดับสูงเกือบเสมอกัน เส้นรอยพิมพ์แตกมีเฉพาะพิมพ์ใหญ่เท่านั้น มีรูปคล้ายตัวหนอนปรากฏเส้นข้างพระกรรณด้านซ้ายขององค์พระ เหนือเข่าด้านซ้ายขององค์พระมีเส้นน้ำตกเป็นเส้นนูนเล็กมาวาดจากใต้ข้อศอกพระรอดใต้ฐานชั้นบน เฉพาะพิมพ์ใหญ่มีฐาน 4 ชั้น

พิมพ์กลาง เล็ก ต้อ ตื้น มีฐาน 3 ชั้น พิมพ์ใหญ่ พิมพ์กลาง พิมพ์ตื้นมีเนื้อดินยื่นจากใต้ฐานล่างที่สุดเรียกว่า ฐาน 2 ชั้น

พิมพ์เล็ก พิมพ์ต้อไม่มี กลุ่มโพธิ์แถวนอกของทุกพิมพ์จะคล้าย ๆ กันเพราะทำมาจากช่างคนเดียวกัน นอกจากนั้นพิมพ์ต้อกับพิมพ์ตื้นกลับไม่ค่อยมีใบโพธิ์ในพิมพ์ตื้นมีพื้นผนังโพธิ์แถวใน ใบโพธิ์ติดชิดกับองค์พระแล้วลาดเอียงลงที่กลุ่มโพธิ์แถวนอก ตรงแสกหน้ามีรอยพิมพ์แตกเป็นจุดสังเกต ในพิมพ์ต้อไม่ปรากฏโพธิ์แถวใน พื้นผิวติดองค์พระสูงลาดเอียงลงมา ที่กลุ่มโพธิ์แถวนอกเฉพาะตรงปลายเส้น ชี้นูนสูงที่สุดเป็นจุดสำคัญ

นอกจากนี้ประการสำคัญที่สุดของพระรอด ที่ของปลอมจะทำเลียนแบบได้ยากคือ การจำรูปแบบพิมพ์ทรง และความเก่าของเนื้อเฉพาะพิมพ์ใหญ่จะปรากฏพระโอษฐ์ (ปาก) เม้มจู๋คล้ายปากปลากัด มีรอยหยักพับที่ริมฝีปากบนชัดเจนมาก เป็นจุดลับที่ควรสังเกตไว้ และกลุ่มโพธิ์แถวนอกของพิมพ์ใหญ่ด้านซ้าย ขององค์พระ มีระดับลาดเอียงเห็นได้ชัดเจนมาก เป็นจุดสังเกตที่ของปลอมจะทำได้ยาก


/div>

วัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร ลำพูน

พระบรมธาตุหริภุญชัย เป็นโบราณสถานอันสำคัญของนครหริภุญชัยที่ พระเจ้าอาทิตยราช เป็นผู้สถาปนาขึ้นในราว พุทธศตวรรษที่ 17 เพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ อันมี ธาตุกระหม่อม ธาตุกระดูกอก ธาตุกระดูกนิ้วมือ และธาตุย่อยอีกเต็มบาตรหนึ่ง ตามพุทธทำนายลักษณะทางสถาปัตยกรรมขององค์พระธาตุหริภุญชัย ตามที่ปรากฏในหนังสือตำนานพระธาตุหริภุญชัย กล่าวว่า มีลักษณะ เป็นสถูปสี่เหลี่ยมทรงปราสาท ที่มีซุ้มทวาร เข้า- ออกทะลุกันได้ทั้งสี่ด้าน มีปราสาทสี่เหลี่ยมอยู่ตรงมุมละองค์ก่อด้วยศิลาแลงซึ่งเป็นวัตถุดิบที่มีมากอยู่ในเมืองนี้ ภายในเป็นแท่น สำหรับประดิษฐาน พระโกศที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ



ในสมัยของพญาสรรพสิทธิ์ กษัตริย์แห่งราชวงศ์จามเทวีวงศ์ โปรดให้ปฏิสังขรณ์เจดีย์เดิมที่พญาอาทิตยราชทรงสร้างไว้และได้ขุดร่องทวารประตูเข้า-ออก ทั้งสี่เพื่อความปลอดภัย รูปทรงสัณฐานขององค์พระบรมธาตุยังคงเป็นลักษณะเดิม คือ เป็นทรงปราสาทสี่เหลี่ยมที่กว้างใหญ่และสูง เมื่อ พญามังราย ตีเมืองหริภุญชัยได้ โปรดให้ซ่อมแซมดัดแปลงองค์พระธาตุขึ้นใหม่ การปฏิสังขรณ์ครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงทรวดทรง ขององค์พระธาตุฯ จากทรงปราสาทกลายเป็นทรงเจดีย์ฐานกลมแบบทรงลังกา ในสมัยของพระเจ้าแสนเมืองมาประมาณปี พ.ศ. 1951 โปรดให้มีการปิดทององค์พระธาตุ พ.ศ. 1990 พระเจ้าติโลกราชกษัตริย์องค์สำคัญแห่งเมืองเชียงใหม่ ทรงร่วมกับพระมหาเมธังกรเถระ ก่อพระมหาเจดีย์ให้สูงขึ้นเป็น 92 ศอก กว้างยาวขึ้น 52 ศอก เป็นรูปร่างที่เห็นเป็นอยู่ในปัจจุบัน

วัดพระบรมธาตุพระอารามหลวง กำแพงเพชร

วัดพระบรมธาตุ พระอารามหลวง



เป็นวัดพระอารามหลวงชั้นตรี บรรจุพระบรมสารีริกธาตุจากประเทศศรีลังกาพญาลิไททรงประดิษฐานไว้เมื่อปี พ.ศ.1900 ประชาชนชาวกำแพงเพชรมีความศรัทธาต่อองค์พระธาตุและมีความเชื่อดังจารึกที่ว่า "ผิผู้ใดได้ไหว้นบกระทำบูชาพระศรีรัตมหาธาตุและพระศรีมหาโพธิ์นี้ว่าไซร้ มีผลอานิสงส์พร่ำเสมอดังได้นบพระผู้เป็นเจ้า" เป็นตำนานที่มาของงานประเพณี "นบพระเล่นเพลง" ในวันมาฆบูชาของจังหวัดกำแพงเพชร พระบรมธาตุนครชุม มหาเจดีย์ทรงสูงใหญ่ สวยงามไปด้วยสถาปัตยกรรมและสีทองอร่ามทั้งองค์ เสมือนดั่งเจดีย์ชเวดากองในเมืองพม่า เป็นพระบรมเจดีย์ ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ จำนวน 9 องค์ เมื่อได้เข้าไปนมัสการและบูชาแล้ว ดังได้นบกับพระพุทธเจ้าด้วยตนเอง เป็นพระบรมธาตุเจดีย์อยู่คู่เมืองกำแพงเพชร มาตั้งแต่สมัยเป็นเมืองนครชุม กินเวลายาวนานกว่า 600 ปี และยังคงยั่งยืนสืบต่อกันมาเป็นองค์มหาเจดีย์แห่งศรัทธา จวบจนปัจจุบัน
วัดพระบรมธาตุนครชุมเป็นวัดเก่าแก่อยู่คู่เมืองกำแพงเพชรมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

วัดพระศรีรัตนมหาธาตุราชวรวิหาร สุโขทัย

ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้นอกกำแพงเมืองศรีสัชนาลัย โดยหันหน้าไปทางทิศตะวันออก เชื่อว่าวัดพระศรีรัตนมหาธาตุเป็นศูนย์กลางของเมืองเชลียง ตั้งแต่สมัยพ่อขุนศรีนาวนำถม (ประมาณ พ.ศ. ๑๗๘๐) มาแล้ว โดยมีหลักฐานยอดซุ้มปูนปั้นประตูทางเข้าวัด ซึ่งมีลักษณะรูปแบบศิลปะสมัยบายน และหลักฐานจากการขุดค้นทางโบราณคดีที่ยืนยันได้ว่าวัดพระศรีรัตนมหาธาตุมีอายุมาแล้วตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๘

วัดพระศรีรัตนมหาธาตุเป็นกลุ่มโบราณสถานขนาดใหญ่ปัจจุบันมีฐานะเป็นพระอารามหลวงชั้นราชวรวิหาร โบราณสถานสำคัญมีดังนี้

     ปรางค์ประธาน ก่อด้วยศิลาแลงฉาบปูน ลักษณะรูปแบบสถาปัตยกรรมจัดอยู่ในสมัยอยุธยา บริเวณเรือนธาตุด้านหน้ามีบันไดขึ้นองค์ปรางค์สู่ซุ้มโถง ผนังภายในองค์ปรางค์พบว่ามีร่องรอยจิตรกรรมฝาผนังแต่ลบเลือนไปมาก ด้านหน้าองค์ปรางค์มีวิหารภายในประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดใหญ่ปางมารวิชัย ถัดจากพระพุทธรูปปางมารวิชัยทางด้านขวามีพระพุทธรูปปูนปั้นปางลีลาที่มีลักษณะงดงาม

กำแพงวัด เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ากว้าง ๖๐ เมตร ยาว ๙๐ เมตร เหนือซุ้มประตูทำเป็นรูปคล้ายหลังคายอด เหนือซุ้มขึ้นไปปั้นปูนเป็นรูปพระพักตร์พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร

พระธาตุมุเตา อยู่ด้านหลังปรางค์ประธานนอกกำแพงแก้วลักษณะพระธาตุมุเตาเป็นเจดีย์ทรงมอญ ในการขุดแต่งปี พ.ศ.๒๕๓๕ ได้พบทองจังโกประดับส่วนยอดของเจดีย์

มณฑปพระอัฏฐารศ อยู่ด้านหลังของพระธาตุมุเตา เดิมน่าจะเป็นมณฑปพระสี่อิริยาบถ ต่อมาได้ซ่อมแซมดัดแปลง ภายในซุ้มคูหายังมีพระพุทธรูปปูนปั้นยืนอยู่ เดิมมณฑปมุงหลังคาด้วยกระเบื้องดินเผา

วิหารพระสองพี่น้อง อยู่ทางซ้ายมณฑปพระอัฏฐารศ จากการขุดค้นทางโบราณคดีพบว่าฐานวิหารพระสองพี่น้องก่อทับอาคารเดิมที่ก่อด้วยอิฐ

โบสถ์ ตั้งอยู่ด้านหน้าวิหาร ปัจจุบันทางวัดได้บูรณปฏิสังขรณ์ใหม่ทั้งหลังโดยสร้างทับโบสถ์เดิม

กุฏิพระร่วงพระลือ ชาวบ้านเรียกว่า ศาลพระร่วงพระลือ ลักษณะเป็นมณฑปฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัสกว้าง หลังคาคล้ายรูปชามคว่ำซ้อนกัน ๔ ชั้น ภายในประดิษฐานรูปพระร่วงพระลือ (จำลอง)

วัดหนองดง พิจิตร

วัดหนองดง ต.ท่าเสา อ.โพทะเล จ.พิจิตร เป็นวัดโบราณอายุหลายร้อยปี สันนิษฐานว่าสร้างแต่สมัยสุโขทัยหรืออยุธยาตอนต้น ในอดีตมีหลวงพ่อเทียน พระเถราจารย์ ขมังเวทเป็นเจ้าอาวาส ท่านคือสหธรรมิกรูปสำคัญของ หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน ในฐานะศิษย์ในสายหลวงพ่อโพธิ์ วัดวังหมาเน่า ด้วยกัน หลวงพ่อเงินมักนั่งเรือแวะมาพักแรมสนทนาธรรมกับหลวงพ่อเทียนบ่อยครั้ง บางคราวนานถึง ๗ วัน ๗ คืน



นอกเหนือจากความเป็นมาที่น่าสนใจแล้ว ในวัดหนองดงยังมีโบราณสถาน โบราณวัตถุที่น่าสนใจ น่าแวะเวียนไปกราบไหว้สักการะ เช่น พระพุทธรูปเก่าแก่ พระอุโบสถเก่า หอระฆังเก่า พระพุทธบาทจำลองแกะจากหินทรายสมัยเก่า รวมทั้งมีการพบเจอพระเครื่องหลายพิมพ์ เนื้อดินผสมผงพุทธคุณ พิมพ์พระเจ้า ๕ พระองค์ พระสมเด็จพิมพ์เข่าตุ่ม พระสมเด็จพิมพ์ข้างอุ พระพิมพ์ลีลา พระพิมพ์กลีบบัวใหญ่ พระพิมพ์กลีบบัวเล็ก ของหลวงพ่อเงินถูกเก็บไว้จำนวนหนึ่ง

ปัจจุบันมี พระครูพิสุทธิวรากร หรือ พระอาจารย์วิทยา ผู้สืบสานพุทธาคมในสาย หลวงพ่อหวั่น กุสลจิตโต เกจิชื่อดังพิจิตร รองเจ้าคณะอำเภอโพทะเลและเจ้าอาวาสวัดหนองดง ท่านมุ่งมั่นทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ก่อสร้าง บูรณะซ่อมแซมเสนาสนะ โบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ ให้วัดเจริญรุ่งเรือง

วัดเวียงมนมงคลพนาราม เชียงราย

หลวงพ่อโตทันใจ หลายคนอาจเคยคิดว่าที่เราเรียก “หลวงพ่อทันใจ” เป็นเพราะอธิษฐานอะไรก็สำเร็จสมประสงค์ได้ทันใจทันท่วงที แต่ความจริง ที่เราเรียกกันว่าหลวงพ่อทันใจนั้น แต่เดิมเป็นเรื่องของความทันใจในการสร้างและปลุกเสก โดยในสมัยโบราณ เมื่อมีการสร้างพระ ในวัดสำคัญทางภาคเหนือ นิยมสร้างพระพุทธรูปที่เรียกว่า “พระเจ้าทันใจ” ซึ่งหมายถึง พระพุทธรูปที่ใช้เวลาสร้างได้สำเร็จภายใน 1 วัน คือจะเริ่มพิธีตั้งแต่หลังหกทุ่มเป็นต้นไป จนสามารถสร้างองค์พระได้สำเร็จก่อนพระอาทิตย์ตกดิน (ก่อนเวลา 18.00 น.) ของวันถัดไป ถ้าสร้างไม่เสร็จถือเป็นพระพุทธรูปธรรมดาทั่วไป และสามารถทำพิธีพุทธาภิเษกได้ในเย็นอีกวันหนึ่ง ทั้งนี้เนื่องจากการสร้างพระพุทธรูปนั้น มักจะมีขั้นตอน และพิธีกรรมที่ละเอียดซับซ้อน การสร้างพระพุทธรูป และสามารถทำพิธีพุทธาภิเษกได้สำเร็จภายใน 1 วัน จึงถือว่าเป็นเรื่องมหัศจรรย์ จึงเชื่อกันว่าเป็นเพราะพระพุทธานุภาพ และอานุภาพแห่งเทพยดาที่บันดาลให้พิธีกรรมสำเร็จโดยปราศจากอุปสรรค ดังนั้นพุทธศาสนิกชนจึงถือว่าพระเจ้าทันใจเป็นพระพุทธรูปที่จะบันดาลความสำเร็จให้แก่ผู้อธิษฐานขอพรได้อย่างทันอกทันใจ

หลวงปู่ทอง วัดพระธาตุจอมทอง

เหรียญอายุยืน ของพระเดชพระคุณ พระพรหมมงคล (หลวงปู่ทอง สิริมงฺคโล) วัดพระธาตุศรีจอมทอง เชียงใหม่ ซึ่งเมตตาอนุญาตให้ พระพิพัฒนวราภรณ์ เจ้าอาวาสวัดสุนทรธรรมทาน(วัดแค นางเลิ้ง) กรุงเทพฯ จัดสร้างเหรียญรูปเหมือนท่าน ในมงคลโอกาสเจริญอายุวัฒนมงคลครบ ๘ รอบ ๙๖ ปี เมื่อ ๒๑ กันยายน ๒๕๖๒ ซึ่งถือได้ว่าเป็น เหรียญสุดท้าย ที่ หลวงปู่ทอง อนุญาต พร้อมทั้งได้เมตตาอธิษฐานจิต เจิมบล็อกแม่พิมพ์ เหรียญตัวอย่าง และกำหนด วันประกอบพิธีพุทธาภิเษก ในวันเสาร์ที่ ๒๘ ธ.ค.นี้ เวลา ๑๗.๐๙ น. ณ วัดชยาลังการ์ (ป่าป้อง) อ.ดอยสะเก็ด เชียงใหม่ เพื่อสมนาคุณผู้บริจาคทรัพย์ก่อ สร้างกุฏิสงฆ์ และเสนาสนะให้วัดทรายมูล (บ้านป้อง) รัฐฉาน ประเทศพม่า พิธีพุทธาภิเษก“เหรียญอายุยืน” ๙๖ ปี พระพรหมมงคลวิ. (หลวงปู่ทอง สิริมงฺคโล) ๒๘/๑๒/๖๒ เวลา ๑๗.๐๙ น. ณ วิหารพระพุทธชัยสิทธิโชค วัดชยาลังการ์(ป่าป้อง) อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ วันเสาร์ที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๖๒ เวลา ๑๗:๐๙ น. ประธานจุดเทียนชัย พระเดชพระคุณ พระธรรมเสนาบดี รองเจ้าคณะภาค ๗ เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร รก.เจ้าอาวาสวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร ประธานดับเทียนชัย พระเดชพระคุณ พระราชโพธิวรคุณ เจ้าคณะอำเภอดอยสะเก็ด เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยสะเก็ด พระภาวนาจารย์นั่งปรกอธิษฐานจิต
1. พระครูสิริสีลสังวร (ครูบาน้อย เตชปญฺโญ) วัดศรีดอนมูล จังหวัดเชียงใหม่
2. พระครูประภัศร์ธรรมรังสี (ครูบาจันต๊ะ รังษี) วัดกู่เต้า จังหวัดเชียงใหม่
3. พระครูสังฆรักษ์ พีระ คมฺภีรปญฺโญ วัดกู่สันป่าตาล จังหวัดลำพูน
4. พระครูปลัดวรกร เขมปญฺโญ (ครูบาน้อย) วัดสันปูเลย จังหวัดเชียงใหม่ เจริญพุทธมนต์ธรรมจักกัปปวัตนสูตร พระเถรานุเถระ 16 รูป จังหวัดเชียงใหม่ พระสงฆ์สวดคาถาพุทธาภิเษก คณะสงฆ์วัดราชสิทธาราม กรุงเทพมหานคร

หลวงปู่หมุน

หลวงปู่หมุน วัดบ้านจาน
หลวงปู่หมุน ฐิตสีโล เกิดในสกุล“ ศรีสงคราม”หรือ “ แก้วปักปิ่น” ถือกำเนิดเมื่อ วันพฤหัสบดี เดือน 5 ปีชวด พ.ศ. 2437 ณ บ้านจาน อ.กันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ บิดา ชื่อ "" ดี ""มารดาชื่อ "" อั๊ว "" มีอาชีพทำไร่ทำนา เป็นเด็กยากจน แต่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด ต่อมาบิดามารดาเห็นแววทางด้านพระพุทธศาสนา จึงให้บรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุ 14 ปี และนำไปฝากกับพระอาจารย์สีดาเจ้าอาวาสวัดบ้านจาน ซึ่งเป็นพระที่เชี่ยวชาญด้านกรรมฐานและมีวิชาอาคมที่เก่งมาก ในปี 2460 ขณะอายุได้ 23 ปีได้เข้าอุปสมบทหมู่จำนวน 9 รูป โดยหลวงปู่เป็นรูปที่ 9 โดยมีโยมลุงของท่านเป็นเจ้าภาพ โดยมีหลวงพ่อสีดา เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อเพ็งเป็นพระอนุสาวนาจารย์และหลวงพ่อผุยเป็นพระกรรมวาจาจารย์ ได้รับรับฉายาว่า "" ฐิตสีโล "" แปลว่า "" ผู้มีศีลตั้งมั่น ""จากนั้นได้ศึกษาวิชาความรู้จากครูบาอาจารย์ต่าง ๆ ในแถบนั้นเป็นเวลา 4 ปี ก่อนออกแสวงหาครูบาอาจารย์อื่นๆ เพื่อศึกษาคันธธุระและวิปัสสนาธุระในชั้นที่สูงๆ ขึ้นไป

ปี พ.ศ.2464 หลวงปู่หมุน เริ่มออกศึกษาแสวงหาประสบการณ์โดยได้ร่ำเรียนทั้งเวทย์วิทยา และสมถกรรมฐานจากครูบาอาจารย์หลายสำนัก การเดินทางในสมัยนั้นเป็นที่ลำบากยากเย็น ต้องเดินเท้าเปล่าผจญภัยจากผีป่า หรือสัตว์ร้ายนานัปการ แต่หลวงปู่มิได้ย่อท้อ ได้เดินทางไปศึกษาวิชาอาคมที่ สำนักตักศิลาแห่งบ้านจิกใหญ่ อ.พิบูลมังสาหาร จังหวัด อุบลราชธานี กระทั่งศึกษาคัมภีร์มหาพุทธาคม อันเป็นแม่บทของคัมภีร์ปถมัง คัมภีร์อิทธิเจ คัมภีร์มหาราช คัมภีร์ตรีนิสิงเห ซึ่งเป็นพื้นฐานแห่งอำนาจจิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งตำราพิชัยสงคราม เช่น คัมภีร์นิติประกาศิต คัมภีร์ธนูรเวทว่าด้วยการแต่งเครื่องครอบมนตร์ในสงคราม เป็นต้น


ในช่วงปี 2475-2482 เมื่อหลวงปู่สำเร็จการศึกษาวิชาการต่าง ๆ ก็เก็บบริขารออกธุดงค์ป่าผ่านถิ่นทุรกันดารในชนบทโดยเท้าเปล่ามายังกรุงเทพ ฯ ในระยะแรกหลวงปู่เข้าพักที่ วัดเทพธิดาราม เป็นการชั่วคราว โดยมีครูทองอินทร์ เป็นครูสอนของวัดเทพธิดาราม เป็นผู้เอื้อเฟื้อจัดหาที่พำนักให้ ท่านได้ให้หลวงปู่อยู่ที่วัดวัดอรุณราชวราราม พำนักอยู่กับพระพิมลธรรม(นาค) ศิษย์สายสมเด็จพระสังฆราชแพ โอกาสนี้หลวงปู่ได้ร่ำเรียนวิชาคัมภีร์มูลกัจจายน์สูตร ซึ่งเป็นหลักสูตรโบราณอันเก่าแก่ของคณะสงฆ์ไทยที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน เป็นตำราที่ละเอียดลึกซึ้ง แตกฉานพระบาลีว่าด้วยคัมภีร์อรรถกถายากยิ่งที่จะมีผู้เรียนได้สำเร็จ ปัจจุบันวิชานี้ได้ยกเลิกไปแล้ว
หลวงปู่หมุนได้เข้าสอบวิชามูลกัจจายน์ นั้น ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งการสอบในสมัยนั้นมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประธาน และสมเด็จพระสังฆราช(แพ) เป็นประธานกรรมการฝ่ายสงฆ์ และพระเถราจารย์เป็นผู้ทดสอบด้วย โดยมีการถามตอบแบบมุขปาฐะ (ปากเปล่า) ถ้าถามตอบบาลีผิดเกิน 3 คำ ให้ปรับเป็นตกทันที ด้วยความรู้ความสามารถที่แตกฉานในคัมภีร์หลวงปู่สามารถสอบได้เปรียญธรรมถึง 5 ประโยคในคราวเดียวเท่านั้น หลังจากนั้นหลวงปู่ได้ใช้วิชาความรู้อย่าง คุ้มค่า โดยได้เป็นครูสอนมูลกัจจายน์อยู่ที่วัดหงส์รัตนาราม(ฝั่งธนบุรี) เป็นเวลานานหลายปี มีลูกศิษย์มากมาย นอกจากนี้ในช่วงหนึ่งหลวงปู่มาพักกับสมเด็จพระสังฆราชแพ ที่วัดสุทัศน์ฯ และได้ศึกษาวิชาบางอย่างกับสมเด็จพระสังฆราชแพอีกด้วย

จากนั้นก็เก็บบริขารเดินธุดงค์ติดตามพระอาจารย์ทองดี ที่มาจาก อ.บึงกาฬ จ.หนองคาย ธุดงค์ ไปทางภาคเหนือเข้าเขตพม่าเป็นเวลา 1 ปี จากนั้นก็เดินเท้าเปล่าลงภาคใต้ไปพำนักกับพระอาจารย์ทิม วัดช้างไห้ เพื่อปฎิบัติกรรมฐานและแลกเปลี่ยนวิชาอาถรรพณ์เวทมนต์กับพระอาจารย์ทิมอยู่ ประมาณปีกว่า ๆ ก่อนธุดงค์เข้าเขตประเทศมาเลเซีย เพื่อจะเรียนวิชากับพ่อท่านครน วัดบางแซะ ใช้เวลาธุดงค์อยู่ถึง 7 วัน แต่ไม่พบจึงตัดสินใจกลับวัดช้างให้ ต่อจากนั้นก็ได้เรียนวิชาจากพ่อท่านคล้ายวาจาสิทธิ์ วัดสวนขัน จ.นครศรีธรรมราช โดยได้ของที่ระลึกจากพ่อท่านคล้ายคือ ชานหมากเม็ดใหญ่เป็นที่ระลึก จากนั้นก็เดินธุดงค์เรื่อยมาจนกลับสู่เขตอีสานอีกครั้งและได้พบกับหลวงปู่สี ฉันทสิริ ในป่าแถบ จังหวัดหนองคาย และได้วิชาลบผงสีจากหลวงปู่สี ซึ่งได้รับสืบทอดมาจากสมเด็จพุฒาจารย์โต วัดระฆังโฆษิตาราม
ช่วงที่ท่านธุดงค์แถบอุบลราชธานีได้พบกับหลวงปู่มั่น และขอเรียนข้อวัตรปฏิบัติในพระกรรมฐาน แต่ไม่ได้ร่วมคณะธุดงค์ เพราะท่านอยู่นิกายมหายาน หลวงปู่เคยเล่าประวัติในช่วงธุดงค์ให้กับพระภิกษุที่เป็นหลานของท่านว่า เคยได้เป็นศิษย์หลวงปู่มั่นอยู่พักหนึ่ง ในช่วงที่หลวงปู่ต้องการเจริญสมณธรรม เป็นธรรมอันล้ำลึกยากยิ่งที่ผู้ที่ยังเข้าไม่ถึงจะล่วงรู้ถึงอารมณ์ของ วิปัสสนานี้ได้ หลวงปู่หมุนได้อยู่ปรนนิบัติรับใช้พระอาจารย์มั่นอยู่ระยะหนึ่งแล้วก็แสวงหา ความวิเวก เพื่อประพฤติปฏิบัติต่อไป จนกระทั่งหลวงปู่แตกฉาน เชี่ยวชาญ ครั้งนั้นหลวงปู่หมุนได้ศึกษาธรรมจนที่สหธรรมมิกที่เป็นศิษย์ของหลวงปู่มั่น รู้จักสนิทสนมกับหลวงปู่ทุกองค์ เช่น หลวงปู่แหวน สุจิณโณ เป็นต้น ..ในตอนที่หลวงปู่หมุนไปกราบนมัสการ หลวงปู่มั่น ท่ามกลางศิษย์สายกองทัพธรรม ในขณะสนทนาธรรมหลวงปู่มั่นได้ปรารภกับหลวงปู่หมุนว่า "" ท่านหมุน ท่านเก่งพอตัวอยู่แล้ว หากไม่เจอกันหรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับปริยัติ ปฏิบัติ และ

ปฎิเวธให้สอบถามท่านแหวนได้ เพราะเขาเก่งมาก "" หลวงปู่มั่นได้มอบของที่ระลึกให้หลวงปู่หมุน 2 อย่าง คือ แผ่นจารอักขระใบลาน ม้วนเป็นลูกอมกลม ๆ เขียนเป็นภาษาขอมว่า เย ธมมา เหตุปภวา ฯลฯ เป็นต้น และธนบัตรรัชกาลที่ 8 พร้อมลายเซ็นหลวงปู่มั่น ภายหลังหลวงปู่ได้มอบให้โยมแม่ท่านไป ต่อมาหลวงปู่มีความกังขาสงสัยในกัมมัฏฐานในเรื่องของ จตุธาตุวัฏฐาน ซึ่งเป็นเรื่องของการปฏิบัติในธาตุทั้ง 4 เป็นมูลฐานของอิทธิปาฏิหาริย์ต่าง ๆ จึงได้เดินทางไปกราบของความรู้เพิ่มเติมจาก หลวงปู่แหวน สุจิณโณ ก็ได้รับความกระจ่าง จากนั้นก็ธุดงค์ต่อไป ท่านยังได้ร่ำเรียนวิชาจาก พระอาจารย์สิงห์ วัดป่าสาลวัน หลวงพ่อจาด วัดบางกระเบาต่อมาไม่นานก็ได้ร่ำเรียนวิชามีดหมอมหาปราบจากหลวงพ่อขำ วัดเขาแก้ว และหลวงพ่อเงิน วัดมะปรางค์หลวง ซึ่งวิชานี้หลวงพ่อเดิม พุทธสโร วัดหนองโพ จ.นครสวรรค์ก็เรียนจากหลวงพ่อขำและหลวงพ่อเงิน เช่นกัน นอกจากนี้ในช่วงที่หลวงปู่ธุดงค์มาสู่ภาคตะวันออกแถบจันทบุรี ท่านได้พำนักอยู่กับ หลวงพ่อสอน วัดเสิงสาง กระทั่งหลวงพ่อสอนไว้ใจให้วิชาอาคมและครอบครูให้กับหลวงปู่

หลวงปู่หมุนนับเป็นหนึ่งในทายาทผู้สืบสายเวทวิทยาพุทธาคมในสายสมเด็จลุนแห่งนครจำปา ศักดิ์ราชอาณาจักรลาวที่ยังดำรงขันธ์อยู่ในปัจจุบัน โดยสมเด็จลุนเป็นที่เลื่องลือในคุณธรรมและอภิญญาอภินิหารอาทิ สามารถเดินบนน้ำได้ ย่นระยะทางได้ แปลงร่างได้ เดินทะลุภูเขาได้กล่าวกันว่าภิกษุสงฆ์ยุคก่อนโน้นต่างดั้นด้นสืบเสาะหาสม เด็จลุน เพื่อฝากตัวเป็นศิษย์ศึกษามหาวิทยาคม ตลอดจนวิปัสสนากรรมฐาน หลวงปู่หมุนเองก็ดั้นด้นธุดงค์ผ่านอุบลราชธานีเข้าประเทศลาวเพื่อสืบเสาะสม เด็จลุน แต่ไม่พบ แล้วมาพักอยู่กับหลายพ่อมหาเพ็ง วัดลำดวน ในช่วงนั้นหลวงปู่ได้ใช้เวลาค้นคว้าศึกษาพระไตรปิฏก ในเรื่องพระวินัยปิฏก และพระอภิธรรม ซึ่งเป็นพระคัมภีร์ที่กล่าวถึงการเจริญกัมฏฐานล้วน ๆ ประมาณ 2 เดือนกว่า แล้วก็ออกธุดงค์กลับสู่ประเทศไทยเข้ากรุงเทพฯ มาพักนักที่วัดหงส์รัตนาราม ต่อมาธุดงค์ไปทางอีสานเข้าสู่ประเทศลาวอีก หลายครั้ง จนกระทั่งท่านมีอายุ 30 ปีกว่าแล้ว คราวนั้นหลวงปู่ได้พบกับฆราวาสชื่ออาจารย์ฉันท์ ซึ่งมีศักดิ์เป็นเหลนของสมเด็จลุน ที่จังหวัดนครพนม โดยเรียนวิชาจากอาจารย์ฉันท์จนหมดภูมิแล้ว อาจารย์ท่านจึงได้แนะนำฝากตัวเป็นศิษย์หลวงปู่ดำเหลนของสมเด็จลุนปรมาจารย์ ใหญ่ที่สืบสายเวทวิทยาพุทธาคมในสายสมเด็จลุน

ในการฝากตัวเป็นศิษย์ของหลวงปู่ดำนั้น มีกฎเกณฑ์รายละเอียดมากทั้งยังต้องทดสอบภูมิปัญญา และอำนาจของกระแสจิตที่ต้องเข้มแข็งพอที่จะเรียนวิชาของท่านได้ ในรุ่นที่หลวงปู่ฝากตัวเป็นศิษย์นั้นมีมากกว่า 50 รูป แต่หลวงปู่ดำท่านทดสอบวิชา แล้วคัดออกจนเหลือแค่ 3 รูป มีหลวงปู่หมุน หลวงพ่อสงฆ์ (วัดม่วง ลพบุรี) และอีกรูปหลวงปู่ลืมชื่อไปแล้ว สำหรับพิธี ครอบครูของหลวงปู่ดำนั้นมีของยกครูที่หลวงปู่จำได้อย่างแม่นยำคือ 1.ผ้าไตรจีวร 2.บาตร 3.ทองคำหนัก 10 บาท (สำหรับทองคำ จะคืนให้เมื่อเรียนจบ) และมีข้อห้ามประการสำคัญอีกคือ ห้ามสึกตลอดชีวิต ถ้าสึกไปชีวิตก็จะหาไม่
ในการครอบวิชานี้ถือว่าเป็นสุดยอดเคล็ดวิชา วิทยาคม ในสายของสมเด็จลุน แห่งนครจำปาศักดิ์ ซึ่งกว่าจะเรียนจบต้องใช้ความวิริยะอุตสาหะบำเพ็ญเพียรอย่างมาก ได้จำวัดพักผ่อนวันละ 4 ชั่วโมงเท่านั้น อาหารต้องฉันมื้อเดียว และขั้นตอนสุดท้ายที่จะสำเร็จวิชานี้จะมีการทดสอบอย่างพิสดารอย่างไรก็ตาม เป็นที่เชื่อกันว่าหลวงปู่หมุนท่านสำเร็จวิชาสำเร็จธาตุ 4 มาจากสายสมเด็จลุน ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าวิชาสายนี้ลึกลับเกินปุถุชนคนธรรมดาจะเรียนได้สำเร็จ ผู้ที่จะเข้าถึงได้ต้องเป็นผู้ที่มีบารมีมาแล้วนับชาติไม่ถ้วน เพราะการควบคุมธาตุ 4 ได้นั้นผู้ที่จะสามารถทำการนี้ได้ต้องสำเร็จจตุตฌานเป็นบาทฐานในการทำ และยังต้องมีความเชี่ยวชาญในเรื่องของกสิณจตุธาตุทั้ง 4 ได้แก่ ดิน น้ำ ลม และไฟอีกด้วย

หลังจากนั้น หลวงปู่ก็กลับมาจำพรรษา ที่วัดบ้านจาน จนได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส และพระอุปัชฌาย์ รับสมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นประทวน ที่"" พระครูหมุน ฐิตสีโล"" หลวงปู่ได้ปฎิบัติศาสนกิจตามที่ได้รับมอบหมายเป็นเวลาถึง 20 ปี จึงลาออกจากทุกตำแหน่ง ต้องการใช้ชีวิตที่เหลือบำเพ็ญสมณธรรมปฏิบัติพระวิปัสสนาธุระ อย่างเดียว ประมาณปี 2487 ในช่วงที่หลวงปู่อายุ 50 ปี ท่านเก็บบริวารออกธุดงค์บำเพ็ญเพียรอยู่ในป่าดงดิบ โดยลำพังแต่ผู้เดียว และในช่วงนี้เองที่หลวงปู่ได้พบกับอาจารย์จ่อยและอาจารย์ขวัญ วัดป่าหนองหล่ม ในระหว่างที่หลวงปู่ธุดงค์โดยบังเอิญ อาจารย์ทั้ง 2 จึงได้นิมนต์หลวงปู่โปรดญาติโยมที่วัดป่าหนองหล่ม หลังจากที่หลวงปู่หมุนเดินธุดงค์แสวงหาธรรม อยู่หลายสิบปี ประมาณปี 2520 ท่านจึงกลับมายังวัดบ้านจาน ซึ่งวัดบ้านจานในยามนั้น มีอายุกว่า 200 ปี อยู่ในสภาพทรุดโทรม ท่านจึงได้พัฒนาวัด สร้างอุโบสถขึ้นมา ด้วยหยาดเหงื่อและแรงจิต ทำให้อุโบสถเสร็จสมบูรณ์ในเวลาอันสั้นนอกจากนี้ท่านยังได้ช่วยเหลือลูกศิษย์และสหธรรมิก อีกหลายวัดเช่น วัดป่าหนองหล่ม, วัดโนนผึ้ง ,วัดซับลำใย, และคณะศิษย์วัดสุทัศน์ฯ ในการสร้างถาวรวัตถุของวัด จนเป็นที่มาของ วัตถุมงคลที่ได้รับความนิยมในหลายรุ่นต่อมา ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกเมื่อวัตถุมงคลและเครื่องรางของขลังแทบทุกรุ่น ที่ท่านจัดสร้างขึ้น จึงเป็นที่นิยมในหมู่ศิษยานุศิษย์ ด้วยเชื่อในพลังแห่งบุญฤทธิ์จิตตานุภาพของท่าน
จนกระทั่งเมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 11 มี.ค.2546 หลวงปู่หมุน ฐิตสีโล พระอมตะเถระ 5 แผ่นดิน แห่งวัดบ้านจาน อ. กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ มรณภาพลงอย่างสงบบนกุฎี สิริอายุ 109 ปี 86 พรรษา"

หลวงปู่แสน

หลวงปู่แสน ปสนฺโน วัดบ้านหนองจิก อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ ได้รับการขนานามว่า “เทพเจ้าแห่งเขาภูฝ้ายใกล้ชายแดนเขมร” ปัจจุบันอายุ 10๙ ปี สุขภาพร่างกายยังแข็งแรง เดินไปไหนมาไหนได้ปกติ และทุกวันจะมีข้าราชการ ตำรวจ ทหาร เข้ากราบไหว้ไม่ขาดสาย

“แสน คุ้มครอง” เป็นชื่อและนามสกุลเดิมของหลวงปู่แสน เกิดวันศุกร์ที่ 11 กันยายน 2๔51 ระหว่างบวชเณรได้ไปศึกษาเรียนหนังสือกับหลวงพ่อมุมวัดปราสาทเยอใต้ จนจบป.๔ และได้เรียนตำราพระเวชจากหลวงพ่อมุมทั้งภาษาขอม ภาษาธรรมบาลี จนเก่งกล้าวิชา กระทั่งอายุ 21 ปี ได้เข้าบรรพชาอุปสมบทที่วัดบ้านโพง ได้นิมนต์หลวงพ่อมุม อินทปญโญ วัดปราสาทเยอ อ.ไพรบึง จ.ศรีสะเกษ เป็นพระกรรมวาจาจารย์



คาถาเมตตามหานิยมหลวงปู่แสน ที่ท่านมักบอกให้ลูกศิษย์ คือ “นะ เมตตา โม กรุณา พุทธ ปราณี ธา ยินดี ยะ ประเสริฐเลิศไกล โม จับจิตร พุทธ จับใจธารักใคร่ ยะ มนุษสาหญิงชายทั้งหลาย เหหิจิตตังปิยังมะมะ นะ ออนใจ รัก นำ ทรัพย์สิน เงินทอง มาชูกู เพ็งๆ พาๆ หาๆ ฤาๆ”

คำว่า “เพ็งๆ พาๆ หาๆ ฤาๆ” เป็นภาษาโบราณ เป็นคาถา เร่งให้มีลาภเร็วขึ้น เป็นมหาลาภ มีผลยิ่งใหญ่มาก

วัตถุมงคลของหลวงปู่แสนได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วเนื่องจากวัตถุมงคลของท่านมีประสบการณ์แคล้วคลาดปลอดภัย ผู้นำไปใช้มีโชคลาภมากมายทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะเหรียญเสมาครึ่งองค์หลวงปู่แสน รุ่นเจ้าสัวแสนนิยม ที่จัดสร้างโดย “วิทย์ เมืองตาก” เพื่อหารายได้สมทบทุนสร้างศาลา

เหรียญเสมาครึ่งองค์หลวงปู่แสน รุ่นเจ้าสัวแสนนิยม ออกแบบเหรียญเป็นสไตล์เหรียญเสมาหลวงปู่ทิมผสมผสานกับเหรียญเจริญพรบนหลวงพ่อคูณ ผสมผสานกับการแกะแบบสไตล์หลวงปู่สี โชคดีได้ทีมกราฟฟิกจากทีมงานฉะเชิงเทราท่านชอ ปรกโพธิ์ มาเป็นทีมงานออกแบบให้ และกลุ่มเพื่อนเก่าของวิทย์ เมืองตาก เป็นทีมงานที่ปรึกษา บวกกับลูกค้าเดิมที่เชื่อมั่นในฝีมืองานการดูแลงานของวิทย์ เมืองตาก จำนวนการสร้างเพียง 5,555 เหรียญ ซึ่งมีตั้งแต่เสมาเนื้อทองคำ เนื้อเงิน เนื้อนวะ เนื้อชนวน เนื้ออัลปาก้า และเนื้อทองแดง

ด้วยบารมีหลวงปู่แสน ตอนนี้ท่านดังไกลถึงต่างประเทศบวกกับความสวยของเหรียญรุ่นนี้จึงมีลูกศิษย์มากมายทั้งในและต่างประเทศมาขอเช่าบูชารุ่นเจ้าสัวแสนนิยมนี้กันอย่างมากมาย “พระออกไม่ถึงเดือนมีผู้แขวนบูชาและมีประสบการณ์ทั้งแคล้วคลาดปลอดภัยทั้งโชคลาภมากมาย มีผู้แขวนบูชากว่าหลายร้อยคน” จึงทำให้เป็นกระแสนิยมมากที่สุด


อาจารย์สุบิน คุ้มนะหน้าทอง

 อาจารย์สุบินเป็นชาวเหนือโดยกำเนิด บ้านเกิดคือ บ้านป่าไผ่ ตำบลป่าลาน อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ เด็กชายสุบินเดินทางเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ อายุ ๑๓ ปี ได้บรรพชาสามเณรที่วัดศรีประดู่ โดยมี พระครูเขมาพิราม วัดยางทอง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ เป็นพระอุปัชฌาย์ จากนั้นได้เข้าศึกษาพระธรรมวินัยตามธรรมเนียมของผู้ที่บรรพชาหรืออุปสมบทเข้ามาในพระพุทธศาสนาสามเณรสุบินได้รับความเมตตาจากครูบาอาจารย์ได้อบรมสั่งสอนให้ความรู้ จนศึกษาจบนักธรรมชั้นเอก จากสำนักเรียนวัดเชตุพน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ และศึกษาวิชาสามัญจนจบมัธยมศึกษาปีที่ ๖      

     เมื่อสามเณรสุบินได้ร่ำเรียนวิชาสามัญจบแต่ละชั้นเเล้วได้หันไปศึกษาด้านพุทธาคม กับครูบาอาจารย์หลายรูป และการศึกษาวัตรปฏิบัติพระกรรมฐาน โดยการศึกษาทางพุทธาคม
 ได้รับเมตตาจาก พระครูสิริสุภาจารย์(ครูบาอินสม) เจ้าอาวาสวัดศรีประดู่ และวิชาอาคมด้านไสยศาสตร์จากนั้นก็ได้ไปศึกษาวิชาเทียนมหาเศรษฐีพันอย่าง สะเดาะห์เคราะห์ต่อชะตา หนุนดวง กับ ครูบาอิ่นแก้ว อนิญชโณ วัดวาลุการาม (ป่าแงะ) ตำบลตลาดขวัญ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ และครูบาอิ่นแก้ว อนิญชโณ ท่านยังได้มีเมตตาสอนวิธีนั่งสมาธิ โดยนั่งตั้งแต่ตี ๕ ยันเที่ยงวัน ซึ่งถือได้ว่า เป็นครูบาอาจารย์ที่สามเณรสุบินได้ปรนนิบัติรับใช้และร่ำเรียนที่ใกล้ชิดมากที่สุดและสามเณรสุบินได้มีโอกาสติดตามครูบาอาจารย์ออก ธุดงควัตรปฏิบัติธรรมไปแถวพม่า ลำปาง เชียงราย ในแถบภาคเหนือ ตามป่าบ้างวัดร้างบ้าง   
   

     ในช่วงที่ธุดงควัตรอยู่นั้น สามเณรสุบินได้ไปกราบนมัสการครูบาอาจารย์หลายๆรูปและร่ำเรียนวิชามาหลายแขนง หลังจากที่กลับจากธุดงควัตร อายุ ๒๐ ปีบริบูรณ์ ก็ได้เข้าอุปสมบท
 ญัตติกรรมเป็นพระภิกษุ โดยมี พระครูรัตนวราธร วัดป่าไม้แดง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นพระอุปัชฌาย์ หลังจากอุปสมบทแล้ว ครูบาสุบินได้เดินทางไปจำพรรษา กับ ครูบาหน้อย วัดบ้านปง (มรณภาพอายุ ๑๐๒ ปี)ซึ่งก่อนหน้านี้ ครูบาสุบินได้เป็นเจ้าสำนักสงฆ์ใหม่จันทรวิโรจน์ ตำบลสันกำแพง อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ตั้งแต่อายุ ๑๘ ปี ครั้งบรรพชาเป็นสามเณร      

     ในระยะเวลาที่จำวัดอยู่กับ ครูบาหน้อย วัดบ้านปง ครูบาสุบินก็ได้รับความเมตตาจากครูบาหน้อย ในการสอนการลงอักขระเขี้ยวเสือลงยันต์อาคม ซึ่งตามคำบอกกล่าวของผู้ที่ศรัทธา
 และครอบครองบูชาเขี้ยวเสืออาคมของครูบาหน้อย ต่างเป็นที่ประจักษ์ว่า ขลังที่สุด ซึ่งท่านทำไว้มากเท่าไรก็ไม่เพียงต่อความต้องการของบรรดาผู้ที่เป็นศิษย์และผู้คนที่ได้เข้าไปกราบไหว้      
     
     และได้ศึกษาตำหรับวิชา ของ ครูบาเจ้าศรีวิชัย จาก พ่อหนานดวงตา ปัญญาเจริญ ซึ่งท่านเป็นศิษย์เอกของ ครูบาเจ้าศรีวิชัย ท่านได้เก็บรักษารวบรวมตำราของครูบาเจ้าศรีวิชัยไว้เป็นอย่างดี
 เช่น ตำราการภาวนากรรมฐาน ที่ท่านเขียนไว้เป็นภาษาล้านนาพร้อมกับการฝึกสมาธิเบื้องต้นและขั้นสูงการเข้านิโรธกรรมตามแบบฉบับครูบาเจ้าศรีวิชัย โดยพ่อหนานดวงตาท่านมีความเก่งกล้า ทางด้านการลงอักขระเลขยันต์ และนอกจากนี้ท่านยังมอบตำรารวมทั้งยันต์รอยมือและรอยเท้าของครูบาศรีวิชัยมาเป็นสมบัติให้กับครูบาสุบินอีกด้วย


      
     อาจารย์ฆราวาส อีกท่านหนึ่งที่ครูบาสุบินได้ร่ำเรียนวิชามาคือ อาจารย์สุวรรณ มณีสีแสง แห่งเมืองเชียงใหม่ ท่านได้พบกับอาจารย์สุวรรณ มณีสีแสง ครั้งเมื่อตอนเป็นสามเณรสุบินที่เชียงใหม่
 สำหรับวิชาที่ได้รับการถ่ายทอดคือ วิชาการสร้างเทียนสะเดาะเคราะห์การสักยันต์เมตตามหานิยม รวมทั้งการสร้างพระผงและการสร้างกุมารทอง และพิธีกรรมสาลิกาคู่ชีวิตดีทางเมตตาค้าขาย ที่ใครๆได้รู้จักตำรับวิชาสายเหนือ และอีกสายคือ เขาอ้อ อาจารย์โยคีเคราเหล็ก ก็ได้ถ่ายทอดวิชาสักสาลิกาที่ริมฝีปากโดยผู้ที่จะทำการสักต้องใช้ใบโพธิ์ ๙ ใบ ธูป ๙ ดอก เทียน ๙ เล่ม หมายถึงความเจริญก้าวหน้าในชีวิต หน้าที่การงาน เมตตามหาเสน่ห์ นอกนั้น ครูบาสุบินยังได้ศึกษา วิชาอาคมไสยเวทย์ จาก อาจารย์สายบรมครูบูบุอ่อง ชาวพม่า อาจารย์สาธู ชาวกะเหรี่ยงและอีกมากมายหลายครูบาอาจารย์ ซึ่งท่านก็ได้เมตตาสอนความรู้ให้ครูบาสุบินโดยมิได้ปิดบังอำพรางใดๆมี อาคมทางด้านแก้คุณไสย สมุนไพรและพระเวทย์ ฯ การศึกษาตำราและการเล่าเรียนพระปริยัติสายสามัญ ครูบาสุบินจบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยแห่งคณะสงฆ์ ธรรมยุตนิกาย นับได้ว่าครูบาสุบินเป็นแบบอย่างของนักเรียนนักศึกษา ที่มีความมุ่งมานะ และพยายามจนกระทำได้สำเร็จพร้อมเป็นพระสงฆ์ที่น่านำมาเป็นแบบอย่างโดยแท้จริง
แสดง   10 20 30